วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รูปแบบแท่งเทียนที่บอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มที่มีความหมายมาก(MAJOR REVERSAL PATTERNS)

|0 ความคิดเห็น
รูปแบบแท่งเทียนที่บอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มที่มีความหมายมาก(MAJOR REVERSAL PATTERNS)

ABANDONED BABY (UPTREND)
กรณีหุ้นขาขึ้น : เกิดแท่งเทียนรูปกากบาท DOJI STAR กระโดดขึ้นห่างจากแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่าง WINDOW หรือ GAP และไส้เทียนไม่ติดกันและต่อมาเกิดแท่งเทียน BLACK CANDLESTICK กระโดดลงจนเป็น ช่องว่าง WINDOW หรือ GAP ห่างจากแท่งเทียนรูปกากบาท DOJI STAR และไส้เทียน ไม่ติดกันเช่นกัน

ความหมาย : บอกว่าแนวโน้มที่ขึ้นมาอาจจะเปลี่ยนเป็นลง
ABANDONED BABY (DOWNTREND)
กรณีหุ้นขาลง : เกิดแท่งเทียนรูปกากบาท DOJI STAR กระโดดลงห่างจากแท่งเทียนสีดำ BLACK CANDLESTICK ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่าง WINDOW หรือ GAP ไส้เทียนไม่ติดกัน และต่อมาเกิดแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK กระโดดขึ้น จนเป็นช่องว่าง WINDOW หรือ GAP ห่างจาก DOJI STAR โดยไส้เทียนไม่ได้ติดกัน เช่นกัน

ความหมาย : บอกแนวโน้มที่ลงมาคงจะเปลี่ยนเป็นขึ้น
DARK-CLOUD COVER
ลักษณะ : แท่งเทียนสีดำ BLACK CANDLESTICK ที่เกิดในวันนี้เปิดที่ราคา สูงกว่าราคาปิดของแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK เมื่อวาน แต่ปิดลงมา มากกว่าครึ่งหนึ่ง ของตัวเทียน REAL BODY ของแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมากำลัง จะเปลี่ยนเป็นลง
ENGULFING PATTERNS (BULLISH)
กรณีหุ้นขาลง : เกิดแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK ที่มีแท่งเทียน REAL BODY ขนาดใหญ่วันนี้ปิดทับแท่งเทียน REAL BODY ของแท่งเทียน BLACK CANDLESTICK ในวันก่อนหน้าทั้งหมด ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องปิดไส้เทียนด้วยเรียกรูป นี้ว่า BULLISH ENGULFING

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นกำลังจะเปลี่ยนเป็นขึ้น
ENGULFING PATTERNS (BEARISH)
กรณีขาขึ้น : เกิดแท่งเทียนสีดำ BLACK CANDLESTICK ที่มีแท่งเทียน REAL BODY ขนาดใหญ่ปิดทับแท่งเทียน REAL BODY ของ WHITE CANDLESTICK ในวันก่อนหน้าทั้งหมด ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องปิดไส้เทียนด้วย เรียกรูปนี้ว่า BEARISH ENGULFING

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นกำลังจะเปลี่ยนเป็นลง
STAR
ลักษณะ : เกิดแท่งเทียน (CANDLESTICK) ที่มีตัวเทียน (REALBODY) ขนาดเล็กกระโดดห่างจากแท่งเทียน (CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่าง
ความหมาย : ในตลาดหุ้นขาขึ้น บอกถึงแรงที่จะขึ้นต่อเริ่มน้อยลงในตลาดหุ้นขาลง บอกถึงแรงที่จะลงต่อเริ่มน้อยลง ทั้งนี้ถ้าแท่งเทียน (CANDLESTICK) ก่อนหน้ามีขนาดใหญ่และเป็นสีดำ อาจจะเรียกว่า RAIN DROP
DOJI STAR (UPTREND)
กรณีหุ้นขาขึ้น : เกิด DOJI LINE (ราคาเปิดกับปิดเท่ากัน) กระโดดขึ้นห่างจากแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK ก่อนหน้า จนเป็นช่องว่างโดยไส้เทียนของ DOJI จะห่างจากแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK หรือไม่ก็ได้

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาอาจจะเปลี่ยนเป็นลง และจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นถ้ามีแท่งเทียน CANDLESTICK ตัวอื่นในทางลบเกิดขึ้นตามมา
DOJI STAR (DOWNTREND)
กรณีหุ้นขาลง : เกิด DOJI LINE (ราคาเปิดกับปิดเท่ากัน) กระโดดลงห่างจากแท่งเทียนสีดำ BLACK CANDLESTICK ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่าง โดยไส้เทียนของ DOJI จะห่างจากแท่งเทียนสีดำ BLACK CANDLESTICK หรือ ไม่ก็ได้

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ลงมาอาจจะเปลี่ยนเป็นขึ้น และจะมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นถ้ามีแท่งเทียน CANDLESTICK ตัวอื่นในทางบวกเกิดขึ้นตามมา
EVENING STAR
ลักษณะ : มีแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK ที่ตามมาด้วยแท่งเทียน CANDLESTICK ที่มีตัวเทียน REAL BODY ขนาดเล็กโดยจะเป็นสีดำหรือขาวก็ได้กระโดดสูงขึ้นห่างไปจนเป็นช่องว่าง และมีแท่งเทียน BLACK CANDLESTICK เกิดขึ้นตามต่ำลงมาจนเป็นช่องว่างเหมือนกัน โดยราคาปิดของแท่งเทียน BLACK CANDLESTICK แท่งที่ 3 นี้ จะอยู่ภายในขอบเขตตัวเทียน REALBODY ของแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK วันแรก
ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาจะเปลี่ยนเป็นลง
EVENING DOJI STAR
ลักษณะ : เหมือน EVENING STAR แตกต่างเพียงตัวตรงกลางเปลี่ยนจากแท่งเทียน CANDLESTICK ขนาดเล็กเป็น DOJI แทน

ความหมาย : มีความหมายเหมือน EVENING STAR แต่มีน้ำหนักมากกว่า คือเปลี่ยนแนวโน้มขึ้นเป็นลง
MORNING STAR
ลักษณะ : ตรงข้ามกับ EVENING STAR โดยที่เกิดตอนตลาดขาลง กล่าวคือประกอบด้วยแท่งเทียน 3 แท่ง แท่งแรกเป็นแท่งเทียนสีดำขนาดใหญ่ตามมาด้วย แท่งเทียนสีขาวเป็นช่องว่าง และตามมาด้วยแท่งเทียนสีขาวเป็นช่องว่างและมีราคาปิดอยู่ ภายในขอบเขตของตัวเทียนแท่งแรก

ความหมาย : บอกว่าตลาดหุ้นจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขึ้น
MORNING DOJI STAR
ลักษณะ : รูปแบบเหมือน MORNING STAR แตกต่างเพียงตัวกลางเปลี่ยนจากแท่งเทียนขนาดเล็กเป็น DOJI แทน
ความหมาย : เหมือน MORNING STAR ที่บอกถึงแนวโน้มหุ้นจะขึ้น แต่มีน้ำหนักมากกว่า
SHOOTING STAR
ลักษณะ : เกิดในตลาดหุ้นขาขึ้น เป็นแท่งเทียน (CANDLESTICK) ที่มีตัวเทียน (REAL BODY) ขนาดเล็กที่ยอดต่ำสุดของวัน และมีไส้เทียนข้างบนยาวอย่างน้อย 2 เท่า ของตัวเทียน (REAL BODY) ทั้งนี้จะมีไส้เทียนทางล่างเล็กน้อยหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าไม่มีจะมีความหมายมากกว่า
ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาจะเปลี่ยนเป็นลง
HAMMER
ลักษณะ : รูปร่างเหมือน HANGING MAN (หน้า 3-18) แตกต่างที่รูปแบบนี้เกิด ตอนขาลง (DOWNTREND) กล่าวคือเป็น CANDLESTICK ที่มีตัวเทียน REAL BODY) ขาวหรือดำก็ได้) ขนาดเล็กที่ยอดสูงของวันแล้วมีไส้เทียนทางล่างที่อย่างน้อยควรจะยาวเป็น 2 เท่าของตัวเทียน REAL BODY ทั้งนี้จะมีไส้เทียนทางบนหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าไม่มีจะมีความหมายมากกว่า
ความหมาย : บอกว่าแนวโน้มหุ้นที่ลงมาจะเปลี่ยนเป็นขึ้น
INVERTED HAMMER
ลักษณะ : รูปแบบเหมือน HAMMER แต่เกิดในตอนหุ้นขาลง กล่าวคือเป็นแท่งเทียน (CANDLESTICK) ที่มีตัวเทียน (REAL BODY) ขนาดเล็ก โดยจะเป็นสีอะไรก็ได้เกิดที่ระดับราคาต่ำสุดของวัน และมีไส้เทียนทางบนที่อย่างน้อยควรมีความยาวมากกว่าตัวเทียน (REAL BODY) 2 เท่า

ความหมาย : บอกว่าหุ้นจะเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขึ้น ทั้งนี้จะมีน้ำหนักมากขึ้น ถ้ามีแท่งเทียน (CANDLESTICK) ตัวที่มีความหมายในทางบวกเกิดขึ้นตามมา เช่น มีราคาปิดหรือเปิดสูงกว่าตัวเทียน (REAL BODY) ของ INVERTED HAMMER
HANGING MAN
ลักษณะ : รูปแบบเหมือน HAMMER แต่เกิดที่ตอนขาขึ้น (UPTREND)

ความหมาย : บอกถึงแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาจะเปลี่ยนเป็นลง
PIERCING PATTERN
ลักษณะ : เกิดในตลาดหุ้นตอนลง ราคาปิดของแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ที่ตามหลังแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) อยู่สูงกว่าครึ่งหนึ่งของตัวเทียนสีดำ (REAL BODY)
ความหมาย : บอกถึงแนวโน้มหุ้นที่ลงจะเปลี่ยนแปลงเป็นขึ้น
รูปแบบแท่งเทียนที่บอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มที่มีความหมายรองลงมา
(MINOR REVERSAL PATTERNS)
BELT-HOLD LINE (BULLISH)
กรณีหุ้นขาลง : แท่งเทียนสีขาว (WHITE) มีราคาเปิดที่ระดับราคาต่ำสุดของวัน และหลังจากนั้นราคาได้เพิ่มขึ้นตลอดบางครั้งก็เรียกว่า WHITE OPENING SHAVEN BOTTOM ถ้าเกิดที่ระดับราคาอยู่ต่ำ ๆ จะมีความหมายมากกว่า

ความหมาย : แนวโน้มจะเปลี่ยนจาก ลง เป็น ขึ้น
BELT-HOLD LINE (BEARISH)
กรณีหุ้นขาขึ้น : แท่งเทียนสีดำ (BLACK) มีราคาเปิดที่ระดับราคาสูงสุดของวัน และหลังจากนั้นราราได้ลดลงตลอดบางครั้งก็เรียกว่า BLACK OPENING SHAVEN HEAD ถ้าเกิดที่ระดับราคาอยู่สูง ๆ จะมีความหมายมากว่า

ความหมาย : แนวโน้มที่ขึ้นจะเปลี่ยนแปลง
COUNTERATTACK LINES (BEARISH)
กรณีหุ้นขาขึ้น : ราคาปิดของแท่งเทียนสีดำวันนี้ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดของแท่งสีขาวเมื่อวาน

ความหมาย : บอกแนวโน้มที่ขึ้นมาอาจจะเปลี่ยนเป็นลง
COUNTERATTACK LINES (BULLISH)
กรณีหุ้นขาลง : ราคาปิดของแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK วันนี้ไม่เปลี่ยนแปลงจากราคาปิดของแท่งเทียนสีดำ BLACK CANDLESTICK เมื่อวาน

ความหมาย : บอกแนวโน้มที่ลงมาอาจจะเปลี่ยนเป็นขึ้น
DUMPLING TOP
ลักษณะ : เกิดแท่งเทียน CANDLESTICK หลายแท่งก่อรูปเป็นแนวโน้มขึ้น และเมื่อเริ่มลงจะมีแท่งเทียนสีดำเกิดขึ้นตามมาโดยกระโดดลงเป็นช่องว่างห่างจากกลุ่ม CANDLESTICK ก่อนหน้า

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นจะเปลี่ยนจากขึ้นเป็นลง
FRY PAN BOTTOMS
ลักษณะ : เกิดแท่งเทียนหลายแท่งกอรูปเป็นแนวโน้มลง และเมื่อเริ่มขึ้นก็มีแท่งเทียนสีขาวเกิดขึ้นตามมา โดยกระโดยขึ้นห่างจากกลุ่มแท่งเทียนก่อนหน้าจนเป็นช่องว่าง

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นจะเปลี่ยนจากลงเป็นขึ้น
THREE CROWS
ลักษณะ : เกิดแท่งเทียนสีดำ (BLACK) ขนาดใกล้เคียงกันเรียงตัวต่ำลงมา โดยราคาเปิดของแท่งหลังจะอยู่ภายในขอบเขตตัวเทียน (REAL BODY) ของแท่งก่อนหน้าและราคาปิดของแต่ละแท่งจะปิดใกล้ยอดต่ำหรือที่ยอดต่ำบางครั้งเรียกว่า THREE WINGED CROWS

ความหมาย : บอกถึงแนวโน้มหุ้นจะเปลี่ยนเป็นลง
HARAMI
ลักษณะ : เกิดแท่งเทียน CANDLESTICK ที่มีตัวเทียน REAL BODY ขนาดเล็กจะสีอะไรก็ได้ในวันนี้ โดยเกิดภายในขอบเขตตัวเทียน REAL BODY ของแท่งเทียน CANDLESTICK ขนาดใหญ่ก่อนหน้า ทั้งนี้สีของแท่งเทียน CANDLESTICK ทั้งสองควรแตกต่างกัน

ความหมาย : กรณีขาขึ้นแท่งก่อนหน้าเป็นสีขาวและตามมาเป็นสีดำ หมายถึงแนวโน้ม หุ้นจะลง เมื่อเกิดควรขาย และกรณีขาลง ถ้าแท่งก่อนหน้าเป็นสีดำและตามมาเป็นสีขาวหมายถึง แนวโน้มหุ้นจะขึ้น
HARAMI CROSS
ลักษณะ : เหมือน HARAMI ธรรมดา จะแตกต่างกันที่แท่งเทียน (CANDLESTICK) ขนาดเล็กที่ตามมาเปลี่ยนแปลงเป็น DOJI แทน บางครั้งเรียกว่า PETRIFYING PATTERN
ความหมาย : มีความหมายเหมือน HARAMI แต่มีน้ำหนักมากกว่า คือ ถ้าเกิดตอนหุ้นขาขึ้น บอกแนวโน้มหุ้นจะลง แต่ถ้าเกิด ตอนหุ้นขาลง บอกแนวโน้มหุ้นจะขึ้น
TOWER TOP
ลักษณะ : มีแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ที่ตามมาด้วย แท่งเทียนขนาดเล็กหลายแท่งที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวขึ้นลงแคบ ๆ (SIDEWAYS) และทำยอดสูงสุดแล้วตามมาด้วยแท่งเทียนสีดำขนาดใหญ่ (BLACK CANDLESTIC) ที่ต่ำลงมา
ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาจะเปลี่ยนเป็นลง
TOWER BOTTOM
กรณีหุ้นขาลง : มีแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ที่ตามมาด้วย แท่งเทียนขนาดเล็กหลายแท่งที่แสดงถึงการเคลื่อนไหวขึ้น ลงแคบ ๆ (SIDEWAYS) และทำยอดต่ำสุด แล้วตามมาด้วยแท่งเทียนสีขาวขนาดใหญ่ (WHITE CANDLESTICK) ที่สูงขึ้นไป
ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ลงมาจะเปลี่ยนเป็นขึ้น
TWEEZERS TOP
ลักษณะ : ยอดสูงเก่าของแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ถูกทดสอบจาก DOJI หรือ CANDLESTICK ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นตามมา กล่าวคือ ยอดสูงของแท่งเทียนทั้งสองแท่งเท่ากัน

ความหมาย : เป็นการเตือนว่าแนวโน้มหุ้น อาจจะเปลี่ยนเป็นลงหลังจากไม่สามารถทะลุยอดสูงเดิมขึ้นไปได้
TWEEZERS BOTTOM
ลักษณะ : ยอดต่ำกว่าของแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ถูกทดสอบจาก DOJI หรือ CANDLESTICK ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นตามมา กล่าวคือ ยอดต่ำของแท่งเทียนทั้งสองแท่งเท่านั้น
ความหมาย : เป็นการเตือนว่าแนวโน้ม หุ้นอาจจะเปลี่ยนเป็นขึ้น หลังจากไม่ สามารถทะลุยอดต่ำเดิมลงไปได้
UPSIDE GAP TWO CROWS
ลักษณะ : เกิดแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ในตำแหน่งที่ 2 กระโดด ห่างขึ้นไปจนเป็นช่องว่างจากแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) แท่งแรก และตามมาด้วยแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ในตำแหน่งที่ 3 โดยเปิด สูงกว่าแท่งที่ 2 แต่ปิดต่ำกว่า


ความหมาย : เป็นการเตือนว่าแนวโน้มหุ้นจะเปลี่ยนเป็นลงหลังจากที่ขึ้นมา
ADVANCE BLOCK
ลักษณะ : เกิด 3 แท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) เรียงขึ้นจากใหญ่ไปหาเล็ก ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของสามทหารเสือ THREE WHITE SOLDIERS
ความหมาย : บอกแนวโน้มที่ขึ้นมากำลังมีปัญหาเพราะขาดแรงซื้อที่จะดันให้สูงขึ้นต่อ หรือมีแรงขายเข้ามาเพิ่มขึ้น ดังนั้นแนวโน้มจึงอาจจะหยุดพักชั่วคราวหรืออ่อนตัว
HIGH PRICE GAPPING PLAY
ลักษณะ : ในหุ้นตอนขาขึ้น เกิดกลุ่มแท่งเทียน CANDLESTICK ในระดับเดียวกันชั่วขณะหนึ่ง ที่หมายถึงหุ้นพักตัวชั่วคราว และหลังจากนั้นเกิดแท่งเทียนสีขาว WHITE CANDLESTICK กระโดดห่างขึ้นไปสูงจนเป็นช่องว่างจากกลุ่มแท่งเทียน CANDLESTICK ก่อนหน้า

ความหมาย : หลังพักชั่วขณะหุ้นมีแนวโน้มที่จะขึ้นต่อ
MAT-HOLD PATTERN
ลักษณะ : เกิด 3 แท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ขนาดเล็กตามหลัง แท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ โดยแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTIC) แท่งแรกกระโดดขึ้นห่างจากแท่งสีขาว (WHITE CANDLESTICK) จนเป็นช่องว่าง และหลังแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) แท่งสุดท้ายเกิดแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) กระโดดขึ้นห่างไปจน เป็นช่องว่างอีกเช่นกัน
ความหมาย : บอกแนวโน้มที่หุ้นจะขึ้นไปต่อหลังจากหยุดชั่วคราว
IN-NECK LINE
ลักษณะ : คล้าย PIERCING PATTERN แต่ราคาปิดของแท่งเทียน สีขาว (WHITE CANDLESTICK) ขนาดเล็กที่ตามหลังแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ก่อนหน้าอยู่เหนือระดับราคาต่ำสุด ของตัวเทียน (REAL BODY) ของแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) แต่ไม่ถึงครึ่งหนึ่ง

ความหมาย : ถ้าในวันต่อมาเกิดแท่งเทียน (CANDLESTICK) ที่ราคาปิดต่ำกว่า ราคาเปิด (CANDLESTICK) จะบอกว่า แนวโน้มหุ้นที่ลงมาจะลงต่อไป
ON-NECK LINE
ลักษณะ : ในตลาดหุ้นขาลงเกิดแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ตามหลังแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) โดยมีราคาปิดอยู่ต่ำกว่าราคาปิดของแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK)
ความหมาย : บอกถึงแนวโน้มหุ้นที่ลงมาจะลง ต่อไปโดยเฉพาะถ้าราคาปิดและเปิดของ CANDLESTICK ที่จะเกิดขึ้นในวันต่อมาอีกอยู่ต่ำกว่าราคาต่ำของแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK)
LOW PRICE GAPPING PLAY
ลักษณะ : รูปแบบตรงข้ามกับ HIGH-PRICE GAPPING PLAY โดยมีแท่งเทียนสีดำ BLACK CANDLESTICK เกิดขึ้นตามมา โดยกระโดยลงห่างจากกลุ่มแท่งเทียน CANDLESTICK ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่าง
ความหมาย : หลังพักชั่วขณะหุ้มมีแนวโน้มที่จะลงต่อ
THRUSTING LINE
ลักษณะ : ราคาปิดของแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ที่เกิดตามมา อยู่ต่ำกว่าจุดกึ่งกลางตัวเทียน (REAL BODY) ของแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ก่อนหน้า

ความหมาย : ในตลาด BEARISH จะบอกถึง แนวโน้มไม่ดี แต่การลงของราคาจะไม่แน่นอนเท่า IN-NECK LINE ในตลาด BULLISH จะบอกถึงแนวโน้มดี เพราะราคาเพียงแต่ปรับตัวลงในช่วงสั้นก่อนการวิ่งขึ้นต่อไป
SEPERATING LINES
ราคาหุ้นขาขึ้น : ราคาเปิดของแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ในวันต่อมา เป็นราคาเดียวกับราคาเปิดของแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ก่อนหน้า

ความหมาย : บอกถึงแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาจะขึ้นไปต่อ
SEPERATING LINES
กรณีหุ้นขาลง : ราคาเปิดของแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ในวันต่อมา เป็นราคาเดียวกับราคาเปิดของแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ก่อนหน้า
ความหมาย : บอกถึงแนวโน้มหุ้นที่ลงมาจะลงไปต่อ
SIDE-BY-SIDE WHITE LINE
ลักษณะ : ในตลาดหุ้นขาขึ้นเกิดแท่งเทียน 2 แท่ง (CANDLESTICK) ที่ราคาเปิดเท่ากัน และขนาดของตัวเทียน (REAL BODY) ที่ใกล้เคียงกัน โดยทั้ง 2 แท่งจะกระโดดขึ้นห่างจากแท่งเทียน (CANDLESTICK) ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่าง (WINDOW) และกรณีตลาดหุ้นขาลง ทั้ง 2 แท่งจะกระโดด ลงห่างจากแท่งเทียน (CANDLESTICK) ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่างเช่นกัน

ความหมาย : กรณีตลาดหุ้นขาขึ้นจะบอก แนวโน้มว่าหุ้นที่ขึ้นมาจะขึ้นต่อไป และกรณีตลาดหุ้นขาลงจะบอกถึงว่าแนวโน้มหุ้นที่ลงมาจะลงไปต่อ
STALLED PATTERN
ลักษณะ : เกิดแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ที่มีตัวเทียน (REAL BODY) ขนาดเล็ก อยู่เหนือหรือใกล้เคียงส่วนยอดสูงของแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ก่อนหน้า ทั้งนี้ปกติก่อนหน้าแท่งเทียน (WHITE CANDLESTICK) ขนาดใหญ่จะมีแท่งเทียน สีขาว (WHITE CANDLESTICK) อีกแท่งก่อนหน้าบางครั้งเรียกรูป แบบนี้ว่า (DELIBERATION PATTERN)
ความหมาย : บอกถึงแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาอาจจะหยุดพักชั่วคราว
TASUKI GAPS (UPWARD)
กรณีขาขึ้น : เกิดแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ขนาดเล็กกระโดดขึ้น ห่างจากแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) ขนาดใหญ่ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่างและมีแท่งเทียนสีดำ (BLACK CANDLESTICK) ขนาดใกล้เคียงกันเกิดขึ้น ตามมา โดยราคาเปิดของแท่งเทียนสีดำจะอยู่ภายในขอบเขตตัวเทียน (REAL BODY) ของแท่งเทียนสีขาว (WHITE CANDLESTICK) แท่งที่ 2 แต่ราคาปิดจะอยู่ต่ำกว่า

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาจะขึ้นต่อ
TASUKI GAPS (DOWNWARD)
กรณีขาลง : เกิดแท่งเทียนสีดำขนาดเล็กกระโดดลงห่างจากแท่งเทียนสีดำขนาดใหญ่ก่อนหน้าจนเป็นช่องว่าง และมีแท่งเทียนสีขาวขนาดใกล้เคียงกันเกิดขึ้นตามมาโดยราคา เปิดของแท่งเทียนสีดำจะเปิดอยู่ภายในขอบเขต (REAL BODY) ของแท่งเทียนสีดำแท่งที่สองแต่ราคาปิดจะอยู่สูงกว่า

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ลงมาจะลงต่อ
THREE METHOD (FALLING)
กรณีหุ้นขาลง : เกิด 3 แท่งเทียนสีขาวขนาดเล็กภายในกรอบของแท่งเทียนสีดำขนาดใหญ่แท่งแรก และมีแท่งเทียนสีดำแท่งที่ 5 เกิดขึ้นตามมา โดยราคาอยู่ภายในกรอบ แต่ราคาปิดจะต่ำกว่าแท่งเทียนสีดำแห่งแรก

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ลงมาจะลงต่อ
THREE METHOD (RISING)
กรณีหุ้นขาขึ้น : เกิด 3 แท่งเทียนสีดำขนาดเล็ก ภายในกรอบของแท่งเทียนสีขาวขนาดใหญ่แท่งแรก และตามมาด้วยแท่งสีขาวขนาดใหญ่ แท่งที่ 5 โดยราคาเปิดอยู่ภายในกรอบ แต่ราคาปิดสูงกว่าแท่งเทียนสีขาวแท่งแรก

ความหมาย : บอกแนวโน้มหุ้นที่ขึ้นมาจะขึ้นต่อ
THREE WHITE หรือ THREE ADVANCING SOLDIERS
ลักษณะ : เกิดกลุ่มแท่งเทียนขนาดเล็กที่มีตัวเทียน (REAL BODY) ใหญ่ขึ้นและเรียงสูงขึ้น ซึ่งปกติมี 3 แท่ง โดยราคาปิดของแท่งอันหลังสูงกว่าแท่งก่อนหน้า

ความหมาย : ปกติมีความหมายมากถ้าเกิด ณ ระดับราคาหุ้นคงที่หรือต่ำ โดยบอกถึงแนวโน้มหุ้นจะขึ้น
UNIQUE THREE RIVER BOTTOM
ลักษณะ : เกิดแท่งเทียนสีดำ ที่มีตัวเทียน REAL BODY ขนาดใหญ่ที่ตามมาด้วย BLACK HAMMER ที่มีไส้เทียนทางล่างทำยอดต่ำใหม่ และมีแท่งเทียนขนาดเล็กตามมาอีก

ความหมาย : เป็นการบอกแนวโน้มหุ้นอาจจะขึ้น

รูปแบบเกาะ (ISLAND)

|0 ความคิดเห็น
รูปแบบเกาะ (ISLAND)

อาจเกิดขึ้นตรงจุดสูงสุดของรูปตัว V กลับหัว (ISLAND TOP) โดยมีลักษณะที่ราคาหุ้นจะขึ้นติดต่อกันเป็นระยะ จนถึงจุดสูงสุด หลังจากนั้นราคาก็จะตกลงอย่างรุนแรง จนมีลักษณะแบบ BREAKAWAY GAP ซึ่งรูปแบบนี้ปกติจะเกิดขึ้นต่อจาก EXHAUSTION GAP
 ในทางกลับกันอาจเกิดขึ้นตรงจุดต่ำสุดของรูปตัว V (ISLAND BOTTOMS) โดยมีลักษณะที่ราคาหุ้นจะลงติดต่อกันเป็นระยะ จนถึงจุดต่ำสุด หลังจากนั้นราคาจะขึ้นอย่างรุนแรง

รูปแบบหัวกับไหล่ (HEAD & SHOULDERS)

|0 ความคิดเห็น
รูปแบบหัวกับไหล่ (HEAD & SHOULDERS)

 หัวกับไหล่ที่จุดยอด (HEAD & SHOULDERS TOP)
 บอกถึงการเปลี่ยนทิศทางของราคาหุ้นจากแนวโน้มขึ้นเป็นลง ประกอบด้วย 3 ยอด ยอดที่สูงที่สุดจะเรียกว่า หัว (HEAD) ส่วนยอดที่ต่ำลงมาจะเรียกว่า ไหล่หรือบ่า (SHOULDERS) โดยปริมาณการซื้อขายในแต่ละยอดจะลดลงตามลำดับ และมีเส้นเชื่อมตรงฐานเรียกว่า เส้นคอ (NECKLINE) และเส้นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นแนวนอนเสมอไป แต่ไม่ควรจะเป็นเส้นที่ชันมากเกินไปเช่นกัน เมื่อราคาหุ้นตกทะลุผ่านเส้นคอ (NECKLINE) พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าราคาจะมีแนวโน้มไปในทางลง จึงควรขาย ณ จุดนี้
 หัวกับไหล่ที่จุดต่ำ (HEAD & SHOULDER BOTTOMS)
 มีลักษณะเหมือน HEAD & SHOULDER TOPS แต่กลับหัว และเมื่อราคาหุ้นทะลุผ่านเส้นคอ (NECKLINE) พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น แสดงถึงแนวโน้มของราคาหุ้นกำลังจะขึ้น จึงควรซื้อ ณ จุดนี้

 หัวกับไหล่แบบซ้ำซ้อน (COMPLEX HEAD & SHOULDERS)
 เป็นรูปแบบที่ซับซ้อนซึ่งอาจจะมียอดอยู่ที่ไหล่ 2 ยอด ในแต่ละข้างหรืออาจจะมีหัวคล้ายกัน 2 หัว การดูแนวโน้มของราคาจะเหมือนกับ HEAD & SHOULDERS ทั้ง 2 แบบข้างต้น คือ ถ้าเกิดตอนขาขึ้นและเป็นหัวตั้งให้ขาย เมื่อราคาทะลุเส้นคอ (NECKLINE) ลงมา ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดตอนขาลงและเป็นหัวกลับ ให้ซื้อเมื่อราคาทะลุเส้นคอ (NECKLINE) ขึ้นไป

 *ข้อสังเกต หุ้นที่ทะลุผ่านเส้นคอ อาจจะทะลุขึ้นหรือลงไปได้ระยะทางอย่างน้อยเท่ากับระยะห่างจากส่วนหัวถึงเส้นคอ

รูปแบบสามเหลี่ยมแบบปลายกว้าง (BROADENING TRIANGLE)

|0 ความคิดเห็น
รูปแบบสามเหลี่ยมแบบปลายกว้าง (BROADENING TRIANGLE)

มีลักษณะประกอบด้วยยอดสูง 3 ยอด โดยแต่ละยอดจะสูงกว่ายอดเดิม ในขณะที่เส้นเชื่อมของฐาน 2 ฐาน มีลักษณะเอียงลง โดยรูปแบบของราคามีการเริ่มต้นเป็นไปอย่างแคบ ๆ แล้วค่อย ๆ ขยายตัวออกไป รูปแบบนี้จึงบอกถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นจะรุนแรงมาก ถ้าทะลุออกนอกเส้นสามเหลี่ยม ทางด้านบนหรือด้านล่าง แต่ส่วนมากจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางลงมากกว่า

รูปแบบธงปลายแหลม (PENNANT)

|0 ความคิดเห็น
รูปแบบธงปลายแหลม (PENNANT)

ช่วงแรกของการเคลื่อนไหวเป็นแบบช่วงกว้าง ๆ หลังจากนั้นก็จะแคบลงจนมีลักษณะคล้ายปลายแหลม จะเกิดการทะลุผ่านปลายแหลมของเส้นธงด้านบน หรือด้านล่าง แล้วดำเนินตามแนวโน้มเก่าที่เกิดขึ้นมาก่อนการสร้างรูปแบบธงปลายแหลมนี้
 หมายเหตุ
 ในการวิ่งขึ้นหรือลงนี้ อาจจะไปได้ไกลเท่ากับระยะที่วิ่งขึ้นหรือลงมาครั้งแรก
 ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะลดน้อยลงในระหว่างการก่อตัว และเพิ่มมากขึ้นเมื่อมีการทะลุผ่าน
 การก่อตัวไม่ควรเกิน 3 สัปดาห์ ถ้านานกว่านั้น ผู้ลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง
 ทั้ง FLAG AND PENNANT ใช้กับการวิเคราะห์ในแนวโน้มขึ้นมากกว่าในแนวโน้มลง

รูปแบบตัววี (V FORMATION)

|0 ความคิดเห็น
รูปแบบตัววี (V FORMATION)

เกิดจากการเคลื่อนไหวของราคาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในลักษณะขึ้นหรือลงเป็นเส้นชัน โดยมีรูปคล้ายกับ
ตัว V ในหุ้นขาลง (V-Bottom) โดยจะบอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มจากลงเป็นขึ้น และตัว V กลับหัวในหุ้นขาขึ้น (V-Top) โดยจะบอกถึงการเปลี่ยนแนวโน้มของหุ้นจากขึ้นเป็นลง อย่างไรก็ดี รูปแบบตัว V นี้ควรจะเกิดพร้อมกับรูปแบบ KEY REVERSAL DAY กล่าวคือ สำหรับหุ้นขาลง ในวันที่ราคาหุ้นลงต่ำสุด ราคาปิดจะสูงกว่าราคาสูงสุดของวันก่อนหน้า ในทางตรงกันข้าม สำหรับหุ้นขาขึ้นในวันที่ราคาหุ้นขึ้นสูงสุดราคาปิดจะต่ำกว่าราคาต่ำสุดของวันก่อนหน้า โดยทั้งสองกรณี จะมีปริมาณการซื้อขายหุ้นสูงสุด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา
 หรือรูปแบบตัว V นี้ควรจะเกิดพร้อมกับรูปแบบเกาะ (ISLAND) ซึ่งรายละเอียดจะกล่าวในหัวเรื่องของ รูปแบบเกาะ (ISLAND)
 

รูปแบบช่องว่าง (GAP)

|0 ความคิดเห็น

รูปแบบช่องว่าง (GAP)

เกิดขึ้นเมื่อมีการซื้อหรือขายหุ้นโดยเกิดช่องว่างระหว่างราคาในลักษณะที่มีการกระโดดขึ้นหรือลง โดยในช่วงแนวโน้มขาขึ้น (UPTREND) ช่องว่างจะเกิดขึ้นถ้าราคาต่ำสุดของวันปัจจุบันสูงกว่าราคาสูงสุด ของ เมื่อวานในทางตรงกันข้าม ช่วงแนวโน้มขาลง (DOWNTREND) จะเกิดเมื่อราคาสูงสุดของวันปัจจุบันต่ำกว่าราคาต่ำสุดของวันก่อนหน้า โดยรูปแบ่งช่องว่าง แบ่งเป็น
 COMMON GAP
 เกิดขึ้นในหุ้นที่ซื้อขายกันน้อยหรือขาดสภาพคล่อง ช่องว่างชนิดนี้ไม่มีความสำคัญ เพราะไม่สามารถบอกทิศทางของราคาหุ้น
 BREAKAWAY GAP
 เกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นทะลุออกจากรูปแบบที่ก่อตัวมาครั้งก่อน เช่น การทะลุผ่านเส้นคอของรูปแบบ HEAD & SHOULDERS โดยรูปแบบ BREAKAWAY GAP นี้เป็นการเริ่มต้นวิ่งของแนวโน้มใหม่ และควรจะเกิดพร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูง

 CONTINUATION/RUNAWAY GAP
 เมื่อราคาวิ่งมาระดับหนึ่ง (โดยส่วนใหญ่จะประมาณครึ่งทางของแนวโน้มทั้งหมด) แล้วเกิดการกระโดดห่างออกจนเป็นช่องว่างจากราคาเดิม โดยมีปริมารการซื้อขายปานกลาง จะเรียกว่า CONTINUATION GAP ดังนั้น เมื่อเห็น GAP ชนิดนี้เกิดขึ้น เราอาจสันนิษฐานได้ว่าหลังจากนั้นราคาจะสามารถวิ่งต่อไปได้อีกเท่ากับระยะทางที่วิ่งมาแล้ว
 EXHAUSTION GAP
 เป็นการกระโดยขึ้นหรือลงของราคาครั้งสุดท้าย หลังจากนั้น ราคาหุ้นเริ่มปรับตัวลงหรือขึ้นจนมีระดับต่ำกว่าหรือสูงกว่า GAP ครั้งก่อน (เป็นการปิด GAP) โดยปริมาณการซื้อขายหุ้นจะมีเข้ามาสูงมาก และอาจเกิดรูปแบบคล้ายคลึงกับเกาะ (ISLAND) โดยการปิด GAP นี้นั้นจะเกิด GAP ใหม่ขึ้นมา หลังจากนั้นราคาจะเปลี่ยนแนวโน้มไปจากเดิมอย่างรวดเร็ว ซึ่ง GAP ชนิดนี้หากเกิดภายหลังจาก BREAKAWAY GAP และ CONTINUTION GAP จะช่วยให้การวิเคราะห์น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
*หมายเหตุ การจ่ายปันผล (XD) และการให้สิทธิผู้ถือหุ้นในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (XR) ที่อาจก่อให้เกิด GAP จะไม่นำมาใช้ประโยชน์ในการวิเคราะห์แนวโน้ม

รูปแบบจาน (THE ROUNDING TURN)

|0 ความคิดเห็น

รูปแบบจาน (THE ROUNDING TURN)


ราคาหุ้นจะก่อตัวคล้ายรูปจานโดยแบ่งเป็น
 รูปแบบจานหงาย (ROUNDING BOTTOM)
 มีลักษณะเป็นรูปครึ่งวงกลม ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะลดลง แล้วจะเพิ่มขึ้นตามราคาหุ้นที่ขึ้น บอกถึงแนวโน้มที่จะขึ้น

 รูปแบบจานคว่ำ (ROUNDING Top)
 มีลักษณะคล้ายจานคว่ำ บอกให้ทราบถึงว่าราคามีแนวโน้มจะลดลง โดยมีลักษณะที่ปริมาณการซื้อขายหุ้นจะสูงขึ้นเมื่อราคาลดต่ำลง

รูปแบบของราคาที่บอกถึงทิศทางต่อเนื่อง (CONTINUATION TREND)

|0 ความคิดเห็น
รูปแบบของราคาที่บอกถึงทิศทางต่อเนื่อง (CONTINUATION TREND)

เป็นการเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันกับแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ มี 2 รูปแบบ คือ FLAG และ PENNANT
รูปแบบธง (FLAG)
แบ่งเป็น 2 แบบ คือ BULLISH FLAG และ BEARISH FLAG

 รูปแบบธงของแนวโน้มขึ้น (BULLISH FLAG)
 เกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งขึ้นมาในลักษณะที่ชันมากแล้วปรับตัวเคลื่อนไหวในช่วงแคบ โดยที่การขึ้นครั้งที่ 2 จะต่ำกว่ายอดแรก และฐานที่ 2 จะต่ำกว่าฐานแรก โดยในช่วงนี้ปริมาณการซื้อขายจะลดต่ำลงด้วย และเมื่อใดการขึ้นสามารถทะลุผ่านจุดสูงในยอดเก่าได้ พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงเด่นขึ้น จะบอกแนวโน้มว่าหุ้นจะขึ้นต่อ

 รูปแบบธงของแนวโน้มลง (BEARISH FLAG)
 เกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งลงมาในลักษณะที่ชันมาก แล้วปรับตัวเคลื่อนไหวในลักษณะตรงข้ามกับรูปแบบธงของแนวโน้มขึ้น และเมื่อราคาทะลุผ่านฐานต่ำเก่าลงไป จะบอกแนวโน้มว่าหุ้นจะลงต่อ

รูปแบบของราคาที่บอกถึงการเปลี่ยนทิศทางใหม่(REVERSAL TREND)

|0 ความคิดเห็น

รูปแบบของราคาที่บอกถึงการเปลี่ยนทิศทางใหม่(REVERSAL TREND)


เมื่อมีรูปแบบนี้เกิดขึ้น แผนภูมิแบบแท่งจะบอกถึงสัญญาณเตือนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในแนวโน้มของราคา โดยมีรูปแบบที่สำคัญ ๆ อยู่ 7 แบบ ดังนี้
 รูปแบบตัววี (V FORMATION)
 รูปแบบหัวกับไหล่ (HEAD & SHOULDERS)
 รูปแบบสองหัวหรือสามหัวที่จุดต่ำ และสองหัวหรือสามหัวที่จุดยอด (DOUBLE/TRIPLE BOTTOMS & DOUBLE/TRIPLE TOPS)
 รูปแบบจาน (THE ROUNDING TURN)
 รูปแบบสามเหลี่ยมแบบปลายกว้าง (BROADENING TRIANGLE)
 รูปแบบช่องว่าง (GAP)
 รูปแบบเกาะ (ISLAND)