วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทฤษฎีแกน GANN THEORY

|0 ความคิดเห็น

ดัชนีแสดงปริมาณการซื้อขายสะสม CUMULATIVE VOLUME (CV)

|0 ความคิดเห็น
ดัชนีแสดงปริมาณการซื้อขายสะสม CUMULATIVE VOLUME (CV)

เนื่องจากดัชนีปริมาณหุ้นสะสม (OBV) ไม่สามารถอธิบายแนวโน้มตลาดได้ละเอียดเพียงพอ และอาจจะไม่ตรงกับสภาพตลาดจริง ๆ ที่เกิดขึ้น ดังนั้น CUMULATIVE VOLUME (CV) จึงถูกพัฒนาขึ้นมา โดยการให้น้ำหนัก (WEIGHT) ต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาจากวันก่อน และปริมาณซื้อขายในวันนั้น ๆ โดยให้ราคาปิดของวันนั้น เป็นเกณฑ์วัดการเปลี่ยนแปลงของราคา ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาปิดวันก่อน ค่า CV ก็จะมีค่าเพิ่มขึ้นมากน้อยตามการเปลี่ยนแปลงของราคา คูณด้วย VOLUME ถ้าราคาปิดต่ำกว่าราคาปิดวันก่อน ค่า CV ก็จะมีค่าลดลงมากน้อยตามการเปลี่ยนแปลงของราคาคูณด้วย VOLUME
 CV = ((Closet - Closet-1) *Volumet) + CVt-1
ถ้าค่า CV มีค่าเพิ่มขึ้น แสดงว่า มีผู้ซื้อเก็บมากกว่าที่จะขายออก เมื่อมีแรงซื้อสะสมหุ้นมากขึ้น ราคาจะมีแนวโน้มเป็นบวก แต่ถ้าค่า CV มีค่าลดลง แสดงว่ามีการกระจายหุ้นออกไป หรือมีแรงขายมากนั่นเอง เมื่อนำค่า CV ที่ได้ในแต่ละวันมาแสดงเป็นกราฟเส้นในแผนภูมิ จะได้เส้นแนวโน้มหรือทิศทางของราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้น ซึ่งสามารถนำไปวิเคราะห์โดยใช้หลักการเช่นเดียวกับการวิเคราะห์ OBV

ดัชนีแสดงความสมดุลของปริมาณการซื้อขายโดยเฉลี่ย AVERAGE BALANCE VOLUME (ABV)

|0 ความคิดเห็น
ดัชนีแสดงความสมดุลของปริมาณการซื้อขายโดยเฉลี่ย AVERAGE BALANCE VOLUME (ABV)

ดัชนีแสดงความสมดุลของปริมาณการซื้อขายโดยเฉลี่ย (ABV) เป็น เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของเส้นดัชนีปริมาณหุ้นสะสม และระยะเวลาที่นำมาหาเส้นค่าเฉลี่ยนั้น ก็ขึ้นอยู่กับผู้ใช้เป็นผู้กำหนด แต่ที่นิยมคือ เส้นค่าเฉลี่ย 10 วัน, 25 วัน, 75 วัน และ 200 วัน ถ้าเส้น ABV หักหัวขึ้น แสดงว่า ราคาหุ้นมีแนวโน้มที่จะขึ้น ในทางกลับกันถ้าเส้น ABV หักหัวลง แสดงว่าราคาหุ้นมีแนวโน้มที่จะลง

ดัชนีปริมาณหุ้นสะสม ON BALANCE VOLUME (OBV)

|0 ความคิดเห็น
ดัชนีปริมาณหุ้นสะสม ON BALANCE VOLUME (OBV)

ดัชนีทิศทางการเคลื่อนที่ของราคาโดยเฉลี่ย AVERAGE DIRECTIONAL INDEX

|0 ความคิดเห็น
ดัชนีทิศทางการเคลื่อนที่ของราคาโดยเฉลี่ย AVERAGE DIRECTIONAL INDEX

ดัชนีการแกว่งตัวของทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา DIRECTIONAL OSCILLATOR

|0 ความคิดเห็น
ดัชนีการแกว่งตัวของทิศทางการเคลื่อนที่ของราคา DIRECTIONAL OSCILLATOR

เป็นการดัดแปลงจากเส้น +DI และ -DI ให้เหลือเพียงเส้นดัชนีเพียงเส้นเดียว (DO) โดยการแกว่งตัวของเส้นดัชนีนี้จะแกว่งตัวอยู่ในแนวระดับเส้นศูนย์ เส้นดัชนีนี้เกิดจากการที่เรานำค่า -DI หักออกจากค่า +DI โดยที่
?? ? ถ้า +DI มีค่ามากกว่า -DI เส้นดัชนีนี้จะแก่วงตัวอยู่เหนือระดับเส้นศูนย์

?? ? ถ้า -DI มีค่าน้อยกว่า -DI เส้นดัชนีนี้จะแกว่งตัวอยู่ใต้ระดับเส้นศูนย์
DIRECTIONAL OSCILLATOR (DO) จะให้สัญญาณซื้อขายเหมือนกับ DI ดังนั้นเราจึงสามารถที่จะเลือกใช้เครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่งที่เราถนัดตามต้องการ
หลักการวิเคราะห์
สัญญาณซื้อ เกิดเมื่อ เส้นดัชนีตัดแกนศูนย์ขึ้นไปเป็นค่าบวก

สัญญาณขาย เกิดเมื่อ เส้นดัชนีตัดแกนศูนย์ลงไปเป็นค่าลบ

แผนภูมิแบบแท่ง BAR CHART

|0 ความคิดเห็น

แผนภูมิแบบแท่ง BAR CHART

เป็นตัวแสดงการเคลื่อนไหวของระดับราคาของหุ้น ที่มีลักษณะเป็นแท่งในแนวดิ่ง ที่ประกอบไปด้วยราคาสูงสุด ต่ำสุด ราคาเปิด และราคาปิด แผนภูมิแบบแท่งสามารถให้เห็นถึงความต้องการซื้อ (DEMAND) และความต้องการขาย (SUPPLY) ที่เกิดขึ้นจากการสังเกตที่ราคา ถ้าปิดค่อนข้างไปทางสูงของแท่งราคา แสดงว่าวันนั้นมีความต้องการซื้อมาก แต่ถ้าราคาปิดค่อนข้างไปทางต่ำของแท่งราคา แสดงว่าวันนั้นมีความต้องการขายมาก
 เมื่อเราสังเกตราคาจากแผนภูมิแบบแท่งในอดีต ทำให้เราสามารถคาดคะเนได้ว่า ราคาหุ้นตัวนี้จะมีแนวโน้มไปทางไหน
 การวิเคราะห์รูปแบบของราคา (PRICE PATTERN) จากแผนภูมิแท่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ
 รูปแบบของราคาที่บอกถึงการเปลี่ยนทิศทางใหม่ (REVERSAL TREND)
 รูปแบบของราคาที่บอกถึงทิศทางต่อเนื่อง (CONTINUATION TREND)
 รูปแบบของราคาที่จะไปได้ทางใดทางหนึ่ง (SIDEWAYS PATTERN)

เครื่องตรวจจับ หุ้นเข้าข่าย การปั่นหุ้น ด้วยTurnover List

|0 ความคิดเห็น

ทำไมนักลงทุนถึงจำเป็นต้องเรียนรู้ การวิเคราะห์ทางเทคนิค

|0 ความคิดเห็น
ทำไมนักลงทุนถึงจำเป็นต้องเรียนรู้ การวิเคราะห์ทางเทคนิค

หากคุณเชื่อว่า

- หากคุณเชื่อในกฎของอุปสงค์อุปทาน   Demand and Supply
- หากคุณเชื่อว่าคนเราส่วนใหญ่มักซื้อด้วยอารมณ์เพราะความต้องการซื้อ มากกว่าการซื้อด้วยเหตุผลเพราะราคาถูก
- หากคุณเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่าง จะมีวงจรชีวิตหรือวัฏจักร
- หากคุณเชื่อว่าในตลาดมักมีคนรู้ข้อมูลภายในก่อนคนอื่นเสมอ
- หากคุณต้องการเพิ่มมุมมอง สำหรับการตัดสินใจในการลงทุน
- หากคุณไม่รู้ว่า P/E และ P/B เท่าไหร่ถึงจะเรียกว่าถูก หรือแพง เพราะในอดีตจะเห็นว่า ค่า Price to Earning ของหุ้นแต่ละตัว ตลาดหุ้นแต่ละตลาด ยังมิได้อยู่นิ่งอยู่กับที่ หรือมึค่าเท่ากันทุกตลาดเลย
ซึ่งสรุปได้ว่า ณ ช่วงเวลาต่างกันในหุ้นตัวเดียวกัน มูลค่ายังมิเท่ากัน เหตุเพราะความต้องการไม่เท่ากันต่างหากที่ทำให้ราคาเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากเรากำหนดสิ่งต่างๆ ว่าถูกหรือแพง โดยการใช้ค่า Price to earning หรือ Price to Book value เพียงอย่างเดียวนั้นคงจะไม่ถูกต้อง มิเช่นนั้นแล้วอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา อัตราเงินเฟ้อ หรือราคาน้ำมัน คงจะคงที่เหมือนกันหมด

 คนซื้อหุ้นเพราะเกิดจาก อารมณ์ และความคาดหวังว่า หุ้นตัวนั้นดี ราคาไม่แพง หรือน่าที่จะทำกำไรได้ เพราะฉะนั้น การวิเคราะห์ทางเทคนิค เป็นการบอกถึงอารมณ์ของคนที่ ซื้อขายหุ้นตัวนั้นเป็นเช่นไร และมีแนวโน้มไปในทิศทางใด 
 … เหตุเพราะ
- ราคาหุ้นเป็นผลรวมที่สะท้อน ถึงการทราบข่าวสารต่างๆไว้หมดแล้ว
- ราคาเคลื่อนที่อย่างมีแนวโน้ม
- พฤติกรรมในอดีต หรือประวัติศาสตร์มักจะเกิดซ้ำรอย

- ประโยชน์ของการวิเคราะห์ทางเทคนิค
- ไม่จำเป็นต้องติดตามข่าว เพราะทุกสิ่งทุกอย่างจะสะท้อนออกมาทางราคาหรือกราฟอยู่แล้ว
- สามารถหยุดขาดทุนหรือเลือกที่จะขายทำกำไรได้ จากกราฟ
- มีความยืดหยุ่นในการใช้สูง
- ย่นระยะเวลาในการศึกษาในหุ้นแต่ละตัว และทำให้วิเคราะห์หลักทรัพย์ที่จะลงทุนได้มากขึ้น
- สามารถมองเห็นพฤติกรรมของหุ้น ที่จะขึ้นลงได้ก่อนที่การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะค้นหาสาเหตุที่แท้จริงพบ
- สามารถ เก็งกำไร และเลือกลงทุนในระยะสั้น หรือระยะยาวได้

โบลินเจอร์ แบนด์ BOLLINGER BANDS

|0 ความคิดเห็น

โบลินเจอร์ แบนด์ BOLLINGER BANDS

BOLLINGER BANDS เป็นเครื่องมือการวิเคราะห์หุ้นชนิดหนึ่งที่พัฒนามาจาก เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบล้อมกรอบ (MOVING AVERAGE ENVELOPES) โดยนาย จอห์น โบลินเจอร์ (JOHN BOLLINGER) เนื่องจากเขาได้ศึกษาแนวคิดของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบล้อมกรอบ แล้วพบว่าแนวคิดนี้มีจุดอ่อนคือ
1.  ในสถานะภาพของตลาดที่แตกต่างกัน ควรใช้ช่วงห่างของช่องการซื้อขาย (TRADING BANDS) ที่แตกต่างกัน

2.  ช่วงเวลาที่ต่างกัน เช่น ชั่วโมง วัน สัปดาห์ ฯลฯ ควรใช้ระยะห่างของช่องการซื้อ ขาย (TRADING BANDS) ที่แตกต่างกัน แม้จะใช้ข้อมูลชุดเดียวกัน ทั้งนี้ เพื่อติดตามลักษณะการเคลื่อนไหวของราคา และสถานะ ณ จุดนั้น ๆ
 BOLLINGER BANDS มีลักษณะคล้ายกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบล้อมกรอบ ที่ประกอบไปด้วยเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MOVING AVERAGE) เส้นกรอบบน (UPPER BAND) และเส้นกรอบล่าง (LOWER BAND)
 BOLLINGER BANDS เป็นกรอบการซื้อขายที่มีระยะห่างจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามการเคลื่อนไหวของราคา ซึ่งเท่ากับ 2 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (STANDARD DEVIATION) แล้วเขียนเส้นคู่ไปกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ทั้งด้านบน และด้านล่าง เมื่อมีการเคลื่อนที่ของหุ้นอย่างรุนแรง ช่องการซื้อขายจะขยายตัวห่างออกจากกัน แต่ถ้ามีการเคลื่อนไหวของราคาน้อย ช่องการซื้อขายจะบีบตัวแคบลง
 จอห์น ได้ทดลองใช้ช่วงเวลาต่าง ๆ ตั้งแต่ 5 วัน จนถึง 200 วันในการเขียนเส้น BOLLINGER BANDS ทำให้เขาทราบว่าการใช้จำนวนวันที่น้อยกว่า 10 วัน นั้นไม่ดีเท่าที่ควรและเขาเห็นว่าการใช้ 20 วันในการคำนวณนั้นดีที่สุด ส่วนช่วงเวลาที่มากกว่า 50 วัน เหมาะสำหรับระยะยาว
 ปกติการเขียนรูป BOLLINGER BANDS จะคู่ไปกับราคาหุ้น หรือเครื่องมือทางเทคนิคที่ต้องการวิเคราะห์อื่น ๆ และเนื่องจากช่องว่างระหว่าง BOLLINGER BANDS จะขึ้นอยู่กับค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของราคาหุ้น ดังนั้น BOLLINGER BANDS จะกว้างขึ้น ถ้าราคาหุ้นมีการเหวี่ยงตัวรุนแรง และแคบลงในกรณีซบเซา หรือ SIDEWAYS
BOLLINGER BANDS ใช้ในการวิเคราะห์ราคาหุ้นได้ดังนี้
1.  ถ้ามีจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นนอกช่องการซื้อขาย แล้วตามด้วยจุดต่ำสุดที่เกิดขึ้นภายในช่องการซื้อขาย แสดงถึงการเกิดโอกาสกลับตัวของแนวโน้มจากลงมาเป็นขึ้น (เป็นสัญญาณให้ซื้อ) ในทางกลับกัน ถ้ามีจุดสูงสุดที่เกิดขึ้นนอกช่องการซื้อขาย แล้วตามด้วยจุดสูงสุดที่เกิดขึ้นภายในช่องการซื้อขาย แสดงถึงการเกิดโอกาสกลับตัวของแนวโน้มจากขึ้นมาเป็นลง (เป็นสัญญาณให้ขาย)

2.  ราคาที่เพิ่มขึ้นจนถึงเส้นกรอบบน แล้วปรับตัวลงมาตัดเส้นค่าเฉลี่ยฯ (เส้นกลาง) แสดงว่าแนวโน้มราคาเปลี่ยนเป็นลง (เป็นสัญญาณให้ขาย) ในทางกลับกัน ราคาที่ลดลงจน ชนเส้นกรอบล่าง แล้วปรับตัวสูงขึ้นมาตัดเส้นค่าเฉลี่ยฯ (เส้นกลาง) แสดงว่าแนวโน้มราคาเปลี่ยนเป็นขึ้น (เป็นสัญญาณให้ซื้อ)

โมเมนตัม MOMEMTUM

|0 ความคิดเห็น

โมเมนตัม MOMEMTUM

โมเมนตัมเป็นเครื่องมือ OSCILLATOR ที่นิยมใช้ในระยะสั้นอีกตัวหนึ่ง ที่สามารถใช้วัดการแกว่งตัวของราคา และเนื่องจากเป็นเครื่องมือระยะสั้น จึงเป็นเครื่องมือที่มักจะสวนทางกับแนวโน้มของราคา (COUNTER TREND) โดยจะนำมาใช้ดูสภาพในช่วงสั้น ของตลาดว่าขณะนั้นอยู่ในภาวะซื้อมากจนเกินไป (OVERBOUGHT) หรือ ขายมากจนเกินไป (OVERSOLD)
สูตรของโมเมนตัม
MOMENTUM = P  Pn
P = ราคาปิดปัจจุบัน

Pn = ราคาปิดเมื่อ n วันที่ผ่านมา
 หลังจากที่ได้ค่าความแตกต่างของราคา ที่กำหนดช่วงต่างของเวลาไว้แน่นอนแล้ว นำค่าที่ได้มาทำเป็นเส้นกราฟ จะได้เส้นกราฟที่มีเส้นกึ่งกลาง (เส้นศูนย์) และจะมีส่วนที่เป็นค่าบวกและค่าลบ รูปแบบเครื่องมือโมเมนตัมจะมีลักษณะเป็นการเคลื่อนไหว ขึ้นลงอยู่ในช่วงแคบ ๆ โดยช่วงบนจะเป็นการบอกภาวะซื้อมากจนเกินไป และช่วงล่างจะเป็นการบอกภาวะ ขายมากจนเกินไป

 ปกติถ้าใช้ช่วงเลาสั้น ๆ เส้นโมเมนตัมจะปรับตัวขึ้นลงเร็วขึ้น แต่ถ้าใช้ช่วงเวลาที่ยาวขึ้น เส้นโมเมนตัมจะปรับตัวขึ้นลงช้ากว้า ทั้งนี้การเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับความเหมาะสมมีข้อสังเกตว่า
เนื่องจากหุ้นบางประเภทมีการซื้อขายสม่ำเสมอ และระดับราคามีการเหวี่ยงตัวไม่มากนัก เช่นหุ้นที่มีทุนจดทะเบียนสูง หรือหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี จะมีรูปแบบการเคลื่อนไหวที่ให้ภาพชัดเจน และสามารถอ่านทิศทางได้ง่าย หุ้นประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องใช้โมเมนตัม แต่สำหรับหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างรวดเร็ว โดยในตลาดหลักทรัพย์ไทยหุ้นประเภทนี้ มักจะเป็นหุ้นที่มีราคาต่ำ จะเหมาะกับการวิเคราะห์โดยใช้เครื่องมือโมเมนตั้ม เนื่องจากจะเห็นรูปแบบที่ชัดเจนกว่า
ประโยชน์ของเครื่องมือโมเมนตั้ม

1. ใช้สำหรับการลงทุนในช่วงสั้น สามารถนำมาใช้เป็นสัญญาณ เตือนว่า ในช่วงระยะเวลานั้น ราคาหุ้นได้ดีขึ้นมาจนถึงที่สุดแล้ว และน่าจะมีการปรับตัวขึ้นทางเทคนิค โดยหุ้นแต่ละตัวจะมีระดับสูงสุดของโมเมนตัมต่างกัน
2. สามารถนำมาใช้กับสภาพตลาดที่ยังไม่มีทิศทาง (TRENDLESS) หรือในสภาพตลาดที่เคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบ ๆ ที่เป็นไปใน ลักษณะแนวนอน (SIDEWAYS)
3. นำมาใช้เป็นสัญญาณเตือนว่า แนวโน้มของตลาดที่กำลังมีทิศทางขึ้นหรือลงนั้น พละกำลัง ใกล้จะอ่อนตัวลงหรือยังโดยสัญญาณเตือน จะแสดงออกมาในรูปของการแยกทางออก (DIVERGENCE) ของราคาหุ้นกับเส้นโมเมนตัม โดยเคลื่อนที่ไปในทิศทางที่ตรงข้ามกัน
การอ่านเครื่องมือโมเมนตั้ม
การอ่านเครื่องมือโมเมนตั้ม เป็นการดูอัตราเร่งของการเคลื่อนตัวสูงขึ้น หรือการลดต่ำลงของราคาหุ้น เนื่องจากเครื่องมือนี้ เป็นเครื่องมือที่วัดการแกว่งตัวของราคาหุ้น โดยมีเส้นกึ่งกลาง (CENTER LINE) เป็น จุดบอก เส้นกึ่งกลางนี้จะเป็นเส้น ZERO LINE
ถ้าราคากำลังมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะที่เส้นโมเมนตั้มก็อยู่เหนือเส้นกึ่งกลาง และกำลังมีทิศทางสูงขึ้นเช่นกัน จะเป็นสัญญาณบอกให้ทราบว่าราคากำลังเพิ่มขึ้นในอัตราเร่งที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการชี้ว่าทิศทางราคาหุ้นจะพุ่งสูงขึ้นต่อไปได้

ถ้าเส้นโมเมนตั้มเคลื่อนที่ในแนวราบที่ระดับ 0 แสดงว่าราคาปิดล่าสุดไม่มีความแตกต่างจากราคาปิดเมื่อ n วันที่ผ่านมา และบอกถึงแนวโน้มราคาที่จะเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงแคบ ๆ (SIDEWAYS) และเมื่อเส้นโมเมนตั้มอ่อนตัวลง แม้ราคาจะมีแนวโน้มสูงขึ้นก็ตาม จะเป็นสัญญาณเตือนว่า ราคาที่สูงขึ้นนั้นกำลังจะหมดแรง
ถ้าเส้นโมเมนตั้มเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นกึ่งกลาง แสดงว่าราคากำลังตกลงเรื่อย ๆ โดยมีแนวโน้มลง (DOWNTREND)

ข้อสังเกตที่สำคัญมากสำหรับการวิเคราะห์โมเมนตั้ม คือ เครื่องมือนี้เป็นการวัดราคาที่แตกต่างกันในช่วงเวลาที่กำหนดให้ เช่น เส้นโมเมนตั้ม 10 วัน จะเป็นการดูราคาปัจจุบันเปรียบเทียบกับราคาใน 10 วันก่อน
ดังตัวอย่างต่อไปนี้

วันที่
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
ราคาปิด
100
102
107
108
106
107
104
108
109
108
วันที่
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
ราคาปิด
110
115
116
114
112
110
111
113
111
108
ผลต่าง(10 วัน)
10
13
9
6
6
3
7
5
2
0

เมื่อพิจารณาจากตารางแสดงราคาปิดและคิดค่าโมเมนตั้ม 10 วัน จะพบว่า ผลต่างของราคาปิดเมื่อวันที่ 12 กับวันที่ 2 มากกว่าผลต่างของราคาปิดเมื่อวันที่ 11 กับวันที่ 1 แสดงว่าเส้นโมเมนตั้มมีแนวโน้มสูงขึ้น และจะพบว่า ผลต่างของราคาปิดเมื่อวันที่ 15 กับวันที่ 5 มีค่าเท่ากับผลต่างของราคาปิดเมื่อวันที่ 14 กับวันที่ 4 แสดงว่าเส้นโมเมนตั้มจะเคลื่อนที่ในแนวราบ และถ้าพิจารณาต่อไปจะพบว่า ผลต่างของราคาปิดเมื่อวันที่ 18 กับวันที่ 8 มีค่าน้อยกว่าผลต่างของราคาปิดเมื่อวันที่ 17 กับวันที่ 7 ซึ่งแสดงว่าเส้นโมเมนตั้มจะมีแนวโน้มลดลง แม้ว่าราคาจริงอาจจะยังมีแนวโน้มสูงขึ้นก็ตาม ดังนั้น เส้นโมเมนตั้มจะเป็นตัวชี้นำแนวโน้มของราคาล่วงหน้าอย่างน้อยก้าวหนึ่ง ก่อนที่ราคาจริงจะเริ่มเปลี่ยนทิศทาง
ความสำคัญของเส้นกึ่งกลาง (CENTER LINE)
นักวิเคราะห์มักจะใช้เส้นกึ่งกลางในการพิจารณาถึงสัญญาณซื้อ-ขาย โดยถ้าเส้นโมเมนตั้ม ทะลุผ่านเส้นกึ่งกลางขึ้นไป จะเป็นการแสดงสัญญาณซื้อ ในขณะเดียวกันถ้าเส้นโมเมนตั้มทะลุผ่านเส้นกึ่งกลางลงมาจะเป็นการแสดงสัญญาณขาย เนื่องจากเส้นกึ่งกลางจะบอกถึง พละกำลัง ของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น
พละกำลัง สามารถบอกถึงแนวโน้มของตลาดต่อไปคือ ในแนวโน้มขาขึ้นเส้นกึ่งกลางจะเป็นฐานรองรับ ถ้าตลาดมีการปรับตัวลงทางเทคนิคในแนวโน้มขาลง เส้นกึ่งกลางจะเป็นแนวต้านในกรณีตลาดปรับตัวขึ้นทางเทคนิค ดังนั้นการทะลุผ่านเส้นกึ่งกลางขึ้นหรือลง จึงมีความสำคัญในแง่ของการปรับทิศทางของตลาด เพราะเป็นการแสดงถึงการเปลี่ยนแนวโน้ม (TREND) ของตลาด

ความสำคัญของการแยกทางออกจากกัน (DIVERGENCE) ของราคากับเส้นโมเมนตั้ม
การแยกทางกันระหว่างราคากับเส้นโมเมนตั้มโดยเส้นทั้ง 2 เคลื่อนตัวออกจากกันไปคนละทิศทาง ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สุดของการอ่านเครื่องมือโมเมนตั้ม เนื่องจากนำมาใช้เป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนทิศทางของตลาดหรือราคาหุ้น
BEARISH DIVERGENCE คือการที่แนวโน้มของระดับราคามีการเปลี่ยนจากขาขึ้นเป็นขาลงจะเกิดขึ้นในกรณีที่ราคาของหุ้นเพิ่มสูงขึ้น แต่เส้นโมเมนตั้มไม่สามารถเคลื่อนตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับราคาเป็นสัญญาณเตือนว่า ตลาดอาจจะมีการปรับตัวในไม่ช้า

BULLISH DIVERGENCE คือการที่แนวโน้มของระดับราคามีการเปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น เกิดขึ้นในกรณีที่ราคาของหุ้นลดต่ำลง แต่เส้นโมเมนตั้มไม่เคลื่อนตัวต่ำลงสอดคล้องกับราคาเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดอาจจะมีการปรับตัวขึ้นในไม่ช้า
MOVING AVERAGE MOMENTUM
MOVING AVERAGE MOMENTUM คล้ายกับเครื่องมือโมเมนตั้มธรรมดา แต่เรานำความแตกต่างของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มาทำกราฟแทนราคาปิด ซึ่งทำให้การเคลื่อนไหวมีความราบเรียบกว่า (SMOOTHED VERSION)
สูตร MOVING AVERAGE MOMENTUM
 MOVING AVERAGE MOMENTUM = MA - MAn
MA = ค่าเฉลี่ยเคลื่อนปัจจุบัน

MAn = ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่เมื่อ n วันที่ผ่านมา
การอ่านเครื่องมือ MOVING AVERAGE MOMENTUM
การอ่านเครื่องมือ MOVING AVERAGE MOMENTUM มีลักษณะคล้ายกับการอ่านความหมายจากเครื่องมือโมเมนตั้ม โดยถ้าเส้น MOVING AVERAGE MOMENTUM ทะลุผ่านเส้นกึ่งกลางขึ้นไปเป็นการแสดงสัญญาณซื้อ และถ้าเส้น MOVING AVERAGE MOMENTUM ทะลุผ่านเส้นนึ่งกลางลงมา ก็เป็นการแสดงสัญญาณขาย โดยเครื่องมือ MOVING AVERAGE MOMENTUM จะให้สัญญาณที่ช้ากว่าเครื่องมือโมเมนตั้ม แต่สัญญาณหลอกจะเกิดขึ้นน้อยกว่า เนื่องจากเส้นมีความราบเรียบขึ้น

ดัชนีการแกว่งตัวของการสะสม และการระบายหุ้น ACCUMMULATION/DISTRIBUTION OSCILLATOR (ADO)

|0 ความคิดเห็น
ดัชนีการแกว่งตัวของการสะสม และการระบายหุ้น ACCUMMULATION/DISTRIBUTION OSCILLATOR (ADO)

ADO เป็นเครื่องมือวัดความแกว่งของราคาหลักทรัพย์ เพื่อเป็นการวัดว่าในขณะใดขณะหนึ่งมีการสะสม หรือกระจายหลักทรัพย์ออกมามากน้อยเพียงใด เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือประกอบกับเครื่องมือทางเทคนิคตัวอื่นในการตัดสินใจซื้อหรือขายได้อย่างทันท่วงที
หลักในการคำนวณ
 A/D OSCILLATOR มีสูตรที่ใช้ในการคำนวณดังนี้
 ADO = (BP - SP) / (2* (HIGH-LOW)) *100
ADO = Accumulation / Distribution Oscillator

Bp = แรงซื้อ = ราคาสูงสุด - ราคาเปิด ณ วันปัจจุบัน
P = แรงขาย = ราคาปิด - ราคาต่ำสุด ณ วันปัจจุบัน
HIGH = ราคาสูงสุด
LOW = ราคาต่ำสุด
หลักการวิเคราะห์
 รูปแบบของกราฟจะมีลักษณะเป็นแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 0 - 100 หลักการวิเคราะห์แยกเป็น 2 กรณี คือ
กรณีที่ใช้ดูประกอบกับดัชนีฯ หรือราคาหลักทรัพย์
 กล่าวคือ การเคลื่อนที่ของเส้น ADO สามารถเตือนได้ว่า ดัชนีฯ หรือราคาหลักทรัพย์กำลังจะมีการเปลี่ยนแนวโน้ม เช่น เมื่อเส้นดัชนีฯ หรือราคาสามารถทำยอดสูงใหม่หรือต่ำใหม่ แต่เส้น ADO กลับไม่สามารถทำยอดสูงใหม่หรือต่ำใหม่ต่ำตามซึ่งลักษณะเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นรูปแบบของการเคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้าม (DIVERGENCE)

แบบที่ 1
 เส้นดัชนีฯ หรือราคาสามารถทำยอดสูงที่ B ซึ่งสูงกว่า A จึงเป็นยอดสูงใหม่ แต่เส้น ADO ในเวลาเดียวกันทำยอดสูง b แต่ต่ำกว่ายอดสูงกว่าที่ a ซึ่งเมื่อเกิดรูปแบบเช่นนี้ จะบอกว่าในไม่ช้า เส้นดัชนีฯ หรือราคาจะปรับตัวลง แต่เนื่องจากการเกิด DIVERGENCE เช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าราคาจะปรับตัวเองทัน ดังนั้นเราจึงควรทยอยขาย

แบบที่ 2
 เส้นดัชนีฯ หรือราคาสามารถทำยอดต่ำที่ Y ที่ต่ำกว่ายอดต่ำเก่าที่ X จึงเป็นยอดต่ำใหม่ แต่เส้น ADO ไม่สามารถทำยอดต่ำใหม่ตามได้ในเวลาเดียวกัน ทำยอดต่ำ y ซึ่งสูงกว่ายอดต่ำเก่าที่ x ที่เป็นการบอกว่าในไม่ช้าเส้นดัชนีฯ หรือราคาจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะฉะนั้นเราจึงควรทยอยซื้อ
กรณีใช้ดูทิศทางจากตัวของ ADO เองจะแบ่งได้ดังนี้
 ถ้า ADO มีค่าสูงขึ้น แสดงว่ามีการสะสมหุ้นเกิดขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ราคาสูงขึ้นไปได้ และสามารถเป็นสัญญาณบอกให้ซื้อได้อีกด้วย ในกรณีทำยอดสูงใหม่สูงกว่า หรือใกล้เคียงยอดเดิม หรือในกรณีที่ตัดเส้นแกนกลาง (50) ขึ้นไป และหากเส้น ADO มีค่าถึงระดับ 100 แล้ว ก็มีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงได้จึงควรขายไปก่อน เพราะถือว่าได้มีการสะสมหุ้นมามากพอสมควรแล้ว
 ถ้า ADO มีค่าลดลง แสดงว่ามีการกระจายหุ้น หรือแจกจ่ายหุ้นเกิดขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือมีการขายหุ้นออกมานั้นเอง ดังนั้นจึงเป็นสัญญาณบอกให้ขายได้ รวมถึงเส้น ADO ตัดเส้นแกนกลาง (50) ลงมา หรือทำฐานต่ำใหม่ต่ำกว่าฐานเดิม ก็เป็นสัญญาณบอกให้ขายได้ และหากเส้น ADO ลงมาถึงระดับ 0 ก็มีโอกาสที่จะปรับตัวสูงขึ้นได้ เพราะได้มีการกระจายหุ้นกันออกมา จนระดับราคาลดต่ำลง จึงน่าเข้าไปซื้อขณะที่เส้น ADO อยู่ที่ระดับ 0 นี้

แผนภูมิแบบแท่ง BAR CHART

|0 ความคิดเห็น

แผนภูมิแบบแท่ง BAR CHART

ดัชนีการแกว่งตัว OSCILLATOR

|0 ความคิดเห็น

ดัชนีการแกว่งตัว OSCILLATOR

ปกติในภาวะที่ตลาดอยู่ในแนวโน้มขึ้นหรือลงอย่างชัดเจนนั้น เครื่องมือการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคต่าง ๆ เช่น เส้นแนวโน้ม (TREND LINE), เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (MOVING AVERAGE) ก็พอจะช่วยให้เราวิเคราะห์แนวโน้ม หรือทิศทางของตลาด หรือราคาของหลักทรัพย์แต่ละตัวได้เป็นอย่างดี แต่ในขณะที่ตลาดหรือราคาของหลักทรัพย์เป็นไปแบบเรียบ ๆ หรือเหวี่ยงตัวอยู่ในช่วงแคบ ๆ เครื่องมือทางเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้น อาจจะชี้ทิศทางได้ไม่แน่นอนนัก จึงมีเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้ได้ดีขณะตลาดหรือหุ้นเหวี่ยงตัวอยู่ในช่วงแคบ ๆ (SIDEWAYS) เพราะสามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้อย่างค่อนข้างใกล้ชิด และมีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของราคามากขึ้นกว่าเดิม เรียกว่า OSCILLATOR (อ็อดซิเลเตอร์)
 OSCILLATOR นั้น ยังแบ่งแยกออกเป็นอีกหลาย ๆ แบบ ตามความเหมาะสมว่าแต่ละรูปแบบนั้นเหมาะสม หรือสมควรจะใช้ในลักษณะใด แต่รูปแบบที่นำเสนอในที่นี้เป็นเพียงบางรูปแบบของ OSCILLATOR ที่คิดว่าสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับตลาดหุ้นไทยได้ดีพอสมควร

ดัชนีการแกว่งของปริมาณการซื้อขายสะสม VOLUME ACCUMULATION OSCILLATOR (VAO)

|0 ความคิดเห็น
ดัชนีการแกว่งของปริมาณการซื้อขายสะสม VOLUME ACCUMULATION OSCILLATOR (VAO)

เส้น VAO เกิดจากการนำค่า VOLUME ACCUMULATION (VA) มาสร้างเป็น OSCILLATOR (ดัชนีการแกว่งตัว) โดยค่า VA เป็นการให้น้ำหนัก (WEIGHT) ต่อราคาและปริมาณซื้อขายในช่วงวันนั้น ๆ ว่ามีน้ำหนักค่อนไปในทางใด โดยให้ราคาเฉลี่ย (ราคากลาง) ของวันนั้น เป็นเกณฑ์วัดการเปลี่ยนแปลงของราคา ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาเฉลี่ย ค่า VA จะมีค่าเป็นบวกตามอัตราส่วนของราคาปิดต่อราคาเฉลี่ย ถ้าราคาปิดต่ำกว่าราคาเฉลี่ย ค่า VA จะมีค่าเป็นลบตามอัตราส่วนของราคาปิดต่อราคาเฉลี่ย และถ้าหากราคาปิดเท่ากับราคาสูงสุด ปริมาณการซื้อขายของวันนั้นจะมีค่าเป็นบวกทั้งหมด แต่ถ้าราคาปิดเท่ากับราคาต่ำสุดปริมาณการซื้อขายของวันนั้นจะมีค่าเป็นลบทั้งหมด
วิธีการสร้างเส้น VAO เกิดจากการสร้างค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 วัน และ 10 วันจากค่า VA จากนั้นก็นำส่วนต่างของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 วัน และ 10 วัน มาสร้างเป็นเส้น (LINE) หรือแท่ง (HISTOGRAM) โดยมีเส้น 0 เป็นแกนกลาง
โดย VA และ VAO มีสูตรการคำนวณ ดังนี้
 

VA =( (CLOSE-LOW)-(HIGH-CLOSE) *VOLUME)/( HIGH-LOW)
VAOn = MA3 (VA)-MA10 (VA)

หลักการวิเคราะห์
 ถ้าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 3 วัน ตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วันขึ้นส่วนต่างนั้นจะเปลี่ยนจากค่าลบเป็นค่าบวก และเส้น VAO จะตัดเส้น 0 ขึ้น ซึ่งหมายถึงสัญญาณให้ซื้อ แต่ถ้าเส้นค่าเฉลี่ยที่ 3 วัน ตัดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 วันลง ส่วนต่างนั้นจะเปลี่ยนจากค่าบวกเป็นค่าลบ และเส้น VAO จะตัดเส้น 0 ลง ซึ่งหมายถึงสัญญาณให้ขาย
 สัญญาณซื้อขายที่เกิดจาก VAO นี้จะต้องสอดคล้องกับแนวโน้มของราคาด้วย