วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ว่าด้วยเรื่อง "วิตามินซี" ที่ทุกบ้านไม่ควรมองข้าม

|0 ความคิดเห็น
ว่าด้วยเรื่อง "วิตามินซี" ที่ทุกบ้านไม่ควรมองข้าม

 
 
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยน แปลงบ่อย เดี๋ยวสะบัดร้อน สะบัดหนาว บางทีก็มีฝนตกไม่เลือกฤดูให้งวยงงกันเล่น ทำให้คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงลูกน้อยป่วยเป็นไข้ไปตาม ๆ กัน ซึ่งหลายคนมักเลือกยาเป็นตัวหลักในการรักษา แต่วันนี้เรามีอีกทางหนึ่งในการฟื้นไข้มาฝากกัน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว และทำได้ไม่ยาก

โดยวิธีข้างต้นนี้ ภญ.กรรณิการ์ เอกศักดิ์ ให้ ความรู้ว่า ไข้หวัดเป็นโรคที่เป็นกันได้ทุกเพศทุกวัย การรับประทานทานอาหารที่ย่อยง่าย และผลไม้ที่ให้วิตามินโดยเฉพาะวิตามินซีสูง ถือเป็นตัวยาชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ป่วยหายไข้ได้เร็ วขึ้น เนื่องจากวิตามินซีจะเป็นตัวเข้าไปเสริมสร้างภูมิต้า นทานของร่างกายให้แข็ง แรงนั่นเอง

"วิตามินซีมีประโยชน์มากมาย ช่วยเสริมภูมิต้านทาน เป็นตัวสร้างคอลลาเจนในเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง กระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด ซึ่งช่วยสมาน และซ่อมแซมเนื้อเยื่อบาดแผลให้หายเร็วขึ้น ตลอดจนรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน และช่วยคลายเครียดอีกด้วย" เภสัชกรหญิงกล่าวถึงประโยชน์ของวิตามินซีที่คนส่วนให ญ่มองข้าม

อย่างไรก็ดี หลาย ๆ บ้านอาจสงสัยว่า แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายต้องการวิตามินซีเพิ่ม แล้ว กับคำถามนี้ เภสัชกรหญิงบอกว่า ให้สังเกตจากการเป็นหวัด หรือภูมิแพ้บ่อย ๆ นั่นหมายความว่า ภูมิต้านทานในร่างกายไม่สมบูรณ์พอ ผิวพรรณซูบซีด ไม่เปล่งปลั่ง หรือบางท่านที่เครียดมีผลให้เป็นโรคกระเพาะ ไมเกรน เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ หรือบ้านที่ชอบสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ วิถีการดำเนินชีวิตของบุคคลเหล่านี้ ต้องการวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป

"ปริมาณวิตามินซีที่ทุกบ้าน ควรได้รับต่อวันคือ 60 มิลลิกรัม เทียบง่าย ๆ คือ ทานส้มสด 1 ผลให้วิตามินซี 20 มิลลิกรัม ต้องทานให้ได้ 3 ผลต่อวัน หรือทานจากผักสด ผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งแต่ละชนิดก็ให้ประมาณวิตามินซีแตกต่างกัน ผักที่ให้วิตามินซีมากหน่อย เช่น บลอคโคลี หรือผลไม้สดที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม สับปะรด ฝรั่ง มะขาม หรืออื่น ๆ เช่น กล้วย ผักกาดกรอบ หัวหอม" เภสัชกรหญิงให้คำแนะนำ

ไม่เพียงแต่การรับประทานที่ย่อยง่าย และผลไม้ที่ให้วิตามินแล้ว เภสัชกรรายนี้ให้คำแนะนำว่า การฟื้นไข้ได้เร็ว ต้องดูแลร่างกายให้ดีควบคู่ไปด้วย เช่น อาบน้ำอุ่น พักผ่อนให้เพียงพอ การจิบน้ำอุ่น หรือน้ำผึ้งผสมมะนาวให้ชุ่มคอ ลดการระคายเคือง ระวังเรื่องการสั่งน้ำมูกอย่าสั่งแรง ๆ เพราะจะทำให้เชื้อเข้าสู่โพรงไซนัสหรือหูชั้นใน และเกิดการอักเสบมากขึ้น ถ้าเป็นเด็กเล็กควรใช้ลูกยางดูดน้ำมูกเพื่อช่วยให้หา ยใจสะดวกขึ้น

เอาเป็นว่า ช่วงนี้อากาศเย็นเป็นพิเศษ ด้วยความห่วงใย ทีมงานขอให้ทุกบ้านดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดปีกระต่ายทองนี้^_^

6 ของใช้ใกล้ตัวในบ้าน ที่สาวภูมิแพ้ต้องหมั่นทำความสะอาด

|0 ความคิดเห็น


6 ของใช้ใกล้ตัวในบ้าน ที่สาวภูมิแพ้ต้องหมั่นทำความสะอาด

เมื่อเอ่ยถึง โรค “ภูมิแพ้” หลายคนต้องร้อง ‘อ๋อ’ ออกมาดังๆ ก็แหม มันใกล้ตัวเหลือเกินนี่คะ โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่ๆ รถแยะ อากาศเสีย ผู้คนเป็นโรคนี้กันเยอะ... ถึงกับได้ฉายาว่าเป็นโรคฮิตคนเมืองกันเลย
ทว่าจะโทษอากาศเสีย มลพิษแย่ อย่างเดียวก็ใช่ที่ เพราะแท้จริงแล้ว ยังมีปัจจัยใกล้ตัวอีกหลายอย่าง ที่เป็นตัวการกระตุ้นให้เกิดโรค โดยเฉพาะ ‘บ้าน’ คุณเอง ที่อาจเป็นสถานที่ก่อโรคได้ โดยที่คุณเองก็ไม่รู้ตัว


 “หลายคนทนทุกข์ทรมาน และหาวิธีป้องกัน รักษาโรคภูมิแพ้ และหอบหืดมาหลายปี โดยที่ไม่รู้ว่า ที่มาของโรคเหล่านั้น แท้จริงแล้วเกิดจากสิ่งใกล้ตัวของพวกเขาเอง” นายแพทย์ Clifford Bassett ผู้อำนวยการศูนย์โรคหอบหืดและภูมิแพ้ New York ระบุ
ว่าแล้วเราจึงขอชวนมาสำรวจ ‘บ้าน’ สถานที่ใกล้ตัวสุดๆ ของคุณว่ามีสิ่งใดบ้างหนอ? … ที่อาจเป็นปัจจัยให้เกิดโรคภูมิแพ้
1) ยางกันลื่นในห้องน้ำ-พรมเช็ดเท้า
 
 พรมเช็ดเท้า และยางกันลื่นในห้องน้ำ ของใช้ที่ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมี แต่ทราบหรือไม่ว่าสิ่งนี้แหละ ถือเป็นแหล่งสะสมฝุ่น เพาะพันธุ์เชื้อรา อันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ได้เป็นอ ย่างดี
“อาการแพ้ทั้งหลาย เกิดจากการถูกกระตุ้น จากเชื้อโรคต่างๆ ที่มีการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากความชื้นในบริเวณนั้นๆ ดังนั้นควรแน่ใจว่า พรมเช็ดเท้าที่ใช้ในบ้านควรจะแห้งจริงๆ” คุณหมอ Bassett ให้ข้อมูล พร้อมอธิบายต่อว่า สำหรับผู้ที่อยากห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ ควรดูแลตัวเองด้วยการ ซักทำความสะอาดพรมเช็ดเท้าสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เช่นเดียวกับ ยางกันลื่นในห้องน้ำที่ควรทำความสะอาดสัปดาห์ละครั้ง แล้วตากแดด ผึ่งลม ให้แห้งสนิทก่อนนำกลับมาใช้งานต่อ

2) กระถางต้นไม้ ... ในห้องนอน

 

“ต้นไม้ในกระถางเล็กๆ ทั้งหลาย มีสารที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้มากถึง 70% และหากคุณต้องนอนสูดดม สารกระตุ้นภูมิแพ้ จากต้นไม้เหล่านั้นทั้งคืน ในช่วงเช้าคุณอาจต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการเจ็บคอ คัดจมูก และไอ” Christopher Rondolph แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ จากโรงพยาบาล Yale - New Haven ระบุ พร้อมแนะให้คุณ รีบขนย้ายบรรดาไม้ดอก ไม้ประดับแสนสวยทั้งหลาย ไปไว้ส่วนอื่นของบ้านเถอะค่ะ แล้วเชื้อราในห้องนอนของคุณจะลดปริมาณลงถึง 60% เลยทีเดียว

3) เครื่องซักผ้า
 
 คุณหมอ Rondolph ให้ข้อมูลต่อว่า บริเวณขอบยางกันซึม ของเครื่องซักผ้านั้น ถือเป็นที่อยู่อาศัยยอดฮิตของเชื้อราเลยหล่ะ เมื่อเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่แค่เครื่องซักผ้าของคุณจะเต็มไปด้วยเชื้อรา แต่เสื้อผ้าที่คุณใส่ก็ยังโดนหางเลขมีเชื้อราติดสอยห ้อยตามมาด้วย ... บรื๋อ!! ลองนึกภาพดูสิ ว่าหากเสื้อผ้าที่คุณต้องใส่อยู่ทุกวันเต็มไปด้วยเชื ้อรา มันจะสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากแค่ไหน
งานนี้คุณหมออธิบาย วิธีแก้ไขมาว่า ควรตากผ้าที่ซักแล้วในที่มีแดดแรงๆ จนแห้งสนิท รวมถึงหมั่นทำความสะอาดเครื่องซักผ้า โดยการตั้งโปรแกรมการซัก ให้เครื่องซักผ้าทำงานไปตามปกติ แต่ไม่ต้องใส่เสื้อผ้าและผงซักฟอกลงไป และหากเครื่องซักผ้าคุณมีระบบซักด้วยน้ำร้อน ก็ตั้งให้ร้อนสุดเลยค่ะ ให้เครื่องได้แกว่งน้ำสะอาดไปมาจนทั่วเครื่อง เมื่อเสร็จสิ้นการซักจึงเปิดฝาเครื่องซักผ้า และช่องใส่ผงซักฟอก ทิ้งไว้ จนแห้งสนิท

4) เทียนหอม

 
 สาวๆ ที่ชอบจุดเทียนหอม คงต้องฟังกันหน่อย เพราะงานวิจัยจากสถาบันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ออกมาระบุว่า เจ้าเทียนหอมทั้งหลายน่ะ ถึงจะมีแสงสว่างสวย ล่อใจให้อยากจุด ทว่าการเผาไหม้ของมัน กลับปล่อยมลพิษทางอากาศเป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุผลนี้ Dr. James Wedner หัวหน้าศูนย์ป้องกันโรคภูมิแพ้ แห่งมหาวิทยาลัย Washington University School of Medicine จึง ออกมาให้ข้อมูล ที่สอดคล้องกันว่า ก๊าซพิษที่เทียนหอมปล่อยออกมา สามารถก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อตา และจมูกได้ง่าย เรียกได้ว่า เมื่อจุดเทียนหอม คุณอาจเกิดอาการน้ำมูกน้ำตาไหลได้ แม้ปกติคุณจะไม่ใช่คนแพ้ง่ายก็ตาม ดังนั้น หากอยากสร้างบรรยากาศโรแมนติกด้วยเทียนหอม ให้ลองเปลี่ยนมาเป็น หลอดไฟกำลังวัตต์ (watts) ต่ำๆ ที่ให้แสงอ่อนสวย บวกกับบุหงากลิ่นหอม มาเพิ่มความผ่อนคลายจะดีกว่า

5) หน้าต่าง และประตู
 
 เพราะสารก่อภูมิแพ้ จะเจริญเติบโตได้เร็วในสถานที่ปิด อากาศไม่ถ่ายเท ดังนั้นควรเปิดประตู และหน้าต่างเสียบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้องนอน ควรเปิดหน้าต่างอย่างน้อยวันละ 15 นาที เพื่อให้แสงแดดสาดส่อง และอากาศถ่ายเทได้สะดวก ซึ่งนั่นถือเป็นการลดสารก่อภูมิแพ้ได้ดีเยี่ยม ที่สำคัญ หากบ้านคุณมีผู้สูบบุหรี่อยู่ด้วย ยิ่งต้องหมั่นเปิด เพราะมีรายงานทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัย California ระบุว่า การที่คุณอยู่ในบ้านที่มีควันบุหรี่ แล้วไม่เปิดประตู หรือหน้าต่าง เพื่อระบายอากาศ แค่เพียง 4 วัน ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ จะมีอาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด

6) ตุ๊กตาขนปุกปุย
 
“ตุ๊กตาขนนุ่มทั้งหลาย เป็นสิ่งที่ดึงดูดฝุ่นละออง และสารก่อภูมิแพ้ที่ลอยอยู่ในอากาศได้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เอง คือแหล่งเพาะพันธุ์เห็บ ไร ชั้นดี” Neeti Gupta ผู้อำนวยการสถาบันก่อภูมิแพ้ East Windor, NJ ระบุ พร้อมกระตุ้นเตือนคุณสาวๆ ทั้งหลายว่า หากอยากกอดตุ๊กตาขนปุยอย่างสบายใจ ต้องหมั่นซักทำความสะอาดให้ได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
ทว่าหลายคนอาจทำใจ ไม่ได้ เพราะซักบ่อยครั้ง มีหวังน้องตุ๊กตาแสนรัก เยินไวแหง๋ๆ ... ผู้อำนวยการสถาบันก่อภูมิแพ้ฯ จึงเสนออีกวิธีที่ดูเก๋ แถมแปลกอย่าบอกใคร นั่นคือ ถ้าช่องแช่แข็งในตู้เย็นบ้านคุณใหญ่พอ ก็ให้จับน้องตุ๊กตุ่นของคุณเข้าไปแช่ในนั้นสัก 1 คืน แค่นี้ก็เป็นการกำจัดไรฝุ่นได้แล้วหล่ะ
“ไรฝุ่นจะหายไปเมื่อสัมผัส กับอากาศที่หนาวเย็น และแห้ง ดังนั้นมันเป็นวิธีที่เยี่ยมมากในการกำจัดไรฝุ่นทั้ง หลาย” ผู้อำนวยการ Gupta ให้ข้อมูล
เรียบเรียงจาก ไอวิลเลจ

 

ชงกาแฟให้อร่อย

|0 ความคิดเห็น
ชงกาแฟให้อร่อย

ใครๆ ก็ชงกาแฟได้ แต่กาแฟที่อร่อย ไม่ใช่ใครก็ชงได้ เทคนิคเล็กๆ น้อยๆ จากเดลินิวส์ ออนไลน์ จะช่วยทำให้กาแฟของคุณกลมกล่อมรสดีขึ้น

หากเป็นกาแฟสำเร็จรูปให้นำไปต้มด้วยไฟอ่อนๆ 2 นาที แทนการชงด้วยน้ำร้อน ส่วนแก้วที่จะใช้ดื่ม ก่อนเติมกาแฟลงไปให้นำน้ำร้อนใส่แก้วเอาไว้ก่อนเพื่อ ให้แก้วร้อน ช่วยรักษาอุณหภูมิของกาแฟไม่ให้เปลี่ยนรสชาติ เมื่อจะเติมกาแฟที่ต้มแล้ว ก็ให้เทน้ำร้อนในแก้วทิ้งไป

เวลารินกาแฟให้รินสูงๆ เพื่อให้อากาศเข้าไปในน้ำกาแฟ จะทำให้รสชาติดีขึ้น ที่สำคัญควรดื่มกาแฟร้อนให้หมดภายใน 20 นาทีหลังชงเสร็จ เพราะถ้าใช้เวลามากกว่านี้กาแฟจะเริ่มไม่อร่อย.

เครื่องซักผ้าใช้ทนนาน

|0 ความคิดเห็น
เครื่องซักผ้าใช้ทนนาน

วิธีดูแลรักษาเครื่องซักผ้าให้ใช้ได้ทน คุ้มค่ากับเงิน แค่เสียเวลาและเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นอีกนิด เครื่องซักผ้าก็จะใช้ได้นานขึ้น

เริ่มจากเวลาซักผ้า อย่าใส่ผ้าลงเครื่องมากจนแน่น เพราะจะลดประสิทธิภาพในการซักของเครื่อง ทำให้ผ้าไม่สะอาด และเครื่องซักผ้าก็จะมีอายุการใช้งานสั้นลง อีกทั้งไม่ควรใส่ผงซักฟอกเยอะเกินไป เพราะตะกอนตกค้างของผงซักฟอกอาจทำให้เครื่องซักผ้าเส ียได้

ส่วนภายนอกของเครื่องซักผ้าให้ทำความสะอาดด้วยน้ำสบู ่อ่อนๆ เป็นประจำเดือนละครั้ง และเปลี่ยนสายยางของเครื่องซักผ้าทุกๆ 5 ปี เพื่อป้องกันการรั่วซึม.

สวยแบบประหยัดด้วยน้ำนม

|0 ความคิดเห็น
สวยแบบประหยัดด้วยน้ำนม

น้ำนมสามารถนำมาทำความสะอาดผิวได้ โดยใช้นมสดชุบสำลี แล้วเช็ดผิวหน้า โดยเฉพาะเครื่องสำอางบริเวณตา เพราะน้ำนมเป็นคลีนเซอร์ที่อ่อนโยนและจะช่วยทำให้ผิว สดชื่น

ผลิตภัณฑ์จากน้ำนม เช่น โยเกิร์ตก็ช่วยให้ผิวสวยใส เพียงพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตสักครู่แล้วล้างออกด้วยน้ำอ ุ่น อาจเพิ่มประสิทธิภาพโดยผสมกับน้ำผึ้ง กรดแลคติคในโยเกิร์ตและสารแอนติ-แบคทีเรียในน้ำผึ้งจะช่วยต่อต้านแบคทีเรียซึ่งเป็นสา เหตุหนึ่งของการเกิดสิว

นอกจากนี้นมผงและเม็ดอัลมอนด์บดละเอียดก็ยังเป็นสครั บทำความสะอาดผิวชั้นเยี่ยมที่อ่อนโยนเพราะมาจากธรรมช าติล้วนๆ ไม่มีสารเคมีเจือปน.

หายหวัดในหนึ่งวัน

|0 ความคิดเห็น
หายหวัดในหนึ่งวัน


โดยเฉลี่ยผู้ใหญ่จะเป็นหวัดปีละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาประมาณ 9 วัน ซึ่งเท่ากับป่วยปีละเกือบหนึ่งเดือน! แต่มีวิธีบรรเทาอาการป่วยที่น่าเบื่อนี้ได้ภายในหนึ่ งวันเท่านั้น

เมื่อตื่นขึ้นมาด้วยอาการที่สงสัยว่าจะเป็นหวัดให้ดื ่มน้ำหรือน้ำผลไม้มากๆ เพื่อป้องกันการเจ็บคอหรือคัดจมูก ถ้าเจ็บคอให้กลั้วคอด้วยน้ำอุ่นหนึ่งแก้วผสมเกลือครึ ่งช้อนชา จะช่วยลดการอักเสบ ล้างเมือกในคอ อีกทั้งยังกำจัดแบคทีเรียรวมถึงไวรัส และอย่าลืมทำให้จมูกสะอาดปราศจากน้ำมูกเสมอโดยใช้สเป รย์สำหรับพ่นจมูก

พยายามทานยาแก้หวัดภายในสองชั่วโมง โดยไปหาเภสัชกรเพื่อจัดยาให้ตรงกับอาการ ถ้ามีอาการไอร่วมด้วย อาจไม่จำเป็นต้องทานยาแก้ไอหรืออมยาอม แค่ทานน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะโดยอาจผสมลงในน้ำชา อาการจะดีขึ้น

หกชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการให้พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและร่างกายจะได้พักผ่อนอย่า งเต็มที่ ระหว่างนั้นพยายามดื่มน้ำมากๆ ถ้าจะอาบน้ำควรอาบน้ำอุ่นแทนน้ำเย็น

หากดีขึ้นแล้วให้ออกกำลังกายเบาๆ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ทานอาหารที่มีโปรตีนเช่น ข้าวแดง ปลา ถั่ว

ถ้าตื่นเช้ามายังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นไข้หวัดใหญ่หรือโรคติดเชื้อ แต่หากดีขึ้นแล้วให้พักผ่อนอยู่กับบ้านอีกวันเพื่อให ้แน่ใจว่าหายจากอาการหวัดจริงๆ.

ติดตั้งแอร์ เกี่ยวอะไรกับฮวงจุ้ย

|0 ความคิดเห็น
ติดตั้งแอร์ เกี่ยวอะไรกับฮวงจุ้ย


condensing
เคยบอกไว้ เวลาจะติดตั้งแอร์ตัวนอก ด้านหลังควรให้ห่างจากผนังประมาณ 1 ฟุต และด้านหน้า 1.5 เมตร ต้องไม่มี อะไรมาบังทางเป่าลมร้อนออก เพื่อแอร์ตัวนอกจะได้ดูดลมเข้า ระบาย ความร้อนได้สะดวก… แอร์จะได้ทำงาน เบาตัว ไม่กินไฟ ไม่พังเร็วแต่ฮวงจุ้ยที่จะพูดถึงในวันนี้ เป็นฮวงจุ้ยอีกอย่าง…ก็อย่างที่รู้กัน แอร์มี 2 ส่วน ในบ้าน กับนอกบ้านตัวที่อยู่ในบ้าน…แอร์ทำให้ห้องเราเย็นได้ ด้วยการฉีดน้ำยาแอร์ให้กลายเป็นก๊าซ เพื่อจะดูดซับความร้อนภายในห้องดซับเสร็จ น้ำยาแอร์จะอุ้มความร้อนไหลตามท่อแอร์…ไปยังแอร์ตัวนอก แอร์ตัวนอกจะรับช่วงเอาความร้อนมาถ่ายทิ้งอีกที
แอร์จะกินไฟแค่ไหน จึงขึ้นอยู่กับว่าแอร์ตัวนอกถ่ายความร้อนทิ้งได้ดี ขนาดไหน?แอร์ ที่เราใช้กันส่วนใหญ่ จะใช้อากาศเป็นตัวพาความร้อนไปถ่ายทิ้ง… ด้วยการใช้พัดลมดูดอากาศเย็น ให้พัดผ่านแผงน้ำยาแอร์ที่อุ้มความร้อน ดูดลมเย็นมาซับความร้อนไปให้พ้นจากคอมเพรสเซอร์ คอมฯแอร์ถึงเขาจะออกแบบมาให้กันแดดกันฝนได้…แต่จะให้คอมฯ ดูดลมเย็นเอาความร้อนไปทิ้งได้ดี…ต้องมีฮวงจุ้ย
หนึ่ง ไม่ควรวางคอมฯตากแดด ยิ่งวางคอมฯบนดาดฟ้า หรือระเบียงบ้านที่ถูกแดดเผา…ดาดฟ้า ระเบียงทำจากปูน ถูกแดดเผา อากาศบริเวณนั้นจะร้อน ร้อนแบบไม่ธรรมดา…ร้อนมากๆ ถ้าไม่เชื่อลองไปยืนบนปูนตากแดดดูได้เจออย่างนี้ แทนที่คอมฯจะได้ดูดลมเย็นมาซับความร้อน…กลับต้องดูดความร้อนมาซับความร้อนลมร้อนซับความร้อนไปทิ้งได้ไม่มาก…คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนัก คอมฯทำงานหนัก ซดไฟฟ้ามากกว่าคอมฯทำงานน้อย ยิ่งประเภทติดแอร์ใกล้ๆ กันหลายตัว ติดแบบให้คอมฯพ่นลมร้อนเข้าหากัน… คอมฯระบายความร้อนได้ไม่ดี แอร์กินไฟ อยู่คอนโดฯติดแอร์กันเป็นแถวเรียงกันเป็นชั้น…คอมฯแอร์ชั้นล่างพ่นลมร้อนลอยขึ้นชั้นบน คอมฯแอร์ที่อยู่ชั้นบนๆ หาระบายความร้อนได้ไม่ดี
สิ่งเหล่านี้เป็นฮวงจุ้ยที่เจ้าของแอร์ทุกคนต้องเลี่ยง…ช่วยประหยัดเงินค่าไฟได้ 20-25 เปอร์เซ็นต์ทีเดียวครับ คอมฯแอร์วางตากแดด ก็ให้จัดหาร่มเงา เช่น เอากระถางต้นไม้มาวางบังแดด แต่อย่าเอามาบังทางลม…ห้ามบังทั้งทางดูดลมเข้าและทางพ่นลมออก คอมฯพ่นลมร้อนใส่กัน…ทำท่อบังคับให้ลมร้อนพ่นออกไปทางอื่น หรือหันเปลี่ยนทิศ วางคอมฯหนีลมร้อน และจะให้คอมฯระบายความร้อนได้ดียิ่งขึ้น ควรล้างแอร์ปีละ 2 ครั้ง…หรือมากกว่านั้นสำหรับบ้านที่อยู่ติถนน หรือมีฝุ่นละอองมาก

การติดตั้งท่อน้ำแอร์ที่ถูกต้อง(หรือว่าเค้าทำตามกันมากัน)

|0 ความคิดเห็น

การติดตั้งท่อน้ำแอร์ที่ถูกต้อง(หรือว่าเค้าทำตามกันมากัน)


ท่อน้ำยาแอร์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการติดตั้ง เครื่องปรับอากาศแบบแยก การเลือกขนาดท่อมีขนาดเล็กเกินไปจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาเช่นประสิทธิภาพการ ทำงาน ภาพของเครื่องหรือความดันลดต่ำลงใน (Pressure Drop) ระหว่างท่อมากเกินไป ฯลฯ ดังนั้นในการเลือกขนาดท่อ Liquid ที่จะต้องพิจารณา
1 เส้นผ่าศูนย์กลางท่อแก้ปัญหาท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
2 ความยาวของท่อส่งความยาวของการแก้ปัญหาท่อ
3 จำนวนแห่งอุปกรณ์หมายเลขของข้อต่อเช่นข้อศอก
4 ความเร็วของเหลวความเร็วในการเคลื่อนย้ายของสารทำความเย็น
การเลือกวิธีการแก้ปัญหาท่อควรจะได้รับเลือกจากซอฟต์แวร์ที่มีอากาศปรับ อากาศ แต่ถ้าคุณไม่ทราบว่าพวกเขาสามารถหา ขนาด ประมาณคำนวณจากขนาดของแผนภูมิแก้ปัญหาท่อโดยทั่วไปความดันตกข้ามช็อต (Suction Line Pressure Drop) 2 PSI/100 FT และความดันลดในการส่งมอบ (Discharge Line PressureDrop) 4 PSI/100 FT

นอกจากการเลือกใช้ขนาด ท่อน้ำยาที่ถูกต้องแล้ว การเดินท่อน้ำยายังต้องทำอย่างถูกหลักการอีก ด้วยจึงจะทำให้เครื่องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ระบบท่อน้ำยาต้องทำความสะอาดให้ดีและ แห้งและในการเดินท่อน้ำยาต้องคำนึงถึงความเร็วของไอน้ำยาให้มากพอที่จะพา น้ำมันหล่อลื่น กลับคอมเพรสเซอร์ด้วย ดังนั้นในการติดตั้งคอนเด็นซิ่งและอีวาพอเรเตอร์ในระดับที่ต่างกันจะ ต้องคำนึงถึง
1. การติดตั้งอีวาพอเรเตอร์ต่ำกว่าคอนเด็นซิ่ง จะมีผลให้น้ำมันกลับเข้าคอมเพรสเซอร์น้อยเพราะ คอมเพรสเซอร์อยู่สูงกว่า ดังนั้นการเดินท่อด้านดูดต้องคำนึงถึงความดันตกคร่อมและเรื่องน้ำมัน กลับด้วย
2. การติดตั้งคอนเด็นซิ่งต่ำกว่าอีวาพอเรเตอร์
จะ มีผลให้ความดันตกลงเพราะคอมเพรสเซอร์ต้อง อัดน้ำยาขึ้นที่สูง ดังนั้นการเดินท่อด้านส่งต้องคำนึงถึงความดันตกคร่อมจากความเสียดทานและ การเดินท่อในแนวดิ่ง
การเดินท่อน้ำยาด้านดูดเมื่อตำแหน่งการวางอีวาพอเรเตอร์และคอนเด็นซิ่งอยู่ในลักษณะต่างๆ เป็นดังนี้
1. เมื่อคอนเด็นซิ่งอยู่เหนืออีวาพอเรเตอร์

ให้ ทำที่กักน้ำมัน(Oil Trap) เพื่อให้แน่ใจว่า น้ำมันที่อยู่ในระบบจะไหลกับขึ้นไปยังคอม เพรสเซอร์ การทำที่กักน้ำมันควรทำให้ใกล้ อีวาพอเรเตอร์ที่สุดเท่าที่จะทำได้
2. เมื่อคอนเด็นซิ่งอยู่เหนืออีวาพอเรเตอร์ให้ทำที่กักน้ำมันทุกๆช่วงความสูง 4.5 ม. ทั้งนี้เพื่อให้เก็บกักน้ำมันเอาไว้ในขณะ ที่คอมเพรสเซอร์เริ่มทำงานอีกครั้ง น้ำมัน จากที่กักน้ำมันนี้จะถูกดูดไปหล่อลื่นคอม เพรสเซอร์ได้ทันที (ไม่ควรเดินท่อในแนวดิ่งสูงเกินกว่า 15 ม.)
การเดินท่อน้ำยาต่อระบบ ทำความเย็นยาวเกิน 10 เมตร จะต้องเติมน้ำมันหล่อลื่นเพิ่มเติมเพื่อ ชดเชยผลของฟิล์มน้ำมันที่ตกค้างผิวด้านในของท่อดูด ตามอัตราตารางต่อไปนี้ต่อทุกๆความยาว 1 เมตรที่เดิน การเติมน้ำมันให้ดูจาก OIL SIGHT GLASS (ถ้ามี) โดยให้อยู่ในช่วง 1/2 ถึง 3/4 ของ OIL SIGHT GLASS
ท่อน้ำมันเชื้อเพลิงอัตราส่วนขนาดทุกความยาว 1 เมตร
3 / 8 7.5 มม.
1 / 2 10 มม.
5 / 8 20 มม.
3 / 4 30 มม.
7 / 8 40 มม.
50 มม. 1-1/8

เมื่อ ของเหลวผ่านผนังท่อ, ผนัง ควรห่อด้วยฉนวนกันความร้อนหรือเยื่อบุ ซึ่งจะสามารถลดการสั่นสะเทือนของท่อดูดต้องหุ้มฉนวนตลอดความยาวของท่อ ฉนวนกันความร้อนท่อต้องได้รับการคุ้มครองที่มีความหนาน้อยกว่า 1 / 2 นิ้วมักจะไม่จำเป็นต้องส่งฉนวนกันความร้อนท่อ ยกเว้นกรณีที่ท่อผ่านบริเวณที่อุณหภูมิสูงเช่นห้องหม้อไอน้ำหรือแดดร้อน ฉัน ควรใช้ฉนวนกันความร้อนที่มีความหนาไม่น้อยกว่า 3 / 8 นิ้วปกจัดส่งสินค้าที่มีและต้องเพิ่มความหนาของฉนวนกันความร้อนสูญญากาศใน หนาพิเศษอย่างน้อย 3 / 4 นิ้ว

ทำไมแอร์ไม่เย็น ตอนที่3

|0 ความคิดเห็น

ทำไมแอร์ไม่เย็น ตอนที่3

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์ไม่เย็นนั้น ก็คือ”น้ำยาแอร์รั่ว“เป็นสาเหตุที่มักพบได้บ่อยครั้ง เนื่องมาจากน้ำยาแอร์รั่วซึมออกมาตามรอยต่อต่างๆของระบบท่อน้ำยา  น้ำยาไม่มี หรือพร่องไป แอร์ก็ไม่เย็น แล้วจะรู้ได้ไงว่าแอร์น้ำยารั่ว วิธีที่จะทราบได้ก็ต้องใช้เครื่องมือวัดแรงดันน้ำยาครับ หรือเกจ์น้ำยา แรงดันน้ำยาต้องอยู่ที่ประมาร 60-75 pisg. ไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้ครับ อีกข้อสังเกตุง่ายๆก่อนที่จะวัดแรงดันก็คือ ให้สังเกตุบริเวณรอยต่อ และข้อต่อต่างๆของท่อน้ำยา ไม่ว่าจะเป็นรอยเชื่อมหรือบริเณเซอร์วิสวาล์ว จะมีคราบน้ำมันเปื้อนอยู่ เซอร์วิสวาล์วนี่แหละตัวดีเลยหล่ะ รั่วประจำครับ อาจเพราะขันไม่แน่น หรือแน่่นมากไปทำให้แฟลแเตกแล้วน้ำยาก็รั่วซึมออกมาได้ครับ
   ที่เล่ามาทั้ง 3ตอนนั้นเป็นสาเหตุหลักๆที่ทำให้แอร์ไม่เย็นและอีกอย่างที่ลีมไม่ได้เลยก็คือต้องเช็คด้วยทุกครั้งว่าแอร์สกปรกหรือเปล่า ทั้งคอร์ยเย็นและคอร์ยร้อน มันส่งผลอย่างมากในการระบายความเย็น และระบายความร้อน
   ทั้งนี้ทั้งนั้น การจะวิเคราะห์จากข้อมูลที่ได้รับจากการเช็คค่าต่างของแอร์แล้ว ความรู้และประสบการณ์ของช่างแต่ละคนนั้น ก็เป็นอีกย่างที่จะทำให้เราสามารถรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงว่า ทำไมแอร์ไม่เย็น ทั้งยังสามารถซ่อมแซมได้ตรงจุดที่สุดครับ

ทำไมแอร์ไม่เย็น ตอนที่2

|0 ความคิดเห็น

ทำไมแอร์ไม่เย็น ตอนที่2

หลังจากเปิดแอร์แล้ว และตั้งรีโมทให้อยู่ในโหมดทำความเย็นเรียบร้อยแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องตรวจเช็คก็คือชุดคอนเด็นซิ่งว่าทำงานเป็นปกติหรือไม่ สิ่งแรกที่เราสามารถสังเกตุได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือวัดใดๆเลยก็คือ ชุดคอนเด็นซิ่งทำงานแล้วหรือยัง พัดลมระบายความร้อนทำงานไหม แล้วลมที่ออกมานั้นอุ่นไหม เกิดเสียงที่ดังจนผิดปกติหรือไม่ เหล่านี้เป็นอาการที่เราสังเกตุแล้วนำมาวิเคราะห์สาเหตุได้นะครับ
    ถ้าชุดคอนเด็นซิ่งยังไม่ทำงาน แสดงว่าเกิดการชำรุดเสียยหายของวงจรไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าแล้ว สายไฟฟ้าอาจชำรุดก็ได้ ให้เราปิดแอร์และปิดเบรคเกอร์แอร์ก่อนทำการตรวจเช็คทุกครั้ง
    ถ้าชุดคอนเด็นซิ่งทำงานแล้วแต่ลมที่ออกมาไม่อุ่นเลย นั้นแสดงว่าCompressor ไม่ทำงาน อาจเกิดจากการชำรุดของวงจรไฟฟ้า ชุดช่วยสตาร์ทของคอมเพรศเซอร์ชำรุด คอมเพรสเซอร์เสีย (ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟังเรื่องการตรวจเช็คคอมเพรสเซอร์ และการเปลี่ยนคอมฯครับ)
   ถ้าชุดคอนเด็นซิ่งทำงานแล้ว พัดลมทำงานแล้ว คอมเพรสเซอร์ก้ทำงานแล้วเช่นกัน แต่ลมที่ออกมาก็ยังไม่อุ่นเหมือนเดิม ฟันธง!!  น้ำยารั่วแน่นอนครับ นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้แอร์ไม่เย็นที่ผมได้พบเจอและทำการซ่อมแซมอยู่เป็นประจำ

ทำไมแอร์ไม่เย็นตอนที่ 1

|0 ความคิดเห็น

ทำไมแอร์ไม่เย็นตอนที่ 1 

 

นั่นซินะ ทำไมแอร์ไม่เย็น เป็นคำถามที่มักได้ยินเสมอเวลาที่ผมออกไปพบลูกค้า ที่โทรมาแจ้งซ่อม คำตอบที่พอจะนึกได้ในตอนนั้นก็คือ เดี๋ยวผมขอตรวจเช็คก่อนนะครับ ก็แน่ล่ะครับ ใครจะเดินผ่านแอร์แล้วบอกได้เลยว่าทำไมแอร์ไม่เย็น ไม่ใช่ช่างเทวดานะ  ดังนั้นเราก็จะมาตรวจเช็คกันว่ามันเป็นอะไรถึงไม่เย็น
      -แอร์เปิดหรือยัง แล้วอยู่ใน โหมดทำความเย็นหรือเปล่า 
      หลายครั้งหลายคราวที่ผู้ใช้เองไม่รู้เรื่องนี้ ก็โทรมาแจ้งที่ร้านว่าแอร์ไม่เย็น แต่พอไปถึงก็เปิดแอร์ตามปกติ แล้วปรับรีโมทให้อยู่ใน Mode ทำความเย็น แอร์ก็ทำงานตามปกติ ที่รีโมทแอร์นั้นไม่ว่าจะเป็นแบบไร้สาย หรือแบบมีสายก็จะมีปุ่มปรับอันนี้เสมอ ยกเว้นที่เป็นแบบ”Analog”  จะไม่มีปุ่มปรับอันนี้
      ** Mode cool คือ โหมดทำความเย็น รีโมทจะเป็นตัวสั่งให้ชุดคอนเนซิ่งทำงาน(ตัวข้างนอกบ้าน)
      **Mode dry คือ โหมดไม่ทำความเย็น ชื่อก็บอกแล้วครับว่าแห้ง ไม่ทำความเย็นแน่นอน รีโมทจะไม่สั่งให้ชุดคอนเด็นซิ่งทำงาน ดังนั้นหากรีโมทตั้งอยู่ในโหมดนี้ แอร์ก็จะไม่เย็นแน่นอนครับ
      ปัญหาเล็กน้อยที่ไม่ควรมองข้ามไปครับ สำหรับผู้ใช้แอร์เองแนะนำให้อ่านคู่มือการใช้งานอย่างละเอียดครับ หากไม่เข้าใจอย่างให้โทรไปถามศูนย์บริการของแอร์ที่เราซื้อมานั้นแหละครับ ส่วนช่างที่ติดตั้งนั้นก็ควรแนะนำวิธีใช้รีโมทแอร์ให้กับลูกค้าบ้าง ลูกค้าจะได้ใช้เป็นครับ

วิธีง่ายๆช่วยยืดอายุแอร์

|0 ความคิดเห็น

วิธีง่ายๆช่วยยืดอายุแอร์


เครื่องปรับอากาศ(ต่อไปขอใช้คำว่า”แอร์”นะครับ) หากขาดการบำรุง ดูแลทำความสะอาดที่ดี และสม่ำเสมอ ก็จะมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำความเย็นทีลด]งอายุการใช้งานที่สั้นลง และนั้นก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นกับการซ่อมแซม แต่เราก็ต้องยอมรับข้อหนึ่งว่า เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นมีอายุการใช้งาน
โดยเฉพาะแอร์ซึ่งค่าอะไหล่และค่าซ่อมแซมค่อนข้างสูงที่เดียว ดังนั้นเพื่อให้แอร์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ อายุการใช้งานที่ยาวขึ้น ขอแนะนำวิธีเล็กๆน้อยๆที่ทำได้ไม่ยากครับ
  1.ล้างแผ่นกรองอากาศทุกเดือน อันนี้ก็แล้วแต่ความถี่ในการใช้แอร์ถ้าเปิดทุกวันก็ควรล้างทุกเดือน แต่ถ้าไม่ค่อยได้เปิดก็ 2-3เดือนล้างทีก็ได้ เรื่องล้างแผ่นกรองอากาศบางคนอาจละเลย ไม่ล้างก็ได้ไม่เห็นสกปรกเลย อันนี้ผิดครับ เพราะถ้าปล่อยให้แผ่นกรองอากาศสกปรกหรืออุดตันแล้วนั้นการหมุนเวียนของอากาศที่เข้าในเครื่องก็น้อยลงส่งผลให้การระบายความเย็นก็ไม่ดี สารทำเย็นก็กลายเป็นไอไม่หมด
(อ่านเรื่องนี้ในบทความ“หลักการทำงานวงจรน้ำยา”) ทำให้Compressor ทำงานหนักขึ้น
  2.ไม่ควรวางของขวางทางลมกลับ(Return air)ก็คือตรงบริเวณที่มีแผ่นกรองอากาศนั้นแหละครับคือช่องลมกลับเพราะจะทำให้การหมุนเวียนอากาศไม่ดี
  3.ไม่วางของกีดขวางทางระบายความร้อน ของชุด Condensing unitเพราะจะทำให้การระบายความร้อนไม่ดี ความร้อนจะทำให้ Compressor ร้อนขึ้นและอาจเสียหายได้
   4.หมั่นตรวจเช็คท่อระบายน้ำทิ้ง ว่าน้ำไหลสะดวกดีหรือไม่ หากไม่แสดงว่าเกิดการอุดตันที่ท่อระบายทิ้งแล้ว ต้องทำการล้างท่อทันที
   5.ตรวจเช็คจุดเชื่อมต่อของท่อน้ำยา ว่ามีคราบน้ำมันหรือไม่ หากมีนั้นหมายถึงเกิดการรั่วซึมของน้ำยาแอร์ ให้ตรวจเช็คแรงดันน้ำยาทันที่ว่าลดลงหรือไม่ ถ้าลดลงก็รีบหารอยรั่วและทำการซ่อมแซมทันที
   6.ล้างใหญ่ทุกๆ 6เดือนหรือ 1ปี อันนี้ถือว่าสำคัญมากสำหรับการบำรุงรักษาแอร์ ดูการล้างใหญ่ในบทความ“ล้างแอร์ 450บาท โฆษณาชวนเชื่อ???”
   ลักษณะที่บ่งบอกว่าแอร์ยังอยู่ในสภาพการทำงานที่เป็นปกตินั้นดูได้ด้วยตาเปล่า คือจะมีน้ำเกาะบริเวณท่อด้านกลับที่Condensing unit และลมที่ออกมาจาก Condensing unit จะอุ่นๆหรือร้อน เป็นวิธีช่วยสังเกตเท่านั้นนะครับ ไม่ใช่เห็นว่ามีน้ำเกาะท่อด้านกลับลมที่ออกมาร้อนก็จะไม่ตรวจเช็คด้วยเครื่องมือวัดนะ

หลักการทำงานของวงจรน้ำยา

|0 ความคิดเห็น
หลักการทำงานของวงจรน้ำยา


 เป็นบล๊อกเกี่ยวกับระบบปรับอากาศแล้ว ก็ต้องมีเรื่องที่สำคัญที่ลืมไม่ได้เลยครับ ก็คือหลักการทำงานของแอร์ ในบทความนี้ขอเล่าให้ฟังเกี่ยวกับ “วงจรน้ำยา”กันก่อนครับ ก่อนที่จะไปรู้ลึก รู้จริงในเรื่องอื่นๆกันต่อไปครับโดยหลักการ ทำงานของวงจรน้ำยาส่วนประกอบที่สำคัญนั้นได้แก่
   1.Compressor
   2.Condenser
   3.Filter drier
   4.Capillary tube
   5.Evaporator
    นี่เป็นส่วนประกอบสำคัญในวงจรน้ำยา ซึ่งแต่ละตัวมีหน้าแต่แตกต่างกันไป แต่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน หากขาดส่วนใดส่วนหนีง หรือส่วนประกอบไหนชำรุดเสียหายก็ จะทำให้วงจรน้ำยาทำงานได้ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นเรามาเริ่มทำความเข้าใจกันเลยนะครับ
    วงจรน้ำยาเริ่มต้นที่ Compressor ทำหน้าที่อัดน้ำยาซึ่งมีสถานะเป็นไอแรงดันสูงประมาณ 250-300 pisg. ผ่านท่อไปยัง Condenser ที่หน้าที่ควบแน่นน้ำยาที่เป็นไอให้กลายเป็นของเหลว โดยการระบายความร้อนออกจากน้ำยา และผ่านอุปกรณ์ลดความชื้นและกรองเศษอื่นที่ไม่ใช้น้ำยา ก็คือ drier Filter หลังจากนั้นน้ำยาก็ไหลผ่านท่อออกจากชุด Condensing unit ไปยัง Fan coil unit    ก่อนที่จะน้ำยาจะผ่านเข้าสู่ Fan coil unit น้ำยาจะถูกลดแรงดันลงด้วย Capilary tube เกลือแค่ปรมาณ40-70psig.  อุณหภูมิลดลงเหลือแค่ 4-6 องศาเซลเซียล และเปลี่ยนสถานะเป็นไอด้วยการใช้พัดลมระบายความเย็นออกมา และน้ำยาในสถานะเป็นไอก็ถูกดูดกลับสู่Compreesser และเริ่มต้นวงจรน้ำยาอีกครั้งหนึ่ง
     อย่างไรก็ตามวงจรน้ำยาอาจ มีอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นมาตามลักษณะแอร์ที่เปลี่ยนไป ขนาดบีที่ยูที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ส่วนประกอบต่างๆเปลี่ยนประเภทไป แต่ทั้งนี้ลักษณะและลำดับขั้นก็เหมือนเดิมนะจ๊ะ
  

เลือกเครื่องปรับอากาศอย่่างไรให้คุ้มค่า

|0 ความคิดเห็น
การเลือกเครื่องปรับอากาศเครื่องปรับอากาศโดยทั่วไปแบ่งออกได้ดังนี้ :

  1.แบบติดหน้าต่าง หรือ WINDOW TYPE เป็นประเภทที่รวมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ในชุดเดียว และติดแขวนไว้ที่ช่องหน้าต่างหรือผนังห้อง โดยเป่าลมเย็นให้เข้าห้อง พร้อมกับมีส่วนระบายความร้อนออกมาด้านนอก แบบนี้ตัวเครื่องจะมีขนาด ประมาณ 0.7-2.5 ตัน เครื่องปรับอากาศประเภทนี้เหมาะกับห้องที่ติดตั้งวงกบหน้าต่าง มีกระจกช่องแสงปิดตาย บานกระทุ้งหรือบานเกล็ด
ข้อดี : การติดตั้งเคลื่อนย้ายสะดวกและรวดเร็ว
ข้อเสีย : หากเครื่องมีขนาดใหญ่เกินไปจะมีปัญหาในการติดตั้ง เพราะบริเวณช่องหน้าต่างไม่สามารถรับน้ำหนักมากได้ – กินไฟสูงและมีเสียงดังกว่าทุกประเภทเพราะการสั่นสะเทือนของตัวเครื่อง
  2.แบบแยกส่วน หรือ SPLIT TYPE เป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด ที่เรียกว่าแยกส่วนเพราะได้แยกเอาส่วนที่เป่าลมเย็นออกจากตัวเครื่องระบาย ความร้อน โดยมีขนาดตั้งแต่ 1- 50 ตัน ติดตั้งได้ทั้งที่ใต้เพดานหรือบนพื้นราบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสวยงามและความเหมาะสมกับห้อง
ข้อดี : ไม่ค่อยมีเสียงดังรบกวน เหมาะกับห้องนอนที่ต้องการความเงียบ
ข้อเสีย : มีความยุ่งยากในการติดตั้ง เพราะต้องคำนึงถึงการเดินท่อระหว่างเครื่องที่แยกส่วน
 1. ขนาดที่เหมาะสมกับห้องที่ต้องการติดตั้ง สามารถดูได้จากตาราง ขนาดพื้นที่ห้องเทียบความสูงของห้องปกติ ( ไม่เกิน 3เมตร ) พื้นที่ห้องตามความสูงปกติ ขนาดเครื่องปรับอากาศ
*B.T.U. ย่อมาจาก BRITISH THERMAL UNIT
  2. คำนึงถึงการใช้งานหรือวัตถุประสงค์ของห้องต่างๆ เช่น
- ห้องที่มีพื้นที่จำกัด เช่นห้องชุด คอนโดมิเนียม ควรใช้แบบแขวนใต้ฝ้าเพดาน
- ห้องนอน ควรเน้นประเภทที่เงียบเป็นพิเศษ และให้ความแม่นยำในการควบคุมอุณหภูมิเพื่อการพักผ่อนยาวนานตลอดคืน
- อาคารขนาดใหญ่ นิยมใช้เป็นระบบปรับอากาศส่วนกลาง หรือ CENTRAL AIR
นอกจากนี้ต้องคำนึง เรื่องการวางระบบโครงสร้าง ภายนอก ภายใน รวมถึงระบบไฟฟ้า และพื้นที่ในการเดินท่อต่างๆ
  3. พลังงานไฟฟ้าที่ใช้ ( ดูจากฉลากที่ติดมากับตัวเครื่อง )
ควรเลือกประเภทที่ประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยดูจาก ค่า EER ( ENERGY EFFICIENCY RATIO )
ค่าที่ได้ควรเท่ากับ10 หรือมากกว่า ค่า EER ยิ่งมากเท่าไรก็จะประหยัดไฟฟ้ามากขึ้น
ค่า EER ตั้งแต่ 7.6 ลงไป ถือว่าอยู่ในระดับ 1 มีเกณฑ์ต่ำ
ค่า EER ตั้งแต่ 7.6-8.6 ถือว่าอยู่ในระดับ 2 มีเกณฑ์พอใช้
ค่า EER ตั้งแต่ 8.6-9.6 ถือว่าอยู่ในระดับ 3 มีเกณฑ์ปานกลาง
ค่า EER ตั้งแต่ 9.6-10.6 ถือว่าอยู่ในระดับ 4 มีเกณฑ์ดี
ค่า EER ตั้งแต่ 10.6ขึ้นไป ถือว่าอยู่ในระดับ 5 มีเกณฑ์ดีมาก

  4. ราคาและการบริการหลังการขาย
ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศส่วนใหญ่มีมาตราฐานใกล้เคียงกันมาก ดังนั้นการพิจารณาอาจเปรียบเทียบจากจำนวนปีที่ใช้งานกับราคาของเครื่อง และใช้กระแสไฟน้อยที่สุดแต่ให้ความเย็นมากที่สุด รวมถึงการรับประกันสินค้าและบริการหลังการขาย

  5.การเลือกตำแหน่งติดตั้งที่เหมาะสม
-บริเวณที่สามารถระบายความร้อนได้สะดวก
-ไม่โดนฝนสาดได้ง่าย
-บริเวณที่ไม่ถูกแสงแดดส่องโดยตรงตลอดเวลา
-บริเวณที่สามารถปล่อยให้เสียงและลมร้อนเป่าออกมาได้ โดยไม่รบกวนบริเวณข้างเคียง
-ตำแหน่งติดตั้งควรมีโครงสร้างแข็งแรง หรือใกล้คานหรือเสา เพื่อรับน้ำหนักตัวเครื่องได้ดี
-ตัวเครื่องควรยกระดับให้พ้นจากพื้นดินอย่างน้อย 10 เซนติเมตร หรือพ้นจากระดับที่น้ำท่วมถึง และในบริเวณที่สามารถซ่อมบำรุงได้ง่าย

  3.แบบเครื่องชนิดทำน้ำเย็น หรือ WATER CHILLER ระบบนี้ใช้น้ำเป็นตัวกลางในการสร้างความเย็น เหมาะใช้กับอาคารขนาดใหญ่ ตัวเครื่องมีน้ำหนักตั้งแต่100 ตันขึ้นไป
  ข้อดี กินไฟน้อยกว่าประเภทอื่น

  ข้อเสีย : – มีความยุ่งยากในการติดตั้งมาก และต้องเตรียมโครงสร้างให้แข็งแรง 4.แบบเคลื่อนที่ได้ หรือ PORTABLE TYPE เป็น ระบบที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สะดวกในการนำไปใช้งาน ตัวเครื่องมีขนาดกระทัดรัด เคลื่อนย้ายได้ง่าย เนื่องจากติดตั้งตัวล้อไว้ที่ฐาน
ข้อดี : – เคลื่อนย้ายไปทุกที่ได้สะดวก น้ำหนักเบา ใช้งานง่ายและกินไฟน้อย
ข้อเสีย : – ใช้ได้กับห้องที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก ประมาณ 10-13 ตารางเมตร

ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ  

แอร์มีกี่ประเภท

|0 ความคิดเห็น
แอร์มีกี่ประเภท


   มาดูกันว่าเครื่องปรับอากาศที่เราคุ้นหน้าคุ้นตานั้น เขาแยกประเภทและมีชื่อเรียกกันว่าอย่างไรบ้างนะ โดยทั่วไปแล้วเครื่องปรับอากาศแบ่งออกใด้หลายประเภท หลายชนิด ยิ่งทุกวันนี้ก็มีการออกแบบเครื่องปรับอากาศออกมารุ่นใหม่ๆ มากมายตามความต้องการของผู้บริโภค
    ดังนั้นเพื่อง่ายต่อความเข้าใจ ขอยกตัวอย่างการแบ่งประเภทโดยลักษณะการติดตั้งดังนี้ครับ



  1.แบบติดผนัง (Wall type)
เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทันสมัยและประหยัดพื้นที่ในการติดตั้ง  เหมาะสำหรับติดตั้งในห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นที่ทีพื้นที่ไม่มากนัก เพราะแอร์ประเภทนี้BTU ยังน้อยอยู่ที่9,000BTU- 30,000BTU เท่านั้น
  2.แบบตั้งแขวน(Ceiling & Floor type)
แอร์ประเภทนี้ได้รับความนิยมจากอดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ ด้วยคุณลักษณะที่สามารถติดตั้งได้ทั้งแขวนใต้เพดาน หรือตั้งที่พื้นก็ได้ ราคาที่ไม่แพงมากนักมี่ให้เลือกหลายยี่ห้อ หลายรุ่น แล้วแต่งบประมาณที่ท่านมีอยู่ แอร์ประเภทนี้มีขนาดตั้งแต่ 9,000BTUจนถึงขนาด 60,000BTU  ติดตั้งได้ทุกพื้นที่ที่เราต้องการไม่ว่าจะป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ฯลฯ แตข้อเสียก็มีบ้างก็คือเรื่องเสียงดังก็ต้องยอมรับว่าเสียงค่อนข้างดังเพราะมีพัดลมส่งลมเย็นที่ใหญ่ขึ้นกว่าแบบติดผนังมากพอสมควร(แต่ผมไม่แนะนำให้ติดตั้งแอร์แบบนี้ที่ห้องนอน เพราะเสียงที่ดังอาจรบกวนคุณได้ แต่ก็มี่บางรุ่นที่เงียบก็มีเหมือนกันนะครับ ต้องค่อยๆเลือกดูครับ)
    3.แบบซ่อนฝ้า(Conceal duct type)
   แอร์ประเภทนี้จะติดตั้งซ่อนอยู่บนฝ้าเพดาน และต่อท่อลมจากแฟนคอล์ยไปจ่ายยังจุดที่ต้องการได้เลย มองไม่เห็นตัวแฟนคอล์ย จะโชว์เฉพาะหัวจ่ายลม(Supply air grille) และช่องลมกลับ(Return air grille) นิยมติดตั้งในห้องพัก ห้องนั่งเล่น หรือห้องอื่นที่ต้องการโชว์งานตกแต่งภายใน ไม่ต่องการให้มองเห็นตัวแอร์ ราคาของแอร์ประเภทนี้ไม่สูงมากนัก แต่มักมีราคาสูงกับเรือ่งอูปกรณ์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นท่อลม หัวจ่ายลม ช่องลมกลับ
   4.แอร์หน้าต่าง(Window type)
   แอร์ประเภทนี้ไม่รวมอยู่ในแอร์ประเภทแยกส่วน(split type) เพราะคอล์ยร้อนและคอล์ยเย็นรวมอยู่ในก้อนเดียวกัน ไม่ได้แยกจากกันเหมือนสามปประเภทแรก ไม่เป็นที่นิยมในปัจจุบันแล้ว เพราะเสียงดัง (ดังมาก จริงๆผมเห็นในบ้านเก่าๆที่ติดตั้งมานาน) อาจเคยเห็นกันบ้างไม่มากนัก