วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รักษาโรคด้วยปลายเข็ม

|0 ความคิดเห็น
รักษาโรคด้วยปลายเข็ม


เดี๋ยวนี้เห็นหลายคนให้ความสนใจเรื่องการฝังเข็มรักษ าโรคกันอยู่มาก ‘มุมสุขภาพ’ จึงเตรียมเรื่องราวเกี่ยวกับการฝังเข็มและกลไกลในการเยียวยาสุขภาพด้วยวิธีดังที่กล่าวซึ่งเ ป็นศาสตร์การรักษาของแพทย์แผนจีน มีมานานกว่า 4,000 ปี และที่น่าประหลาดใจคือการค้นพบวิชาฝังเข็มเกิดขึ้นจา กการที่ร่างกายถูกของแหลมทิ่มแทงจากการต่อสู้หรือทำง าน แต่เมื่อบาดแผลเหล่านั้นทุเลาลง โรคประจำตัวบางโรคที่เคยเป็นอยู่ก็หายไปด้วย

แต่เดิมในตำราจีนโบราณบอกถึงการค้นพบจุดฝังเข็มทั่วร ่างกายที่สามารถรักษาโรคได้มี 356 จุด และจนถึงขณะนี้มีการค้นพบเพิ่มเติมมากเกือบ 2,000 จุด โดยกระจายอยู่บน ‘เส้นลมปราณ’ หรือเส้นเชื่อมต่ออวัยวะภายในร่างกาย หากใครพลังลมปราณไม่ดี ไหลเวียนติดขัด ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วย

ส่วนสาเหตุที่ทำให้พลังลมปราณไม่ดี คือ ‘หยิน-หยาง’ ที่ไม่สมดุล เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันบั่นทอนสุขภาพ อาทิ กินอาหารไม่มีประโยชน์ ละเลยการออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ จิตใจขุ่นมัว

การฝังเข็ม กระตุ้นพลังลมปราณและเลือดลม จึงเป็นวิธีที่ช่วยปรับสมดุล หยิน-หยาง ทั้งยังสอดคล้องกับการแพทย์แผนปัจจุบัน นั่นคือ การแพทย์แบบองค์รวม

วันนี้รู้ที่มาที่ไปของการฝังเข็มแล้ว พรุ่งนี้ ‘ภาษาหมอ’ จะคอยบอกว่า โรคใดบ้างที่ควรรักษาด้วยปลายเข็ม.

รู้ทันมะเร็งช่องปาก กับตัวการ "เชี่ยนหมาก" ของคุณยาย

|0 ความคิดเห็น
รู้ทันมะเร็งช่องปาก กับตัวการ "เชี่ยนหมาก" ของคุณยาย

แม้ว่าปัจจุบันวัฒนธรรมการ "เคี้ยวหมากเคี้ยวพลู" ของผู้เฒ่าผู้แก่จะมีให้เห็นน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับ สมัยก่อน เนื่องจากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ก็ยังมีคุณตาคุณยายบางบ้านที่ยังต้องมี "เชี่ยนหมาก" ไว้ข้างกายตลอดเวลา ซึ่งถือว่าเป็นภาพความทรงจำในวัยเด็กของใครหลายคน ที่มักจะนั่งเล่นอยู่ข้างๆ ยามที่คุณตาคุณยายท่านกำลังเคี้ยวหมากจนปากแดง บางคนก็เคยทำหมากให้ท่านกิน แต่ก็หารู้ไม่ว่าสิ่งที่คุณกำลังทำมันเป็นการหยิบยื่ นโรคภัยให้กับคุณตาคุณ ยายอย่างไม่รู้ตัว
กับเรื่องนี้ "พญ. สมจินต์ จินดาวิจักษณ์" หัวหน้ากลุ่มงาน โสต ศอ นาสิก สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวให้ความรู้ว่า โดยทั่วไป "มะเร็งช่องปาก" จะ เป็นมะเร็งของเยื่อบุในช่องปาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชนิด squamous cell carcinoma โดยมะเร็งชนิดนี้จะมีกลไกในการเกิดโรคจากการได้รับสา รก่อมะเร็งเป็นเวลานานๆ และมักพบในกลุ่มคนช่วงอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตามการเกิดมะเร็งในตำแหน่งของช่องปากก็ม ีโอกาสพบได้เกือบทุกเพศ ทุกวัย แต่จะเป็นมะเร็งชนิดอื่น เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
"การ สูบบุหรี่ การดื่มสุรา รวมถึงการเคี้ยวหมากของผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการ เป็นมะเร็งช่องปากมาก ถึง 15 เท่า นอกจากนี้หากผู้สูงอายุและสมาชิกในบ้านมีสุขภาพช่องป ากที่ไม่ดีอยู่แล้วเช่น การมีฟันแหลมคมหรือการใส่ฟันปลอมที่มีขนาดไม่พอดีกับ ช่องปาก อาจส่งผลให้เกิดเป็นแผลอักเสบเรื้อรัง และกลายเป็นมะเร็งในช่องปากได้ นอกจากนั้นยังมีงานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นพบว่า ในผลหมากมีสารก่อมะเร็ง หากมีการเคี้ยวหมากร่วมกับยาเส้นที่เป็นสารก่อมะเร็ง เช่นเดียวกับบุหรี่เป็น เวลานาน ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในช่องปากไ ด้มากถึง 9.9 เท่าของผู้ที่ไม่เคี้ยวหมากหรือสูบบุหรี่"
สำหรับอาการโดยทั่วไปของโรคนี้ ในระยะเริ่มต้น คุณหมอบอกว่า อาจจะแผลในช่องปากปากที่รักษาไม่หายยาวนานกว่า 3 สัปดาห์ โดยสังเกตได้ง่ายๆ ว่าจะมีรอยฝ้าขาวหรือฝ้าแดง ตุ่ม ก้อน ที่รักษาไม่หาย จากนั้นตุ่มและก้อนจะโตขึ้นเรื่อยๆ มีเลือดปนน้ำลาย ทำให้การกลืนอาหารหรือเคี้ยวอาหารลำบาก เนื่องจากอาจมีฟันโยกหรือหลุด บางรายไม่สามารถใส่ฟันปลอมได้เหมือนเดิมจากการที่มีร อยของโรค บางกรณีที่ร้ายแรงจะมีก้อนบริเวณลำคออีกด้วย
"หาก บ้านไหนมีผู้สูงอายุหรือสมาชิกคนอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคมะเร็งในช่องปา ก ควรหมั่นสังเกตและสำรวจภายในช่องปากเพื่อตรวจหามะเร็ งช่องปากด้วยตนเอง โดยอ้าปากที่หน้ากระจกและใช้ไฟฉายส่อง เพื่อตรวจดูบริเวณด้านข้างลิ้น กระพุ้งแก้ม พื้นปาก เหงือกบนล่าง ริมฝีปาก หากมีแผลที่รักษาไม่หายเกิน 3 สัปดาห์ควรต้องได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่ างเร่งด่วน โดยการวินิจฉัยของแพทย์ จะใช้หลักฐานจากการซักประวัติผู้ป่วยว่ามีปัจจัยเสี่ ยงหรือไม่ จากนั้นก็ตรวจร่างกาย ว่ามีรอยโรคหรือไม่ และเมื่อแพทย์ตรวจพบรอยโรคที่สงสัยว่าเป็นมะเร็งจะทำ การตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำ ไปพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา" พญ. สมจินต์อธิบายเมื่อตรวจพบความเสี่ยงต่อโรคฯ

ทั้งนี้ หลังจากที่แพทย์ได้ทำการตรวจพิสูจน์ทางพยาธิวิทยาแล้ วว่าเป็นมะเร็ง แพทย์ก็จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อทำการประเมินระดับอ าการของโรค โดยการตรวจเลือด เอกซเรย์ปอด การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และวางแผนการรักษา ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานที่ได้มีการศึกษามาแล้ว โดยใช้การรักษาหลักๆ คือ การผ่าตัด การฉายรังสี และการให้เคมีบำบัด ผู้ป่วยที่เป็นในระยะเริ่มแรกจะใช้วิธีการรักษาโดยกา รผ่าตัด หรือการฉายรังสีอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่หากเป็นในระยะลุกลาม จำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาหลายวิธีร่วมกัน เช่น การผ่าตัด และการฉายรังสีรักษาร่วมกับเคมีบำบัดในภายหลัง
อย่างไรก็ดี พญ. สมจินต์ แนะนำว่า การ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา และการเคี้ยวหมาก โดยหันมาดูแลเอาใจใส่สุขภาพในช่องปากของตัวเอง นอกจากนี้การรับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน ประเภทผักผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือแดง เช่น มะเขือเทศ แครอท และฟักทองก็สามารถลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งในช่องปาก ได้ รวมถึงการปฎิบัติตัวที่ดีหมั่นออกกำลังกายและคอยสังเ กตความเปลี่ยนแปลงของ ตัวเอง หากพบอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์ก่อนที่มะเร็งจะลุ กลามไปสู่อวัยวะอื่นๆ ที่ใกล้เคียงได้

ใส่กางเกงยีนส์ให้ดูผอมสวย

|0 ความคิดเห็น
ใส่กางเกงยีนส์ให้ดูผอมสวย

สาวๆ ขาลุยที่ชอบใส่กางเกงยีน แต่ขาดความมั่นใจทุกครั้งเมื่อมีคนทักถึงส่วนเกินของ เรียวขา วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์ มีเคล็ดลับดี ๆ มาแนะนำ


เริ่มจากวิธีง่าย ๆ คือ เลือกใส่กางเกงยีนส์สีเข้ม คู่กับรองเท้าบู๊ตหรือรองเท้าส้นสูงโทนสีเข้ม เลือกสีที่เหมาะสมกับกางเกง แค่นี้ก็จะช่วยให้ขาดูยาวและรูปร่างดูเพรียวขึ้นได้

อีกหนึ่งวิธีคือ เลือกขนาดกระเป๋ากางเกงให้เหมาะสม ถ้ากางเกงตัวใหญ่ กระเป๋ากางเกงก็ควรจะใหญ่ด้วย เพราะถ้ากระเป๋าขนาดเล็กมาอยู่บนกางเกงตัวใหญ่ กางเกงตัวนั้นจะยิ่งดูไซส์ใหญ่ขึ้น

ช่วงระยะทางจากปลายขากางเกงกับรองเท้าก็เป็นสิ่งสำคั ญ เพราะขากางเกงที่ยาวจนเหลือช่องว่างระหว่างกางเกงกับ รองเท้าน้อย จะทำให้ดูเพรียวมากขึ้น

ที่สำคัญอย่าพยายามสวมกางเกงที่ไซส์เล็กเกินกว่าขนาด จริงของตัวเอง เพราะจะทำให้ดูอ้วนเตี้ย ตัน แถมยีนส์ตัวเล็กยังทำให้พุงปลิ้นและช่วงขาปริไม่น่าม อง

รอบเดือนเป็นพิษ พิชิตง่ายไม่ต้องพึ่งหมอ

|0 ความคิดเห็น
รอบเดือนเป็นพิษ พิชิตง่ายไม่ต้องพึ่งหมอ


สาว ๆ ที่ประสบปัญหาทางร่างกายที่แตกต่างกันไปในการเกิดรอบ เดือนแต่ละครั้ง วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์ มีวิธีแก้ง่ายๆ ของแต่ละอาการมาเล่าสู่กันฟัง


สำหรับคนที่มีรอบเดือนแล้ว เจ็บหน้าอก ให้เลือกทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 เช่น ปลาทูน่ากระป๋อง แซลมอนหรือไม่ก็กล้วยปั่นแก้วโตๆ ใส่น้ำเชื่อมน้อยๆ เพื่อช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนที่จะบรรเทาอาการปวดบวมที ่หน้าอก

สาวๆ ที่รอบเดือนมักมาพร้อมกับการ ปวดท้อง ควรเลือกทานอาหารที่มีแมกนีเซียม เช่น ผักโขม ยำปลาใส่กระเทียมเยอะๆ หรือไม่ก็พวกถั่วทั้งหลายยิ่งมากยิ่งดี สารอาหารนี้จะช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อในช่องท้ องส่วนคนที่มักเกิดอาการ ตัวบวม น้ำเท่านั้นเป็นสิ่งที่คุณต้องการ ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ตลอดวัน และงดการทานอาหารเค็มจนกว่าจะหมดรอบเดือน

ความหงุดหงิด ที่มาพร้อมกับประจำเดือน แก้ได้ด้วยการทานอาหารที่มีแคลเซียม อาทิ นมไขมันต่ำ โยเกิร์ต ชีส เต้าหู้ ผักคะน้า ฯลฯ หมั่นทานให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยปรับฮอร์โมนให้คงที่ อารมณ์แปรปรวนก็จะค่อยๆหายไป

แค่เลือกทานอาหารให้ถูกหลัก ก็ไม่ต้องมานั่งทรมานกับปัญหาจากรอบเดือนอีกต่อไป

เทคนิคถนอมหลัง ช่วยทุกบ้านห่างไกลอาการปวด

|0 ความคิดเห็น
 เทคนิคถนอมหลัง ช่วยทุกบ้านห่างไกลอาการปวด


ด้วย ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องเผชิญกับความเร่งรีบ อยู่กับคอมพิวเตอร์ ขับรถ โหนรถเมล์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่อาการปวดหลังได้ง่าย ซึ่งเป็นอาการสุขภาพเสื่อมถอยที่พบในประชากรวัยผู้ให ญ่มากถึง 4 จาก 5 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 80 โดยประมาณครึ่งหนึ่ง สามารถหายจากความไม่สบายกายนี้ได้ภายใน 2 สัปดาห์ ในขณะที่ร้อยละ 90 จะหายภายใน 3 เดือน
แต่ สำหรับคนที่ปวดหลัง ร้อยละ 5-10 จะมีอาการปวดหลังเรื้อรัง และก้าวไปถึงขั้นเส้นประสาทถูกทำลาย มีอาการแสดงให้เห็น 2 ด้านชัดๆ ได้แก่ กลั้นปัสสาวะ หรืออุจจาระไม่อยู่ และแขนขาอ่อนแรง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ดังนั้นก่อนที่อาการทรมานจะมาถึง ลองอ่านเทคนิคจากแผนงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ ที่ทีมงานนำมาฝากกันดู เชื่อว่าจะช่วยให้คุณ และคนในครอบครัวห่างไกลจากอาการปวดหลังได้ไม่น้อย
เทคนิคจัดท่วงท่าให้เข้าที่
การ นั่งหรือยืนให้ถูกท่าเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อเนื่องทุกว ันไปจนตลอดชีวิต เพื่อป้องกันอาการปวดหลัง รวมทั้งความเสื่อมของข้อ กระดูกและกล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ
ท่ายืน ควรจะยืนตัวตรงหลังไม่โก่งหรือคด แนวติ่งหู ไหล่ และข้อสะโพกควรเป็นแนวเส้นตรง ไม่ควรยืนนานเกินไป ไม่ควรใส่รองเท้าที่มีส้น ควรจะมีเบาะรองฝ่าเท้า อย่างไรก็ตาม หากต้องยืนนานๆ ควรมีที่พักเพื่อสลับเท้าพัก หรือมีเก้าอี้หรือโต๊ะเล็กไว้วางเท้าข้างหนึ่ง
การนั่ง เป็นการเพิ่มแรงกดต่อกระดูกหลังมากที่สุด ควรมีพนักพิงหลังบริเวณเอว เลือกใช้เก้าอี้ทำงานที่นั่งสบายหมุนได้เพื่อป้องกัน การบิดของเอว และมีที่พักแขนขณะที่นั่งพักหัวเข่าควรอยู่สูงกว่าระ ดับข้อสะโพกเล็กน้อย รวมทั้งมีเบาะรองเท้า และหมอนเล็กๆ รองบริเวณเอว เก้าอี้ต้องไม่สูงเกินไป ระดับเข่าควรจะอยู่สูงกว่าระดับสะโพก โดยอาจหาเก้าอี้เล็กรองเท้าเวลานั่ง
การขับรถ โดยเฉพาะการขับรถทางไกล ควรเลื่อนเบาะนั่งให้ใกล้เพื่อป้องกันการงอหลัง หลังส่วนล่างควรจะพิงกับเบาะ เบาะไม่ควรเอียงเกิน 30 องศา เบาะนั่งควรจะยกด้านหน้าให้สูงกว่าด้านหลังเล็กน้อย หากขับรถทางไกลควรจะพักเดินทุกชั่วโมง และไม่ควรยกของหนักทันทีหลังหยุดขับ
การนอน ที่นอนไม่ควรจะนุ่มหรือแข็งเกินไป ควรจะวางไม้หนา 1/4 นิ้ว ระหว่างสปริงและฟูก ท่าที่ดีคือให้นอนตะแคงและก่ายหมอนข้าง หรือนอนหงายโดยมีหมอนรองที่ข้อเข่า ไม่ควรนอนหงายโดยที่ไม่มีหมอนหนุน หรือนอนตะแคงโดยไม่มีหมอนข้างหรือนอนคว

อย่างไรก็ดี หลักการป้องกันโรคปวดหลังดีที่สุด คือ การออกกำลังกายและป้องกันหลังมิให้ได้รับอุบัติเหตุ โดยการบริหารร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอโดยเฉพาะกล้าม เนื้อหลัง เพราะหากไม่เคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเน ื้ออ่อนแรง การออกกำลังจะต้องค่อยๆ สร้างความแข็งแรงทั้งกล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้ อหลัง และจะต้องให้ข้อมีการเคลื่อนไหวได้ดีไม่มีข้อติด โดยการออกกำลังกายอาจจะทำได้โดยการเดินการขี่จักรยาน หรือการว่ายน้ำจะทำให้หลังแข็งแรงอีกสิ่งหนึ่งที่ต้อ งทำควบคู่กันไปก็คือ รักษาน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ไม่ให้อ้วนโดยการรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การวิ่ง ขี่จักรยาน เป็นต้น
เชื่อหรือไม่? เดินโทรฯ กระทบสันหลัง!
มีผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวีนสแลน ด์ ในออสเตรเลีย ระบุหากคุยโทรศัพท์ขณะเดินอยู่ อาจทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากวิธีในการหายใจของเรานั่นเป็นเพรา ะร่างกายมนุษย์ถูกออก แบบมาให้หายใจออกเวลาเท้าแตะพื้น ซึ่งจะเป็นการช่วยป้องกันการกระแทกของกระดูกสันหลัง ดังนั้น การพูดและเดินไปพร้อมๆ กันจะทำให้รูปแบบการหายใจนี้เสีย และส่งผลต่อกระดูกสันหลังของเราได้
คณะวิจัยได้ทำการวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลำตัว ซึ่งเป็นส่วนที่ปกป้องกระดูกสันหลังในอาสาสมัครแต่ละ คน พบว่า กล้ามเนื้อส่วนลำตัวจะทำงานได้อย่างเหมาะสมในคนที่เด ินเฉยๆ แต่คนที่เดินไปพูดไปจะมีการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบ ริเวณนี้น้อยกว่าปกติ และจะเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลัง
"ปัญหา นี้เกิดขึ้นเนื่องจากวิธีในการสั่งงานของสมอง โดยกล้ามเนื้อจะมีหน้าที่หลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน และถูกสั่งการโดยสมองตามลำดับความสำคัญ ดังนั้น ขณะที่คุยโทรศัพท์และเดินไปในเวลาเดียวกัน สมองก็จะให้ความสำคัญกับการคุยโทรศัพท์มากกว่า และทำให้เสี่ยงต่อการปวดหลังได้มากขึ้น" คณะวิจัยกล่าวในการนำเสนอผลวิจัยนี้ต่อที่ประชุมสมาค มประสาทวิทยาสหรัฐอเมริกา
สำหรับ การเดินคุยกับคนอื่นๆ นั้น ก็จัดว่าเสี่ยงต่อการปวดหลังด้วยเช่นกัน แต่การคุยโทรศัพท์มือถือขณะเดินจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นพ ิเศษ เพราะมักใช้เวลากับการเดินและคุยมากกว่าปกติ

นอนหลับเพียงพอ ช่วยเรียกหุ่นสวย

|0 ความคิดเห็น
นอนหลับเพียงพอ ช่วยเรียกหุ่นสวย

สาว ๆ ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน หรือมีไขมันตกค้างตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาจได้เฮ เมื่อมีทางช่วยให้ร่างกายขจัดส่วนเกินนั้นออกไปได้ง่ าย ๆ ด้วยการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในคนอ้วนที่อยากลดน้ำหนักนั้น การควบคุมอาหารเป็นเรื่องทรมานมากเรื่องหนึ่ง แต่เหล่าคนอ้วนก็จำเป็นต้องอดทนทำ หากต้องการให้หุ่นเพรียวสวยสมใจ อย่างไรก็ดี นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิคาโกพบว่า การได้นอนหลับพักผ่อนเพียงพอในตอนกลางคืนก็สามารถช่ว ยให้ร่างกายกำจัดไขมัน ส่วนเกินออกไปได้เช่นกัน พร้อมกันนี้ยังพบว่า คนที่มีเวลานอนตอนกลางคืนน้อยก็มีโอกาสอ้วนสูงด้วย
โครงการนี้ได้ทำการทดสอบโดยมีอาสาสมัคร 10 คนเข้าร่วมการทดลองเป็นเวลา 4 สัปดาห์ ซึ่งตลอดการทดลอง นักวิจัยกำหนดให้อาสาสมัครทุกคนรับประทานอาหารแคลอรี ่ต่ำ
ในช่วงสองสัปดาห์แรก เหล่าอาสาสมัครจะได้นอนคืนละ 8.5 ชั่วโมง และอีกสองสัปดาห์ต่อมา จะได้นอนเพียงแค่ 5.5 ชั่วโมง
เมื่อ สิ้นสุดการทดลอง นักวิจัยชาวสหรัฐได้ศึกษา - เปรียบเทียบปริมาณน้ำหนักที่ลดลงของอาสาสมัครแต่ละรา ยพบว่า แม้จะทำให้น้ำหนักลดลงได้ไม่แตกต่างกันในสองอาทิตย์แ รกกับสองอาทิตย์หลัง แต่สัดส่วนของไขมันที่ลดลงในแต่ละช่วงนั้นกลับไม่เท่ ากัน โดยพบว่า อาสาสมัครสามารถลดไขมันในร่างกายลงได้มากกว่าในสองสั ปดาห์แรก ซึ่งเป็นช่วงที่อาสาสมัครได้นอนหลับพักผ่อน 8.5 ชั่วโมงต่อคืน (เฉลี่ยลดไขมันได้ 3.1 ปอนด์ ขณะที่สองสัปดาห์หลังลดไขมันได้เฉลี่ย 1.3 ปอนด์เท่านั้น)
ส่วนค่าเฉลี่ย งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่า อาสาสมัครสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 3 กิโลกรัม ในช่วง 14 วัน

แนะดูแลผ้าปูนอน-ป้องภูมิแพ้จากไรฝุ่น

|0 ความคิดเห็น
แนะดูแลผ้าปูนอน-ป้องภูมิแพ้จากไรฝุ่น

ภูมิแพ้ จาม ไอ หอบหืด เป็นอาการที่คนกว่าครึ่งหนึ่งของโลกต้องประสบพบเจอ เนื่องสภาพอากาศที่เป็นพิษ หรือในเขตที่มีอากาศร้อนชื้น เคยสังเกตกันไหมว่าทำไมเวลาตื่นนอนตอนเช้า ถึงมีอาการจามถี่ๆ น้ำมูกไหล คันตา ยิ่งบางท่านมีอาการรุนแรง อาจถึงหอบหืด ต้องใช้ยาแก้แพ้เป็นประจำ ทำให้เกิดอาการง่วง เหงา หาว นอน ซึ่งถ้าเป็นเด็กก็มักมีผลกระทบถึงการเรียน และการเจริญวัย ส่วนวัยทำงานก็ดูจะเป็นอุปสรรคกับความก้าวหน้าของงาน อยู่ไม่น้อย

ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ ร้อยละ 70 มีสาเหตุมาจากไรฝุ่น และสารก่อภูมิแพ้จากไรฝุ่น ซึ่งไรฝุ่นเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ขนาด 0.1-0.3 มิลลิเมตร ที่ฝังตัวอยู่ในที่นอนและหมอน จะถ่ายมูลและลอกคราบออกมา ซึ่งล้วนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดอาการของโรคภูมิ แพ้ เพราะเวลาเรานอนหลับจะสูดหายใจเอามูลและคราบของไรฝุ่ น ซึ่งมีขนาดเล็กมากที่ฟุ้งกระจายขึ้นมาผ่านหลอดลมเข้า สู่ปอด ทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ เช่น หอบ หืด น้ำมูกไหล คันตามผิวหนังและตา ซึ่งโรคภูมิแพ้จากไรฝุ่นนี้จะพบมากในประเทศร้อนชื้นอ ย่างบ้านเรา หรือประเทศที่เป็นเกาะเช่น ญี่ปุ่น

วิธีการกำจัดไรฝุ่น มีหลายวิธีด้วยกัน เช่น การใช้ความร้อน ซักเครื่องนอน คงทำได้เฉพาะผ้าปูและปลอกหมอน ส่วนไรฝุ่นที่อยู่ในฟูกและหมอนไม่สามารถกำจัดได้ การใช้เครื่องดูดฝุ่น ต้องใช้ที่พลังดูดสูงๆ แต่ถ้าไรฝุ่นที่อยู่ในพรม หรือฟูก ก็กำจัดยากเช่นกัน การใช้ผ้าที่ทอเนื้อแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้ไรฝุ่นและมูลฟุ้งกระ จายในอากาศ ลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ทั้งทางผิวหนัง และการหายใจ จึงช่วยลดอาการภูมิแพ้ได้ และเพื่อการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ หมอนหรือผ้าห่มก็ควรเลือกที่ใช้ผ้าที่ทอเนื้อแน่น ให้ลองส่องกับไฟ จะไม่เห็นแสงลอด เมื่อเทียบกับผ้าปูทั่วไปหรือผ้าที่เคลือบน้ำยาป้องก ันไรฝุ่น หรือถ้าจะให้มั่นใจก็เลือกผลิตภัณฑ์ที่แพทย์แนะนำ

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประโยชน์ถั่วเหลือง-ดาวเด่นเทศกาลกินเจ

|0 ความคิดเห็น
 

ประโยชน์ถั่วเหลือง-ดาวเด่นเทศกาลกินเจ

มาถึงแล้วเทศกาลกินเจ วัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหารเจย่อมได้แก่ ถั่วเหลืองและธัญพืช อาหารอิ่มท้องที่ให้คุณค่าโภชนาการสูง มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยป้องกันโรคที่ผู้คนสมัยนี้ต่างเป็นกังวล เช่น มะเร็ง โรคกระดูกพรุน โรคหลอดเลือดและหัวใจ
นางกลอยตา ณ ถลาง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและสิ่งแวดล้อม บริษัท เต็ดตรา แพ้ค (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ถั่วเหลืองเป็นอาหารเพื่อสุขภาพและมีคุณค่าโภชนาการแ ละมีประโยชน์ต่อสุขภาพ หาซื้อได้ง่าย ดัดแปลงปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย อาหารที่ทำจากถั่วเหลือง เช่น นมถั่วเหลือง เต้าหู้ ถั่วนัตโตะ เทมเป้ เป็นต้น มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว วิตามิน ธาตุเหล็ก ในปริมาณสูง มีไขมันอิ่มตัวต่ำ และปราศจากคอเลสเตอรอล ในขณะที่ธัญพืชต่างๆ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโอ๊ต อุดมด้วยใยอาหาร แร่ธาตุ และวิตามิน


"ถั่วเหลืองให้คุณค่าโปรตีนเป็นหลัก และเป็นโปรตีนที่สมบูรณ์เท่ากับโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ดังนั้นในช่วงเทศกาลอาหารเจ เราจึงเห็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองต่างๆ มากมาย นำมาทำเป็นอาหารและผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม อย่างนมถั่วเหลืองซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่เป็น เเหล่งโปรตีนที่ดี เหมาะสำหรับหนุ่มสาววัยทำงานหลายๆ คนที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบต้องทำงาน ประชุม หรือเดินทางตลอด ลองปรับเปลี่ยนเมนูอาหารเจง่ายๆ ที่ยังคงให้สารอาหารที่จำเป็นกับร่างกายอย่างครบถ้วน เช่น ดื่มนมถั่วเหลือง หรือนมถั่วเหลืองผสมธัญพืชต่างๆ กินคู่กับขนมปัง ที่ทำจากธัญพืช เป็นต้น" นางกลอยตา กล่าว
องค์การอนามัยโลก ระบุว่า โปรตีนจากถั่วเหลืองประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นกับ ความต้องการของร่างกายมนุษย์เมื่อบริโภคในปริมาณที่แ นะนำ และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพในระดับเดียวกับโปรตีนที่ได ้จากสัตว์เมล็ดถั่วเหลือง อุดมด้วยธาตุเหล็ก มีคุณค่าใยอาหารที่จำเป็นกับร่างกาย มีธาตุแคลเซียม มีไขมันอิ่มตัวต่ำ และปราศจากคอเลสเตอรอล ในถั่วเหลืองมีสาร "ไอโซฟลาโวน" ที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนของเพศหญิง ไอโซฟลาโวนมีผลต่อการลดความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก โรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคกระดูกพรุน และลดอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือนอีกด้วย

4 ข้อควรระวัง ระหว่างกินเจ

|0 ความคิดเห็น
4 ข้อควรระวัง ระหว่างกินเจ


เทศกาล ‘กินเจ’ ได้เริ่มขึ้นแล้ว วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์ มีคำแนะนำสำหรับการกินเจให้ถูกวิธีมาเล่าสู่กันฟัง


- อย่าเลือกรับประทานแต่ผัก เพราะจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบ ควรเสริมด้วยธัญพืชหรือพืชตระกูลถั่ว เช่น เต้าหู้ เผือก มัน กลอย เมล็ดงา ลูกเดือย และลูกบัว ร่วมด้วย

- ไม่ควรบริโภคแป้งในรูปแบบต่าง ๆ มากเกินไป รวมถึงอาหารที่ผัดและทอด ทางที่ดีควรเลือกอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยการต้ม ย่าง อบ หรือยำ

- ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด จากการใช้ซีอิ๊วขาว เต้าเจี้ยว หรือเกลือแทนน้ำปลา เพราะอาจส่งผลต่อไตและเป็นความดันโลหิตสูง

- ไม่ควรรับประทานอาหารรสจัด เพราะส่งผลต่ออวัยวะภายใน เช่น รสขมจัดส่งผลต่อหัวใจ เค็มจัดส่งผลต่อไต หวานจัดส่งผลต่อม้าม เปรี้ยวจัดส่งผลต่อตับ และเผ็ดจัดส่งผลต่อปอด

รู้อย่างนี้แล้วปรุงรสชาติอาหารในปริมาณพอเหมาะดีที่ สุด

รักษาสิวง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ

|0 ความคิดเห็น
รักษาสิวง่ายๆ ด้วยวิธีธรรมชาติ




พูด ถึงสิว ใครๆ ก็เบือนหน้าหนีไม่ว่าหนุ่มๆ หรือสาวๆ โดยเฉพาะน้องๆ วัยรุ่นที่กำลังอยู่ในวัยรักสวยรักงาม ถึงจะแม้เป็นแค่เม็ดเล็กๆ แต่ถ้ามันขึ้นมาหลายๆ เม็ดพร้อมๆ กัน ก็น่ากลัวอยู่ไม่หยอกนะ

สาเหตุใหญ่ของการเกิดสิวนั้นเกิดจากการอุดตันของไขมั นส่วนเกินบนใบหน้า เป็นความผิดปกติอย่างหนึ่งของผิวหนัง เกิดขึ้นเมื่อไขมันที่ถูกผลิตออกมามากไปรวมกับเซลล์ผ ิวที่ตาย แล้วไปอุดตันรูขุมขนจนกระทั่งเป็นสิว บางคนทางปัจจัยทางพันธุกรรมหรือฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข ้องด้วย

สิวแบ่งได้กว่า 50 ชนิด ทุกชนิดล้วนมีสาเหตุมาจากแบคทีเรียเป็นตัวประกอบ ความเชื่อผิดๆ ที่ว่าสิวรักษาได้ จริงๆ แล้วไม่มียาใดที่รักษาสิวได้โดยตรง ทำได้แค่บรรเทาหรือควบคุมป้องกันเท่านั้นเอง บางคนเชื่อว่าอาหาร เช่น พวกช็อคโกแลต พิซซ่า อาหารมันๆ เป็นตัวการทำให้เกิดสิว แต่ก็ยังไม่มีรายงานแน่ชัดว่า อาหารเหล่านี้ก่อให้เกิดสิวโดยตรง

การป้องกันไม่ให้เกิดสิวโดยวิธีธรรมชาติก็คล้ายๆ กับการดูแลสุขภาพทั่วไป มีหลักง่ายๆ ดังนี้

  • อาหาร ให้หลีกเลี่ยงอาหารเค็ม อาหารหวานๆ อาหารที่มีไขมันมาก กาเฟอีน หมั่นทานอาหารที่ได้สมดุล เช่นผักผลไม้ อาหารที่กากใยมากๆ และไขมันต่ำ

    ออกกำลังกาย ดีต่อร่างกายทุกส่วน ทำให้เลือดหมุนเวียนดีและออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ได้เต็มที่ รวมทั้งผิวหนังด้วย ที่สำคัญคือต้องแน่ใจว่าคุณล้างหน้าอย่างสะอาด หมดจดหลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก เพื่อชำระล้างความมันและเหงื่อ ซึ่งอาจทำให้เกิดแบคทีเรีย สาเหตุของสิวนั่นเอง

    นอนหลับให้สนิท ขณะที่หลับ เซลล์ผิวหนังจะฟื้นฟูสภาพตัวเองที่เหน็ดเหนื่อยมาตลอ ดทั้งวัน ลองเข้านอนให้เร็วขึ้น และนอนมากขึ้นกว่าปกติ 1-2 ชั่วโมง หน้าตาคุณจะสดใสขึ้น

    หยุดความเครียด เมื่อไหร่ที่คุณเครียด ลองส่องกระจกแล้วจะรู้ว่าสิวมักจะมาทักทายคุณอยู่เสม อ

    ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพราะน้ำช่วยขจัดท็อกซินออกจากร่างกาย แม้การดื่มน้ำจะไม่ได้ช่วยการรักษาสิวโดยตรง แต่ทำให้ผิวมีสุขภาพดี

    ล้างหน้าให้สะอาด การล้างหน้าไม่ได้ช่วยรักษาสิว แต่ถ้าคุณล้างหน้าไม่เหมาะสมจะยิ่งทำให้สิวกำเริบ ควรล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยสบู่ที่อ่อนโยน แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซับเบาๆด้วยผ้าขนหนู ไม่ควรล้างหน้าบ่อยกว่านี้ เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นโดยไม่ได้ช่วยป้อ งกันสิวแต่อย่างใด

    หยุดเอามือสัมผัสหน้า เลิกเท้าคางเวลาคิดอะไรไม่ออก เพราะมือของคุณเต็มไปด้วยแบคทีเรียซึ่งจะทำให้สิวเห่ อได้ และหมั่นรักษาความสะอาดโทรศัพท์ของคุณด้วย และที่สำคัญที่สุดห้ามแกะสิว
หากคุณทำได้ครบขั้นตอนที่กล่าวมาแล้ว ลองหาเวลาว่างๆ ทำมาสก์พอกหน้ารักษาสิวใช้เองดู ดังนี้
  • สูตรที่ 1 ล้างหน้าให้สะอาด ใช้ไขแดงทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น ไข่แดงมีโปรตีนและกรดไขมันมาก จะช่วยใบหน้าคุณสดชื่นและขจัดสิ่งอุดตันรูขุมขนได้

    สูตรที่ 2 สำหรับคนที่มีผิวมันโดยเฉพาะ ล้างหน้าให้สะอาด แล้วใช้น้ำผึ้งผสมกับข้าวโอ๊ตทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น ข้าวโอ๊ตมีสรรพคุณพิเศษในการช่วยดูดซับความมันจากผิว

    สูตรที่ 3 มะเขือเทศหรือมะนาวเป็นสิ่งที่ดีมากสำหรับผิวของคุณ ช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปไม่ให้อุดตันรูขุมขน อันเป็นสาเหตุจากการเกิดสิว ล้างหน้าให้สะอาด บีบมะนาวลงในถ้วยเล็กๆ ชุบด้วยสำลี แล้วนำมาทาทั่วใบหน้า 2-3 ครั้ง รอจนน้ำมะนาวแห้ง ประมาณ 10 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด หากคุณมีผิวที่ค่อนข้างอ่อนบาง ควรผสมน้ำเปล่าในน้ำมะนาวให้เจือจาง แต่ถ้าจะใช้ทะเขือเทศก็ให้ฝานเป็นแว่นๆ หนาพอประมาณ นำมาถูให้ทั่วใบหน้า เมล็ดเล็กๆ ในผลมะเขือเทศจะช่วยขัดผิว
เขาบอกต่อกันมาว่าทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวัน จะสังเกตเห็นความมหัศจรรย์ภายใน 14 วัน


แนะกิน'ขมิ้น'ช่วยขจัดเซลล์มะเร็ง

|0 ความคิดเห็น
แนะกิน'ขมิ้น'ช่วยขจัดเซลล์มะเร็ง




นัก วิจัยมหาวิทยาลัยเลสเตอร์ในอังกฤษแนะนำให้ผู้ป่วยมะเ ร็งกิน "ขมิ้น" เครื่องเทศสีเหลืองนวลที่นำมาใช้ทำผงกะหรี่ เพราะนอกจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ที่สำคัญยังทำให้การทำเคมีบำบัดสำหรับกำจัดเซลล์มะเร ็งมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงช่วยป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ
จากการศึกษาในผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เป็นสาเหตุให ้คนทั่วโลกเสียชีวิตปี ละกว่า 6 แสนราย โดยเป็นมะเร็งชนิดที่ร้ายแรงอันดับที่ 3 จากการ เสียชีวิตด้วยมะเร็งในประเทศตะวันตก ดร.คาเร็น บราวน์ ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า เซลล์มะเร็งกลุ่มเล็กๆ มักจะหลงเหลือและทำให้โรคกลับมากำเริบได้อีก เซลล์เหล่านี้ฝังตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ภายในเนื้องอกมะเร็งทำให้ไม่โดนเล่นงานตอนทำเคมีบำบั ด
"จากการทดลอง ในแล็บพบว่าสารเคอร์คูมินจากขมิ้น นอกจากทำให้เคมีบำบัดมีประสิทธิภาพ ยังช่วยกำจัดเซลล์ที่ต่อต้านเคมีบำบัดได้ด้วย ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้โรคกลับมากำเริบ" ดร.บราวน์ กล่าว
__________________

6 ช่วงเวลาอันตราย

|0 ความคิดเห็น
6 ช่วงเวลาอันตราย






"รถ ติดไหมคะ?" อาจไม่ใช่แค่บทสนทนาสั้น ๆ ที่ไร้ความหมาย การที่คุณติดอยู่บนถนนกับการจราจรที่เป็นอัมพาต จะทำให้ความดันโลหิตของคุณเพิ่มขึ้น และเสี่ยงหัวใจวายมากขึ้นถึง 3 เท่า แต่ถนนหนทางไม่ใช่ปัญหาเดียวของโรคหัวใจเท่านั้น ยังมีสถานการณ์หรือช่วงเวลาอื่น ๆ ที่หัวใจของคุณแขวนอยู่บนเส้นด้าย ยิ่งถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวมีประวัติโรคหัวใจมาก่อน ต้องระวังไว้ก่อนในเหตุการณ์ต่อไปนี้


1.ยามเช้า
นัก วิจัยจากฮาร์วาร์ดประเมินว่า ในยามอรุณเบิกฟ้าความเสี่ยงหัวใจวายจะเพิ่มขึ้น 40% เพราะในขณะที่คุณตื่นนอน ร่างกายจะหลั่งสารทั้งอะดรีนาลีนและฮอร์โมนความเครีย ดอื่นๆ ทำให้ความดันโลหิตพุ่งขึ้นสูง และต้องการออกซิเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยความที่คุณขาดน้ำ เลือดจึงข้นและสูบฉีดลำบาก ซึ่งทั้งหมดนี้ ล้วนเป็นภาระแก่หัวใจทั้งสิ้น

กันไว้ก่อน :
ตั้งนาฬิกาปลุกเผื่อเอาไว้บ้าง คุณจะได้กดเลื่อนปลุกแล้วค่อยๆ ตื่นส่วนคนที่ชอบออกกำลังตอนเช้า อย่าลืมวอร์มอัพให้เข้าที่ เพื่อลดความเครียดต่อหัวใจ สุดท้ายคนที่กินยาลดความดันโลหิตควรจะกินยาก่อนนอน เช้าขึ้นมายาจะออกฤทธิ์ดี

2.เช้าวันจันทร์...อันตราย
ใครๆ ก็ขยาดวันจันทร์กันทั้งนั้น และวิทยาศาสตร์ ก็มีเหตุผลที่อธิบายได้ว่าทำไมวันจันทร์ถึงน่ากลัว อาจเป็นเพราะเราทั้งเครียดและหดหู่กับการต้องกลับไปท ำงาน เช้าวันจันทร์จึงพ่วงสถิติหัวใจวายมากกว่าปกติถึง 20%

กันไว้ก่อน :
รีแลกซ์ให้เต็มที่ในวันอาทิตย์ แต่อย่าเผลอนอนดึก เพราะถ้านอนดึกทั้งวันเสาร์-อาทิตย์ และต้องตื่นแต่เช้าในวันจันทร์ ร่างกายของคุณจะอ่อนล้าและผิดจังหวะชีวิตเหมือนแผ่นเ สียงตกร่อง อย่ากระนั้นเลยนอนหลับและตื่นนอนเป็นเวลาทุกๆ วันดีกว่า

3.หลังอิ่มท้องกับมื้อหนัก
คน ที่เข้าใจผิดว่าบุพเฟต์มีไว้กินให้คุ้ม คงไม่รู้ว่าหัวใจได้รับผลกระทบเร็วและแรงแค่ไหน มีงานวิจัยมากมายที่ชี้ให้เห็นว่า อาหารที่มีทั้งไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง จะทำให้หลอดเลือดตีบและอุดตันได้ง่าย

กันไว้ก่อน :
ถ้ายอมตามใจปากจริงๆ ก็ควรกินอาหารแต่ละหมู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ นอกจากนี้ แอสไพรินก็อาจช่วยป้องกันไม่ให้เลือดข้นได้ด้วย

4.ระหว่างทำ "ธุระส่วนตัว"
คุณ ไม่อยากหัวใจวายในขณะที่อยู่ในห้องน้ำแน่ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง ความเกร็งระหว่างถ่ายหนักจะเพิ่มแรงกดดันภายในหน้าอก ทำให้เลือดไหลกลับไปเลี้ยงหัวใจได้ช้าลง

กันไว้ก่อน :
กินอาหารที่มีกากใยมากๆ อย่าปล่อยให้ขาดน้ำและหลีกเลี่ยงการเกร็งท้องจะช่วยไ ด้

5.ระหว่างออกกำลังหนักๆ
หัวใจ วายอาจเกิดขึ้นได้เพราะผู้ป่วยไม่คุ้นเคยกับการออกแร ง พร้อมกับที่ฮอร์โมนความเครียดพุ่งสูงขึ้น ทำให้ทั้งความดันโลหิตและอัตราชีพจรพุ่งทะลุเพดาน

กันไว้ก่อน :
การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเสมือนเกราะป้องกันหัวใจ แต่ค่อยๆ เพิ่มความหนักในการออกกำลังจะดีกว่า

6.เมื่อยืนพูดต่อหน้าคนอื่น
บาง ครั้งหัวใจของคุณอาจรู้สึกว่า การพูดต่อหน้าคนจำนวนมากเหมือนกับการออกกำลังที่ไม่เ คยชินก็ได้ เมื่อความตื่นเต้นกระสับกระส่ายถึงขีดสุด ความดันโลหิต อัตราชีพจร และระดับ อะดรีนาลีนจะจับมือกันพุ่งทะลุเพดาน ทั้งสามอย่างนี้ล่ะ ที่ทำให้ความวิตกกังวลในเรื่องที่ต้องพูดเป็นเรื่องท ี่สำคัญรองๆ ลงไปเลย

กันไว้ก่อน :
ทำสมาธิ ผ่อนลมหายใจเข้าออก ปล่อยวางความเครียด และสูดลมให้ใจเข้าลึกๆก็จะสามารถช่วยได้
__________________

ระบบย่อยดีด้วยการนวด

|0 ความคิดเห็น
ระบบย่อยดีด้วยการนวด


สำหรับผู้อ่านที่มักมีปัญหาระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย ‘มุมสุขภาพ-ยืดเส้นยืดสาย’ มีเคล็ดลับแก้ปมสุขภาพดังกล่าวมาบอก เป็นวิธีง่าย ๆ แค่นวดบริเวณท้องด้วยมือของคุณเอง

ในกรณีที่มีอาการท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีกรด มีลมเกิน คับแน่นอยู่ในช่องท้อง ให้นอนหงาย นวดวนทั่วท้อง นวดวนตามเข็มนาฬิกา

ถ้าท้องเสีย ท้องเดิน ให้ปฏิบัติในทางตรงกันข้าม คือ นวดวนท้องในแนวทวนเข็มนาฬิกา โดยทั้งสองกรณีให้ใช้จังหวะในการนวดวนที่ช้า-เร็ว การกลงน้ำหนักมือพอประมาณให้รู้สึกสบาย เพราะหากนวดเร็ว หรือลงน้ำหนักแรงจะยิ่งทำให้ท้องไส้ปั่นป่วนได้

ทว่า มีข้อควรระวังอยู่ไม่มาก คือ อย่านวดท้องหลังการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มเสร ็จใหม่ ๆ เพราะอาจทำให้จุก และไม่ควรนวดหากเพิ่งผ่านการผ่าตัดบริเวณท้อง

อย่างไรก็ตาม การนวดท้องเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ หากต้องการให้ระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายทำงานได้อย ่างมีประสิทธิภาพ ต้องรับประทานอาหารที่สะอาด มีกากใยสูง ดื่มน้ำเปล่าวันละ 10-12 แก้ว รับประทานอาหารให้ครบทุกมื้อและเป็นเวลา รวมทั้งฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เป็นกิจวัตร.

ออกกำลังกายยังไงก็ไม่ผอม!

|0 ความคิดเห็น
ออกกำลังกายยังไงก็ไม่ผอม!



ออกกำลังกายยังไงก็ไม่ผอม!



อะไรคือความแตกต่างระหว่างคนที่เข้ายิมแล้วผอม กับคนที่ออกกำลังกายยังไงก็ไม่ผอม แถมบางคนอ้วนขึ้นด้วยซ้ำ

คุณเคยมีประสบการณ์แบบนี้หรือไม่ เข้ายิมพยายามวิ่งบทลูวิ่งแทบตาย ยกเวทจนเมื่อยล้า ซิดอัพจนปวดหน้าท้องไปหมดน้ำหนักก็ยังไม่ลง แถมไม่มีวี่แววว่าจะผอมลงเลย ดีไม่ดีน้ำหนักอาจเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

มหาวิทยาลัย Harvard ได้ทำการศึกษาและตีพิมพ์ใน Journal of the American Medical Association ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น นักวิจัยได้ทำการสำรวจในผู้หญิงมากกว่า 34,000 คนโดยมีอายุเฉลี่ย 54 ปี ผู้หญิงกลุ่มนี้ได้ทำการกรอกแบบฟอร์มสอบถามข้อมูลเกี ่ยวกับกิจกรรมการออกกำลังกาย ซึ่งสรุปข้อมูลได้ว่าการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่ ได้ทำให้พวกเธอสามารถลดน้ำหนักได้เลย เนื่องจากพวกเธอไม่ได้เปลี่ยนแปลงการบริโภคอาหาร และปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในแต่ละวันนั่นเอง นอกจากนี้พวกเธอยังมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

อะไรคือปัจจัยที่สร้างความแตกต่าง
ผู้หญิงที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และควบคุมอาหารอย่างต่อเนื่องจะมีค่า Body Mass Index(BMI) ต่ำกว่า 25 ในทางตรงกันข้ามผู้หญิงที่มีค่า BMI มากกว่า 25 มักจะไม่ได้ควบคุมอาหารและปริมาณแคลอรี่ควบคู่ไปกับก ารออกกำลังกาย ทำให้ไม่สามารถลดน้ำหนักได้

งานวิจัยดังกล่าวได้ข้อสรุปว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักเก ิน และต้องการลดไขมันส่วนเกินบนร่างกายนั้น จะต้องลดปริมาณการรับแคลอรี่ต่อวันควบคู่ไปกับการออก กำลังกาย แต่อย่าพึ่งตกใจไปโ€ฆความหวังในการลดความอ้วนของคุณอ ยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม การออกกำลังกายนั้นไม่จำเป็นต้องทำที่ยิมเท่านั้น แต่การเผาผลาญไขมันส่วนเกินควรจะเกิดขึ้นจากกิจวัตรป ระจำวันของคุณเช่นเดียวกัน โดยเริ่มทำตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงเข้านอน กิจกรรมหลาย ๆ อย่างในชีวิตประจำวันสามารถช่วยคุณเผาผลาญพลังงานในร ่างกายไปได้มากกว่าที่คุณคิด เช่น ขึ้นบันไดแทนที่จะใช้ลิฟท์ถ้าออฟฟิศของคุณอยู่ชั้นที ่ไม่สูงจนเกินไป การเดินเร็ว ๆ และเคลื่อนไหวร่างกายเร็ว ๆ ก็สามารถช่วยคุณเผาผลาญพลังงานได้เช่นกัน ทำตัวให้กระฉับกระเฉงตลอดวันควบคู่กับการไปยิมอย่างส ม่ำเสมอจะทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลดความอ้วนได้ ดียิ่งขึ้น

นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันควบคุมน้ำหนักแห่งสหรัฐอเมริ กา ได้ศึกษาข้อมูลในผู้ใหญ่ 6,000 คน ซึ่งสามารถลดน้ำหนักได้อย่างน้อย 60 ปอน์ด และไม่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็นเวลาหนึ่งปี ได้ข้อสรุปว่าคนที่สามารถลดน้ำหนักได้นั้นจะต้องมีกา รออกกำลังกายที่แตกต่างจากคนทั่วไป ซึ่งจะต้องสามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่างน้อย 400 แคลอรี่ต่อวันในการทำกิจกรรมต่างๆ และจะต้องควบคุมปริมาณพลังงานที่ได้รับจากอาหารด้วยเ ช่นกัน ดังนั้นการควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ และปริมาณแคลอรี่ที่คุณสามารถเผลผลาญได้ต่อวัน จะทำให้คุณสามารถวางแผนลดน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น

น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นในผู้หญิงวัยกลางคนเป็นผลมาจา กหลายสาเหตุ เช่น ระบบการเผาผลาญจะมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง 2-3% ทุก ๆ 10 ปี ซึ่งประสิทธิภาพจะเริ่มลดลงตั้งแต่อายุ 20 ปีเป็นต้นไป นอกจากการเผาผลาญที่ไม่ดีเหมือนเดิมแล้ว เมื่ออายุมากขึ้นผู้หญิงจะมีกล้ามเนื้อที่ห้อยย้อยเน ื่องจากไม่ค่อยได้ใช้งาน นั่นหมายความว่าเมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นการออกกำลังก าย และควบคุมอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นถ้าต้องการมีสุขภาพท ี่ดี การขาดการออกกำลังกาย และควบคุมอาหารอย่างเหมาะสมทำให้ผู้หญิงมีความต้องกา รทางเพศลดลง และฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเ ช่นกัน ทำให้ยิ่งอ้วนมากขึ้น ปริมาณไขมันในช่องท้องก็จะสะสมมากขึ้น

เรามาดูคำแนะนำต่อไปนี้
  • การออกกำลังกายอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ผอมลงได้ ผู้หญิงจำนวนมากที่ออกกำลังกายแต่ก็ยังคงอ้วนขึ้น หรือไม่สามารถลดน้ำหนักลงได้เลย ดังนั้นหากคุณต้องการลด หรือควบคุมน้ำหนัก คุณจะต้องควบคุมปริมาณอาหารด้วย ข้อมูลจากการศึกษาค้นพบว่าหากได้รับพลังงานต่ำกว่า 400 แคลอรี่ต่อวันจะสามารถควบคุม หรือลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้น
  • ตั้งเป้าออกกำลังกายให้สามารถเผาผลาญพลังงานได้อย่าง น้อย 400 แคลอรี่ต่อวัน ปริมาณนี้จะเป็นการเผาผลาญพลังงานที่คุณได้รับเข้าไป ต่อวัน ซึ่งจะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนักได้อย่างต่อเนื่อง
  • เพิ่มความกระฉับกระเฉงในชีวิต แทนที่จะออกกำลังกายในโรงยิมอย่างเดียว คุณควรทำตัวให้กระฉับกระเฉงตลอดวัน ซึ่งจะช่วยเผาผลาญพลังงานได้อีกทางหนึ่ง เช่นถ้าคุณเดิน ก็ให้เดินเร็ว ๆ แทนที่จะเดินอย่างเฉื่อยชา เป็นต้น
  • คุณควรบริหารกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ด้วยการยกน้ำหนัก เมื่อผู้หญิงอายุมากขึ้นกล้ามเนื้อจะมีการหย่อนคล้อย ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้คุณดูดีอยู่เสมอ การยกน้ำหนักจะช่วยเพิ่มความกระชับของส่วนต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ในกรณีที่คุณไม่ต้องการให้แขน-ขาใหญ่ คุณสามารถใช้อุปกรณ์ยกน้ำหนักที่มีน้ำหนักน้อย หรือแรงต้านน้อยแทน
  • การออกกำลังกายดีต่อสุขภาพ และกล้ามเนื้อหัวใจ การออกกำลังกายที่ดีนั้นควรมีระยะเวลาตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไปซึ่งจะช่วยในเรื่องของกล้ามเนื้อหัวใจ และสุขภาพร่างกายโดยรวมด้วย ทำให้คุณมีร่างกายที่แข็งแรงอายุยืนยาว รวมทั้งสามารถควบคุมน้ำหนักได้ตามที่ต้องการ เมื่อทำควบคู่ไปกับการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสม
__________________

การเลือกใช้ท่อน้ำประปา

|0 ความคิดเห็น
การเลือกใช้ท่อน้ำประปา

เกร็ดความรู้วันนี้ เหมาะสำหรับคุณพ่อบ้านที่กำลังมองหาท่อน้ำใหม่มาซ่อม แซมของเก่าที่ชำรุด โดยคุณเจริญชัย จิรชัยรัตนสิน วิศวกรชำนาญการ จากประปาไทยดอทคอม แนะนำไว้ว่า ท่อน้ำดี หรือท่อน้ำประปา คือ ท่อที่ใช้สำหรับส่งน้ำ ไปยังส่วนต่าง ๆ ของบ้านหรืออาคาร โดยท่อน้ำดีที่เป็นท่อ MAIN ส่วนมากเดินท่อไว้บนฝ้าเพดาน เพื่อจ่ายน้ำไปยังห้องน้ำแต่ละห้อง ถ้าเป็นตามอาคารหรือตึกสูงส่วน และจะฝังไว้ใต้ดินกรณีเป็นท่อจ่ายน้ำไปยังอาคารต่าง ๆ

ชนิดของท่อประปา แบ่งได้ 5 ประเภท ดังนี้

1. ท่อประปาเหล็กอาบสังกะสี ข้อดี มีความแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อแรง กระแทกได้ ไม่หักงอ ทนต่อความดันและอุณหภูมิที่สูง ๆ เช่น เครื่องทำน้ำร้อน แต่ข้อเสียคือ ราคาแพง ถ้าใช้ไปนานๆ อาจเกิดสนิมได้ โดยเฉพาะที่ฝังอยู่ในดิน อาจเป็นอันตราย ถ้านำน้ำในท่อ มารับประทาน

2. ท่อประปาพีวีซี ข้อดี น้ำหนักเบา ราคาถูกกว่า สามารถดัดงอได้ และ ไม่เกิดสนิมน้ำในท่อจะสะอาดกว่า แต่ข้อเสียคือไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกแรง ๆ ได้ ไม่ทน ต่อความดันและอุณหภูมิที่สูง

3. ท่อพีพีอาร์ ข้อดี การเชื่อมต่อระหว่างท่อ กับข้อต่อ ใช้วิธีการให้ความร้อน โดยคุณสมบัติพิเศษของจึงทำให้ท่อและข้อต่อสามารถเชื่ อมผสานกันเป็นเนื้อเดียว จึงมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาการรั่วซึม ที่บริเวณจุดต่อเชื่อมระหว่างท่อและข้อต่อ ทนอุณหภูมิได้สูง ถึง 95 องศา แข็งแรง ทนแรงดันได้สูงถึง 20 บาร์ อายุการใช้งาน ยาวนานกว่า 50 ปี ไม่เป็นสนิม สะอาด สามารถใช้เป็นท่อน้ำดื่มได้ เหมาะสำหรับใช้ติดตั้งใน บ้านพักอาศัย คอนโด ตึกแถว อาคารขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ข้อเสีย ไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกแรง ๆ ไม่เหมาะกับการติดตั้งใต้พื้นดิน หรือพื้นคอนกรีตที่มีการทรุดตัวมาก

4. ท่อไซเลอร์ ภายนอกเป็นท่อเหล็ก GSP. ภายในเป็นท่อ PE. ข้อดี มีความแข็งแรง รับน้ำหนักได้ดี ทนทานต่อแรง กระแทกได้ ไม่หักงอ ทนต่อความดันได้มากกว่า 20 บาร์ และอุณหภูมิสูง ถึง 95 องศา ไม่เป็นสนิม เหมาะสำหรับ ใช้ติดตั้งใน โรงแรม อาคารขนาดใหญ่ สถานที่ ๆ ต้องการความทนทานสูง หรือสถานที่ ที่ยากต่อการซ่อมแซม ข้อเสีย ราคาสูง

5. ท่อเฮดดีพีอี ข้อดี สามารถบิดโค้งงอได้ดี ทนแรงดันได้สูง เหมาะสำหรับใช้ในกรณีเดินผ่านเสาตอม่อ หรือคานคอดิน ข้อเสีย ไม่สามารถทนต่อแรงกระแทกแรง ๆ ได้