วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รู้จักไฟโตนิวเทรียนท์

|0 ความคิดเห็น
รู้จักไฟโตนิวเทรียนท์



ไฟโตนิวเทรียนท์ เป็นคำที่ได้ยินกันบ่อยขึ้นในปัจจุบัน หลายคนคงสังสัยว่า ไฟโตนิวเทรียนท์นั้นคืออะไร มีประโยชน์ต่อร่างกายเราเพียงใด เรามาทำความรู้จักกับไฟโตนิวเทรียนท์กันค่ะ

ไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrient) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่มีอยู่มากในผักและผลไม้ ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย โดยเฉพาะคุณสมบัติที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) จากธรรมชาติ จึงสามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคได้หลายชนิด เช่น โรคหัวใจ ต้อกระจก โรคมะเร็ง โรคทางภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ผิวพรรณไม่เสื่อมสภาพเร็ว เป็นต้น

เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า การรับประทานผักผลไม้เป็นประจำทุกวันนั้นมีประโยชน์ต ่อร่างกาย เพราะทำให้เราได้รับทั้งวิตามินและแร่ธาตุนานาชนิด ยิ่งมารู้จักกับไฟโตนิวเทรียนท์แล้ว เราก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการรับประทานผักผลไม้ และควรรับประทานให้หลากหลายด้วย เพราะผักผลไม้แต่ละชนิดมีไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีประโยช น์แตกต่างกัน เช่น
ทับทิม มีสารประเภทฟลาโวนอยด์ ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยทำให้โคเลสเตอรอลลดลงและลดความเสี่ยงการเกิดโรคห ัวใจ
แครอท มีเบต้าแคโรทีน รวมทั้งมะเขือเทศมีไลโคปีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งไลโคปีนสามารถช่วยลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็งด้วย
อะเซโรลา เชอร์รี มีวิตามินซี ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ทำให้ผิวพรรณสดใส
บร็อคโคลี มีซัลโฟราเฟน ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง
แอปเปิล มีโพลีฟีนอล สารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็ง
มะกอก มีโอลีโรเปอิน ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ และลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็ง
เมล็ดองุ่น มีโปรแอนโธไซยานิดินช่วยยับยั้งการทำลายหลอดเลือดจาก โคเลสเตอรอล
เปลือกขององุ่นเขียว แดง และม่วง มีเรสเวอราทรอล ช่วยเสริมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงและทำให้มีอายุยืน
ขมิ้น มีเคอร์คิวมิน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มการสร้างเซลล์
ผักโขม มีใยผักและวิตามินแร่ธาตุหลายชนิด
ซึ่งผักผลไม้ต่างๆ เหล่านี้ซื้อหาและสามารถทำเป็นอาหารต่างๆ ได้ไม่ยากเลย


เห็น ประโยชน์อันมากมายของไฟโตนิวเทรียนท์แล้ว ควรหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น และรับประทานผักผลไม้ให้หลากหลายในทุกมื้ออาหาร เพื่อร่างกายแข็งแรงและไม่เจ็บป่วยง่ายค่ะ







โรคที่เกิดจากชีวิตเร่งรีบ

|0 ความคิดเห็น
โรคที่เกิดจากชีวิตเร่งรีบ



3 ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน
ทุกวันนี้ชีวิตของคนเมืองส่วนใหญ่ล้วนเร่งรีบ ด้วยหน้าที่การงานไม่เปิดโอกาสให้เราเอ้อระเหยได้มาก นัก และนั่นเองจึงเป็นที่มาของความเครียด การกินอาหารไม่ตรงเวลา อีกทั้งอาหารที่กินเข้าไปก็ไม่ได้เอื้อให้ดีต่อสุขภา พสักเท่าไร โรคภัยต่าง ๆ จึงเกิดขึ้นจากความเสียสมดุลของร่างกายนี่เอง

เรารวบรวมโรคยอดฮิต 3 โรค ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน มาให้คุณตรวจสอบตัวเอง เพราะแม้ว่าเราไม่อาจจะทำให้การงานวุ่นวายน้อยลงได้ แต่เราหาวิธีรับมือกับสุขภาพของเราได้

1. กรดไหลย้อน

อาการ แสบ ร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ รู้สึกเหมือนมีรสขมของน้ำดีหรือรสเปรี้ยวของกรดในคอห รือปาก เรอบ่อย คลื่นไส้ จุกแน่นในหน้าอกคล้ายอาหารไม่ย่อย

สาเหตุ มีกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร จึงทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร
วิธีรักษา
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ ลดอาหารมัน ของทอด ของหวาน และงดสูบบุหรี่
- รับประทานอาหารให้เป็นเวลา หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารก่อนนอน อย่างน้อย 3 ชั่วโมง
- ลดน้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ไม่อ้วนเกินไป

หากไม่รักษา
อาจจะเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้
2. กระเพาะอาหารอักเสบ
อาการ จะปวดแน่นกลางท้องแบบเรื้อรัง ปวดได้ทั้งเวลาหิวและอิ่ม

สาเหตุ เกิดจากกินอาหารผิดเวลา กินมากเกินไป กินอาหารที่ติดเชื้อแบคทีเรีย มีความเครียดสูง
วิธีรักษา
- งดอาหารเผ็ดจัด งดเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ น้ำอัดลม ชา กาแฟ และงดสูบบุหรี่
- อย่าเครียดเกินไป
- กินอาหารให้เป็นเวลา
- ออกกำลังสม่ำเสมอ

หากไม่รักษา
อาจจะลุกลาม กลายเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
3. ความดันโลหิตสูง
อาการ ปวดหัว เวียนหัว เหนื่อยง่ายผิดปกติ อาจมีอาการแน่นหน้าอกหรือนอนไม่หลับ

สาเหตุ พักผ่อนไม่เพียงพอ

วิธีรักษา
- เลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด เพื่อลดปริมาณเกลือซึ่งจะทำให้เกิดความดันโลหิตสูงได ้
- ลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ลดน้ำหนักตัว
หากไม่รักษา
หลอดเลือดในสมองแตก อัมพฤกษ์ อัมพาต หัวใจเต้นผิดจังหวะจนทำให้ถึงแก่ชีวิต



เผยผิวหน้าใสไร้สิวเสี้ยน ด้วยไข่ขาวกับมะนาว

|0 ความคิดเห็น
เผยผิวหน้าใสไร้สิวเสี้ยน ด้วยไข่ขาวกับมะนาว



สิว เสี้ยนเป็นเหมือนขยะหรือเซลล์ผิวที่ตายแล้วซึ่งยังตก ค้างอยู่ในรูขุมขน มักเกาะกลุ่มอยู่ตรงส่วนที่มีความมันเช่นหน้าผาก จมูก และคาง เรามีวิธีง่ายๆ ในการกำจัดสิวเสี้ยนที่คุณสามารถทำได้เองที่บ้าน ด้วยวัตถุดิบพื้นฐานง่ายๆ จากในครัวอย่างไข่ขาวและมะนาวมาฝากอุปกรณ์และส่วนผสม โฟมสครับผิว
ไข่ขาว
มะนาว
กระดาษเช็ดปาก

Step 1 : ใช้โฟมหรือสบู่เหลวล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้าให้หมด จด จากนั้น ใช้โฟมสครับผิวขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างในรูขุมขนอีกที ขัดผิววนเป็นวงกลม แล้วล้างออกให้สะอาด

Step 2 : เทน้ำร้อนจัดลงในหม้อหรือชามใบใหญ่ หรืออาจเปิดน้ำร้อนในอ่างล้างหน้า ก้มหน้าลงเพื่อให้ไอน้ำร้อนช่วยเปิดรูขุมขน เพื่อให้การมาส์กได้ผลดียิ่งขึ้น

Step 3 : ผสมน้ำมะนาว 1/4 ถ้วย กับไข่ขาวล้วน 2 ฟองในชาม ผสมให้เข้ากัน

Step 4 : ทาส่วนผสมลงบางๆ บนใบหน้า เน้นส่วนที่ต้องการกำจัดสิวเสี้ยนมากเป็นพิเศษ

Step 5 : ตัดแบ่งกระดาษเช็ดปากเป็นสี่เหลี่ยมทั้งหมด 5 ชิ้น แล้วแปะลงบนหน้าผาก จมูก คาง และแก้มทั้งสองข้าง กระดาษเช็ดปากจะติดแน่นบนผิวหน้า ปล่อยทิ้งไว้จนกระดาษเริ่มแข็งตึง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

Step 6 : ค่อยๆ ลอกกระดาษเช็ดปากออก จะเห็นว่ามีสิวเสี้ยนติดออกมาด้วย จากนั้น ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจัดเพื่อปิดรูขุมขนค่ะ
T i p s : มะนาวมีกรดอัลฟาไฮดร็อกไซด์ที่มีสารขัดผิวตามธรรมชาต ิและรักษาสิว สามารถจัดการกับสิวเสี้ยนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนไข่ขาวนั้นมีส่วนช่วยตรึงอิลาสตินในผิว ทำให้รูขุมขนกระชับ และยังดูดซับน้ำมันส่วนเกินในผิว ที่สำคัญยังช่วยบำรุงผิวที่เริ่มมีริ้วรอยได้อีกด้วย


ล้างภาชนะให้สะอาดหมดจดอย่างถูกวิธี

|0 ความคิดเห็น
ล้างภาชนะให้สะอาดหมดจดอย่างถูกวิธี



ล้างภาชนะให้สะอาดหมดจดอย่างถูกวิธี (Woman's Story)


ทุกวันนี้คุณล้างภาชนะกันถูกต้องหรือยัง? และถ้าอยากรู้ว่าวิธีที่ถูกต้องเป็นยังไงตามมาดูวิธี กันเลยค่ะ...

ก่อนอื่นเลยควรแบบภาชนะออกเป็น 2 ประเภทคือ ภาชนะใส่อาหารคาว และภาชนะใส่อาหารหวาน แก้ว แล้วควรล้างภาชนะใส่อาหารหวานและแก้วน้ำก่อน

ก่อนล้างทุกครั้งควรกวาดเศษอาหารทั้งหมดทิ้งลงถังขยะ ให้หมดก่อน เพื่อสะดวกในการล้าง

ล้างภาชนะด้วยน้ำยาล้างจานและฟองน้ำหรือแผ่นใยสังเคร าะห์ เพื่อล้างคราบมันจากอาหาร และสิ่งที่ติดค้างอยู่ให้หมดจด

ล้างด้วยน้ำเปล่าอีก 2 ครั้ง เพื่อล้างน้ำยาล้างจานออก และสิ่งสกปกรก เสร็จแล้วหาที่คว่ำหรือผึ่งจานให้แห้งเอง อย่าใช้ผ้าเช็ด

ในกรณีที่เกิดโรคระบาด ให้ใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 82-87 องศาเซลเซียส แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 2 นาที เพื่อฆ่าเชื้อโรค ก่อนนำไปล้างตามปกติ

เพื่อสุขอนามัยที่ดีของคุณและครอบครัว ลองทำตามวิธีที่แนะนำนี้กันดูนะคะ


กินผลไม้พื้นบ้านต้านโรค

|0 ความคิดเห็น
กินผลไม้พื้นบ้านต้านโรค



ผลไม้ ผลไม้ไทย



กินผลไม้พื้นบ้านต้านโรค (Wellbeing & Health Modernmom)
เรื่อง : PK

เมืองไทยมีผลไม้พื้นบ้านราคาย่อมเยาอยู่มากมายที่ให้ ประโยชน์และคุณค่าทาง โภชนาการต่อร่างกายในปริมาณสูง อีกทั้ง ยังได้มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว ว่าสารเคมีที่อยู่ในผลไม้นั้นมีสรรพคุณเป็นยากระตุ้น การทำงานของระบบต่าง ๆ รวมถึงเสริมสร้างภูมิต้านทานได้อีกด้วย



ฝรั่ง ผลไม้พื้นบ้านราคาถูก และออกผลตลอดปี ทุกสายพันธุ์ล้วนเป็นสุดยอดผลไม้ที่มีวิตามินซี ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณสูงมาก ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคมากขึ้น จึงสามารถป้องกันการเป็นไข้หวัดได้ หรือช่วยสร้างรวมทั้งป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันที่เ ราเคยท่องจำกันในสมัย เด็ก ๆ ได้อีกด้วย



มะเฟือง นอก เหนือจากความสวยงามแปลกตาในเรื่องรูปทรงแล้วยังให้คุ ณค่าทางโภชนาการอย่าง เต็มเปี่ยม มะเฟืองอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ ฟอสฟอรัสและแคลเซียม ช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบายแก้ท้องผูกช่วยขับเสมหะได้



ทับทิม ผลไม้รสหวานอมเปรี้ยว ออกฤทธิ์เป็นยาบำรุงกำลัง แก้เจ็บคอ แก้โลหิตจาง ห้ามเลือด รักษาแผล แก้อาการปวดกระเพาะอาหาร ขับพยาธิในลำไส้ แก้ท้องร่วง นอกจากนี้ หากดื่มน้ำทับทิมตอนเช้าวันละ 1 แก้วจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ ในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้



มะละกอแขกดำ ผลไม้สุดร่อยที่มีประโยชน์ใช้สอยอีกมากมาย เนื้อมะละกออุดมไปด้วยวิตามินซี มีเบต้าแคโรทีน ไลโคพีน รวมถึงมีแมกนีเซียม ทองแดง โพแทสเซียมและใยอาหาร เมื่อรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงให้ผิวพรรณชุ่มชื ้น มีเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย ขจัดไขมันในผนังลำไส้ ช่วยให้ลำไส้สะอาดดูดซึมอาหารได้ดีขึ้น


ส้มโอ ในส้มโอมีสารเพคติน (Pectin) สูง มีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและมีสารโมโนเทอ ร์ปืน ที่ช่วยในการจับสารก่อมะเร็ง นอกจากนั้นหากรับประทานส้มโอหลังมื้ออาหารจะช่วยขับล มในกระเพาะและลำไส้ช่วย ให้ระบบย่อยทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น



มะขาม เนื้อ มะขามมีสารแอนทราควินิน (Antraquinone) ซึ่งช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ อีกทั้งยังมีกรดอินทรีย์ (Organic Acid) อยู่หลายชนิด เช่น กรดทาร์ทาร์ริก (Tartaric Acid) และกรดซิตริค (Citric Acid) มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ เพิ่มกากใยอาหาร และช่วยให้ขับถ่ายสะดวก


มะยม เป็นผลไม้พื้นบ้านที่ให้รสเปรี้ยวอมฝาด อุดมไปด้วยแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และวิตามินซีสูง มีฤทธิ์ช่วยสมานแผลและใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้อาการหลอดลมอักเสบ


การเลือกกินผลไม้ทุกชนิด นอกจากต้องกินผลไม้ที่สดสะอาดเพื่อให้ร่างกายได้รับค ุณค่าสูงสุดแล้ว สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันไปก็คือ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสม่ำเสมอเพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องกลัวโรคภัยใด ๆ มากล้ำกรายแล้ว



เจาะสัก-สำส่อน ระวังไวรัสตับอักเสบซี

|0 ความคิดเห็น
เจาะสัก-สำส่อน ระวังไวรัสตับอักเสบซี

แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตอันเนื่องจากการ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากกว่า 350,000 คน ซึ่งประมาณ 4 ล้านคนของผู้ติดเชื้อ HCV อยู่ในทวีปยุโรป และอีก 4 ล้านคนอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ประชากรจำนวน 1 ใน 12 คนทั่วโลกติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือซี แบบเรื้อรัง ใน ประเทศไทยพบประมาณร้อยละ 1-5 โดยประมาณร้อยละ 5-9 ของผู้ติดเชื้อ HCV อยู่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ การตรวจพบผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีในประเท ศไทยมีแนวโน้มเพิ่มสูง ขึ้นอย่างต่อเนื่อง

รศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ รศ.ประจำคณะแพทยศาสตร์ และรองคณบดี ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และ. ผอ.สถาบันโรคทางเดินอาหารและตับ เผย ว่า ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเป็นสายพันธุ ์ 3 ประมาณร้อยละ 50-60 การรักษาทางการแพทย์นั้น จำเป็นต้องระบุสายพันธุ์ไวรัสไวรัสตับอักเสบซีที่ผู้ ป่วยติดเชื้อให้ได้ เนื่องจากมีผลต่อการตัดสินใจในการเลือกวิธีการรักษาแ ละระยะเวลา

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการติด เชื้อไวรัสตับอักเสบซี คือ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่ติดยาเสพติด สาเหตุอื่นๆ ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ HCV ได้แก่ การรับโลหิตที่บริจาคหรือผลิตภัณฑ์เลือดที่ไม่ได้รับ การตรวจคัดกรองก่อน, การเจาะหรือการสัก, การติดเชื้อจากมารดาพบได้น้อย หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ได้รับอุบัติเหตุถูกเข ็มแทงการตรวจคัดกรอง ไวรัสตับอักเสบซีในผู้บริจาคโลหิตช่วยลดความเสี่ยงขอ งการติดเชื้อ HCV จากผลิตภัณฑ์เลือดถึงครึ่งหนึ่ง หรือ 2 ใน 3

ถึง แม้ว่าไวรัสตับอักเสบไม่ได้ติดต่อกันอย่างง่ายดายผ่า นการมีเพศสัมพันธ์ แต่พฤติกรรมทางเพศบางอย่าง อาทิ การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคนหรือการมีเพศสัมพันธ ์ทางทวารหนัก ตะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมาก ขึ้น


สำหรับ ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีส่วนมากมักไม่ได้มีอา การใดๆ แต่ในบางคน หลังจากติดเชื้อจะแสดงอาการเล็กน้อยไปจนถึงรุนแรงให้ เห็นอย่างรวดเร็ว ได้แก่-มีไข้ (มักเป็นเพียงไข้ต่ำๆ) เมื่อยล้า อ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร ปวดท้อง, ปัสสาวะมีสีเข้ม, ในบางกรณี อาจมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง, คลื่นไส้อาเจียน, ปวดตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ, สมาธิสั้น, วิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า, อาการปวดข้อ

ในผู้ป่วยประมาณร้อยละ 80 เชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้พัฒนากลายเป็นแบบเรื้อรัง การติดเชื้อแบบเรื้อรังโดยปรกติไม่ค่อยแสดงอาการ อย่างไรก็ตาม ประมาณร้อยละ 20-30 ของผู้ที่ติดเชื้อ HCV จะพัฒนาไปสู่ตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับหลังจากมีอาการตับแข็ง


การตรวจหาและวินิจฉัยเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมีหลายวิธ ี อย่างไรก็ตาม การตรวจเลือดตามปรกติมักไม่มีการทดสอบเพื่อหาเชื้อไว รัสตับอักเสบซี ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันไวรัสตับอักเสบซ ี มีเพียงวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี แต่อย่างไรก็ตามการดูแลปฏิบัติตนอย่างถูกต้องก็สามาร ถที่จะลดความเสี่ยงต่อ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้

ในกรณีที่มีอาการติดเช ื้อไวรัสตับอักเสบแบบเฉียบพลันอย่างรุนแรง อาจต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ในเบื้องต้นคนส่วนใหญ่มักไม่จำเป็นต้องได้รับการร ักษาหรือควบคุมอาหาร เป็นพิเศษ เพียงแต่ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการพัฒนาของโรคและทำให้เกิดภา วะแทรกซ้อนรุนแรงได้

ปัจจุบัน ยาที่ให้ผลการรักษาได้ดี โดยที่สามารถกำจัดไวรัสให้หมดไปและไม่กลับเป็นซ้ำอีก หลังหยุดยา คือ การให้ยา 2 ตัวร่วมกัน ประกอบด้วยยาฉีด Pegylated Interferon โดยฉีดสัปดาห์ละครั้ง และยารับประทาน โดยการให้การรักษาเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ สำหรับไวรัสตับอักเสบซีสายพันธุ์ที่ 2 และ 3 มีโอกาสหายขาดสูงถึงกว่าร้อยละ 80 ในขณะที่สายพันธุ์ที่ 1 และอื่นๆ อาจใช้เวลาประมาณ 48 สัปดาห์


25 วิธี กำจัด และ จำกัด เบาหวาน

|0 ความคิดเห็น
25 วิธี กำจัด และ จำกัด เบาหวาน




25 วิธี กำจัด และ จำกัด เบาหวาน (Twenty-Four Seven)

อาการเริ่มแรกของเบาหวานไม่ได้น่าหนักใจ แต่ความอันตรายจะค่อยๆเพิ่มมากขึ้นแบบสะสมตามวัน เวลา ที่ทอดยาวออกไป ความน่ากลัวคืออาการของมันจะเป็นเหมือนโดมิโน่ชิ้นแร กที่ส่งผลลุกลามไปสู่ อาการผิดปกติขั้นร้ายแรงในอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้เหนือความคาดคิด หลายคนตายก่อนวัย และหลายคนทุกข์ทรมานนานกว่าจะสิ้นลม

สิ่งที่ดีที่สุดในการจำกัด หรือกำจัดจุดเริ่มต้นของโรคคือการสร้างพฤติกรรมใหม่ใ นการกิน อยู่ และนี่คือทิปส์ง่ายๆ ที่ทำเองได้ในทันทีที่อ่านบทความจบ ที่เรานำมาแบ่งปัน
YOU DON’T KNOW
แปลกใจกับข้อมูลใหม่ของเบาหวานที่คุณไม่เคยรู้
• ประชากรกว่า 300 ล้านคนทั่วโลกเป็นโรคเบาหวาน ในเอเชียมีจำนวนถึง 50 ล้านคน

• ผู้ที่มีญาติสายตรงไม่จำเป็นต้องป่วยเป็นโรคเบาหวานท ุกราย ขึ้นอยู่กับการดูแลปัจจัยต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย ทั้งในเรื่องของอาหาร และการออกกำลังกาย

• เบาหวานมี 2 ประเภท คือประเภทที่เกิดจากภูมิต้านทานของร่างกายทำลายเซลล์ ในตับอ่อนที่ทำหน้าที่ สร้างอินซูลินในร่างกาย ทำให้ร่างกายหยุดสร้างอินซูลิน หรือสร้างน้อยมาก เบาหวานประเภทนี้มักพบได้กับคนทุกวัย และแก้ไขได้โดยการฉีดอินซูลินเข้าร่างกายเพื่อควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือด ประเภทที่ 2 นั้นยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของพันธุกรรม

• เบาหวานพบได้มากในบุคคลที่มีอายุมากกว่า 40 ปี

• ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวาน ประมาณ 4.2 ล้านคน และจะถึง 5.4ล้านคน ในปี 2553

• ในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มีผู้ป่วยเบาหวานทั้งสิ้น 5.9% ประมาณ 16 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ปีละ 200,000 คน

• ขอแนะนำว่าบุคคลที่มีอายุเกิน 40 ปี ควรไปตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเพื่อหาความเสี่ยงต่อโรค เบาหวานทุก 3 ปี

• อัตราเสี่ยงของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีโอกาสเป็ นอัมพาตได้สูงกว่าผู้ป่วยปกติ 2-4 เท่า

• โรคเบาหวานเป็นสาเหตุให้คนเสียชีวิตเป็นอันดับ 3 ของโรค
CHECK LIST
เช็กด่วน...หายก่อน! คุณกำลังเป็นเบาหวานอยู่หรือเปล่า
• อารมณ์แปรปรวนง่าย กระหายน้ำเกินปกติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขับปัสสาวะบ่อย หิวรุนแรง และอ่อนเพลีย

• ขับปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะกลางดึก เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นจนผ่านระดับ ปกติไปแล้วไตก็จะขับ ส่วนเกินออกมาในรูปปัสสาวะ

• ทัศนวิสัยพร่ามัว เมื่อระดับน้ำตาลสูงขึ้น น้ำนั้นจะขับออกมาจากเลนส์ตา รูปร่างเลนส์จะพองขึ้น ดังนั้นวิธีการที่ดวงตาจะรับแสงนั้นจึงเปลี่ยนไปด้วย

• น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปสร้างพลังงานได้เต็ม ที่ จึงต้องนำไขมันและโปรตีนจากกล้ามเนื้อมาใช้ทดแทน

• ติดเชื้อง่าย และเมื่อเป็นแผลแล้วจะหายยาก
DO IT BEFORE & AFTER
รักษาด้วยตัวเอง และ 3 นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ของปี 2010
• หลีกเลี่ยงความเค็มและความหวานที่มากจนเกินไป อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต อาหารที่มีคอเลสเตอรอลและไขมันสูง เนื่องจากจะส่งผลต่อการลด เพิ่มปริมาณน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ป้องกันการก่อสาเหตุ หรือเพิ่มอาการเบาหวานให้รุนแรง

• ปากกาฉีดอินซูลิน (NovoPen) เป็นทางเลือกเข้ามาแทนกระบอกฉีดยา เพื่อใช้ในการฉีดอินซูลินที่ง่ายสะดวก และแม่นยำมากยิ่งขึ้น ข้อดีอีกอย่างของนวัตกรรมนี้คือ เจ็บน้อยมากขณะฉีดยา และยังสามารถพกพาอินซูลินไปตามสถานที่ต่างๆ ได้โดยไม่ต้องแช่เย็น เป็นการลดปัญหาสำหรับผู้ป่วยได้มากยิ่งขึ้น

• อินซูลินปั๊ม เป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ค่อยๆ ปล่อยอินซูลินเข้าร่างกาย ลักษณะคล้ายเพจเจอร์ สามารถพกติดตัวได้ เครื่องนี้ทำงานโดยมีสายและพอร์ทที่ติดตัวกับตัวผู้ป ่วย และจะเดินยาอินซูลินเข้าสู่ชั้นใต้ผิวหนังสามารถกำหน ดปริมาณอินซูลินเพื่อ ให้สมดุลกับระดับน้ำตาลในเลือด โดยไม่ต้องพึ่งการฉีดยาซ้ำๆ

• ควบคุมน้ำตาลด้วยอาหารสูตรกินเนื้อกินผัก สูตรอาหารดังกล่าวเป็นหนึ่งวิธีของบัลวี ศูนย์บำบัดธรรมชาติที่ใช้รักษาผู้ป่วยเบาหวาน ด้วยวิธีการควบคุมทั้งในเรื่องของอาหาร และพฤติกรรมให้เกิดประโยชน์และเหมาะสมกับผู้ป่วยมากท ี่สุด นอกจากนี้ยังทำให้ผู้ป่วยเรียนรู้การควบคุมพฤติกรรมข องตัวเองด้วยการเช็กและ วิเคราะห์ตัวเอง เช่น จดตารางอาหารทุกวัน ฝึกสมาธิ ฝึกจิต เจาะเลือด เป็นต้น

โดยวิธีการควบคุมหรือดูแลดังกล่าวเป็นการดูแลควบคู่ไ ปกับวิธีบำบัดจาก ธรรมชาติ มีวิธีการง่ายๆ โดยในแต่ละมื้อนั้น หากรับประทานจำพวกผักหรือเนื้อสัตว์ก็สามารถอิ่มท้อง และอยู่ท้องได้ ไม่จำเป็นต้องรับประทานข้าว แต่ที่สำคัญต้องรับประทานผักมากเป็น 2 เท่าของปริมาณเนื้อ
6 สมุนไพร บำบัดเบาหวาน
การ รักษาด้วยสมุนไพรเป็นอีกวิธีที่นิยมอย่างมากในปัจจุบ ัน และนี่คือ 6 สมุนไพรประจำวันลดเบาหวาน การรับประทานควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ประกอบกับการออกกำลังกายและรับประทานอาหารให้เหมาะสม

• เตยหอม นำใบเตยหอมมาคั่วให้เหลือง และนำรากมาทุบให้แตก นำมาต้มรวมกันดื่มแทนน้ำทุกวัน

• ว่านหางจระเข้ ปอกเปลือกและรับประทานเนื้อวุ้นใสสดๆ ประมาณวันละ 14 กรัม

• อบเชย มีสารสำคัญ รับประทานวันละอย่างน้อย 1 กรัม เป็นประจำ

• เห็ดหลินจือ นำมาปรุงอาหารรับประทานทุกวัน

• บอระเพ็ด วิธีการบริโภคนั้นควรรับประทานคู่กับลูกใต้ใบเพื่อลด พิษในตับ

• มะระขี้นก หั่นเนื้อมะระตากแห้งชงน้ำดื่ม ข้อควรระวังคือ ห้ามรับประทานเมล็ดเพราะมีสารพิษ


พฤติกรรมต้องห้าม สำหรับผิวแต่ละประเภท

|0 ความคิดเห็น
พฤติกรรมต้องห้าม สำหรับผิวแต่ละประเภท


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

สภาพ ผิวที่แตกต่างล้วนต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน สาว ๆ จึงต้องพิถีพิถันกับการดูแลผิว และสรรหาสารพัดวิธีมาปรนนิบัติให้ดีที่สุด ซึ่งหลายคนก็สามารถดูแลผิวได้อย่างถูกวิธี และสามารถแก้ปัญหาผิวที่ต้นเหตุได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายคน ที่ยังดูแลผิวอย่างผิด ๆ กันอยู่ และมักจะแก้ปัญหาผิวที่ปลายเหตุ ซึ่งนั่นจะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้ วันนี้ กระปุกดอทคอมก็เลยขอหยิบยกพฤติกรรมทำร้ายผิวแต่ละประ เภท ที่สาว ๆ มักจะทำกันอย่างแพร่หลายมาฝากกัน ว่าแต่จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ

1. สาวผิวบอบบาง แพ้ง่าย

มีสาว ๆ ไม่น้อยที่คิดว่า ผิวที่บอบบาง แพ้ง่าย จำเป็นต้องได้รับการบำรุงจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เพื่อปกป้องและบำรุงผิวให้มากกว่าคนปกติ ก็เลยใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหลายตัว ตั้งแต่คลีนเซอร์ โทนเนอร์ เซรั่ม ไปจนถึงครีมบำรุงผิวต่าง ๆ และยังไม่พอแค่นั้น สาว ๆ หลายคนยังเพิ่มวิตามินเอ วิตามินซี และอื่น ๆ อีกมากมายเข้าไป ด้วยความเชื่อที่ว่ามันจะทำให้ผิวของคุณดีขึ้นหลาย ๆ ด้าน แต่นั่นเป็นพฤติกรรมที่ผิดและส่งผลร้ายต่อผิวคุณมากม ายเลยล่ะค่ะ เพราะผิวบอบบางนั้น ไม่เหมาะสมที่จะใช้ครีมหรือตัวยาต่าง ๆ เข้าไปหลาย ๆ ตัว เนื่องจากมันจะทำให้ผิวคุณระคายเคืองและเกิดปัญหาต่า ง ๆ ได้ง่าย และอาจทำให้ไวต่อแดดและบอบบางมากกว่าเดิมอีก ดังนั้น สาว ๆ ผิวบอบบางจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ไม่เกิน 2 ตัวในการบำรุงผิว และต้องเป็นสูตรอ่อนโยนด้วย เพื่อไม่ให้ผิวถูกทำลายได้ง่าย

2. สาวผิวแห้ง

วิธีบำรุงผิวที่สาวผิวแห้งนิยมทำกันมาก คือ การใช้มอยซ์เจอไรเซอร์กับผิวทุก ๆ วัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ซึ่งนั่นเป็นวิธีที่ดีมาก ๆ แล้วค่ะ แต่สาวผิวแห้งรู้หรือไม่ว่า ปัญหาผิวที่สาวผิวแห้งจะเจอก่อนใครเพื่อน ก็คือผิวร่วงโรย และริ้วรอยแห่งวัยที่อาจจะมาเร็วกว่าคนอื่น ดังนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลย และสำคัญมาก ๆ ในการบำรุงผิว คือ ผลิตภัณฑ์ชะลอริ้วรอยแห่งวัย ซึ่งควรที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่อายุ 20 ต้น ๆ เลยทีเดียว เพราะการป้องกันริ้วรอยแห่งวัยก่อนที่จะเกิดริ้วรอยน ั้น ย่อมดีกว่าการบำรุงเอาตอนเกิดริ้วรอยแล้วนั่นเอง

3. สาวผิวมัน

สาวผิวมันหลายคน ชอบล้างหน้าบ่อยครั้ง เพราะเชื่อว่าจะเป็นการชะล้างน้ำมันส่วนเกินออกจากผิ ว ซึ่งนั่นเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะทุกครั้งที่คุณล้างหน้า มันจะไปกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น จนคุณต้องคอยล้างหน้าบ่อย ๆ อยู่อย่างนั้น รวมถึงการซับหน้าบ่อย ๆ และการคอยทาแป้งให้หน้าหายมันก็เช่นกัน พฤติกรรมดังกล่าวล้วนแล้วแต่ทำให้ผิวมันมากขึ้น และทำให้เกิดสิวได้ง่ายขึ้นทั้งนั้น ส่วนการดูแลปรนนิบัติผิวมันให้ถูกวิธีนั้น คือการปล่อยให้หน้ามันตามธรรมชาติ และให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าและครีมที่ใช้ ซึ่งควรเลือกใช้ที่ลดความมัน และควบคุมความมันค่ะ

4. สาวผิวธรรมดา

ถือว่าเป็นสภาพผิวที่ดีที่สุดเลยทีเดียว เพราะไม่ต้องมาเตรียมรับมือกับผิวหน้าแห้ง มัน สิว หรือปัญหาผิวต่าง ๆ ก็เลยไม่แปลกที่สาวผิวธรรมดาจะละเลยการดูแลผิวหลาย ๆ อย่างไป เพราะไม่มีปัญหาผิวหน้าหรือมีก็มีน้อย แต่ความจริงนั้น ผิวที่คุณว่าดีแล้ว สามารถดูแลและบำรุงให้ดีขึ้นได้อีกค่ะ ด้วยการใช้มอยซ์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้น และสครับใบหน้าสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อคงความอ่อนเยาว์เอาไว้ให้นานที่สุด และที่สำคัญ อย่าลืมใช้ครีมกันแดดป้องกันกระและฝ้าที่อาจจะเกิดขึ ้นในอนาคตด้วยค่ะ

และ นั่นก็คือพฤติกรรมผิด ๆ ที่สาวผิวแตกต่างมักจะทำกัน เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้ผิวดีขึ้นและเป็นวิธีการดูแล ผิวที่ถูกต้องแล้ว ดังนั้น หากสาว ๆ อยากจะมีสุขภาพผิวที่ดี และคงความอ่อนเยาว์ไปนานเท่านาน ก็ควรเลิกพฤติกรรมที่ทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัวไปซะตั้งแ ต่ตอนนี้ แล้วมาเริ่มดูแลผิวให้ถูกวิธีพร้อม ๆ กันดีกว่าค่ะ

ผมสวยด้วยกล้วยหอมผสมน้ำผึ้ง

|0 ความคิดเห็น
ผมสวยด้วยกล้วยหอมผสมน้ำผึ้ง



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

กล้วยหอม...ผลไม้สารพัดประโยชน์ ที่เต็มไปด้วยวิตามินและสารอาหารเพื่อการบำรุงร่างกา ย โดยเฉพาะกับ "เส้นผม" เพราะหากนำกล้วยหอมไปผสมผสานกับน้ำผึ้ง สามารถคืนชีวิตชีวาและความเงางามให้กับ "เส้นผม" ได้...ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้

นำกล้วยหอม ประมาณครึ่งลูกมาบดให้ละเอียด ผสมเข้ากับ น้ำผึ้ง ประมาณ 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วนำไปชโลมลงบนเส้นผมที่เปียก ตั้งแต่หนังศีรษะจรดปลายผม จากนั้นห่อผมทิ้งไว้ด้วยผ้าขนหนูอุ่น ๆ ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ก่อนที่จะสระผมตามปกติ

เพียงเท่านี้คุณสาว ๆ ก็จะได้เส้นผมที่นุ่มสลวย มีชีวิตชีวา และเงางามค่ะ
__________________