วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การจัดสวนในพื้นที่จำกัด

|0 ความคิดเห็น

การจัดสวนในพื้นที่จำกัด

ในเมืองใหญ่ที่ทุกวันนี้ใครๆก็โหยหาธรรมชาติ เพราะพื้นที่เกือบจะทุกตารางเมตรกลายเป็นสิ่งก่อสร้างไปเสียหมด ไม่ว่าจะคอนโดมิเนียม อพาร์ทเมนท์ ที่จอดรถ ยิ่งคนที่มีพื้นที่บ้านเล็กๆเช่น ทาวน์เฮ้าส์ หรือตึกแถวก็อาจจะน้อยใจที่ไม่สามารถปลูกต้นไม้ไว้ชื่นชมได้ แต่ถึงอย่างไร เราขอยืนยันว่า คุณสามารถมีสวนและมุมนั่งเล่นเล็กๆได้ เพียงนำวิธีที่เรากำลังจะบอกนี้ไปลองปรับใช้ดูค่ะ


ปลูกต้นไม้แนวตั้ง... ไม่ว่าจะปลูกในดินหรือไม้เลื้อยบนกำแพง ก็สามารถช่วยประหยัดเนื้อที่ แล้วยังช่วยส่งเสริมบรรยากาศของธรรมชาติในพื้นที่เล็กๆนี้ได้


หลีกเลี่ยงเส้นตรง...การจัดสวนแบบล้อมกรอบเป็นแนวตรงในแปลน จะยิ่งเน้นให้เห็นว่าพื้นที่ที่คุณมีเล็ก คุณควรใช้เส้นสายโค้งเว้าที่ดูมีอิสระ จะช่วยหลอกตาเหมือนคุณมีพื้นที่เยอะกว่าความจริง นอกจากนี้การปลูกต้นไม้สูงต่ำไล่ระดับ จะดึงสายตาของผู้พบเห็นให้ดูมีพื้นที่เยอะ


ปลูกไม้กระถาง...การใช้ต้นไม้ที่มีภาชนะ เป็นวิธีที่สามารถทำได้ง่ายๆและเหมาะกับที่พักอาศัยทุกรูปแบบ โดยเฉพาะบ้านที่มีพื้นที่ทำสวนน้อย หรือไม่มีเลย คุณสามารถเอากระถางไปวางและจัดเป็นมุมต้นไม้เล็กๆได้ค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดวางต้นไม้ได้ง่าย เพราะเราไม่ต้องขุดมันขึ้นมา เพียงแค่โยกย้ายภาชนะเท่านั้น


สวนหิน ก็สวยได้...เนื่องจากพื้นที่สวนเล็กไม่เหมือนสวนกว้างใหญ่ที่สามารถกวาดตาดูทิวทัศน์ในบ้านได้ การใช้จุดรวมสายตาจะสามารถช่วยให้สวนของคุณดูน่าสนใจ วิธีหนึ่งที่ง่ายคือการใช้ก้อนหินมาวางในสวน เลือกที่มีขนาดและรูปร่างสวยงามพอเหมาะ จากนั้นเลือกต้นไม้ที่มีรูปทรงไม่แผ่กระจายมากนักมาเข้าคู่กับก้อนหิน และอาจโรยกรวดบริเวณรอบๆได้ คล้ายสวนสไตล์ญี่ปุ่น 


เติมน้ำในสวน...หลายคนคิดว่าการสร้างสระน้ำหรือบ่อน้ำในบ้านเป็นเรื่องยาก ยิ่งเมื่อมีพื้นที่น้อยด้วยแล้ว แต่อันที่จริงคุณสามารถทำเป็นบ่อน้ำเล็กๆ หรือแม้กระทั่งน้ำตกเล็กๆได้เพียงแค่มีที่ปั๊มน้ำ ถ้าไม่แน่ใจสามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในการทำบ่อน้ำหรือน้ำตกในบ้านได้ 


ปัจจุบันการทำสวนมีหลากหลายรูปแบบและมีต้นแบบให้เลือกดูเยอะค่ะ ถึงแม้ว่าการจัดสวนในพื้นที่เล็กจะมีข้อจำกัดในเรื่องของเนื้อที่ แต่ก็มีข้อดีในเรื่องของราคาการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆที่น้อยลง และการดูแลรักษาที่ง่ายขึ้น จึงเหมาะมากสำหรับคนทำงานที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่ก็ยังต้องการความสดชื่นของธรรมชาติ นอกจากนี้ คุณอาจจัดชุดเก้าอี้ซัก 2 ตัว ไว้นั่งเล่นในมุมสวนของคุณเอง นอกจากจะเพิ่มชีวิตชีวาในการชมสวนแบบใกล้ชิดแล้ว ยังเพิ่มสีสันให้สวนของคุณอีก ด้วยการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่น่าสนใจและบ่งบอกลักษณะของสไตล์ได้ชัดเจนขึ้น

สุดยอดผลิตภัณฑ์ประหยัดน้ำ

|0 ความคิดเห็น

สุดยอดผลิตภัณฑ์ประหยัดน้ำ

สืบเนื่องมาจากที่มีนักวิจัยหลายสำนักคาดการณ์ไว้ว่าในอีก 10 กว่าปีข้างหน้า หรือราวพ.ศ. 2568 ในกว่า 41 ประเทศจะเกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำดื่ม นักออกแบบจึงพยายามคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับกรใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมากที่สุด วันนี้จะพามาดูกันว่าแต่ละผลิตภัณฑ์ที่เขาออกแบบมาเพื่อช่วยประหยัดน้ำอีกทั้งยังดูหน้าตาดี..มีชาติตระกูลอีกต่างหาก จะมีแบบไหนกันบ้างค่ะ

Tlalock


อ่างสุดประหยัดตัวแรกนี้มีชื่อว่า Tlalock จากการออกแบบของ ARIEL ROJO STUDIO ซึ่งเป็นการนำกระบวนทัศน์ที่มีอยู่มาสรรสร้างสุขภัณฑ์ที่จะสามารถช่วยในเรื่องของการหยัดน้ำได้จริง โดยผู้ออกแบบได้นำส่วนของอ่างล่างหน้ามาประกอบติดเข้ากับด้านบนของชักโครกเพื่อทำให้เกิดนวัตกรรมที่จะทำให้น้ำที่ถูกเปิดใช้ในการล้างมือไม่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะเข้าไปเพิ่มปริมาณน้ำให้กับแท็งก์น้ำในการชักโครกแทนและสามารถประหยัดน้ำได้ถึง 83% ของการใช้งานปกติในแต่ละวันค่ะ


 นอกจากเราจะได้ประโยชน์ในเรื่องของการประหยัดน้ำแล้ว การติดตั้งเจ้า Tlalock แทนอ่างน้ำแบบทั่วไปยังเป็นการเพิ่มพื้นที่การใช้งานในห้องน้ำเราอีกด้วย เห็นอย่างนี้แล้วก็อยากจะให้ผลิตออกมาขายเร็วๆจังค่ะ



Eco Bath


อ่างล้างหน้าประหยัดน้ำชิ้นนี้มีชื่อว่า Eco Bath แค่ชื่อก็การันตีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปแล้ว 50% lol.. ว่าแล้วก็มาดูวิธีการใช้งานกันเลยดีกว่าค่ะ


Eco Bath ถูกออกแบบมาเพื่อดึงเอาน้ำที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์จากการล้างมือกลับมาใช้ใหม่โดยนำมาเก็บไว้ในส่วนของแท็งก์น้ำชักโครก ซึ่งแท็งก์เก็บน้ำจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนซ้ายขวา โดยหากเรากดชักโครกด้านซ้ายจะเป็นการใช้น้ำของถังเก็บน้ำรีไซเคิลที่เตรียมไว้เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ แต่หากเรากดชักโครกในด้านขวาก็จะเป็นการใช้น้ำประปาธรรมดา ซึ่งภายนอกก็จะมีลักษณะเหมือนแท็งก์น้ำปกติทั่วไปค่ะ 


ในการใช้งานแต่ละครั้งเราจะสามารถสังเกตุได้จากหลอด LED ที่ติดอยู่กับตัวแท็งก์ ถ้าหาก LED แสดงผลออกมาเป็นแดงก็จะหมายความว่าถังน้ำรีไซเคิลยังบรรจุน้ำไม่เต็ม แต่ถ้าหากเป็นแสงสีเขียวก็จะหมายความว่าถังน้ำรีไซเคิลพร้อมใช้แล้วค่ะ



Poor little fish basin


Poor little fish เป็นอ่างล่างมือที่ออกแบบมาเพื่อเปลี่ยนความคิดของผู้คนส่วนใหญ่ที่รู้สึกว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีเหลืออยู่มากมายและชักชวนให้ลดปริมาณการใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองด้วยการใช้วิธีกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึก ผุ้ออกแบบได้ตระหนักถึงวิธีการบังคับให้ผู้คนมีพฤติกรรมใช้น้ำลดน้อยลง ซึ่งจะเป็นการทำให้พวกเขาพบกับความไม่สะดวกสบายและก็จะกลายเป็นความรู้สึกอึดอัดในที่สุด ผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จึงออกแบบมาเพื่อสร้างความคิดในการประหยัดน้ำที่แตกต่างออกไป โดยผู้ใช้จะสามารถเห็นและสัมผัสได้ถึงการสูญเสียสิ่งที่มีตัวตนอยู่จริง


Poor little fish ประกอบด้วยโถเลี้ยงปลาแบบดั้งเดิมและอ่างล่างมือ ซึ่งในขณะที่เราเปิดใช้น้ำ ระดับน้ำในโถเลี้ยงปลาก็จะค่อยๆลดลงมาเรื่อยๆ โดยน้ำจะถูกเติมกลับขึ้นมาเต็มโถอีกครั้งก็ต่อเมื่อก็อกน้ำในอ่างได้ถูกปิด 0_o ซึ่งการใช้งาน ท่อจะถูกแยกระหว่างน้ำประปาขณะที่น้ำในโถก็จะไม่ถูกเปลี่ยนเพียงแค่ถูกดูดไปเก็บไว้เท่านั้นค่ะ เห็นมั้ยคะว่าการที่เราไม่ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติมันเดือนร้อนไปถึงน้องปลาเลยนะคะ ><

เฟอร์นิเจอร์สุดคลาสสิคสำหรับห้องครัว

|0 ความคิดเห็น

เฟอร์นิเจอร์สุดคลาสสิคสำหรับห้องครัว


พูดถึงห้องครัวและเฟอร์นิเจอร์ คุณอาจจะคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นเรื่องเดียวกันได้ เพราะห้องครัวก็คงจะมีแต่เคาน์เตอร์ที่สมบุกสมบัน ทนทานต่อคราบเปื้อนทั้งหลาย ไม่ควรมีเฟอร์นิเจอร์ให้ยุ่งยาก เราเห็นด้วยในข้อนั้นค่ะ แต่ถึงอย่างไร เราสามารถทำให้ห้องครัวสุนทรีย์ขึ้นได้อีกนิด แบบที่ Peter Klint ดีไซน์เนอร์ชาวเดนมาร์กคนนี้ทำค่ะ



Peter Klint ได้ออกแบบชุดครัวที่ชื่อว่า Milano Kitchen ซึ่งผลงานนี้ถูกนำไปจัดแสดงที่มิลานในปีที่แล้ว Klint ใช้วัสดุดั้งเดิมอย่างไม้จริง คือ ไม้โอ็ค เบิร์ช และพ็อพลาร์ แทนการใช้วัสดุหนักๆอย่างหิน และกระเบื้อง นอกจากนี้เขายังลดทอนเครื่องใช้ไฟฟ้า และสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชุดครัว เหลือเพียงซิงค์ ลิ้นชักและตู้เก็บของเท่านั้น เพื่อสะท้อนถึงวิถีชีวิตการกินการอยู่แบบเรียบง่าย บริสุทธิ์ สวนกระแสครัวทันสมัยพร้อมด้วยเครื่องมือสุดล้ำที่เห็นได้มากมายในปัจจุบัน


Klint บอกว่า สาเหตุที่ใช้ไม้เนื้อแข็งเหล่านี้ หลีกเลี่ยงไม้แปรรูปและเมลามีน ก็เพราะไม้จริงจะแข็งแรงทนทานกว่า ทำสีง่าย และสวยขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป เขาให้นิยามว่า Milano Kitchen เป็นงานสไตล์คลาสสิค และเป็นงานฝีมือจากโคเปนเฮเกน เมืองหลวงของเดนมาร์ก ซึ่งชุดครัวนี้จบในตัว ผลิตเป็นชิ้นๆ ไม่สามารถขยายขนาดตามความต้องการได้ เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ดูสวยงาม เรียบแต่ดูมีสไตล์


Milano Kitchen ยังมีข้อดีคือ ช่วยแก้ปัญหาห้องครัวพื้นที่แคบ ให้สามารถวางชุดครัวขนาดเล็กนี้ได้ แต่ยังมีที่เก็บของใต้ซิงค์เยอะเหมือนเดิม นอกจากนี้ การที่ชุดครัวเป็นชิ้นๆ ทำให้มันสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก หากคุณอยากจะจัดปาร์ตี้ หรือชอบทำครัวนอกบ้าน มีเจ้า Milano Kitchen นี้ตั้งอยู่ในสนามหญ้า ก็ทำให้ดูดีไม่หยอกเลยค่ะ

การเลือกชนิดผ้า....ให้เหมาะกับผ้าม่านสไตล์คุณ

|0 ความคิดเห็น
การเลือกชนิดผ้า....ให้เหมาะกับผ้าม่านสไตล์คุณ

เมื่อเรารู้จักประเภทต่างๆของผ้าม่านแล้ว ต่อไปสิ่งที่จะช่วยให้ม่านชนิดใดชนิดหนึ่งมีคุณภาพ มีความแข็งแรงและทนทาน ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับชนิดของผ้าเป็นสำคัญ เราสามารถเลือกผ้าได้จากการดูความหนาแน่นและน้ำหนักผ้า ผ้าเนื้อยิ่งแน่น น้ำหนักจะยิ่งมาก ซึ่งแม้จะมีข้อดีในการป้องกันแสงแดดได้ดี และไม่ยุ่ยง่ายเมื่อนำมาตัดเป็นผ้าม่าน แต่มันจะเก็บกักฝุ่นและทำความสะอาดยาก คุณอาจลองทดสอบความหนาแน่นของเนื้อผ้าอย่างง่ายๆด้วยการยกมาส่องกับแสง ผ้าที่หนาแน่นมากจะแทบไม่มีแสงผ่านเลย นอกจากนี้ ชนิดของสีที่นำมาย้อมหรือพิมพ์ผ้า ควรจะเป็นสีที่คงทนต่อแสง การซัก กรดด่าง และฝุ่นละออง งั้นอย่าเสียเวลาเลยคะ เรามาทำความรู้จักกับชนิดของเนื้อผ้า ซึ่งหลักๆ แล้วจะมีอยู่ 3 ประเภท 

ชนิดของเนื้อผ้า

1. เนื้อผ้าชนิดโปร่ง (Sheer) เป็นเนื้อผ้าชนิดเบาบาง ส่วนใหญ่จะผสมพอลิเอสเตอร์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ป้องกันแสงแดดได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งข้อดีของผ้าชนิดนี้ ก็คือเมื่อมีแสงสว่างส่องเข้ามาภายในบ้านได้บ้าง จะทำให้ภายในห้องดูนวลตา สบายตาขึ้น....ไม่ต้องเปิดไฟ ประหยัดค่าไฟด้วยคะ และมักจะใช้ควบคู่กับเนื้อผ้าชนิดทึบแสง ซึ่งจะกล่าวได้ต่อไปคะ




2. เนื้อผ้าชนิดทึบแสงในตัว หรือผ้าแบล็กเอ๊าต์ (Black Out) เนื่องจากมีคุณสมบัติป้องกันความร้อนได้ดี จึงเหมาะกับบริเวณที่โดนแสงแดดโดยตรง หรือห้องที่ต้องการความเป็นส่วนตัว มืดสนิท เช่นห้องโฮมเธียเตอร์ ห้องนอน เป็นต้น เนื้อผ้าชนิดนี้ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติผสมกับใยสังเคราะห์ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมคะ



3. เนื้อผ้าชนิดที่แสงผ่านได้บ้าง (Dim Out) เป็นชนิดที่มีเนื้อผ้าแบบมาตรฐานที่ใช้กันในปัจจุบัน มีคุณสมบัติกันแสงแดดได้ แต่ทั้งนี้ความสามารถในการกันแสงจะขึ้นอยู่กับสีของเนื้อผ้านั้นๆด้วย


นอกจากการผลิตโดยทั่วไปแล้ว ปัจจุบันยังมีการอาบน้ำยาที่จะช่วยให้ผ้ามีคุณสมบัติพิเศษเพิ่มขึ้น เช่น ขจัดความสกปรกในผ้า เพิ่มความมันเงา ปรับผ้าให้นิ่มไม่ยับง่าย ป้องกันไม่ให้ผ้าขึ้นขนง่าย และยังป้องกันการเคลื่อนตัวของเส้นด้ายในผ้าอีกด้วย ซึ่งคุณต้องเลือกพิจารณาแบบที่คุณต้องการอย่างละเอียด เพราะผ้าแต่ละยี่ห้อแต่ละชนิดก็จะมีข้อดีต่างๆกัน

นอกจากอุปกรณ์หลักทั้งหมดของม่านแล้ว ยังมีของประดับตกแต่งม่านอีก คือ เชือกรัดหรือรวบม่าน ซึ่งจะช่วยเก็บชายผ้าม่านให้สวยงามเป็นระเบียบ เชือกม่านนี้ คุณอาจใช้ผ้าม่านตัดเป็นชิ้นยาว ๆ รัดม่านไว้ หรือใช้ผ้าสีตัดกันกับม่าน หรือถ้าอยากให้ม่านดูสวยหรู คุณอาจจะหาเชือกเกลียวควั่นสวย ๆ สลับสี มาเป็นเชือกม่านแทนผ้าธรรมดา ๆ ก็ได้ และถ้าคุณชอบม่านที่แหวกเปิดเป็นช่องสวยอยู่ตัว ควรทำขอเกี่ยวเชือกม่านที่ผนังข้างหน้าต่าง จะช่วยให้ม่านเปิดเป็นช่องโค้งสวย ไม่ตกลงมาตรง ๆ ข้างหน้าต่างหรืออาจใช้ขอเกี่ยว เกี่ยวม่านไปเลยถ้าไม่อยากมีอุปกรณ์ยุ่งยาก


   

ม่านมีรายละเอียดที่ต้องศึกษามาก แต่ถ้าเราเข้าใจเลือก และติดม่านอย่างเหมาะสม ม่านจะสามารถแก้ไขข้อบกพร่องให้กับบริเวณต่างๆในบ้านได้ เช่น ถ้าคุณอยากให้หน้าต่างดูสูงและกว้างกว่าความเป็นจริง คุณสามารถติดราวผ้าม่านสูงเหนือหน้าต่าง ให้ปลายราวเลยขอบหน้าต่างเล็กน้อย ปลายผ้าม่านยาวถึงพื้น ก็จะช่วยทำให้หน้าต่างดูสูงโปร่งขึ้นได้ หรือถ้าอยากให้ผนังห้องดูกว้างกว่าความจริง คุณควรเลือกม่านที่มีสีอ่อน กลืนไปกับห้อง เลือกติดม่านให้ใหญ่และยาว เป็นต้น ไม่มีม่านแบบใดที่ตายตัวกับประตู-หน้าต่าง แบบใดแบบหนึ่ง คุณสามารถพลิกแพลงใช้ม่าน 2 ชิ้นร่วมกันก็ได้  เช่นม่านตาไก่กับม่านพับ หรือม่านจีบกับมู่ลี่ ลองเลือกดูตามความชอบของคุณค่ะ อย่าให้การเลือกม่านทำให้คุณปวดหัว เพราะเมื่อได้มาสวยสมใจแล้ว ผ้าม่านจะช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้ห้องมากทีเดียวค่ะ

ม่านตาไก่กับม่านพับ

ม่านจีบกับมู่ลี่ หรือ ม่านปรับแสง



|0 ความคิดเห็น

Think Glass Countertop


วันนี้ forfur มีงานออกแบบท็อปเคาน์เตอร์สารพัดประโยชน์ที่มีชื่อว่า Thinkglass ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะมาสร้างบรรยากาศใหม่ๆให้บ้านของเรา  ด้วยการชุบชีวิตพื้นที่การใช้งานและเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเก่าให้กลับมาสวยสะดุดตา ราวกับว่ามีคลื่นทะเลเรืองแสงกำลังไหลวนอยู่บนแผ่นท็อปเคาน์เตอร์ของเรา


ผู้ออกแบบได้ทำการติดตั้งหลอดไฟ LED ประสิทธิภาพสูงไว้ภายในแผ่นกระจก ซึ่งจะทำให้แผ่นท็อปเคาน์เตอร์สามารถสรรสร้างแสงสีที่หลากหลาย เช่นการใช้แสงกระพริบ หรือการเฟดแสงได้โดยการควบคุมผ่านรีโมท 


 Thinkglass มีความสามารถในการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะถูกนำมาใช้เป็นท็อปเคาน์เตอร์บนบาร์ ชั้นวางของในพื้นที่ห้องครัว ห้องน้ำ หรือจะทำมาใช้เป็นงานศิลปะตกแต่งบ้านก็ได้เช่นกัน


Thinkglass ได้ก้าวมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม Thermoforming ด้วยการบุกเบิกเทคนิคการสร้างสรรค์งานศิลปะบนพื้นผิว ด้วยต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ โดยเริ่มเปิดตัวในงาน National Kitchen Bath Show ในลาส เวกัส 




Modular Lighting

|0 ความคิดเห็น
Modular Lighting

วันนี้ขอพาเพื่อนๆมาชม Link โคมไฟติดฝ้าที่ถูกออกแบบขึ้นโดย Ramon Esteve ให้กับ Vibia  โดย Link เป็นชุดโคมไฟ Modular Design ที่มีรูปแบบการให้แสงสว่างคล้ายกับแสงแดดที่ส่องผ่าน Skylight  โดยมีรูปทรงที่แตกต่างกันของขนาดและความลึก 4 แบบด้วยกัน 


Link เป็นโดมไฟประหยัดพลังงาน จึงเหมาะกับการติดตั้งบนพื้นที่ของการทำงานซึ่งมักจะมีการเปิดใช้งานอยู่ตลอดเวลา และผู้ใช้ยังสามารถจัดวางรูปแบบในการติดตั้งได้อย่างอิสระเพื่อให้โคมไฟถูกอยู่บนตำแหน่งและพื้นที่ที่เหมาะสมมากที่สุด


ปรับแต่งรูปแบบให้สวยได้ตามต้องการ


จัดวางให้คล้ายกับตึกในเมืองก็ทำให้เก๋ไปอีกแบบ


ระบบแสงสว่างภายในบ้าน

|0 ความคิดเห็น

ระบบแสงสว่างภายในบ้าน

เทรนด์แบบบ้านประหยัดพลังงานนั้น อาจให้ความสำคัญกับแสงสว่างตามธรรมชาติ (Daylight) นั่นคือเน้นการดึงแสงเข้ามาในบ้านให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าไฟได้ แต่ระบบแสงสว่างแบบแสงประดิษฐ์เช่น ไฟดาวน์ไลท์ในห้องอาหารหรือโคมไฟทำงานก็สำคัญเช่นกัน เพราะในการทำงานบางอย่างเราอาจต้องการแสงเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้สายตา โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่ต้องเปิดไฟเพื่อความปลอดภัยด้วย ซึ่งแสงสว่างในงานออกแบบตกแต่งภายใน มี 4 ประเภท ดังนี้ค่ะ



Ambient Light...เป็นแสงที่ทำหน้าที่ส่องสว่างเป็นตัวหลักในห้อง ให้แสงกระจายทั่วไปเท่ากันทั้งบริเวณพื้นที่ใช้งาน ไม่ได้เน้นเรื่องความสวยงามมากนัก
Task Light...เป็นแสงสว่างสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ เช่น เย็บผ้า ทำกับข้าว หรืออ่านหนังสือ เป็นต้น
Accent Light...แสงส่องเน้น เป็นแสงที่ช่วยเน้นให้จุดเด่นของห้องชัดเจนขึ้น  เช่น เน้นผนังหินธรรมชาติ หรือการเน้นโซฟาตัวกลาง ช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้อง
Decorative Light...เป็นแสงที่ได้จากโคมหรือหลอดที่สวยงามเพื่อสร้างจุดสนใจในการตกแต่งภายใน

การส่องสว่างภายในห้องต่างๆ
ที่พักอาศัยมักต้องการความสบายอยู่แล้วใช่มั้ยคะ ดังนั้นควรให้แสงที่ดูอบอุ่น การใช้แสงสีเหลืองจึงน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสม ซึ่งคุณสามารถเลือกใช้หลอดอินแคนเดสเซนต์ ฮาโลเจน หรือหลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์แบบวอร์มไวท์ (Warm White) เพราะมีสีเหลืองคล้ายกัน และใช้ไฟสีขาวในบริเวณที่ต้องใช้สายตา เช่นโคมไฟอ่านหนังสือ หรือไฟเหนืออ่างซิงค์ในครัว เป็นต้น เรามีคำแนะนำในการออกแบบแสงสว่างในแต่ละห้องของบ้านมาฝากค่ะ


ห้องรับแขก/นั่งเล่น...มีเรื่องที่ต้องคำนึงเช่น รูปร่างของห้อง เส้นทางเดินในห้อง และบริเวณที่มีการใช้งาน เนื่องจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องที่ไม่ได้มีการใช้สายตามากนัก ดังนั้นคุณอาจให้ไฟสีเหลืองที่ไม่ต้องสว่างมาก พอมองเห็นได้แล้วค่อยใช้ Accent Ligtht บางจุดเช่นส่องภาพเขียนบนผนัง หรืออาจะมีโคมไฟหน้าตาสวยๆเหนือโต๊ะเตี้ยกลางชุดที่นั่ง เป็นต้น 
ห้องนอน...การให้แสงในห้องนอนต้องเน้นความสบายมากที่สุดค่ะ  Ambient Light ในห้องนอนมักจะไม่ติดบนฝ้าเพดานที่ตรงกับเตียงนอนมากนัก เพราะจะแยงตาในกรณีที่นอนอยู่ ดังนั้นอาจใช้การกดฝ้าลงมา เฉพาะส่วนเหนือเตียง แล้วให้ไฟหลืบส่องออกมา หรืออาจจะใช้โคมไฟข้างเตียงช่วยในกรณีที่ต้องการอ่านหนังสือเล็กน้อยก่อนนอน เพื่อจะไม่รบกวนคนที่นอนข้างๆ รวมถึงวางนาฬิกาปลุกไว้ได้ค่ะ ซึ่งหมายความว่าอาจใช้ Accent Light และ Task Light มาช่วยเป็น Ambient Light นั่นเอง


ห้องทำงาน...สิ่งที่สำคัญที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น Task Light ค่ะ ควรเลือกใช้แสงสีออกขาวเพื่อให้มองเห็นชัดเจนขึ้นและสีของวัตถุต่างๆไม่เพี้ยนจากความจริง เรื่องที่ต้องระวังคืออย่าให้เงามาบังบริเวณที่จะทำงาน เช่นถนัดมือขวา ก็ให้แสงส่องเข้าทางด้านซ้าย และถ้ามีการใช้คอมพิวเตอร์ ควรให้แสงสว่างมาจากเหนือจอคอมพิวเตอร์เพื่อให้เห็นแป้นตัวหนังสือบนแป้นพิมพ์ แต่ไม่สะท้อนจอเข้าตาค่ะ
ห้องครัว/ห้องทานอาหาร...ในบริเวณที่เตรียมอาหาร ควรมี Task Light เพียงพอ อาจใช้ฮาโลเจนติดหรือซ่อนไฟหลืบใต้ตู้บนของชุดครัว เพื่อใช้งานในเวลาหั่น สับวัตถุดิบ ส่วนในบริเวณทานอาหาร ควรให้แสงสว่างพอเหมาะไม่มากไม่น้อยเกินไป เพื่อให้สามารถมองเห็นอาหารที่รับประทาน และสามารถมองเห็นคู่สนทนาร่วมโต๊ะด้วยค่ะ อาจเพิ่มลูกเล่นไฟแบบหรี่ได้ ในกรณีที่มีรับประทานอาหารในโอกาสพิเศษ


ห้องน้ำ...เป็นห้องที่เน้นการใช้งานเป็นหลัก โดยเฉพาะบริเวณหน้ากระจกและอ่างล้างหน้า ซึ่งมีกิจกรรมการแต่งหน้า โกนหนวด และเช็คร่างกายตัวเอง ถ้าบริเวณหน้ากระจกดังกล่าวมีการแต่งหน้าด้วย ควรมีการใช้ไฟแสงสว่างทั้งไฟฟลูออเรสเซนต์แบบคูลไวท์ (Cool White) หรือ เดไลท์ (Daylight) และหลอดอินแคนเดสเซนต์หรือคอมแพคท์วอร์มไวท์เพราะงานที่ไปส่วนใหญ่ เพื่อให้เหมาะสมกับการแต่งหน้าทั้งงานกลางวันและกลางคืนค่ะ โดยอาจใช้ไฟกิ่งหรือไฟดาวน์ไลท์เหนือศีรษะ ส่วนบริเวณที่ใช้ฝักบัวเพื่ออาบน้ำก็ควรใช้โคมที่สามารถป้องกันไอน้ำที่ออกมากับฝักบัว ด้วย เช่น โคมแบบมีครอบแก้ว เป็นต้น  

การเลือกการให้แสงสว่างที่ประหยัดพลังงานเป็นเรื่องที่ดีค่ะ แต่ต้องเพียงพอต่อการใช้งานด้วยนะคะ เพราะมันส่งผลต่อสุขภาพทางสายตาด้วย อีกทั้งแสงยังช่วยสร้างบรรยากาศของห้องได้ดีมาก การเลือกให้แสงอย่างถูกวิธี เน้นในจุดที่ควรเน้น ก็จะทำให้เราใช้ไฟฟ้าได้คุ้มค่าสมราคาค่ะ

การปรับปรุงเครื่องเสียงรถยนต์

|0 ความคิดเห็น
การปรับปรุงเครื่องเสียงรถยนต์
การปรับปรุงเครื่องเสียงรถยนต์
แนวทางการปรับปรุงคุณภาพเครื่องเสียงจากเครื่องเสียงที่ติดมากับรถ หรือเพิ่มติดตั้งใหม่ ให้เสียงและมิติดีขึ้น ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ย่อมไม่อยู่นิ่งถ้ายังไม่ดีไม่ถูกใจ ก็อยากทำให้มันดีลงตัว ถ้าดีอยู่แล้วก็เกิดความอยากให้มันดียิ่งๆขึ้นไปอีก ตรงนี้ไม่ว่ากัน



เรามาดูว่ากรณีที่ซื้อรถใหม่มา

อย่าเอะอะก็จะยกชุดเดิมถอดทิ้ง ปัจจุบันที่ติดมาจากโรงงานถือว่าค่อนข้างโอเค เลย คือ ทุ่ม กลาง แหลม ออกกันครบแทบจะทั้งหมดให้เป้นวิทยุ-ซีดี-เทปมา ลำโพงก็จะมีตั้งแต่ 1 คู่ถึง 2 คู่ ที่ถูกต้องคือ รื้อออกมาทั้งหมดแล้วติดตั้งใหม่ ใช้ สายดีๆทั้งสายไฟ, สายลบจากแบตลงดิน สายลำโพง ฟิวส์ โดยฟังทดสอบ ทิศทางสายว่าต้องติดอย่างไรกรณีติดลำโพงแผงหลัง ทำแผงใหม่ให้หนาแน่น มั่นคง กรณีดอกลำโพงเสียงแหลมถูกแยกออกจากเสียงดอกเสียงกลางทุ้มเกิน ครึ่งคืบ การย้ายมาวางชิดติดกัน (ส่วนมากเป็นคู่หน้า) เวลาฟังพยายามโยกฟัง ลำโพงคู่เดียว หน้าหรือหลังเพิ่มตัวเก็บประจุ 250,000 ไมโครฟารัดให้วิทยุ กรณี
ติดลำโพงที่ประตูหน้าก็เพิ่มแผ่นปะกันสะเทือนที่ประตูหน้า



ถ้าตัววิทยุปรับการติดตั้งให้อยู่ในแนวนอนราบที่สุดได้ (ไม่เชิดหน้า) ก็ควรทำอย่างยิ่ง หาของมาใส่อุดช่องรอบๆ ตัววิทยุ หรือ ช่องใส่ของที่ประตูป้องกันเสียงก้อง ปะแผ่นยางกันสะเทือนที่หลังกระจกมองหลังกันสั่น

ถ้าทำได้ทั้งหมด รับรองว่า ทั้งสุ้มเสียงและมิติเสียงจะดีขึ้นได้เ็ป็น 100% ทีเดียว ยิ่งถ้าขยันถอดอุปกรณ์บนแผงวงจรแบ่ง ความถี่เสียงของลำโพงมานั่งไล่ฟังทิศทางขาอุปกรณ์ (เฉพาะที่ไม่มีขั้ว หรือ Non polar เท่านั้น) ถ้าย้ายขดลวดบนแผงไป ไว้ใต้แผงได้ (หนีการไปรบกวนอุปกรณ์ชิ้นอื่น) ยิ่งดีใหญ่ (แผงหลัวที่ติดลำโพง กรณีรถเก๋ง อย่าลืมยกแผงเอียง เพื่อให้ ลำโพงยิงเสียงมาหน้ารถ ลดการสะท้อนกับกระจกหลัง



ไม่ใช่ว่าโรงงานรถยนต์เขาจะละเลย หากแต่บางครั้งในระบบการผลิตเยอะๆ แบบอุตสาหกรรม มันทำแบบที่เราพิถีพิถันอย่างนี้สุดๆ ไม่ได้

บางทีก็แปลกใจเหมือนกันว่า ก็ในเมื่อร้านติดตั้งเองก็บ่นว่าร้านอื่นๆ ชอบขายของตัดราคาจนแทบไม่เหลือกำไร จึงน่าจะดีกว่าไหมถ้าบาง ร้านหันมารับปรับปรุงชุดที่มากับรถดังกล่าว อาจเสียเวลามากหน่อย (เรื่องฟังทิศทางอุปกรณ์ บนแผงวงจร) ในคันเเรก แต่คันต่อๆไปในรุ่น เดียวกันก็ทำได้ง่ายและเร็ว

เมื่อเราเช็คทิศทางสายต่างๆ ฟิวส์ แผงดี ไว้หมดแล้ว ต่อไปจะเปลี่ยน วิทยุใหม่ หรือลำโพงใหม่ก็ง่ายและฟังออกได้ชัดว่า ดีขึ้นหรือแย่ลง กว่าของเดิม


การดัดแปลงเพิ่มเติม
เปลี่ยนใช้แบตที่ดีขึ้น ถ้ามีทุนก็เอาแบตไฮเอนด์ ลูกละหมื่นกว่าไปเลย ถ้างบจำกัดก็เอาแบบแห้งลูกละ สองพันกว่าบาท

ทำสวิซต์ตัดสายอากาศ เวลาฟัง CD มิติ น้ำเสียงจะดีขึ้น

เพิ่มตัวกรองไฟให้วิทยุ

ต้องการรับวิทยุดีขึ้น ก็ทำระบบเสาอากาศ 2 เสา มีสวิซต์เลือก เสาหนึ่งหน้ารถ อีกเสาหลังรถ (เสาแบบฝังในกระจก)

ถ้าจะฟังลำโพงแค่คู่เดียว ให้ตัดอีกคู่ออกไปเลย เอาสายออก อย่าตั้งไว้หลีกเลี่ยงปัญหาลำโพงที่ไม่ใช้ทำตัวเป็นไมโครโฟนรับ
คลื่นเสียงภายนอกไปป่วนเครื่อง (ลดความคมชัดลง) แม้โยก Fader หนีเเล้ว

ทำแผงไม้หนาปิดช่องใส่ยางอะไหล่ในกระโปรงหลังรถเก่งแทนแผงบางที่สั่นเผยิบผยาบเวลารถวิ่งหรือเปิดเพลง

ถ้าตูดแม่เหล็กลำโพงติดสติกเกอร์ หรือ ลูกยางครอบให้ลอกหรือถอดออกให้หมด

ถ้าทำได้ห้อยแผงหลังวงจรลำโพง หนีการสั่นกวนจากลำโพง เสียงจะหลุดลอยออกมาอีกมากพอควร (มันแกว่งสั่นตามรถวิ่งไม่
เป็นไร เพราะคนละจังหวะกับเสียงเพลง แค่อย่าให้ช็อตก็เเล้วกัน)
บางครั้งตัววิทยุเอง ภาคขยาย 4 CH เครื่อง เป็นไปได้ที่จะพบว่า CH หน้าซ้ายเสียงหลุดลอยเป็นตัวๆดี แต่ขวาหน้าเสียง แบนจม CH หลังซ้าย เสียงแบนจม แต่ขวาหลังเสียงหลุดลอยเป็นตัวดี กรณีเช่นนี้ต้องต่อลำโพงเข้าหน้าซ้าย ลำโพงขวา เข้าหลังขวา และปรับโยคเสียงหน้าหลัง ( Fader) มาที่ตรงกลาง Fader จะกลายเป็นปรับซ้าย-ขวา แทนบาลานท์ กรณีจะ เล่นลำโพงได้แค่คู่เดียว แม้แต่วิทยุ-CD ซื้อเพิ่มทั่วไป ก็เคยพบว่ามีปัญหานี้เหมือนกันแต่ยังน้อย

พยายามอย่าใช้รีโมทไร้สาย พวกนี้ป่วนคุณภาพเสียง

กรณีวิทยุ CD/DVD 2 DIN มีจอ LCD ด้วย ถ้าเน้นคุณภาพสุดๆ ไม่เน้นดูหนัง สิ่งแรกที่ควรยกเปลี่ยนคือวิทยุ เปลี่ยนเป็น
วิทยุ CD ปกติ (ขอแนะนำให้หารุ่นที่มีช่อง USB ด้วย เพื่อบันทึกลง USB นำมาเปิดในรถ ถ้าบันทึกเนี้ยบสุด มีสิทธิ์ เสียง มิติดีกว่าฟังจาก CD ในรถ ) จอ LCD เป็นตัวป่วนบั่นทอนคุณภาพเสียงได้ถึง 25 %
ปะยางกันสะเทือนที่โครงดอกลำโพง แต่อย่าปะที่ตูดแม่เหล็ก เพื่อลดการสั่นกวน เพิ่ม
การสวิง ดัง-ค่อย ความชัดกระจ่าง การหลุดลอยออกมาของมิติ

ให้เปลี่ยนตัววิทยุก่อนเปลี่ยนลำโพง

ถ้าสายลำโพงเดิมใช้หัวเสียบกับดอกลำโพง ให้เปลี่ยนใช้บัดกรีแทนเสียงจะสวิงดีขึ้น สงัดขึ้น
ถ้อชอบฟังดังมาก จึงค่อยเพิ่มแอมป์ หลังจาก เปลี่ยนลำโพงแล้วและไหนๆ จะเพิ่มแล้วให้หนีไปที่
กำลังขับมากที่สุด เท่าที่งบสู้ไหว (ควรมากกว่า 20 RMS/ข้างที่ 4 โอห์ม) กำลังขับยิ่งเยอะ แม้เราไม่เร่ง
จนแสบหู แต่จะให้เสียงมีแรงอัดฉีด (IMPACT) หรือ
แรงปะทะมีแรงวัตต์ต่ำ สายสัญญาณเสียงไปแอมป์ ต้องฟังทดสอบหัวท้าย อย่าเชื่อลูกศรที่สกรีนมาที่ สาย แล้วแยกสายซ้ายหนีจากสายขวา อย่าให้แตะ ต้องกันเวทีเสียงจะหุบ เสียงละมั่งเวลาดนตรีหลาย ชิ้น

ข้อมูลทั่วไปของลำโพง

|0 ความคิดเห็น
ข้อมูลทั่วไปของลำโพง
จุดเริ่มต้นของนักเล่นเครื่องเสียง

ทุกวันนี้มีเครื่องเสียงมากมายหลายยี่ห้อผลิตออกมาให้นักเล่นไว้เสียเงินซื้อ และรองรับกับตลาดหลายระดับตั้งแต่โลว์-เอนด์ มิดเอนด์ จนถึงไฮเอนด์นักเล่นเครื่องเสียงมือเก่าคงไม่มี ปัญหาในเรื่องที่จะเลือกซื้อหรืออัพเกรด ชุดเครื่องเสียงว่าจะซื้อหรือจะเปลี่ยนลำโพงอะไร แอมป์อะไร ครื่องเสียงซีดีแบบไหน แม้กระทั่งสายสัญญาณหรือสายลำโพงตัวโตจึงจะเข้าชุดกับเครื่องที่มีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นมือใหม่การเลือกซื้อเครื่องเสียงเหมือนกับเดินเข้าไปในเขาวงกต ยิ่งอ่านหนังสือเครื่องเสียง ยิ่งสับสนว่าจะเลือกซื้อยี่ห้ออะไรแบบไหน เพราะมีตัวเลือกยิ่งมาก ก็มีหลายข้อให้เลือก

ดังนั้นก่อนที่จะเลือกซื้อเครื่องเสียงสักชุด นอกจากจะศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของสินค้าแล้ว สิ่งที่นักเล่นต้องรู้กันด้วยว่าตัวเราเองนั้นชอบอะไรแบบไหน สำหรับบทความนี้มือเก่าในเรื่องเครื่องเสียงอาจจะผ่านไปเลยก็ได้นะครับ เพราะผมตั้งใจที่จะปูพื้นให้ผู้อ่านที่เป็นมือใหม่ที่เป็นมือใหม่ มีความเข้าใจตรงกันก่อน เหมือนการปรับฐานด้านความคิดให้มีเท่ากัน เมื่ออ่านในบทความต่อ ๆ ไปก็จะสามารถทำความเข้าใจได้ตรงกัน และง่ายที่จะทำความเข้าใจเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจเล่นเครื่องเสียงอย่างถูกวิธีระบบ จะได้ไม่มีปัญหาที่พบบ่อย ๆ คือ "ทำไมฟังที่ร้านแล้วเสียงดี แต่พอยกกลับมาฟังที่บ้านเสียงที่ได้ไม่เหมือนกับฟังที่ร้าน"

บทความนี้ผมจะเริ่มจาก Sound system ก่อนว่า ในชุดเครื่องเสียงของเรา เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งไหนเป็นลำดับแรกแต่ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจว่าชุดเครื่องเสียงประกอบด้วยอะไรก่อน
ลำโพง
แหล่งขยายสัญญาณ เช่น อินติเกรตแอมป์ หรือเพาเวอร์แอมป์+ปรีแอมป์
แหล่งกำเนิดโปรแกรม เช่น เครื่องเล่นซีดี เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องเล่นเทป เครื่องรับคลื่นวิทยุ
สายเชื่อมสัญญาณและสายลำโพง

Sound system ส่วนใหญ่ก็จะมีอุปกรณ์หลัก ๆ ดังที่กล่างไปแล้วถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไปก็ไม่สามารถจะฟังเพลงหรือดนตรีใด ๆ ได้ ถ้าถามผมว่าจะให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากน้อยกว่ากันผมให้ความสำคัญที่สี่หัวข้อเท่าเทียมกัน ผมมีความเชื่อว่าอุปกรณ์หลักนั้น ถ้ามีส่วนใดด้อยคุณภาพไปตัวใดตัวหนึ่งก็จะทำให้ชุดเครื่องเสียงของเราแสดงศักยภาพได้ไม่เต็มที่ หมายความว่า ต่อให้นักเล่นลงทุนกับลำโพงที่ดีที่สุด แต่ถ้าใช้แอมป์ที่พอขับเสียงได้ คุณก็ไม่สามารถได้ยินเสียงที่ดีที่สุดของแหล่งดนตรีนั้น ๆ จากลำโพงที่คุณลงทุนไป หรือถ้าลงทุนกับลำโพงกับแอมป์ที่มีคุณภาพ แต่แหล่งกำเนิดโปรแกรมของคุณเป็นเครื่องเล่นจากจีนแดงราคาถูก ก็คงไม่สามารถถ่ายทอดเสียงที่ดีออกมาได้เช่นกัน

แต่ว่าในชุดเครื่องเสียง "ลำโพง" เป็นตัวเดียวที่จะแสดงบุคลิกของเสียงได้ชัดเจนที่สุด มีนักเล่นเจนจัดท่านหนึ่งบอกว่าการเปลี่ยนลำโพง เท่ากับการเปลี่ยนบุคลิกของเสียงที่เราจะได้จากชุดเครื่องเสียงเดิม ๆ ของเรา ดังนั้น ถ้าจะอัพเกรดการอัพเกรดลำโพงจึงได้เสียงที่เปลี่ยนไป แต่ผมมีความเห็นที่แตกต่างกันคือการอัพเกรดลำโพงกับชุดที่มีอยู่แล้วนี้ ไม่ใช่การอัพเกรดเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแนวทางของเสียงจากชุดเดิมต่างหาก ลำโพงมีความสำคัญมากสำหรับการเลือกซื้อชุดเครื่องเสียงของมือใหม่เพราะการเลือกลำโพงที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้เล่นก็จะทำให้เราไม่มีความสุขกับเสียงที่ได้ยิน เพราะบุคลิกของลำโพงมีผลมหาศาลในเรื่องรสนิยมต่อการฟัง เช่น ถ้าคุณชอบฟังเพลงร็อค แต่คุณกลับไปซื้อลำโพงที่ไม่ค่อยมีเสียงเบสเครื่องเสียงของคุณก็อาจจะตอบสนองความต้องการนี้ไม่ได้ หรือถ้าคุณชอบฟังเพลงป๊อปหวาน ๆ คุณเลือกลำโพงที่ขับเสียงเบสเยอะ ๆ ต่อให้ใช้ลำโพงราคาแพง เสียงคุณต้องการก็ไม่เกิด

ส่วนใหญ่ผู้ผลิตลำโพงจะมีเทคนิคในการทำลำโพงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ วงจรตัดความถี่ การสร้างตู้ การบุภายในล้วนแล้วแต่ให้บุคลิกที่แตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละเทคนิคก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมของผู้ออกแบบว่าเน้นรับใช้คนกลุ่มไหนบ้าง สำหรับผม จะแนะนำให้มือใหม่ในการเล่นเครื่องเสียงเลือกซื้อลำโพงเป็นลำดับแรก ก่อนที่จะซื้อแอมป์หรือเครื่องเล่นที่เป็นแหล่งกำเนิดเสียง เพราะลำโพงจะแสดงบุคลิกที่ชัดเจนและแน่นอนที่สุดออกมา โดยเฉพาะแนวเสียงที่เป็นรสนิยมที่คุณชอบเมืองเราเลือกลำโพงได้แล้วค่อยหาแอมป์มาจับคู่กับลำโพง ซึ่งจะง่ายกว่าซื้อแอมป์ก่อนแล้วค่อยซื้อลำโพง เพราะบางครั้งลำโพงที่มีค่าความไวต่ำ เรายังพอหาแอมป์ที่มีกำลังขับสูง ๆ มาขับได้แต่ถ้าเราซื้อแอมป์มาก่อน แอมป์ตัวนั้นมีกำลังขับ 50 วัตต์ ลำโพงที่เราต้องการจะจำกัดตัวเลือกลงไปมาก เท่ากับว่าเราจะเลือกได้เฉพาะลำโพงที่มีค่าความไวที่ค่อนไปทางสูง ซึ่งเราอาจจะหาลำโพงเสียงที่เราถูกใจไม่ได้เลย

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับลำโพงที่มือใหม่ต้องทำความเข้าใจก่อนที่จะซื้อทุกครั้ง
Frequency response : ค่าความกว้างในการตอบสนองความถี่เสียง ลำโพงในปัจจุบันมักเน้นค่านี้กันมาก โดยให้มีความกว้างของการตอบสนองความถี่ทุกย่านเสียง
Recommended amplifier power : คำแนะนำกำลังขับของแอมป์ที่ให้ผลดีที่สุดกับลำโพง เช่น บางเจ้าจะแนะนำว่าความใช้แอมป์ที่มีกำลังขับระหว่าง 20-80 วัตต์ เป็นต้น ผู้ซื้อจะสามารถหาแอมป์ที่มีกำลังขับตามสเปคนี้ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องแอมป์จะขับลำโพงนั้น ๆ ไม่ออกได้
Sensitivity : ผู้ผลิตบางรายอาจจะไม่ได้ให้คำแนะนำเรื่องกำลังขับต่ำสุดหรือสูงสุดมา แต่ค่าความไวของลำโพงจะทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าลำโพงตัวนี้บริโภควัตต์แค่ไหน เช่น ลำโพง A มีค่าความไวที่ 87dB ต่อเมตร หมายความว่าลำโพง A อาจจะต้องใช้แอมป์ที่มีกำลังขับไม่ต่ำกว่า 50-100 วัตต์ นั่นเอง ส่วนลำโพง B มีค่าความไวที่ 90dB ต่อเมตร แสดงว่ามีค่าความไวค่อนข้างสูงผู้เล่นสามารถใช้แอมป์หลอดกำลังขับสัก 10-20 วัตต์ มาเล่นก็ขับลำโพงชนิดนี้ได้
Impedance : ค่าความต้านท่านของลำโพง ลำโพงส่วนใหญ่จะมีค่าความทานที่ 4 Ohms, 6 Ohms และ 8Ohms

ค่าสำคัญที่ต้องทราบก็มีคร่าว ๆ ประมาณนี้ครับส่วนค่าอื่น ๆ เช่นลำโพงมีขนาดเท่าไหร่ ลำโพงรุ่นนี้เป็นแบบสองทางหรือสามทางเป็นแบบไบไวร์ หรือซิงเกิลไวร์ ทวีตเตอร์ทำจากวัสดุอะไรคงต้องศึกษากันเองนะครับ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ที่ผู้เล่นต้องศึกษาก็คือ 4 ตัวที่ว่านี้ เมื่อได้ค่าของลำโพงแล้วเราจึงสามารถตัดสินใจได้ว่าจะต้องเล่นแอมป์แบบไหนอย่างไรซึ่งเราจะเลือกซื้อแอมป์ได้อย่างลงตัว

สำหรับคนที่หลงใหลแอมป์หลอดวัตต์ต่ำ ๆ อาจจะเป็นกลุ่มคนที่หาลำโพงคอมเมอร์เชียลเล่นยากที่สุด เพราะในปัจจุบันผู้ผลิตหันไปผลิตลำโพงประเภทดูหนังกันมากขึ้น ซึ่งบางครั้งทำให้คนชอบเสียงจากแอมป์หลอดต้องขวนขวายหาลำโพงที่มีค่าความไวสูงมาใช้ได้ยาก บางครั้งหาได้แต่เสียงก็ไม่ถูกใจก็มีเยอะ ครั้นจะหาซื้อลำโพงที่มีความไวระดับ 95-100 dB อาจจะต้องเจอราคา ลำโพงมหาโหดก็เป็นได้ ซึ่งจุดนี้มีสองทางเลือกครับ ทางแรก คือหาแอมป์หลอดที่เป็นแบบพุชพูล ซึ่งให้กำลังขับได้มากตั้งแต่30-60 วัตต์ (กำลังแอมป์หลอดมากกว่าแอมป์โซลิตสเตด) เท่านี้ก็มีความสุขกับลำโพงเสียงถูกใจกับแอมป์หลอดได้แล้ว

ทว่าบางคนไม่ชอบแอมป์แบบพุชพูล ชอบแอมป์ซิงเกิลเอนด์ที่มีกำลังขับน้อย ๆ ถึงจุดนี้นักเล่นอาจจะต้องเลือกที่สร้างลำโพงความไวสูงขึ้นมาฟังเองเสียแล้ว ดังนั้น ทางเลือกที่สองนี้อาจจะดูหนักหนาแต่ก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมสำหรับนักเล่นเครื่องเสียงหลอดที่ชอบความนุ่มของเสียงแล้ว แอมป์กำลังขับน้อย ๆ คือสวรรค์ดี ๆ นี่เอง...

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Fuse แบบต่างๆ ที่ใช้ในระบบเครื่องเสียงรถยนต์

|0 ความคิดเห็น
Fuse แบบต่างๆ ที่ใช้ในระบบเครื่องเสียงรถยนต์
เห็นมีกระทู้หลายๆ กระทู้ว่ากันด้วยเรื่องฟิวส์ ซึ่งจะมีการกล่าวถึงฟิวส์ในรูปแบบต่างๆ กัน ซึ่งบางแบบมีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆ กัน แต่มีขนาดต่างกัน และใช้แทนกันไม่ได้ กระทู้นี้จะมาบอกว่า ฟิวส์แต่ละแบบมีชื่อเรียกว่าอะไรกันบ้างนะ

แบบแรก
จะเป็นฟิวส์แบบแผ่นยาวๆ มีใบสำหรับยึดในแนวยาว
จะมีใช้กันอยู่ 2 แบบคือ

1. ANL
จะมีขนาดใหญ่ นิยมใช้เป็น main fuse ของระบบ

2. AFS หรือบางที่จะเรียก mini ANL
จะมีรูปร่างเหมือนกับ ANL แต่มีขนาดเล็กกว่า นิยมใช้ใน distribution block เช่น Audison หรือ streetwires

แบบที่สอง
จะเป็น fuse แบบเสียบ จะมีขั้วฟิวส์เป็นแผ่น 2 แผ่นอยู่ด้านล่างของฟิวส์
1. ATC หรือ ATO
มีขนาด กว้างxยาว = 20x20mm. ส่วนมากจะใช้เป็น fuse สำหรับ amp ทั้งหลาย

2. MAXI
รูปร่างเหมือนกับ ATC แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า คือ กว้างxยาว = 29x35mm จะใช้เป็น fuse สำหรับ amp บางยี่ห้อ เท่าที่จำได้ก็จะมี soundstream ในบางรุ่น


แบบที่สาม
จะเป็น fuse แบบหลอดแก้ว
1. AGU
จะมีขนาด กว้างxยาว = 9x38mm นิยมใช้เป็น fuse main สำหรับ front หรือ amp ที่ใช้กระแสไม่สูงนัก รวมทั้งใช้ใน distribution block ในบางรุ่น ส่วนมากอุปกรณ์ที่ใช้กับ AGU fuse จะใช้กับสายขนาดเบอร์ 8 - เบอร์ 4 เท่่านั้น

2. AGC
จะเป็น fuse ที่อยู่ท้าย front คือของ standard ติดมากับตัว front มีขนาด 6x32mm อย่าไปใ

3. GMA
อันนี้จะเป็น fuse ที่ใช้กับเครื่องบ้านซะเป็นส่วนใหญ่ มีขนาด 5x20mm