แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ computer แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ computer แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

3 วิธีใหม่เสิร์ชกูเกิลได้เร็วกว่า

|0 ความคิดเห็น
ที่ผ่านมา สาวกกูเกิลรู้อยู่ในใจว่าคีย์เวิร์ดนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิมพ์ให้ถูกและครบถ้วนหากต้องการจะค้นหาข้อมูล ภาพ หรือคลิปวิดีโอบนเว็บไซต์กูเกิล (Google.com) แต่วันนี้กูเกิลได้ปรับเพิ่ม 2 ช่องทางการค้นหาใหม่ให้เป็นไปได้ง่าย เพื่อให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลได้โดยไม่ต้องพะวงกับการพิมพ์และสะกดคีย์เวิร์ดอีกต่อไป และอีก 1 ช่องทางที่กูเกิลมั่นใจว่าจะทำให้ผู้ใช้พบเว็บไซต์ที่ต้องการได้ทันที แถมยังเร็วกว่าที่เคยกดปุ่ม "โชคดีจัง ค้นแล้วเจอเลย" หรือ I'm Feeling Lucky ด้วย
1. หาด้วยภาพ
กูเกิลเปิดช่องให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลด้วยภาพในบริการเสิร์ชภาพ Images Search โดยผู้ใช้สามารถอัปโหลดภาพขึ้นมาเพื่อค้นหาภาพที่เหมือนกันหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องได้
หากเลือกไม่อัปโหลดภาพ ผู้ใช้สามารถคัดลอกลิงก์ภาพที่ค้นหาได้มาใช้กับ Images Search เช่นกัน ตัวอย่างเช่นในการพิมพ์คีย์เวิร์ด Flower เพื่อหาภาพดอกไม้ หากผู้ใช้ติดใจภาพดอกบัวซึ่งเป็นหนึ่งในรายการผลลัพท์ของ Images Search ก็สามารถคัดลอกลิงก์ภาพที่ค้นหาได้ ไปวางเพื่อค้นหาต่อในบริการ Images Search โดยไม่ต้องพิมพ์คำว่า Lotus หรือคำใดๆที่เกี่ยวข้องกับดอกบัว ข้อมูลทั้งบทความ คลิปวิดีโอ รวมถึงภาพที่คล้ายกันกับต้นฉบับก็จะปรากฏในรายการผลลัพท์
แต่ก่อนที่จะใช้ภาพแทนคีย์เวิร์ดได้ กูเกิลออกแบบให้ผู้ใช้คลิกที่ไอคอนรูปกล้องถ่ายรูป ซึ่งเป็นสีฟ้าอ่อนอยู่ในกล่องค้นหา เมื่อคลิกแล้วจะปรากฏเป็นกล่องข้อความที่ผู้ใช้จะสามารถคลิกเพื่ออัปโหลดภาพ หรือนำลิงก์ยูอาร์แอลภาพมาใช้แทนคีย์เวิร์ดได้
ประโยชน์ที่จะได้จากบริการนี้ คือการไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์หรือเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงใจ อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กูเกิลเปิดให้ผู้ใช้ค้นหาด้วยภาพ แต่ในแอนดรอยด์ (Android) ระบบปฏิบัติการที่กูเกิลพัฒนาเพื่ออุปกรณ์พกพาก็มีคุณสมบัตินี้แล้ว
2. ค้นหาด้วยเสียง
คุณสมบัติค้นหาด้วยเสียงของกูเกิลนั้นมีลักษณะเดียวกับในแอนดรอยด์ โดยช่องใส่คีย์เวิร์ดจะมีไอคอนรูปไมโครโฟน ซึ่งเมื่อคลิกผู้ใช้ก็จะสามารถพูดคำค้นหาลงไปได้โดยไม่ต้องพิมพ์
แต่มีข้อแม้ว่าเครื่องที่ใช้เบราว์เซอร์ Google Chrome 11 หรือเวอร์ชันใหม่กว่านั้นจึงจะสามารถใช้งานคุณสมบัตินี้ได้ โดยเครื่องจะต้องติดหรือฝังไมโครโฟนในตัว จุดนี้กูเกิลยืนยันว่าจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่คีย์เวิร์ดสะกดยาก หรือคีย์เวิร์ดมีความยาว ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสนุกในการเสิร์ชเพราะได้ความรู้สึกว่าสามารถถามอะไรจากคอมพิวเตอร์ก็ได้ และยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้ใช้ไม่ต้องละมือจากงานอื่นมาเพื่อพิมพ์คีย์เวิร์ดโดยเฉพาะ เช่นในกรณีแม่ครัวที่ยังง่วนอยู่ในครัว หรือช่างซ่อมรถที่ไม่ต้องลุกขึ้นมาให้เสียเวลา
แน่นอนว่าภาษาไทยหมดสิทธิ์ เพราะ Voice Searce รองรับเฉพาะภาษาอังกฤษแบบอเมริกันเท่านั้นในขณะนี้
3. เจอแบบทันที
ถึงจะไม่ใช่หมอดูแต่กูเกิลขออ่านใจผู้ใช้ว่าต้องการผลลัพท์นี้แน่ๆ แล้วแสดงผลลัพท์แบบทันที โดยกูเกิลเรียกคุณสมบัติใหม่นี้ว่า Instant Pages หลักการคือการแอบดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์ที่เป็นผลการค้นหาอันดับแรกไว้ก่อน ซึ่งเมื่อผู้ใช้คลิกเลือก ก็จะพบหน้าเว็บแบบทันที ไม่ต้องเสียเวลารอโหลดข้อความหรือภาพอย่างที่เคยเป็นในอดีต
ผู้ที่จะใช้บริการค้นเจอทันทีนี้จะต้องใช้เบราว์เซอร์ Chrome เช่นกัน โดยกูเกิลระบุว่าความมั่นใจว่าผู้ใช้ต้องเลือกเว็บไซต์ใดขึ้นเกิดขึ้นจากการวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือตระกูล Webmaster Tools ซึ่งใช้วัดสถิติการเข้าชมเว็บไซต์ด้วยคีย์เวิร์ดตามปกติ
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดคุณสมบัติใหม่ของกูเกิลได้ในหน้า Inside Search ซึ่งกูเกิลเปิดขึ้นใหม่เพื่อให้ข้อมูลเทคนิคการใช้งานกูเกิล รวมถึงประวัติวิวัฒนาการของเสิร์ชเอนจิ้นกูเกิลตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการ

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Ultra wide band (UWB) technology เทคโนโลยีไร้สาย

|0 ความคิดเห็น

Ultra wide band (UWB) technology เทคโนโลยีไร้สาย

ปัจจุบัน ความต้องการในการเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มความสามารถ สะดวกสบายในการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในอาคารสำนักงาน หรือการเชื่อมต่อเครือข่ายเพื่อความบันเทิงภายในแหล่งที่พักอาศัย โดยการเชื่อมต่ออุปกรณ์หลายชนิดเข้าด้วยกันเช่น ระหว่าง คอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์ต่อพ่วง( printer กล้อง ฯลฯ )หรือระหว่างโทรศัพท์มือถือด้วยกัน และแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ มีเทคโนโลยีไร้สายเพื่อการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดังกล่าวหลายเทคโนโลยี เช่น Wi-Fi, Bluetooth , Zigbee , RFID (Radio Frequency Identification) และ Ultra wide band (UWB)เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายแบ่งเป็นประเภทโดยใช้ขนาดทางกายภาพของเครือข่ายเป็นเกณฑ์ แบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทดังนี้



1. WPAN(Wireless Personal Area Network) เป็นระบบเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล เชื่อมโยง อุปกรณ์การสื่อสารหลายๆ เครื่องเข้าด้วยกัน เทคโนโลยีไร้สายประเภทนี้เช่น IrDA Port, Bluetooth, Wireless และ Ultra wide band (UWB)
2. WLAN(Wireless Local Area Network) คือระบบเครือข่ายไร้สายที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายภายในพื้นที่แบบไร้สาย โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุในการเชื่อมต่อหรือสื่อสารกัน การเชื่อมต่อแลนไร้สายมีทั้งแบบเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยกัน และเชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านอุปกรณ์กระจายสัญญาณ (Access Point) เทคโนโลยีไร้สายประเภทนี้เช่น WiFi ตามมาตรฐาน IEEE 802.11และมาตรฐาน IEEE 802.11b , ETSI HIPERLAN ตามมาตรฐานของกลุ่มประเทศยุโรป
3. WMAN(Wireless Metropolitan Area Network)เชื่อมต่อแบบไร้สายในระดับขอบเขตเมืองใหญ่ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ได้ไกลว่าเครือข่ายท้องถิ่นไร้สาย (Wireless Local Area LAN) หลายสิบเท่า เทคโนโลยีไร้สายประเภทนี้เช่น WiMAX ตามมาตรฐาน IEEE 802.16
4. WWAN(Wireless Wide Area Network) ) คือ ระบบเครือข่ายไร้สายบริเวณกว้าง ที่อาจครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ หรือเขตภูมิภาค ข่ายงานที่อยู่ห่างไกลกันมาก อาจจะอยู่ระหว่างเมือง หรือระหว่างประเทศ เทคโนโลยีไร้สายประเภทนี้เช่น WCDMA (Wideband Code Division Multiple Access) เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้เป็นมาตรฐานในโทรศัพท์ยุค 3G , Mobile Broadband Wireless Access (MBWA) มาตรฐาน IEEE 802.20


ผังเทคโนโลยีเครือข่ายไร้สาย WPAN WLAN WMAN WWAN



Ultra wide band (UWB) คือ

Ultra wide band (UWB) เป็นเทคโนโลยีสื่อสารไร้สายส่วนบุคคลระยะสั้นสำหรับเครือข่ายที่เรียกว่า Wireless Personal Area Network (WPAN) พัฒนาขึ้นโดย Multiband OFDM Alliance (MBOA) ก่อตั้งขึ้นในเดือนมิถุนายน2003 มีสมาชิกมากกว่า 170 รายนำโดย Texas Instruments (TI), Intel, Samsung Electronics, Mitsubishi Electric, Philips, Nokia, Sony, Infineon Technologies เป็นต้น Ultra wide band (UWB) จะใช้สัญญาณพัลส์วิทยุที่มีช่วงความกว้างของพัลส์แคบมากในการส่งและรับสัญญาณ ซึ่งทำให้สัญญาณที่ส่งมีความกว้างแถบสัญญาณกว้างมาก ส่งผลให้มีความสามารถในการส่งข้อมูลที่มีปริมาณมาก



หลักพื้นฐานของ Ultra wide band (UWB)
Ultra wide band (UWB) เป็นการสื่อสารด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งมีการส่งสัญญาณด้วยคลื่นแบบแถบความถี่หรือสเปกตรัมที่กว้าง และใช้สัญญาณที่มีรูปคลื่นสัญญาณปรากฏเพียงชั่วขณะแล้วหายไป โดยการส่งสัญญาณแบบพัลส์ (Pulse) ดังกล่าวต่อเนื่องกันในทางเวลาระหว่างเครื่องส่ง และเครื่องรับวิทยุหรือเป็นพัลส์ที่มีความกว้างของสัญญาณในทางเวลาที่แคบมาก ไม่เหมือนการสื่อสารแบบ Narrow band communication ซึ่งใช้ในการสื่อสารไร้สาย เช่น ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบเครือข่ายเฉพาะที่ไร้สาย (Wireless LAN: WLAN) จะใช้เทคนิคการผสมสัญญาณของรูปคลื่นสัญญาณวิทยุที่มีความต่อเนื่อง ทางเวลากับสัญญาณคลื่นพาห์ที่มีความถี่ที่กำหนดเพื่อใช้ในการส่งและรับสัญญาณทำให้พลังงานของสัญญาณถูกรวมอยู่ในช่วงแถบความถี่หรือแบนวิธ (Bandwidth)แคบๆ ซึ่งสามารถถูกรบกวนได้ง่ายเปรียบเทียบจากตารางต่อไปนี้




Ultra wide band (UWB) ยังสามารถแบ่งออกเป็นแบบแถบความถี่เดียว (Single band approach) และแบบหลายแถบความถี่ (Multiband approach) รวมทั้งใช้เรียกเทคนิคการใช้คลื่นพาห์ย่อยที่ไม่รบกวนกันจำนวนมากในการผสมสัญญาณที่เรียกว่า Multiband OFDM ซี่งจะทำให้สามารถส่งข้อมูลพร้อม ๆ กันผ่านทางย่านความถี่ย่อย ๆ ที่อยู่ห่างกันได้ โดยข้อดีในการใช้ Multiband OFDM คือมีความยืดหยุ่นสูงในการใช้งานย่านความถี่และลดผลกระทบที่เกิดจากสัญญาณรบกวน รวมไปถึงผลของสัญญาณสะท้อนจากหลายทิศทางหรือที่เราเรียกว่ามัลติ-พาห์ (Multi-path) อีกด้วย ซึ่งเป็นอีกเทคนิคที่คลอบคลุมการใช้ความถี่เป็นแถบกว้างมากโดยได้รับการกำหนดให้อยู่ในมาตรฐาน IEEE 802.15.3a โดยมีย่านความถี่ที่ถูกกำหนดจากFederal Communications Commission (FCC) อยู่ที่ 3.1-10.6 GHz พลังงานที่ใช้ใน Multiband OFDM ที่ค่อนข้างต่ำดูได้จากตาราง




ค่าปริมาณการใช้พลังงานในอุปกรณ์ที่ใช้ระบบ MB-OFDM โดยประมาณ



สัญญาณของ Ultra wide band (UWB)
สัญญาณของ Ultra wide band (UWB) ที่มีลักษณะสัญญาณเป็นรอบเดี่ยว (monocycle pulse) สามารถใช้การสร้างและจำลองสัญญาณพัลส์ (Pulse) แบบเกาส์เซียน (Gaussian) มาเปรียบเทียบได้ดังนี้







สัญญาณพัลส์เดี่ยวแบบเกาส์เซียน(Gaussian monocycle)


สัญญาณของ Ultra wide band (UWB) รูปคลื่นที่เป็นฟังก์ชันของการกระจายค่าทางสถิติแบบเกาส์เซียน มีค่าความถี่กลางและความกว้างของพัลส์เป็นสัดส่วนแปรผกผันกับช่วงเวลาของพัลส์ ซึ่งแสดงสัญญาณพัลส์เดี่ยวแบบเกาส์เซียนในทางเวลาที่มีความกว้างพัลส์ประมาณ 0.5 นาโนวินาที
การส่งและรับสัญญาณของ Ultra wide band (UWB) นั้น จะประกอบไปด้วยลำดับของสัญญาณพัลส์ (Pulse) ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีค่าคงที่ ซึ่งตำแหน่งของพัลส์ทางเวลา หรือการปรากฏของพัลส์ที่ตำแหน่งใด ๆ ทางเวลาจะถูกนำมาใช้แทนการส่งข้อมูลในการสื่อสารข้อมูลดิจิตอล ได้ดังรูป


การนำสัญญาณอัลตราไวด์แบนด์แบบพัลส์มาใช้ในการส่งและรับข้อมูลดิจิตอล

โครงสร้างพื้นฐานเครื่องส่งและเครื่องรับของ Ultra wide band (UWB)
เครื่องส่งและเครื่องรับของ Ultra wide band (UWB) นั้นเนื่องจากเป็นการสื่อสารด้วยการใช้สัญญาณพัลส์(Pulse) ที่มีช่วงเวลาสั้นมากในระดับนาโนวินาที ซึ่งจะมีผลทำให้ระยะเวลาในการรับข้อมูลนานมากขึ้น และจำเป็นต้องใช้เครื่องรับแบบ คอรีเลย์เตอร์ (Correlator) ซึ่งเป็นวงจรที่เทียบความคล้ายคลึงของสัญญาณแม่แบบที่ได้รับเพื่อทำการตรวจจับจับพลังงานของสัญญาณ ข้อได้เปรียบคือการส่งและการรับของ Ultra wide band (UWB) ไม่ต้องใช้คลื่นพาห์ (Carrierless) โดยสัญญาณข้อมูลจะถูกผสมกับสัญญาณพัลส์ Ultra wide band ที่ถูกสร้างขึ้น และส่งผ่านสายอากาศ โดยไม่ผ่านวงจรผสมสัญญาณทำให้ไม่จำเป็นต้องมีวงจรออสซิลเลเตอร์ เพื่อกำเนิดสัญญาณคลื่นพาห์ และมิกเซอร์ทำให้มีจำนวนอุปกรณ์ที่น้อยกว่าระบบสื่อสารแบบแถบความถี่แคบ ดังรูปต่อไปนี้


เครื่องส่งและเครื่องรับของ Ultra wide band (UWB)


โดยสรุปจากหลักพื้นฐานของ Ultra wide band (UWB) ข้างต้น Multiband OFDM Alliance (MBOA) ได้พัฒนาให้ Ultra wide band (UWB) เป็นระบบการสื่อสารไร้สายส่วนบุคคล ที่ใช้การส่งผ่านข้อมูลแบบพัลส์(Pulse) สั้นๆ ผ่านคลื่นวิทยุความถี่หรือ แบนวิธ (Bandwidth) กว้าง ทำให้สามารถถ่ายโอนข้อมูลจำนวนมากได้ในระยะทางสั้นๆ โดยใช้พลังงานในระดับต่ำเพียง 0.0001 มิลลิวัตต์ต่อเมกะเฮิรตซ์ มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงสุดถึง 480 Mbps ที่ระยะทางประมาณ 2 เมตร และความเร็ว 110 Mbps ที่ระยะทาง ประมาณ 10 เมตร ถูกกำหนด มาตรฐาน IEEE 802.15.3a โดยมีย่านความถี่ที่ถูกกำหนดจากFederal Communications Commission (FCC) อยู่ที่ 3.1-10.6 GHz Ultra wide band (UWB) มีคุณลักษณะเด่นดังนี้
1. สามารถแพร่กระจายผ่านช่องสัญญาณหลายเส้นทางแต่เกิดการลดทอนน้อย เพราะ Ultra wide band (UWB) เป็นสัญญาณพัลส์ที่แคบมาก เมื่อสัญญาณพัลส์หลายชุดที่เดินทางมาถึงเครื่องรับ การซ้อนทับกัน ทางเวลาหรือการรบกวนกันของพัลส์จึงเกิดขึ้นน้อยมาก เพราะเวลาที่ใช้ในการเดินทาง มักมีช่วงเวลาที่นานกว่าความกว้างทางเวลาของพัลส์เมื่อใช้ระบบซีดีเอ็มเอ (Code Division Multiple Access :CDMA) สัญญาณพัลส์ที่ตรวจจับได้จากหลายเส้นทาง จะถูกรวมกันเพื่อเพิ่มระดับของคุณภาพการรับของสัญญาณได้มากยิ่งขึ้น
2. ตรวจจับและดักสัญญาณต่ำ เพราะไม่ทราบว่าสัญญาณพัลส์ที่ถูกส่งมาเป็นชุดสั้นๆจะมาปรากฏที่เครื่องรับในตอนไหน และเนื่องจากมีการกระจายสัญญาณในช่วงของความถี่ที่กว้าง การทำการแจมมิ่ง (Jamming) สัญญาณในแถบความถี่กว้างมากนั้นกระทำได้ยาก
3. ระดับความหนาแน่นของระดับความแรงต่อความถี่ของสัญญาณUltra wide band (UWB) มีค่าต่ำ (Low power spectral density) ทำให้สามารถทำงานซ้อนทับกับระบบสื่อสารแบบอื่นได้
4. Ultra wide band (UWB) มีสัญญาณพัลส์ที่มีช่วงเวลาแคบมากในระดับที่ต่ำกว่านาโนวินาที ทำให้สัญญาณมีความละเอียดสูงที่มาก (very high resolution) ซึ่งความละเอียดดังกล่าวเป็นคุณสมบัติที่นำมาใช้ในการวัดความแตกต่างของระยะทางได้ เช่นในระบบเรดาห์เมื่อสัญญาณลูกคลื่นพัลส์ของอัลตราไวด์แบนด์สะท้อนกลับมายังเครื่องรับก็จะสามารถคำนวณหาระยะทางโดยประมาณที่สัญญาณพัลส์ใช้เวลาในการเดินทางได้อย่างเที่ยงตรงโดยมันมีความสามารถในการอ่านตำแหน่งของวัตถุด้วยความแม่นยำในระดับเซนติเมตร ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับเทคโนโลยี GPS ที่ให้ความแม่นยำเพียงแค่หน่วยเมตรเท่านั้น
5. การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร หรือ Federal Communication Commission (FCC) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ที่มีหน้าที่ควบคุมในเรื่องการสื่อสาร กำหนดเรื่องข้อจำกัดของกำลังส่งที่อนุญาตให้กับ Ultra wide band (UWB) มีการใช้พลังงานที่ต่ำมาก เพื่อไม่ให้รบกวนระบบสื่อสารอื่น โดยระดับความแรงของสัญญาณโดยเฉลี่ยอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 40 เดซิเบลมิลลิวัตต์ต่อหนึ่งเมกกะเฮิรตซ์
6. มีความสามารถในการส่งผ่านคลื่นผ่านทะลุวัตถุต่างๆ ได้ดี เพราะ Ultra wide band (UWB) การรวมคลื่นที่มีความถี่ต่ำในช่วงแถบความถี่ที่กว้างมากทำให้สัญญาณสามารถทะลุทะลวงวัตถุต่างๆ ได้ดีกว่าระบบอื่นๆ ที่ใช้สัญญาณที่มีความถี่สูงเท่านั้น ดั้งนั้น Ultra wide band (UWB) จึงใช้ได้ดีในอาคารหรือพื้นที่ ที่มีกำแพงหรือวัสดุอื่นกั้น เช่น ลานจอดรถ ชั้นใต้ดิน
7. Ultra wide band (UWB) สามารถทำให้ อุปกรณ์เทคโนโลยี ต่อเชื่อมแบบไร้สายกันได้เป็นจำนวนมากเพราะ Ultra wide band (UWB) มีแบนวิธ (Bandwidth) กว้างมาก ปัจจุบันสามารถเชื่อต่ออุปกรณ์ได้มากถึง 127 ชิ้น โดยมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลถึง 480Mbps ที่รัศมี 4 เมตร และความเร็วจะต่ำลงจนเหลือประมาณ 110Mbps หากมีการวางอุปกรณ์เลยห่างออกไปจนถึงประมาณ 10 เมตร



เปรียบเทียบ Ultra wide band (UWB) กับ เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายอื่น

ตารางแสดงเทคโนโลยีต่างๆ ที่สำคัญ เทคโนโลยี PAN, LAN และ WAN

จากตาราง Ultra wide band (UWB) เป็นระบบเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล WPAN(Wireless Personal Area Network) เหมือนกับ Bluetooth , Zigbee มีระยะทางไม่เกิน 10 เมตร ส่วน WiFi เป็นเทคโนโลยีการไร้สายในพื้นที่เฉพาะ WLAN(Wireless Local Area Network) ซึ่งมีระยะทางไม่เกิน 100 เมตร เราจะพิจารณาเทคโนโลยี ทั้ง 4 แบบนี้เปรียบเทียบกัน
ZigBee เป็นการสื่อสารในเครือข่ายเซ็นเซอร์แบบไร้สาย (Wireless Sensor Network) โดยเริ่มจากการกำหนดมาตรฐานการรับ-ส่งข้อมูลแบบ IEEE 802.15.4 มีคลื่นวิทยุ 3 ความถี่คือ
1. คลื่นวิทยุความถี่ที่ 2.4 Ghz มี 16 ช่องสัญญาณ อัตรารับส่งข้อมูล 250 Kbps2. คลื่นวิทยุความถี่ที่ 915 Ghz มี 10 ช่องสัญญาณ อัตรารับส่งข้อมูล 40 Kbps3. คลื่นวิทยุความถี่ที่ 868 Ghz มี 1 ช่องสัญญาณ อัตรารับส่งข้อมูล 20 Kbps
การทำงานของ ZigBee การเชื่อมต่อเป็นโครงข่ายของเครือข่ายเซ็นเซอร์ไร้สาย มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบดาว (Star) และแบบระดับเดียว (Peer-to-Peer) ซึ่งการเชื่อมต่อแบบ Star เหมือนการเชื่อมต่อแบบโครงข่ายจิ๋ว (Piconet) โดยภายในโครงข่ายจะสื่อสารข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์ขนาดเล็กจิ๋วหลายๆ ตัวโดยมีอัตราการรับส่งข้อมูลต่ำ ใช้พลังงานต่ำ เชื่อมโยงเครือข่าย ระหว่าง End device กับ Router หรือ Coordinator เข้าด้วยกัน

เทคโนโลยี ZigBee จะเน้นการที่ใช้กำลังงานไฟฟ้าต่ำเพื่อให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ยาวนานขึ้น มีราคาถูกและมีความปลอดภัยในการใช้งานในเครือข่ายสูง แต่จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลไม่สูงมากนัก ทำให้สร้างระบบที่เรียกว่า Wireless Sensor Network ได้ ซึ่งระบบนี้ จะสามารถทำงาน ได้ในเกือบทุกสถานที่ทั้งในอาคารและกลางแจ้ง และ เซ็นเซอร์ที่มีขนาดเล็กมาก จึงใช้ในการเฝ้าดู เฝ้าติดตาม( monitoring ) เช่น ติดเซ็นเซอร์ขนาดเล็กจิ๋ว ฝังอยู่ในที่ต่าง มันจะทำการรับ-ส่งคลื่นสัญญาณข้อมูลผ่านเซ็นเซอร์แต่ละตัวไปเรื่อยๆ จนถึง End-device แล้ววิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลที่ได้อาจจะเป็นการวัดอุณหภูมิ ปริมาณมลพิษในอากาศ ปริมาณน้ำ คอยตรวจจับของโครงสร้างของอาคาร คอยรายงานข้อมูลของคนไข้

เปรียบเทียบ Ultra wide band (UWB) กับ ZigBee
เทคโนโลยี ZigBee จะใช้เป็นระบบโครงข่าย มี เซ็นเซอร์ขนาดเล็ก กินไฟต่ำ เหมาะสำหรับงาน monitoring ที่ใช้เวลานาน แต่ด้วยความเร็วในการรับส่งข้อมูลที่น้อยมาก ทำให้การส่งผ่านข้อมูลจำนวนมากๆเป็นไปได้ยาก ต่างจาก Ultra wide band (UWB) ที่ไม่สามารถ monitoring ที่ใช้เวลานานได้ดีเท่า ZigBee เพราะจะใช้กำลังงานไฟฟ้ามากกว่า แต่ Ultra wide band (UWB) มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงสุดถึง 480 Mbps ที่ระยะทางประมาณ 2 เมตร และความเร็ว 110 Mbps ที่ระยะทาง ประมาณ 10 เมตร ด้วยความเร็วในระดับดังกล่าว สามารถใช้ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์ประเภทโฮมเอนเตอร์เทนต์เมนท์ภายในบ้าน การที่โทรทัศน์สามารถส่งรายการไปยังหน้าจอโทรทัศน์เครื่องอื่นๆ ได้แบบไร้สายโดยไม่มีปัญหาการกระตุกของสัญญาณภาพ หรือการรับส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์กับอุปกรณ์อิเลคโทรนิคอื่นเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

Bluetooth เป็นการสื่อสารไร้สายระยะใกล้ที่มีรัศมีคลอบคลุมสัญญาณประมาณ 10 เมตร สื่อสารแบบ Narrow band communication โดยใช้คลื่นความถี่วิทยุ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) โดยมีอัตราความเร็วรับส่งข้อมูลประมาณ 1-3 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps) ทำงานโดยส่งคลื่นไปค้นหาอุปกรณ์ที่มี Bluetooth อื่นติดตั้งอยู่และทำการจับคู่ (Pairing) สาเหตุที่ต้องมีการจับคู่อุปกรณ์เนื่องจากป้องกันการเชื่อมต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใช้

เปรียบเทียบ Ultra wide band (UWB) กับ Bluetooth
Bluetooth คือเทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับเครือข่ายไร้สายส่วนบุคคล (Wireless Personal Area Network) เพราะมีจุดเด่นที่น่าสนใจคือใช้พลังงานต่ำ ขนาดเล็ก ซึ่งเหมาะกับการนำไปใช้ในอุปกรณ์ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของขนาดและน้ำหนักจึงเป็นที่ยอมรับของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและพีดีเอชั้นนำทั่วไป เมื่อมีผู้ใช้มากผลิตจำนวนมาก ต้นทุนในการผลิตต่อหน่วยก็ถูกลงทำให้เทคโนโลยี Bluetooth ได้เปรียบเทคโนโลยี อื่น แต่อัตราความเร็วรับส่งข้อมูลประมาณ 1-3 เมกะบิตต่อวินาที (Mbps)เพียงพอสำหรับการสื่อสารในรูปของเสียง หรือข้อมูลเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ไม่พอสำหรับส่งข้อมูลจำพวกมัลติมีเดียเช่น ภาพVDO หรือข้อมูล fileใหญ่ๆ (ซึ่งมีความต้องการมากในระบบ 3G และ 4G) เหตุนี้ เทคโนโลยี Ultra wide band (UWB) ที่มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงสุดถึง 480 Mbps จึงได้เปรียบกว่าเพราะสามารถสำหรับส่งข้อมูลข้อมูลจำพวกมัลติมีเดียหรือข้อมูล fileใหญ่ๆได้แต่การที่ Ultra wide band (UWB) ยังไม่เป็นที่นิยมทำให้ราคาสูงกว่า Bluetooth อยู่มาก

WiFi เป็นคำย่อของคำว่า Wireless Fidelity หมายถึง ไวเลสที่น่าเชื่อถือ คำว่า “WiFi”เป็นระบบเครือข่ายไร้สายที่เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายภายในพื้นที่แบบไร้สาย WLAN(Wireless Local Area Network) อยู่บนพื้นฐานของมาตรฐาน IEEE 802.11โดยมาตรฐานแรกประกาศออกมาในปี ค.ศ.1997 และพัฒนามาจนเป็น IEEE 802.11n เป็นมาตรฐานที่พัฒนาเทคนิคการรับส่งข้อมูลที่ความเร็วสูงได้ถึง 100 เมกะบิตต่อวินาทีและมีการใช้งานที่ย่านความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ (GHz)
การใช้งานเครือข่ายไร้สาย WiFi ที่มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ข้ามกันภายในอาคาร หรือระหว่างอาคารจะช่วยลดภาระการติดตั้งสายแลนด์ที่มีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและดูแลรักษาที่สูงนอกจากนี้การติดตั้งเครือข่ายไร้สาย WiFi ในพื้นที่กว้างหรือ ฮอทสปอท (Hotspot) เช่น มหาวิทยาลัย สนามบิน โรงแรม ศูนย์ประชุม ศูนย์การค้า ทำให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายไร้สาย WiFi ได้เป็นจำนวนมากโดยอยู่ตรงไหนของพื้นที่นั้นก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตอย่างสะดวก

เปรียบเทียบ Ultra wide band (UWB) กับ WiFi
เนื่องจาก WiFi เป็นโครงข่ายไร้สายแบบ WLAN(Wireless Local Area Network) ในขณะที่ Ultra wide band (UWB) เป็นโครงข่ายไร้สายแบบ WPAN(Wireless Personal Area Network) WiFi จึงมีโครงข่ายที่ใหญ่กว่าสามารถสร้างโครงข่ายให้ครอบคลุมพื้นที่ได้มากกว่า แต่ WiFi ก็กินพลังงานไฟ้ฟ้ามากกว่า อีกประการหนี่งความไม่ปลอดภัย ของเทคโนโลยี WiFi มีมากเพราะอุปกรณ์ WiFi มีราคาถูกสามารถหาซื้อได้สะดวกประกอบกับมีเครื่องมือที่ช่วยในการดักฟังข้อมูลมีจำนวนมาก อุปกรณ์แม่ข่าย WiFi ที่ไม่ได้เปิดระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัย แฮกเกอร์สามารถเข้ามาเชื่อมต่อและสามารถเข้าถึงเครือข่ายภายในที่มีอุปกรณ์แม่ข่าย WiFi ได้ ทั้งหากมีสัญญาณอื่นที่มีกำลังแรงพอบนคลื่นความถี่ 2.4 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) ก็สามารถรบกวนการทำงานของระบบWiFi ได้ ยิ่งในอนาคตใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบ 4G ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานบนเครือข่ายที่กินพื้นที่กว้างก็ได้หรือจะทำเป็นเครือข่ายขนาดย่อม ๆ แบบ WLAN ได้อีกด้วย นั่นจึงทำให้หลายคนมองว่า 4G จะมาเบียดเทคโนโลยีของ Wi-Fi เพราะสามารถใช้งานได้ทั้งสองแบบ แต่ Ultra wide band (UWB) มีสัญญาณพัลส์ที่ถูกส่งมาเป็นชุดสั้นๆ ทำให้ตรวจจับและดักฟังได้ยากกว่า และระบบ 4G ต้องการที่ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลถูกพัฒนาให้สูงกว่า 100 เมกะบิตต่อวินาที Ultra wide band (UWB) ก็สามารถสนองความต้องการ 4G สำหรับการสื่อสารระยะใกล้อีกด้วย

การใช้ Ultra wide band (UWB)
ในปัจจุบันได้มีการนำเทคโนโลยี Ultra wide band (UWB) มาพัฒนาในหลายด้านได้แก่
1. Wireless USB (WUSB) เทคโนโลยีการเชื่อมต่อไร้สายแบบแรกที่สามารถทำงานรวมกับระบบเดิม หรือ USB แบบธรรมดาได้ โดยนำเทคโนโลยี Ultra wide band (UWB) ยอมให้ผู้ใช้สามารถเชื่อต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงได้มากถึง 127 ชิ้น โดยมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลถึง 480Mbps ที่รัศมี 4 เมตร และความเร็วจะต่ำลงจนเหลือ 110Mbps หากมีการวางอุปกรณ์เลยห่างออกไปจนถึงประมาณ 10 เมตร
2. Bluetooth ที่นำเทคโนโลยี Ultra wide band (UWB) มาใช้ได้แก่ teknoloisi Bluetooth 3.0 มีการรับส่งข้อมูลได้มากกว่ารุ่นก่อนๆมาก
3. การวัดและบันทึกอัตราปริมาณรังสี ซึ่งสามารถปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยและการรับประกันคุณภาพสำหรับโรงงานนิวเคลียร์ BIL Solutions Ltd. ใช้เทคโนโลยี Ultra wide band (UWB) เพื่อระบุตำแหน่งคนและวัตถุต่างๆในระยะ 30 เซนติเมตร ในรูปแบบ 3 มิติ ด้วยการใช้งานแบบนี้จะทำให้ได้ระดับที่ชัดเจนของความถูกต้องในการติดตามคน สามารถติดตามและระบุตำแหน่งพนักงานในแบบเรียลไทม์
4. Dr. Chris Stevens แห่งมหาวิทยาลัย St. Hugh'sใช้ เทคโนโลยี Ultra wide band (UWB) ในการสำรวจท่อและสายเคเบิ้นใต้น้ำในมหาสมุทร
5. ฟูรูกาวาอิเล็คทริค ประสบความสำเร็จในการพัฒนาOnboard UWB Radar for Vehicles ขนาดกะทัดรัดสำหรับตรวจอุปสรรครอบรถยนต์โดยสามารถวัดระห่างในระดับมิลลิเมตร



ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ onboard เรดาร์ UWB สำหรับยานยนต์

6. Cardiopulmonary Sensor เครื่องวัดระบบไหลเวียนโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจ ใช้เทคโนโลยี Blackfin DSP, SDRAM, Flash, FPGA, UWB, Opamp


7. หุ่นยนต์ GPR ระบบตรวจสอบระเบิดที่ DSEi 09 เป็นระบบตรวจจับระยะไกลควบคุมสำหรับการเส้นทางการระบุพื้นที่เล็กตรวจสอบจุด EOD ใต้ผิวดินและการมองเห็นระยะไกล สามารถเข้าไปในเส้นทางแคบ ใช้ เทคโนโลยี Ultra wide band (UWB) Ground เจาะ Radar (GPR) ใช้งานครั้งแรกปี ค.ศ. 2008โดยกองทัพสหรัฐในการสนับสนุน

ที่มา
http://www.nectec.or.th/bid/mkt_info_tech_ultrawideband.htm
http://www.oknation.net/blog/ICSAg/2008/09/21/entry-3
http://www.dpu.ac.th/eng/te/article.php?id=37
http://www.elecfans.com/baike/tongxingjishu/chungshuwang/20100322201646.html
http://www.tkc.go.th/pageconfig/viewcontent/viewcontent1.asp?pageid=156&directory=2951&contents=3113
http://www.thaitelecomkm.org/TTE/topic/attach/Ultra_wideband_for_wireless_communications/index.php
http://store.tkc.go.th/tkcteam/flash/p04000501/index.html
http://www.vcharkarn.com/vblog/34886/1/30#P4
http://zigbeeyoyo.blogspot.com/2007/08/zigbee.html
http://www.thaitelecomkm.org/TTE/topic/attach/Bluetooth_and_Zigbee/index.php
http://www.thaitelecomkm.org/TTE/topic/attach/Principle_of_WiFi_Networks/index.php
http://guru.thaibizcenter.com/articledetail.asp?kid=3867
th.wikipedia.org/wiki/http://www.multibandofdm.org/
http://www.newswit.com/news/2006-05-31/ubisense-british-nuclear-group/
http://mshowto.org/th/xp/veri-transferinde-cilgin-hiz-528.html
http://dept106.eng.ox.ac.uk/wb/pages/people/academics/chris-stevens.php
http://www.furukawa.co.jp/english/what/2009/kenkai_091021.htm
http://www.summitscientificinc.com/pastprojects.html
http://www.shephard.co.uk/news/3800/niitek-launches-portable-robotic-ultra-wide-band-gpr-mine-detection-system-at-dsei-09/
เอกสารประกอบการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ต วิชา ITM 640 ครั้งที่ 6 พ.อ.รศ.ดร. เศรษฐพงศ์ มะลิสุวรรณ

วันจันทร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ AVR

|0 ความคิดเห็น
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ AVR

ความหมายของ AVR
AVR เป็นคำย่อมาจากคำว่า Automatic Voltage Regulator หรือ เครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า หรือ เครื่องรักษาระดับแรงดันและปรับคุณภาพไฟฟ้า
เครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับปรับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ รวมถึงทำการปรับคุณภาพไฟฟ้าให้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันการรับพลังงานไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าที่ไม่สม่ำเสมอ (เช่น แรงดันไฟฟ้าไม่คงที่, ไฟฟ้าตก, ไฟฟ้าเกิน, ไฟฟ้ากระชาก และสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้า ฯลฯ)
เครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า หรือ AVR จะแตกต่างจาก UPS ตรงที่ไม่สามารถสำรองไฟฟ้าได้ และราคาต่ำกว่า UPS มาก รวมถึงใช้ได้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด

เครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ
  1. ช่วยปรับระดับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในสภาวะที่คงที่โดยอัตโนมัติ เพื่อให้นำไปใช้งานได้อย่างปลอดภัย
  2. ปรับคุณภาพไฟฟ้าให้ดีขึ้น โดยการกรองและขจัดสัญญาณรบกวนต่างๆ ออกไป

การทำงานของ AVR
AVR หรือเครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า ควบคุมการทำงานด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ เพื่อปรับแต่งสัญญาณคลื่นซายน์ (Sine wave) ให้มีรูปทรงคงที่ นั่นหมายถึง แรงดันไฟฟ้าคงที่ โดยมีการรวมระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติเข้าไว้ จึงสามารถปรับสภาพแรงดันไฟฟ้าที่ผิดปกติให้คงที่ ด้วยการเปลี่ยนระดับแรงดันไฟฟ้าด้านขาเข้าให้สูงขึ้นหรือต่ำกว่าระดับที่เครื่องสามารถควบคุมได้ รวมถึงมีวงจรป้องกันแรงดันไฟฟ้าเกินหรือแรงดันไฟฟ้าตก โดยจะทำการตัดไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายไฟฟ้าเมื่อแรงดันไฟฟ้ารวมสูงเกิน แล้วจะกลับมาทำงานใหม่เองโดยอัตโนมัติอีกครั้งเมื่อแรงดันไฟฟ้าด้านขาเข้าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย นอกจากนี้ยังมีระบบการป้องกันการใช้ไฟฟ้าเกินกำลังและไฟฟ้าลัดวงจร, ระบบป้องกันสัญญาณรบกวน (สัญญาณรบกวนที่เกิดจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) และสัญญาณคลื่นความถี่วิทยุ (RFI) ฯลฯ) และระบบป้องกันแรงดันสูงชั่วขณะจากฟ้าผ่าิ

ประโยชน์ของ AVR
AVR หรือเครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า สามารถจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น แรงดันสูงชั่วขณะจากฟ้าผ่า, แรงดันไฟฟ้าในสายไม่คงที่ สูง/ต่ำเกินไป, แรงดันไฟฟ้าผันผวนผิดปกติไฟฟ้า, ไฟฟ้าเกิน, ไฟฟ้ากระชาก, สัญญาณรบกวน (EMI/RFI) และปัญหาที่มีสาเหตุมาจากระบบสายส่งการไฟฟ้าที่ไม่เสถียร เป็นต้น โดย AVR จะตรวจสอบและปรับแรงดันไฟฟ้าจากระบบสายส่งการไฟฟ้า รวมถึงขจัดสัญญาณรบกวนต่างๆ ออกไป ก่อนที่จะจ่ายไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ

การนำไปใช้งาน
เนื่องจาก AVR มีหน้าที่ในการปรับแรงดันจากแหล่งจ่ายไฟฟ้า ดังนั้น จึงเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานที่ต้องการคุณลักษณะ ดังนี้ งานที่ต้องการความเชื่อถือสูง, งานที่ต้องใช้ความระมัดระวัง และงานติดตั้งในพื้นที่ห่างไกลที่แรงดันไฟฟ้าไม่มีความน่าเชื่อถือ และงานประเภท Service Call ที่มีมูลค่ามาก ในขณะเดียวกัน AVR มีส่วนประกอบของไมโครโปรเซสเซอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง จึงทำให้คุณสมบัติของ AVR มีมากขึ้นตามไปด้วย เช่น มีฟังก์ชั่นการทำงานสูง, มีความเชื่อถือได้สูง, ใช้งานง่ายและบำรุงรักษาง่าย
AVR สามารถใช้ได้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ที่ต้องการปรับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่ โดยอุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นจะต้องไม่เกิดผลกระทบ/ความเสียหายในกรณีที่เกิดไฟฟ้าดับ มักจะไม่นิยมนำ AVR ไปใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากไม่สามารถสำรองไฟฟ้าได้เหมือนกับ UPS จึงนำ AVR ไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้ามากกว่า ตัวอย่างของการนำ AVR ไปใช้งาน เช่น

สื่อสารและโทรคมนาคมระบบสื่อสารข้อมูล, PABX, เครื่องมือสื่อสาร, สถานี/ห้องส่งวิทยุกระจายเสียง, ระบบการกระจายเสียง และรถเคลื่อนที่สำหรับการสื่อสารทางทหาร ฯลฯ
การแพทย์และวิทยาศาสตร์เครื่องมือแพทย์, อุปกรณ์วิทยาศาสตร์, X-ray, การสแกนคอมพิวเตอร์ (CAT scan) และการสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็ก (MRI) ฯลฯ
สำนักงานอาคารสำนักงาน, ระบบทำความเย็นขนาดใหญ่, ระบบแสงสว่าง, ระบบสื่อสาร, อุปกรณ์สำนักงานที่มีความไวต่อคุณภาพไฟฟ้า, เครื่องถ่ายเอกสาร, อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับวงจรอิเล็กทรอนิคส์ และลิฟต์ ฯลฯ
อุตสาหกรรมเครื่องจักร-เครื่องกลอุตสาหกรรม, ระบบควบคุมกระบวนการทำงานและหุ่นยนต์โรงงาน ฯลฯ

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ UPS

|0 ความคิดเห็น
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ UPS

ความหมายของ UPS
UPS เป็นคำย่อมาจากคำว่า Uninterruptible Power Supply หรือ "เครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ" ถ้าแปลตรงตัว หมายถึง แหล่งจ่ายพลังงานต่อเนื่อง
อาจกล่าวได้ว่า UPS ก็คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่สามารถทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ได้อย่างต่อเนื่องแม้ในเวลาที่เกิดไฟดับหรือเกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าผันผวนผิดปกติ โดย UPS จะทำการปรับระดับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์
UPS มีหน้าที่หลัก คือ ป้องกันความเสียหายที่สามารถเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ (โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อ) อันมีสาเหตุจากความผิดปกติของพลังงานไฟฟ้า เช่น ไฟตก, ไฟดับ, ไฟกระชากและไฟเกิน เป็นต้น รวมถึงมีหน้าที่ในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า

หลักการทำงานทั่วไปของ UPS
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อ UPS รับพลังงานไฟฟ้าเข้ามา ไม่ว่าคุณภาพไฟฟ้าจะเป็นอย่างไรก็จะสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เป็นปกติ รวมถึงทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งหลักการของ UPS ก็คือ ใช้วิธีการแปลงไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แล้วเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่ส่วนหนึ่ง และในกรณีที่เกิดปัญหาทางไฟฟ้า (เช่น ไฟดับ หรือคุณภาพไฟฟ้าผิดปกติ เป็นต้น) อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าที่รับมาได้ UPS ก็จะเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จากแบตเตอรี่ ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แล้วจึงจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าตามปกติ

ส่วนประกอบสำคัญของ UPSUPS ประกอบไปด้วย
  1. เครื่องประจุแบตเตอรี่ (Charger) หรือ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า AC เป็น DC (Rectifier) ทำหน้าที่รับกระแสไฟฟ้า AC จากระบบจ่ายไฟ แปลงเป็นกระแสไฟฟ้า DC จากนั้นประจุเก็บไว้ในแบตเตอรี่
  2. เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ทำหน้าที่รับกระแสไฟฟ้า DC จากเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า AC เป็น DC หรือแบตเตอรี่ และแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า AC สำหรับใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์
  3. แบตเตอรี่ (Battery) ทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในกรณีเกิดปัญหาทางไฟฟ้า โดยจะจ่ายกระแสไฟฟ้า DC ให้กับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าในกรณีที่ไม่สามารถรับกระแสไฟฟ้า AC จากระบบจ่ายไฟได้
  4. ระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (Stabilizer) ทำหน้าที่ปรับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่และสม่ำเสมออยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า
ประโยชน์ของ UPS
UPS สามารถช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ (โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ) อันเนื่องมาจากกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติได้ (เช่น จากความบกพร่องของระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าเอง หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ - ฝนตกฟ้าคะนอง พายุฝน หรือจากการรบกวนของอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคารที่ใช้กระแสไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ ฯลฯ) ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติในแต่ละประเภท อาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้ โดย UPS จะทำหน้าที่ป้องกัน ดังนี้

  • จ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เมื่อเกิดไฟดับหรือไฟตก เพื่อให้มีเวลาสำหรับการ Save ข้อมูล และไม่ทำให้ floppy disk และ hard disk เสีย
  • ปรับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า เช่น ไฟตก, ไฟดับ, ไฟกระชาก และไฟเกิน เป็นต้น
  • ป้องกันสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าที่สามารถสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและอุปกรณ์ไฟฟ้าได้
ชนิดของ UPS
UPS แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

  1. Offline UPS หรือ Standby UPS
สภาวะไฟฟ้าปกติ อุปกรณ์ไฟฟ้า (Load) จะได้รับพลังงานไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า (Main) จากการไฟฟ้าโดยตรง ในขณะเดียวกัน เครื่องประจุกระแสไฟฟ้า (Charger) จะทำการประจุกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ไปด้วย แต่เวลาที่ไฟฟ้าดับ แบตเตอรี่จะจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) เพื่อแปลงกระแสไฟฟ้าและจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยใช้ตัวสับเปลี่ยน (Transfer Switch) สำหรับเลือกแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าระหว่างระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าหรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า
กรณีที่สภาวะไฟฟ้าปกติหรือกระแสไฟฟ้าผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมากจนตัวสับเปลี่ยน (Transfer Switch) สลับแหล่งจ่ายไฟฟ้าไม่ทัน พลังงานไฟฟ้าที่จ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าจะมาจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง ดังนั้น ถ้าคุณภาพไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าไม่ดี (เช่น ไฟตก, ไฟดับ, ไฟกระชาก หรือมีสัญญาณรบกวน ฯลฯ) อุปกรณ์ไฟฟ้าก็จะได้รับพลังงานไฟฟ้าคุณภาพไม่ดีเช่นเดียวกัน
เนื่องจาก UPS ชนิดนี้ถูกออกแบบให้ป้องกันกรณีเกิดไฟดับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันปัญหาแรงดันไฟฟ้าที่ผันผวนและสัญญาณรบกวนได้ จึงทำให้มีราคาถูกกว่า UPS ชนิดอื่นๆ และไม่เหมาะกับการใช้งานในบางพื้นที่ เช่น สถานที่ใกล้แหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า อาทิ เขื่อน, สถานีไฟฟ้า และสถานีไฟฟ้าย่อย เป็นต้น รวมถึงไม่เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทยด้วย เนื่องจากเกิดไฟตกบ่อยครั้ง

คุณสมบัติของ Offline UPS หรือ Standby UPS
  • ราคาถูก
  • ป้องกันปัญหาไฟดับได้เพียงอย่างเดียว
  • ไม่เหมาะสำหรับใช้งานในพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดไฟฟ้า, สถานีไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ
  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่และ UPS สั้น
  1. Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer
จากผังแสดงการทำงาน จะพบว่า มีความคล้ายคลึงกับ Offline UPS มาก แต่จะมีส่วนที่เพิ่มขึ้นมา คือ ระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (Stabilizer) ในขณะที่สภาวะไฟฟ้าปกติ อุปกรณ์ไฟฟ้า (Load) จะได้รับพลังงานไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า (Main) จากการไฟฟ้า โดยผ่านระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัตินี้ ซึ่งจะมีหน้าที่รักษาระดับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่ ป้องกันปัญหาไฟตก, ไฟเกิน และไฟกระชาก เป็นต้น พร้อมกันนี้ เครื่องประจุกระแสไฟฟ้า (Charger) ก็จะทำการประจุกระแสไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เมื่อไฟฟ้าดับจะจ่ายพลังงานให้กับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ทำการแปลงกระแสไฟฟ้า และจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยใช้ตัวสับเปลี่ยน (Transfer Switch) สำหรับเลือกแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าระหว่างระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติหรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า
UPS ชนิดนี้ถูกพัฒนามาจาก Offline UPS โดยเพิ่มระบบป้องกันแรงดันไฟฟ้าสูงหรือต่ำอัตโนมัติ (Stabilizer) เพื่อป้องกันปัญหาทางไฟฟ้า ช่วยให้ UPS ไม่จำเป็นต้องจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ทุกครั้งที่ไฟตกหรือไฟเกินไม่มากนัก
Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer จัดได้ว่าเป็น UPS ที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ราคาไม่แพงและคุณภาพไฟฟ้าที่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

คุณสมบัติของ Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer
  • ราคาไม่แตกต่างจาก Offline UPS หรือ Standby UPS
  • เหมาะสำหรับใช้งานในพื้นที่ที่มีความผันผวนของแรงดันไฟฟ้ามากๆ เช่น ประเทศไทย, พม่า, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ฯลฯ
  • ไม่เหมาะสำหรับนำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความไวต่อคุณภาพของกระแสไฟฟ้ามากๆ เช่น เครื่องมือแพทย์และเครื่องจักรในโรงงาน ฯลฯ
  • มีระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (Stabilizer) เพื่อป้องกันปัญหาไฟเกินและไฟตก
  • สัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าบางอย่างที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ายังสามารถผ่านเข้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าได้
  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่และ UPS ยาวนาน
  1. True Online UPS
จากผังแสดงการทำงาน จะพบว่า True Online UPS เป็น UPS ที่มีศักยภาพสูงสุด กล่าวคือ เครื่องประจุกระแสไฟฟ้า (Charger) และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) จะทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าคุณภาพไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร ก็สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า (Load) ได้ตามปกติ ยกเว้นกรณีเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าเสีย จึงจะจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า (Main) จากการไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า (แต่ไม่ควรใช้งานต่อไปหากเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าเสีย)
True Online UPS เป็น UPS ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในจำนวน UPS ที่มีใช้งานอยู่ สามารถป้องกันปัญหาทางไฟฟ้าได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็น ไฟดับ, ไฟตก, ไฟเกิน หรือสัญญาณรบกวนใดๆ และให้คุณภาพไฟฟ้าที่ดี ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ UPS ชนิดนี้มีราคาสูงกว่า UPS ชนิดอื่นๆ

คุณสมบัติของ True Online UPS
  • ราคาค่อนข้างสูง
  • มีศักยภาพสูงสุด สามารถป้องกันปัญหาทางไฟฟ้าได้ทุกกรณี
  • ไฟฟ้ากระแสสลับที่อุปกรณ์ไฟฟ้าจะได้รับจาก UPS ชนิดนี้ จะเป็นไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง มีความเที่ยงตรงของระดับแรงดันไฟฟ้า และปราศจากสัญญาณรบกวนใดๆ
  • กรณีไฟฟ้าดับหรือขาดช่วง UPS จะนำพลังงานสำรองในแบตเตอรี่มาแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อจ่ายให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าได้ในทันที
การนำ UPS ไปใช้งานด้านต่างๆ
หากการใช้งานใดที่มีจุดประสงค์เพื่อสำรองพลังงานไฟฟ้าสำหรับจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ในเวลาที่เกิดไฟดับหรือไฟตก หรือเพื่อปรับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า หรือเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าที่อาจสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและอุปกรณ์ไฟฟ้า สามารถนำ UPS ไปใช้งานได้ เช่น

ระบบงานคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ เช่น เครื่องพิมพ์, จอ, ลำโพง และโมเด็ม ฯลฯ
สำนักงานระบบสื่อสาร, ระบบคอมพิวเตอร์, เครื่องจักร, อุปกรณ์สำนักงาน และอุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ
โรงงานอุตสาหกรรมระบบสื่อสาร, ระบบคอมพิวเตอร์, เครื่องจักร, เครื่องมือ-เครื่องใช้, เครื่องมือตรวจวัด และอุปกรณ์ไฟฟ้า ฯลฯ
การแพทย์เครื่องมือทางการแพทย์, เครื่องมือและอุปกรณ์ภายในห้องผ่าตัด ฯลฯ
สื่อสารและโทรคมนาคมอุปกรณ์สื่อสาร และห้องควบคุมระบบโทรคมนาคม ฯลฯ
การจัดการและประมวลผลข้อมูลระบบประมวลผลและรายงานข้อมูลของธนาคารและตลาดหุ้น ฯลฯ
บ้านพักอาศัยอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิด เช่น โทรทัศน์, เครื่องเสียง, เครื่องรับวิทยุ และพัดลม ฯลฯ รวมถึงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ
หมายเหตุ:อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ ที่จะนำมาใช้กับ UPS จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าหรือเท่ากับความสามารถในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าของ UPS ที่ต่ออยู่

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วิธีการใช้งาน camfrog

|0 ความคิดเห็น

วิธีการใช้งาน camfrog

ยินดีต้อนรับสู่ Camfrog Video Chat


อะไรคือ Camfrog Video Chat?
Camfrog คือโปรแกรมสนทนาออนไลน์แบบเชิงประชุมหรือ videoconferencing program. โดยCamfrog ไม่เพียงแต่อนุญาติการประชุมแบบ 1-ต่อ-1 videoconference เท่านั้นแต่ยังรวมถึงกลุ่มการประชุมที่เชื่อมต่อด้วย Camfrog Server video chat room. ดังนั้น Camfrog Video Chat จึงเป็นแหล่งสนทนาออนไลน์ของผู้ใช้งานในรายการติดต่อของเรา โดยสามารถสนทนาสดออนไลน์ในกลุ่มของผู้ใช้งาน แจ้งเตือนสถานะ,ระบบข้อความสั้น.โดย Camfrog เป็นฟรีแวร์สำหรับผู้ใช้งานขั้นต้น อย่างไรก็ตามหากคุณต้องการประสิทธิภาพและลูกเล่นที่มากกว่าก็จำเป็นต้องจ่ายเงินในรุ่นของ Camfrog Pro. โดยCamfrog Pro มีความสามารถที่สูงกว่าเช่น การดูภาพวีดีโอพร้อมกัน , เปลี่ยนสถานะเป็นมองไม่เห็น, ส่งไฟล์, และอื่นๆ.

คุณสมบัติของ Camfrog Video Chat
โปรแกรม Camfrog ทำให้เราสามารถสนทนาออนไลน์แบบเห็นหน้ากับผู้ใช้งานคนอื่นๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งกล้องขนาดเล็กที่เรียกว่ากล้องเว็บแคม ได้อย่างสะดวกรวดเร็วและง่ายโดย Camfrog ทำงานบน Microsoft Windows XP, 2000 และ Vista, Windows Server 2003, และ Mac OS X. โดยCamfrog มีห้องสนทนาสดออนไลน์ มีรายชื่อผู้ติดต่อ และการส่งความแซต instant messaging.

ก่อนการใช้งาน
ก่อนการใช้งาน Camfrog เราต้อง กำหนด ชื่อเล่น และรหัสผ่านการใช้งานเพื่อล็อกอินเข้าใช้งาน กับทาง Camfrog central server. หลังจากราดาวโหลดและติดตั้ง Camfrog ให้เราคลิกที่ลงทะเบียน หรือ "Register for Nickname/Password" hyperlink ในหน้าต่างหลักของโปรแกรม จากนั้นเราจะได้รับคำแนะนำในการลงทะเบียนใช้งานแบบขั้นตอนผ่านระบบ registration wizard.
การลงทะเบียน หรือ Registering for a nickname/password
จากนั้นข้อมูลของเราก็จะถูกบันทึกบนระบบของ Camfrog.com public website user directory. หากเราลงทะเบียนซ้ำกับคนอื่น ให้เราไปที่รายการติดต่อ contact list จากนั้นเลือก เมนู "file" และเลือก คลิก sign out เพื่อออกไปหาลิงค์ลงทะเบียนด้วยชื่อเล่นใหม่อีกครั้ง

การกำหนดหรือตั้งค่าการใช้งานโดยทั่วไป
ภายใต้เมนูคำสั่ง "Actions" ของ "Camfrog Video Chat" รายชื่อผู้ติดต่อ contact list เลือก"settings" เราจะเห็นการปรับแต่งทั่วไป general settings.

การกำหนดค่า Video configurations
ภายใต้เมนู "Actions" เลือก"settings" เลือก"video" ทางซ้ายมือเราจะเห็น การตั้งค่า video settings. เราสามารถเลือกรุ่นยี่ห้ออุปกรณ์ video capture ของเรา, คุณภาพที่ต้องการ,และความสามารถในการกลับภาพหรือสะท้อน video stream.

การตั้งค่าเสียง Audio configurations
ไปที่เมนู "Actions" เลือก"settings" เลือก"audio" ทางซ้ายมือจะมี audio settings. ให้เราเลือกและกำหนดอุปกรณ์เสียงของคอมพิวเตอร์ของเรา .

การปรับแต่งค่าข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งานหรือ Profile configurations
ไปที่ "Actions" เลือก "settings" คลิกเลือก "your profile" ทางซ้ายมือเราจะเห็น profile. เราสามารถเข้าถึงโดยการดูที่ local video ภายใต้เมนู "video" คลิกที่ "User profile". ข้อมูลส่วนตัวขงเราก็จะแสดงใน ระบบ Camfrog directory. เมื่อเราเปิด local video หน้าต่างขึ้นมาก็จะเปิดขึ้นมาเช่นกัน
คลิกที่ "comments" เพื่อเขียนข้อความแสดงความเป็นตัวเราบน public directory.

เริ่มต้นสนทนาออนไลน์แบบ one on one video chat

เริ่มต้นสนทนา video chat overview
เริ่มง่ายๆ กับผู้ใช้งานอื่นๆของ Camfrog user. แน่นอนว่ากล้อง webcam ไม่จำเป็นในการมองเห็นคนอื่นๆ แต่จำเป็นสำหรับการมองเห็นด้วยคนอื่น ผู้ใช้งานส่วนมากอาจจะไม่ต้องการสนทนากับเครื่องที่ไม่มีกล้องเว็บแคม
เริ่มต้น video chat
การใช้งาน video chat อันดับแรกส่งข้อความไปหาคนที่ต้องการสนทนาด้วย instant message. โดยไปที่เมนู "Actions" เลือก"send an instant message." ถ้าหากเราไม่รู้จักใคร เราสามารถไปที่ user directory โดยการคลิกที่ "User directory" หลังจากส่งข้อความร้องขอไปแล้วเราจึงเริ่มการใช้งาน "video chat" ภายในหน้าต่างของ instant message window. ถ้าเขาตอบรับคำเชิญของเรา เราก็จะเริ่มเห็ฯและได้ยินเสียงสนทนาของคนที่เราติดต่อด้วย ถ้าเรามีทั้งกล้องและไมค์ เราสามารถดูสถานะของคนที่สนทนาด้วยว่าเป็นหญิงหรือชาย และเขามีกล้องหรือไม่ โดยสังเกตจากไอค่อนเล็ก ๆ ที่แสดงขึ้นมา

การตอบรับการสนทนา Accepting a video chat
เมื่อมีใครสักคนร้องขอการสนทนากับเรา โดยการส่งข้อความเข้ามา เราสามารถตอบรับคำเชิญหรือปฏิเสธ ได้โดยการ Do you accept?" คลิก"yes" ตอบรับ และคลิก "no" ปฏิเสธ.
ถ้าเราไม่แน่ใจว่าคนที่จะสนทนาด้วย ดีหรือแย่ เราสามารถเข้าไปดูข้อมูลของเขาที่ "profile" ในหน้าต่าง IM window
หากมีข้อมูลว่าดี เราควรจะกำหนดให้เขาเป็นคนดี โดยการคลิกที่ happy face ในช่องของ IM window ให้เป็น good karma. กลับกันหากพบประวัติไม่ดี เราสามารถคลิก sad face ถัดจาก"karma" เราสามารถตรวจดู users’ karma โดยดูที่ profile. หากผู้ใช้งานที่ karma ที่ติดลบ เราอาจจะไม่ต้องการสนทนากับพวกเขา เพราะอาจจะมีความประพฤติที่ไม่เหมาะสมนั้นเอง ซึ่งจะถูกแบนและไม่มีใครต้องการสนทนาด้วย ดังนั้นเราจึงต้องระวังด้วยการส่งข้อความที่ดี และสุภาพครับ

การจบการสนทนาหรือว่า Ending a video chat
คลิกที่ "stop video chat" hyperlink ที่มีไอคอนของ webcam icon ด้านบนของ IM window, หรือปิด IM window, หรือปิด local video หรือหน้าต่าง video window ของคนอื่น

การใช้งานระบบเข้าถึงจากทางไกลหรือ Configuring remote video access
สำหรับรุ่น Camfrog Pro เท่านั้น ไปที่ "Actions" คลิก"Settings...". ภายใต้"General" settings คลิก"Remote access" section. กำหนด password เพื่อเข้าถึง Camfrog client จากพื้นที่อื่นๆ .ไปยังสถานที่อื่นๆ และกำหนด new nickname/password จากนั้นส่ง IM มายัง pro client requesting a video chat. เราจะได้รับการพร้อมให้ใส่ password ที่กำหนดไว้ . ใส่รหัสผ่านและเริ่มต้นการ remote video chat. ต้องแน่ใจว่าคอมที่เรากำหนดไว้จะไม่อยู่ในโหมดพักงานหรือ asleep ซึ่งอาจจะใช้งานไม่ได้ remote video chat. ไปที่ control panel เพื่อกำหนดค่า sleep settings

การสื่อสารด้วยเสียงหรือ Communicating with audio


ภาพรวมอง Audio overview
Camfrog สามารถสนทนาแบบ 1-on-1 video chat session หรือแบบผ่านแม่ข่ายระบบของ Camfrog Server Video Chat Room.

การสนทนาแบบ Audio in a one-on-one connection
คลิกที่ "hands free" ติ้กที่ all the time where the other user can constantly hear you. คลิกที่ "Talk" เพื่อส่ง audio .

การสนทนาบน video chat room
โดยที่ video chat room เราสามารถสนทนาเป็นเวลา 30 วิ เพื่อผู้ใช้งานคนอื่นได้โอกาสเพื่อส่งเสียง คลิกที่ "hands free" ติ้กที่ audio hands free for 30 seconds.

การปรับแต่งค่าของ audio settings
ไปที่ "Actions" เลือก "settings" เลือก"audio" เลือกกำหนดค่าของเสียงตามที่เราต้องการ

การสื่อสารด้วย video


ภาพรวมของ Video overview
เราสามารถดูเราเองโดยการกดที่ "preview video" ภายใต้"video" menu

เมนู Local video window
การดู Local view คลิกที่ "video" menu เลือก "preview video". การหยุด one-on-one video chat, หรือใน video chat room คลิกบนกล้อง webcam icon ในแถบ local video window.

การปรับค่าของ video settings
ไปที่เมนู "Actions" คลิก "settings" เลือก "video" เลือกปรับตั้งค่าตามต้องการของเรา

การสื่อสารแบบ chat and instant messaging


ภาพรวมของการ Chat และ IM overview
Camfrog สามารถใช้งานเป็น videoconferencing และโปรแกรมสนทนาออนไลน์แบบเดียวกับ MSN หรือ Yahoo

การส่งข้อความ Send a message
ไปที่ "Actions" menu เลือก "Send an instant message." ต่อมาพิมพ์ซื่อเล่นของคนที่ต้องการสนทนาด้วยลงไป กดปุ่ม Enter

การสนทนาในห้องของ video chat room (Camfrog server)
คลิกที่ "video chat rooms" ในหน้าต่างหลักของโปรแกรม จากนั้นคลิกหนึ่งของห้องภายใต้ "Nicknames" เพื่อเชื่อมต่อ เราสามารถพิมพ์ข้อความและกด enter เพื่อสื่อสารกับคนอื่นผ่านข้อความ ส่วนการเพิกเฉยกับผู้ใช้งานคนอื่น คลิกขวาบนชื่อที่ต้องการใน user list แล้วเลือก"ignore". การยกเลิกก็ทำกลับกัน โดยคลิกที่ "unignore".

การบันทึกข้อข้อมูล Saving messages
ไปที่เมนูไฟล์ และเลือก "save".

Karma
ถ้าใครส่งข้อความหยาบคายถึงเรา เราสามารถกดปุ่มหน้าเศร้า sad face ถัดไปจากข้อความที่เรียกว่า "karma" ในหน้าต่าง IM window. ถ้าระดับ user's karma ติดลบเขาจะไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นๆ ได้เป็นเวลา 15 นาที
บันทึกภาพหน้าจอ Snapshot
คลิกที่ "snapshot" เพื่อส่งภาพนิ่งจากกล้องเว็บแคมของเราให้คนอื่นๆ แต่ระวังอย่าส่งมั่วไปให้คนที่เราไม่รู้จัก

รายชื่อผู้ติดต่อ Contacts
การเพิ่มผู้ติดต่อสามารถทำได้โดยไปที่ เมนู "Actions" เลือกคำสั่ง "add a contact" จากนั้นกรอกชื่อเล่น. การลบผู้ติดต่อ คลิกขวาบนชื่อที่ต้องการลบออก และเลือก "delete". เราสามารถเพิ่ม Camfrog Video Chat Room servers เข้ากับรายชื่อ โดยการคลิกขวาบน "online contacts" ในรายการผู้ติดต่อจากนั้นคลิก "Add Video Chat Room".

คุณสมบัติของ Camfrog Video Chat Pro Features


Camfrog Video Chat Pro สรุปในภาพรวม
Camfrog Pro มีความสามารถมากกว่ารุ่นฟรีแวร์ เช่นดูภาพพร้อมกันหลายกล้อง การกำหนดค่าสถานะผู้ใช้งาน ประวัติการใช้งาน และการเข้าถึงแบบ full access to the Camfrog.com website.

ดูหน้าต่างวีดีโอภาพพร้อมกันจำนวนมาก
การดูล้องพร้อมกันหลายตัว เราต้องเข้าร่วม ห้อง video chat room. จากนั้น คลิกบนชื่อที่ต้องการดู "visible users" เราสามารถดูได้ไม่จำกัด เท่าที่เราสามารถแสดงบนหน้าจอของเรา

เปลี่ยนสถานะการใช้งาน
บนเมนูคำสั่งสถานะหรือ "your status". คลิกลูกศรสีดำ เพื่อกำหนดสถานะของเรา เช่นถ้าเราเลือกเป็น "invisible" ก็จะเป็นการไม่แสดงตัวตนของเราขณะออนไลน์ เป็นต้น

ตอบรับการสนทนา video chat requests แบบอัตโนมัติ
ภายใต้เมนู "actions" เลือก "settings" ภายใต้คำสั่ง "general" มองดูที่ "incoming calls". จะมีตัวให้เลือกเป็น "auto accept" incoming video chat calls (not recommended) หรือกำหนดรหัสผ่านสำหรับการเรียกเข้า

การดูข้อมูล Video Chat History
ไปที่ "actions" เลือก "history window". เพื่อดูข้อมูลการสนทนาและการใช้งานที่ผ่านมาของเรา เราสามารถล้างค่าโดยไปที่ "clear" ทางซ้ายมือของแถบเมนู history window.
เราสามารถบันทึกค่าของ IM history ไปที่ "view" menu in the IM window และเลือก "history".

กรองผู้ใช้งานที่ไม่ต้องการด้วย IM Catcher
คลิก "IM Catcher" ใน contact list เพื่อเปิดคุณสมบัตินี้
การพิมพ์ข้อความบน Video
คลิกขวาบน local video window และเลือก "text over video".

การส่งไฟล์ข้อมูล Send Files
คลิก "send file" เพื่อส่งไฟล์ข้อมูลไปยัง Camfrog Pro user.

การตั้งค่าแบบโปร่งใสหรือ Transparent Windows
ไปที่ contact list เลือก action/settings/transparency เพื่อทำให้ IM และการ chat บนwindows มองทะลุ. ซึ่งจะมีประโยชน์กรณี เราต้องการ เห็นภาพ video windows ภายใต้ IM หรือ chat windows.

ปัญหาการใช้งานที่พบบ่อย หรือ Camfrog frequently asked questions
ไปที่เว็บไซต์ของ แคมฟร็อกและไปที่ FAQ page ในส่วนของ help section.
สนใจดาวโหลด Camfrog free