วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ฝ้าคืออะไร และเกิดได้อย่างไร?

|0 ความคิดเห็น
ฝ้าคืออะไร และเกิดได้อย่างไร?


ฝ้าคืออะไร และเกิดได้อย่างไร? (หมอชาวบ้าน)
ฝ้าคืออะไร
ฝ้าเป็นรอยผิวหนังสีน้ำตาลหรือสีดำ พบตามบริเวณที่ผิวหนังโดนแสงแดด (เช่น ที่ใบหน้า) ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด มักค่อยๆ เป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ แผ่นสีดำนี้มักมีลักษณะเท่าๆ กันทั้ง 2 ข้าง อาจรวมกันเป็นปื้น หรือเข้มเป็นกระจุก ๆ ก็ได้
บริเวณที่พบฝ้าได้บ่อย คือ ที่เหนือริมฝีปาก หนวด คาง หน้าผาก แต่บางคนก็เป็นฝ้าที่ตำแหน่งอื่นๆ ที่โดนแสงแดด (เช่น ที่หน้าอก แขน หลัง)
ฝ้าไม่ทำให้เกิดอาการอย่าง อื่นนอกจากด้านความงามเท่านั้น ส่วนใหญ่พบในหญิงวัยกลางคน อายุประมาณ 30-40 ปี ในจำนวนผู้ที่เป็นฝ้าทั้งหมดร้อยละ 90 เป็นผู้หญิง
ฝ้าเกิดได้อย่างไร
สาเหตุของฝ้า มีดังนี้ คือ


กรรมพันธุ์ พบว่าผู้ป่วยโรคฝ้ามากกว่าร้อยละ 30 มีประวัติคนในครอบครัวเป็นฝ้าด้วย ทั้งยัง พบว่า ฝ้าสามารถเกิดร่วมกันในฝาแฝดที่มาจากไข่ใบเดียวกัน โดยที่พี่น้องคนอื่น (ที่มาจากไข่คนละใบ) ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันไม่พบความสัมพันธ์นี้


แสงแดด เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดฝ้าที่สำคัญ ทั้งช่วงคลื่นรังสียูวีบี และยูวีเอ ทำให้เกิดฝ้า ยากันแดดที่ป้องกันเฉพาะรังสียูวีบี จึงใช้ป้องกันฝ้าไม่ได้ผล เพราะผิวหนังยังได้รับรังสียูวีเอ และช่วงคลื่นแสงที่มองเห็น ซึ่งช่วงคลื่นนี้ก็กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีผลิตเม ็ดสีเมลานินได้เช่นกัน


ฮอร์โมน เป็นปัจจัยทำให้เกิดฝ้าที่สำคัญ เชื่อว่าฝ้าเกิดจากการที่ฮอร์โมนเพศหญิงคือเอสโทรเจน และโพรเจสเทอโรน กระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อโดนแสงแดด จึงพบฝ้ามากในหญิงตั้งครรภ์


หญิงที่กินยาคุมกำเนิด ฝ้าเกิดขึ้นในคนที่กินยาคุมกำเนิดที่มีส่วนผสมของเอส โทรเจน และโพรเจส เทอโรน


หญิงวัยหลังหมดประจำเดือน ที่ได้รับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน


ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ มีโอกาสเป็นฝ้ามากกว่าคนปกติถึง 4 เท่าตัว


อารมณ์ พบฝ้าที่เกิดหลังมีอารมณ์เครียดอย่างรุนแรง


เครื่องสำอาง พบว่าเครื่องสำอางบางตัวทำให้เกิดฝ้า ซึ่งส่วนผสมเหล่านี้อาจเป็นกลิ่นหอมหรือสี และฝ้าที่เกิดขึ้นมักเป็นฝ้าลึก


ยาบางชนิด พวกยากันชัก เช่น ไดเฟนิล ไฮเดนโทอิน (diphenyl hydantoin) มีแซนโทอิน (mesantoin)


ขาดสารอาหาร บางคนที่ขาดสารอาหารก็อาจทำให้เกิดฝ้าได้


แพทย์จะวินิจฉัยฝ้าด้วยการใช้สายตาตรวจดู โดยทั่วไปไม่ต้องส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ยกเว้นรายที่สงสัยว่ามีอาการทางต่อมไทรอยด์

ส่วนการรักษาฝ้านั้นจัดว่ารักษาได้ แต่มักไม่หายขาด โดยเฉพาะเมื่อผู้เป็นฝ้าไม่อาจหลีกเลี่ยงการโดนแดดได ้ตลอดเวลา เพราะทั้งรังสียูวีบี ยูวีเอ และแสงสว่างที่มองเห็น มีส่วนกระตุ้นให้ฝ้าเข้มขึ้น





ขอขอบคุณข้อมูลจาก


15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

|0 ความคิดเห็น
15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม



15 เรื่องกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่ควรมองข้าม (modernmom)

Nutrition เรื่อง : Kant

การกินเป็นเรื่องที่ละเลยไมได้ ใครที่เคยกินอาหารแบบลืมนึกถึงสุขภาพ กินตามใจปาก รู้หรือไม่ว่า พฤติกรรมการกินเหล่านี้ จะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว หากคุณไม่อยากให้สุขภาพ ร่างกายเสื่อมก่อนเวลา เรามีวิธีการกินให้สุขภาพดีและไม่ควรมองข้ามในชีวิตป ระจำวันมาฝากกัน

1. กินผัก ผลไม้ เป็นหลัก อาหารจำพวก ธัญพืช ผัก และผลไม้ นอกจากจะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่มีคุณค่าแล้ว ยังเป็นกลุ่มของอาหารที่มีไขมันต่ำมาก ทำให้อิ่มนานเพราะมีใยอาหารปริมาณสูง

นอกจากนี้ใยอาหารซึ่ง มีคุณสมบัติอุ้มน้ำได้ดีจะช่วยในการขับถ่ายและดูดซึม สารพิษในลำไส้ โดยขับออกมาพร้อมกับอุจจาระจึงช่วยป้องกันการสะสมของ สารพิษ และลดอาการท้องผูก ริดสีดวงทวารและลดอัตราเสี่ยงของมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ไ ด้

2. กินทีละนิด แต่บ่อย ๆ ทำให้กระเพาะไม่ต้องเหนื่อยมากจึงช่วยลดโอกาสที่จะเก ิดอาการอาหารไม่ย่อย และทำให้ระดับของฮอร์โมนที่คอยควบคุมน้ำตาลในเลือดไม ่แกว่งขึ้นลงอย่างรวด เร็ว ซึ่งจะช่วยให้คุณไม่รู้สึกง่วงและไม่นึกอยากกินจุบกิ น นอกจากนี้การกินอาหารทีละมากๆ ยังทำให้กระเพาะของคุณขยายออกอีกด้วย

3. เลือกกินแต่ไขมันชั้นดี ไขมันไม่ให้มีโทษไปเสียทุกชนิด ร่างกายยังต้องการไขมันเพื่อใช้เป็นพลังงาน สร้างความอบอุ่น ช่วยในการทำงานของสมอง และเป็นองค์ประกอบของฮอร์โมนต่าง ๆ รวมทั้งช่วยในการดูดซึมวิตามินเอ ดี อี เค ไขมัน ที่ดีคือไขมันที่ไม่อิ่มตัว มีมากในน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก น้ำมันดอกคำฝอย และปลา ฯลฯ

ส่วนไขมันชนิดเลว คือ ไขมันอิ่มตัวจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายเพิ่มข ึ้น อาจสะสมอุดตันในเส้นเลือดน้ำมันชนิดนี้มักพบในกะทิ น้ำมันปาล์ม ไขมันจากสัตว์ เป็นต้น

4. อย่าปล่อยให้หิวเกินไป การปล่อยให้ตนเองหิวมาก ๆ อาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะความหิวกระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครีย ด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิต สูงโรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็ก ๆ 5-6 มื้อต่อจะช่วยได้มาก

5. เลี่ยงเค็ม อาหารส่วนใหญ่มีเกลือโซเดียมเป็นองค์ประกอบในปริมาณส ูง ไม่ว่าจะเป็นซอสปรุงรสน้ำปลา ขนมกรุบกรอบ อาหารหมักดอง ฯลฯ จึงเป็นไปได้ว่าในแต่ละวันเรามักจะได้รับโซเดียมเกิน ความต้องการของ แม้ว่าโซเดียมจะมีประโยชน์ช่วยควบคุมปริมาณน้ำ ความดันเลือดในร่างกาย แต่การได้รับโซเดียมมากเกินไปจะก่อให้เกิดโรคความดัน โลหิตสูงได้

6. กินน้ำตาลอย่างพอดี อาหารในกลุ่มคาร์โบไฮเดรต ซึ่งได้แก่แป้งและน้ำตาล เมื่อเข้าสู่ร่างกายและผ่านการย่อยจะได้กลูโคสซึ่งก็ คือน้ำตาลชนิดหนึ่ง กลูโคสเป็นสารที่ให้พลังงานกับร่างกาย ขณะเดียวกันหากมีมากเกินไปจะเปลี่ยนเป็นไขมันสะสม จึงไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้การมีน้ำตาลอยู่ในร่างกายปริมาณสูงจะทำให้ก ารสร้างอินซูลินที่ช่วย รักษาระดับน้ำตาลในเลือดเสียสมดุลไป เป็นสาเหตุทำให้โรคเบาหวานได้ง่าย

7. เลิกกินไปดูไป การกินอาหารไปดูหนังไป ทำให้เรากินอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัวแม้ว่าจะกินอิ่ม มาแล้ว หรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัว ๆ ทำให้ผู้ที่กินอาหารเพลิดเพลินเจริญอาหารมากปกติอีกด ้วย

8. ไม่รีบดื่มน้ำ การดื่มน้ำปริมาณมาก ๆ อย่างรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเ ลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโพแทสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระ หว่างน้ำในเซลล์และนอก เซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้หายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละ น้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติ ก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ

9. งดชา กาแฟบ้าง เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนไม่เหมาะผู้ที่มีอาการปวดหลั งเพราะกาเฟอีนลดหลั่ง สารเอ็นดอร์ฟินซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้ น ซึ่งเอ็นดอร์ฟินมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะ

10. ผลไม้ 1 ชิ้น หลังอาหาร กินแอปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยใ ห้เหงือกแข็งแรง การกินสับปะรดและมะละกอก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซม์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงม าได้ง่ายขึ้น

11. กินอาหารอายุสั้น ทำให้เราอายุยืน (ผัก ผลไม้สด) เพราะอาหารไม่ได้ผ่านกระบวนการแปรรูป ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีสารพิษตกค้างและการกินอาหารอายุยืน ทำให้เราอายุสั้น (อาหารแปรรูปทุกชนิดอาหารหมักดองต่าง ๆ) อาหารเหล่านี้ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปในหลากหลายรูปแ บบ หรือใส่สารกันบูดเพื่อยืดอายุอาหารให้ยาวนานขึ้น แต่เมื่อกินเข้าไปแล้วจะสะสม และตกค้างเป็นสารพิษสะสมอันตรายต่อร่างกาย

12. กินช้า ๆ ไม่ต้องรีบ การเร่งกินอาหารทำให้เอนไซม์สำหรับย่อยอาหารในน้ำลาย และในกระเพาะไม่มีเวลาทำงานอย่างเต็มที่ อาจจะทำให้กล้ามเนื้อในระบบทางเดินอาหารหยุดทำงาน และระบบย่อยอาหารทำงานไม่เต็มที่

13. กินเนื้อสัตว์ให้ย่อยง่าย จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระบุว่า ถ้ามื้อนั้นกินเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรกินผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมด ต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ จนเกิดกรดในกระเพาะตามมาภายหลัง

14. กินมื้อเช้าบำรุงสมอง มื้อเช้าเป็นอาหารมื้อแรกที่มีความสำคัญมากที่สุดของ ทุกๆ วัน เพราะร่างกายไม่มีสารอาหารมานานหลายชั่วโมง การไม่รับประทานอาหารเข้าบ่อยครั้ง อาจจะส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะขาดอาหารและลดอัตรา การเผาผลาญแคลอรีลง เราจึงควรเติมพลังยามเช้าด้วย อาหารที่มีคุณค่าเพื่อช่วยรักษาสมดุลคงระดับน้ำตาลใน เลือดให้คงที่ และกระตุ้นอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสตลอดทั้งวัน

15. ลดการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้น หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไปควรลดปริมาณการดื่ มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่าง เช่น มะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป

เมื่อให้ความสำคัญกับเรื่องกินแล้ว ก็ไม่ควรละเลยการดูแลสุขภาพในด้านอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อนอย่างเพียงพอ การออกกำลังกายที่เหมาะสมสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหรือปล่อยวางจากความเครียด เท่านี้คุณก็จะพร้อมรับทุกสถานการณ์ในทุกวันได้อย่าง มีประสิทธิภาพ




การใช้ยาสิวต้องตรงเวลาไหม

|0 ความคิดเห็น
การใช้ยาสิวต้องตรงเวลาไหม


การใช้ยาสิวต้องตรงเวลาไหม (หมอชาวบ้าน)


การทายาหรือกินยารักษาสิวควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์แล ะเภสัชกร การกินยา กรดวิตามินเอ (Isotretinoin) มักกินวันละครั้ง อาจเป็นเช้า กลางวัน หรือเย็น โดยแนะนำให้กินพร้อมอาหารมื้อที่มีไขมันเพื่อเพิ่มกา รดูดซึม

ส่วนการ กินยาปฏิชีวนะถ้าต้องกินวันละครั้ง ควรเลือกกินยาในเวลาเดิมทุกวันการกินยาปฏิชีวนะถ้าต้ องกินวันละ 2-3 ครั้งก็ต้องเว้นระยะห่างให้เหมาะสม เช่น กินยาเช้าและเย็น หรือเช้า กลางวัน และเย็น ยาปฏิชีวนะบางตัวต้องกินตอนท้องว่างส่วนยาทานั้นให้ใ ช้ตามคำแนะนำเช่น ทาก่อนล้างหน้าทาก่อนนอน

ชอบลืมกินยา ทายา ต้องทำอย่างไร

ผู้ป่วยโรคสิวหลายรายมักลืมกินยาและทายาแนะนำว่าให้ท ายาและกินยาพร้อมกับการ ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การแปรงฟัน การแต่งหน้า การกินอาหาร

ถ้า ลืมกินยาปฏิชีวนะไป 1 วัน ก็ให้กินยาต่อตามปกติได้เลย โดยไม่ต้องกินเป็น 2 เท่าแต่ถ้าเป็นยากลุ่มกรดวิตามินเอ (Isotretinoin) ถ้าลืมกินยาไป 1 วัน วันรุ่งขึ้นอาจกินเป็น 2 เท่าได้เพราะยาขนานนี้หวังผลการออกฤทธิ์โดยขนาดยารวม ทั้งหมด (total cumulative dosage) คือขนาดยารวม 120 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อ 1 คอร์สของการรักษา

ถ้าเป็นสิว เมื่อไรควรไปพบแพทย์

1.เมื่อใช้ยาทาเองแล้วอาการไม่ดีขึ้น

2.เมื่อสิวอักเสบมาก ปวดบวมแดง หรือสิวหายแล้วมักเป็นแผลเป็น

3.ผู้หญิงที่เป็นสิวที่ขนขึ้นตามใบหน้า หรือประจำเดือนผิดปกติ ควรพบแพทย์

4.ถ้าสิวเลวลงมาก สิวอักเสบบวมแดงมาก และมีไข้ ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจแสดงว่ามีการอักเสบและติดเชื้ออย่างแรง

5.รู้สึกอายที่เป็นสิวหรือรู้สึกหดหู่

6.เป็นคนผิวคล้ำเมื่อสิวหายแล้วทิ้งรอยดำไว้นานมาก




ขอขอบข้อมูลจาก

ปกป้องหัวใจ ด้วยข้าวกล้อง

|0 ความคิดเห็น
ปกป้องหัวใจ ด้วยข้าวกล้อง



ปกป้องหัวใจ ด้วยข้าวกล้อง (Lisa)


หมดยุคของข้าวขาวแล้ว ศตวรรษนี้คนรักสุขภาพหัวใจหันมากินข้าวไม่ขัดสีอย่าง ข้าวกล้องกันหมดแล้ว

เพราะผู้เชี่ยวชาญจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทมเพิล ในสหรัฐฯ เปิดเผยในการประชุม Experimental Biology ประจำปีว่า ข้าวกล้อง มีประโยชน์มากกว่าข้าวขาวในแง่ของการปกป้องหัวใจ โดยสารอาหารในข้าวกล้องสามารถต่อสู้กับโปรตีนที่ชื่อ ว่า Angiotensin II ซึ่งเป็นโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดแข็งตัว และโรคความดันโลหิตสูง แต่สารอาหารเหล่านี้จะหายไปทันที เมื่อข้าวถูกขัดให้มีสีขาว

สำหรับตัวเลือกที่ดีอื่น ๆ ได้แก่ ข้าว "องามิ" และ ข้าว "คินเนไม" ของญี่ปุ่น ซึ่งไม่ได้ผ่านการขัดสีทั้งหมด ชอบข้าวไทย หรือข้าวเทศก็เลือกได้เลยค่ะ



5 เมนูชะลอแก่

|0 ความคิดเห็น

กิน”วิตามินซี”เสริมดีหรือไม่

|0 ความคิดเห็น
กิน”วิตามินซี”เสริมดีหรือไม่

ตอนเด็ก ๆ หลายคนชอบกินวิตามินซีชนิดเม็ด เพราะคุณพ่อคุณแม่หาซื้อมาประเคน นัยว่าป้องกันโรคลักปิดลักเปิด พอโตขึ้นหลายคนก็ยังกินอยู่ เพราะสะดวก หรือบางคนอาจจะไม่ชอบกินผลไม้

ดังนั้นเพื่อ ให้ผู้อ่านได้รับทราบข้อมูลในเรื่องนี้ X-RAY สุขภาพ จึงมาพูดคุยกับ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ

นพ.กฤษดา กล่าวว่า วิตามินซีชนิดเม็ดที่ขายกันอยู่มีทั้งวิตามินซีธรรมชาติ และสังเคราะห์ โดย ชนิดที่เป็นสารสัง เคราะห์ ประกอบด้วย กรดแอสคอบิก ผสมกับน้ำเชื่อมข้าวโพด หรือ คอร์นไซรัป มีการเติมสี แต่งกลิ่น แต่งรส ดังนั้นการกินวิตามินซีชนิดเม็ดจะได้ความหวานด้วย โดยเฉพาะที่เป็นชนิดแบบอมเล่น รสผลไม้ ทั้งหลาย

ถามว่าวิตามินซี ชนิดเม็ดให้คุณค่าเช่นเดียวกับผลไม้ที่มีวิตามินซีหรือไม่ ขอเรียนว่า ถ้าเป็นวิตามินซีธรรมชาติจะให้คุณค่าไม่ต่างจากผลไม้อุดมวิตามินซีทั่วไป แต่ถ้าเป็นวิตามินซีสังเคราะห์มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าอาจทำให้เกิด มะเร็งมากขึ้นในหนูทดลองและทำให้หลอดเลือดแข็งตีบในคนได้

โดยหลักในการเลือกซื้อวิตามินซีธรรมชาติไม่ให้ดูแค่คำว่า ธรรมชาติ หรือ Natural ข้างฉลากเท่านั้น หากแต่ต้องดูคำว่า ผลิตจากผักและผลไม้ในสภาวะที่เหมาะสม หรือ Made from fruits and vegetables below 70 degrees แทน

สำหรับความจำเป็นในการกินวิตามินซีชนิดเม็ด นพ.กฤษดา บอกว่า หากกินผักผลไม้ไม่ค่อยไหวก็อาจรับประทานได้บ้าง แต่ไม่ใช่ใช้แทน เพราะอย่างไรก็ดีวิตามินจะดูดซึมได้ดีต้องมีสารธรรมชาติบางชนิดในผลไม้นั้น ๆ ช่วยด้วย ดังนั้นสูตรสำเร็จสำหรับผู้รักที่จะกินวิตามินซีก็คือ กินอาหารเสริมบวกอาหารสดนั่นเอง

อาหารที่มีวิตามินซีมาก ได้แก่ ฝรั่งกลมสาลี่ มะขามเทศ มะขามป้อม มะละกอแขกดำ พุทรา แอปเปิ้ล และส้มโอขาวแตงกวา ซึ่งจะสังเกตได้ว่าความเปรี้ยวไม่ใช่ตัวบอกวิตามินซี เพราะจะเห็นว่าผลไม้เปรี้ยวจัดอย่างมะยมหรือลูกเสาวรสไม่ติดอันดับต้น ๆ เลย

นอกจากนี้อาหารธรรมชาติที่นึกไม่ถึงอีกชนิดที่มีวิตามินซีมาก คือ ปลาทะเลดิบ มีกรด แอสคอบิกมากเป็นพิเศษ จะเห็นได้ว่าชาวเอสกิโมนั้นแม้ไม่ค่อยได้บริโภคพืชผักผลไม้ ก็ยังไม่เป็นโรคขาดวิตามินซี

กลุ่มคนที่ควรรับประทานวิตามินซี คือ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่เป็นโลหิตจางและผู้รับประทานมังสวิรัติ เพราะบุหรี่หนึ่งมวนจะผลาญวิตามินซีไปเท่ากับส้มเขียวหวานราว 1 ผลเลยทีเดียว ส่วนโลหิตจางบางชนิดกับคนกินมังสวิรัตินั้นมักขาดธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์จึง ต้องอาศัยวิตามินซีช่วยจับธาตุเหล็กให้มากขึ้นแทน รวมถึงผู้ที่เริ่มสูงวัยหรือผิวพรรณเริ่มเสื่อมไป วิตามินซีจะช่วยกวาดสนิมแก่ ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ซึ่งเป็นเสมือนกระดูกของผิวให้คงรูปไม่เหี่ยวย่นเร็วเกินวัย วิตามินซียังช่วยเสริมภูมิให้กับผู้ป่วยภูมิแพ้เรื้อรัง ไอเรื้อรังหรือเป็นหวัดบ่อย นอกจากนี้ยังแก้เครียดด้วย เพราะเกี่ยวพันกับต่อมหมวกไตในการสร้างฮอร์โมนต้านเครียดและการอักเสบชื่อ ว่า คอติซอล

กินวิตามินซีมากไปมีผลเสียหรือไม่? นพ.กฤษดา กล่าวว่า มีแน่นอน การกินนับสิบ ๆ เม็ดหรือบ้างก็ใช้ฉีดเข้าเส้นกันโดยหวังว่าจะรักษามะเร็งและโรคร้ายอื่นได้ มีงานวิจัยที่แสดงว่าวิตามินซีปริมาณมากอาจทำให้เกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะ ได้ เพิ่มอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลอง ทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบแข็งในมนุษย์ ทำให้ขาดธาตุทองแดงและน้ำย่อยสำคัญในร่างกาย

ส่วนอาการเตือนในช่วง แรกที่กินมากไปทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่สังเกตได้ อาทิ คลื่นไส้ ถ้ากินมากถึงแก่อาเจียน แสบร้อนกระเพาะอาหาร จุกใต้ลิ้นปี่ ระคายทางเดินอาหาร ถ่ายเหลว ปัสสาวะสีเข้ม

อย่างไรก็ตามไม่ต้อง ตระหนกอกสั่นกับ วิตามินซีเป็นพิษ มาก เพราะว่ามันละลายน้ำได้ ถ้าได้เยอะเกินไปร่างกายจะขับออกทางปัสสาวะโดยอัตโนมัติ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไร จะแย่หน่อยก็ตรงเสียดายว่ามันจะกลายเป็นฉี่แพงไปหน่อยเท่านั้นเอง



มะเขือเทศกับสิว

|0 ความคิดเห็น
มะเขือเทศกับสิว

เป็นของที่หาได้ง่ายในบ้านเราที่สามารถรักษาสิวได้แล ะยังมี ประโยชน์กับผิว พรรณในด้านอื่นๆด้วยเช่น ช่วยกระชับรูขุมขน โดยในบทความนี้ก็จะมีวิธีเหล่านี้ไว้ให้เอาไปลองใช้ก ัน
การใช้มะเขือเทศเพื่อบำรุงผิวพรรณนั้นถือเป็นวิธีการ ที่เลิศมาก เนื่องจากคุณสมบัติของมะเขือเทศที่ช่วยทำให้ผิวเย็นแ ละกระชับรูขุมขน มีปริมาณของวิตามินซีสูง ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิวและทำให้ผิวกระจ่างใส รวมถึงมีวิตามินเอซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างผิวสุขภาพด ี เป็นกรดธรรมชาติที่มีคุณสมบัติช่วยสร้างสมดุลให้กับผ ิว และช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกินออกไป สารต้านอนุมูลอิสระในมะเขือเทศนั้นช่วยต่อสู้กับอนุม ูลอิสระต่าง ๆ ลองใช้มะเขือเทศเพื่อบำรุงผิวพรรณของคุณดูบ้างสิ
กระชับรูขุมขนด้วยมะเขือเทศและมะนาว
ผสมน้ำมะเขือเทศ 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำมะนาวสด 2-4 หยด แล้วใช้สำลีชุบน้ำมะเขือเทศกับมะนาวที่ผสมไว้บนผิวบร ิเวณที่ต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วใช้น้ำอุ่นเกือบเย็นล้างออกเพื่อทำให้รูขุมขนหดต ัวลง และบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น
รักษาสิวด้วยเนื้อมะเขือเทศ
ลองใช้วิธีนี้ในการรักษาสิวที่เรื้อรังไม่หายขาด บดมะเขือเทศสด แล้วทาให้ทั่วใบหน้า แล้วหลับตาพักผ่อนโดยทิ้งให้มะเขือเทศอยู่บนใบหน้าปร ะมาณ 1 ชั่วโมง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเกือบเย็น ใช้วิธีนี้ทุกวันเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก็จะเ ห็นผล
ล้างหน้าด้วยมะเขือเทศ
หั่นมะเขือเทศออกเป็นครึ่งลูกแล้วนำมาถูให้ทั่วใบหน้ า ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที พยายามถูในบริเวณที่เป็นสิวหัวดำมากกว่าที่อื่น แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นเกือบเย็น ใช้วิธีนี้เมื่อต้องการล้างหน้าพร้อมกระชับรูขุมขน และยังช่วยลดความมันส่วนเกินได้ด้วย
กระชับรูขุมขนด้วยมะเขือเทศ
ใช้เป็นสูตรกระชับรูขุมขนแบบเย็นและอ่อนโยน โดยคั้นให้ได้น้ำมะเขือเทศสดพร้อมดื่ม หั่นแตงกวาบาง ๆ แล้วบีบให้ได้น้ำแตงกวาลงไปในน้ำมะเขือเทศ คนให้เข้ากัน แล้วใช้สำลีทาให้ทั่วใบหน้า จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นพอสมควร ควรใช้วันละหนึ่งครั้งเพื่อให้ได้ผลดี
ถ้าเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์และนำไปใช้ในเวบหรือ blog ส่วนตัวกรุณาทำลิงค์มาที่เราด้วยนะครับ

ระวัง 5 สารพิษใกล้ตัว

|0 ความคิดเห็น
ระวัง 5 สารพิษใกล้ตัว

ในชีวิตประจำวันของพวกเรา มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มาทำให้ชีวิตเราสบายและรวดเร็วมากขึ้น แต่ในทางกลับกันความสะดวกสบายเหล่านั้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของเราได้ โดยเฉพาะสารพิษ สารเคมีใกล้ตัวที่เป็นภัยต่อสุขภาพและไม่อาจมองข้ามไ ด้

1. เฟอร์นิเจอร์
เครื่อง ใช้ในบ้านและสำนักงานจำพวกเฟอร์นิเจอร์ไม้มักตรวจพบส ารฟอร์มาลดีไฮด์ตกค้าง และสารเคลือบเงาเช่น โทลูอีน ไซลีนและเอธิลเบนซิน รวมถึงสีที่มีสารตะกั่วเป็นส่วนประกอบหลุดลอกจากเฟอร ์นิเจอร์ หรือผนังอาคารปะปนกับฝุ่นผงในอากาศ
อาการ : สารฟอร์มาลดีไฮด์ โทลูอีน ไซลีน เมื่อสูดดมเข้าไปบ่อยๆ จะมีอาการระคายเคืองจมูกและลำคอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ระคายเคืองต่อผิวหนังหรือระบบทางเดินหายใจ ส่วนสารตะกั่วนอกจากจะก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ เบื่ออาหารแล้ว ถ้าได้รับเป็นเวลานานและปริมาณมากจะมีผล คือ ปวดท้องรุนแรง ทำลายสมอง ไต ระบบการย่อยอาหารและระบบการได้ยิน
วิธี ป้องกัน : ทำความสะอาดห้องทำงานอยู่เสมอ และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี

2. น้ำยาลบคำผิดและกาว
มีส่วนผสมของสารระเหยที่ เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะมีทินเนอร์และสารประกอบอินทรีย์เคมีชนิดต่างๆ ประกอบอยู่ ได้แก่ สารโทลูอีน เบนซิน และสไตลีน ซึ่งมีกลิ่นพิเศษ เฉพาะและระเหยปะปนในอากาศได้ง่าย
อาการ : หากสูดดมในระยะสั้นจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อตาผิว หนัง และระบบทางเดินหายใจ วิงเวียน หน้ามืด มีผลกระทบต่อประสาทส่วนกลาง และเสียการทรงตัวได้ หากสูดดมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้โครโมโซมในเม็ดเลือดผิดปกติจนถึงขั้นเป็นมะเ ร็งในเม็ดเลือด หรือหากกลืนสารเหล่านี้เข้าไปและมีการสำลักร่วมด้วยอ าจทำให้ปอดอักเสบได้
วิธีป้องกัน : หลีกเลี่ยงการสูดดมและจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี

3. ฝุ่นละอองในสำนักงาน
อาจ เกิดจากผงหมึกที่กระจายออกมาจากเครื่องถ่ายเอกสาร ฝุ่นเยื่อกระดาษที่อาจพบตามเอกสารต่างๆ บนโต๊ะทำงาน หรือกระดาษปิดผนังหรือวอลเปเปอร์ โดยฝุ่นเหล่านี้สามารถเข้าไปสะสมในปอดได้
อาการ : จะมีอาการไอ จาม และระคายเคืองต่อตา จมูก และคันผิวหนัง หากได้รับบ่อยๆ อาจก่อให้เกิดโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือโรคหอบหืดได้
วิธีป้องกัน : ควรจัดวางโต๊ะทำงานไม่ให้หนาแน่น ทำความสะอาดห้องและโต๊ะทำงานเป็นประจำ แบ่งโซนเครื่องถ่ายเอกสารหรือหนังสือให้อยู่ในมุมที่ ห่างไกลจากคนทำงาน

4. สารเคมีจากคอมพิวเตอร์

มีผลการศึกษาของนัก วิจัยในสวีเดนระบุว่า สารเคมีจากจอคอมพิวเตอร์ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ โดยสารเคมีที่ชื่อ Triphenyl Phosphate ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั้งในจอวิดีโอหรือปากกาเคมี ตลอดจนสเปรย์ปรับอากาศ ซึ่งมีกลิ่นจากสารเคมี
อาการ : ระคายเคืองต่อเยื่อบุจมูกและตาได้
วิธีป้องกัน : ทำความสะอาดห้องทำงานอยู่เสมอ และจัดให้มีการระบายอากาศที่ดี

5. ไอเสียจากรถยนต์
ใน ระหว่างการเดินทางไปทำงานและกลับบ้านทุกๆ วันท่ามกลางการจราจรอันแออัด คุณแม่มีโอกาสได้รับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ที่มีการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์จากรถยนต์ที่วิ่งอยู่ตา มถนน และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้สุขภาพของคุณแม่แย่ลงได้
อาการ : ถ้าได้รับปริมาณน้อยๆ อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หายใจ หอบสั้น คลื่นไส้ ง่วงซึม และการตัดสินใจไม่ค่อยเด่นชัด มีความสับสน แต่ถ้าในระดับความเข้มข้นที่สูงมากๆ ก็ทำให้ประสาทมึนงง ซึม และหมดสติ
วิธีป้องกัน : ใช้ผ้าปิดปาก หลีกเลี่ยงการสูดดมหรืออยู่ในสถานที่ที่ระบายอากาศได ้ดี


ที่มา : นิตยสารModern Mom กับวิชาการดอทคอม

หน้าใส ๆ ใครก็อยากมี

|0 ความคิดเห็น
หน้าใส ๆ ใครก็อยากมี

ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ใครๆ ก็อยากมีผิวพรรณดี โดยเฉพาะผิวหน้า น.พ.ประวิตร พิศาลบุตร อายุรแพทย์ด้านโรคผิวหนัง แนะนำไว้ในคอลัมน์ "Healthy Skin Q&A" นิตยสาร "ชีวจิต"ลองปฏิบัติตามกันดูนะคะ...

ล้างหน้า - ล้างหน้าเบาๆ แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าขนหนูสะอาดเบาๆ ไม่ควรใช้แปรง ฟองน้ำ สบู่ หรือสบู่เป็นเม็ดผสมเม็ดขัดถูใบหน้า

เครื่องสำอาง - เลือกใช้เท่าที่จำเป็น ต้องไม่มีสารสเตียรอยด์เจือปน เลือกใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นที่ไม่มีส่วนประกอบที่เป ็นสารเคมีกระตุ้นให้เกิดสิว

สิว - หากเป็นน้อย เช่น สิวหัวดำ หัวขาว หรือสิวอักเสบเพียง 1-2 เม็ด อาจหาซื้อยามาทาเองได้ แต่ต้องอ่านฉลากยาให้เข้าใจ ไม่แนะนำให้บีบแกะสิวออกด้วยตัวเอง เพราะอาจอักเสบ ลุกลามและเป็นแผลได้

ฝ้า - ยังไม่มีวิธีใดรักษาฝ้าและกระให้หาย ขาดและไม่เกิดขึ้นใหม่ได้อีก จึงไม่ควรเสียเงินและเวลาให้กับการรักษาจนเกิน ไป ฝ้าและกระป้องกันได้โดยหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 08.00-17.00 น. และใช้ครีมกันแดด

รอยย่น - แบ่งเป็น 3 แบบ คือ รอยเ่ยวจากอารมณ์ รอยเ่ยวจากแสงแดด และรอยเ่ยวแห้ง รอยเ่ยวย่นป้องกันได้ด้วยการมีอารมณ์แจ่มใส อย่าทำหน้านิ่วคิ้วขมวด หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดจัด

พักผ่อน - นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละไม่ต่ำกว่า 6-8 ชั่วโมง รับประทานอาหารให้ครบหมู่ รวมทั้งผักผลไม้และดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนั้นต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ

บุหรี่ - ทำให้แก่เร็ว ผิวบาง ผิวหย่อนยาน ผิวแห้ง เกิดมะเร็งผิวหนังได้ง่ายขึ้น เวลาเกิดแผล จะหายช้า บุหรี่ทำลายผิวหนังได้รุนแรงพอๆ กับการโดนแสงแดดเผา การเที่ยวกลางคืนบ่อยๆ อาจทำให้ผิวเสียได้ เนื่องจากสถานบันเทิงอบอวลด้วยบุหรี่

แอลกอฮอล์ - ทำให้เปลือกตาบวม ผู้ที่ดื่มจัดจะขาดวิตามินบี ทำให้ผิวพรรณซีด เ่ยวแห้ง หย่อนยาน เวลาเมามักไม่ได้ทำความสะอาดใบหน้าก่อน ทำให้เกิดผื่นแพ้เครื่องสำอาง และสิวได้ง่าย

ไม่เครียด - ความเครียดทำให้เป็นลมพิษ ผมร่วง เริมกำเริบ เหงื่อออกมากจนมีกลิ่นตัว หรือสิวกำเริบได้ บางรายเวลาเครียดชอบแกะสิวเล่น ทำให้เกิดแผลเป็น วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดทำได้เช่น ออกกำลังกาย นั่งสมาธิ เล่นโยคะ นวด มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี

เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำตามได้ไม่ยากเย็นเลย...

วิธีสร้างกระดูกให้แข็งแรง

|0 ความคิดเห็น
วิธีสร้างกระดูกให้แข็งแรง


ผู้ เชี่ยวชาญให้ข้อมูลว่า ผู้หญิงเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย แถมวิถีชีวิตผู้หญิงยุคใหม่ยังทำให้กระดูกต้องรับภาร ะหนักยิ่งขึ้น ที่สำคัญถ้าเรารอจนมวลกระดูกลดลงก็ถือว่าสายเกินไปแล ้ว เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเป็นโรคกระดูกพรุน ลุกขึ้นมาปกป้องกระดูกจากคำแนะนำเหล่านี้กันเถอะค่ะ

1. ดื่มนมที่มีแคลเซียมและวิตามินดีสูงเป็นประจำ หรือรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาตัวเล็ก งา ใบยอ ยอดแค

2. ลดโปรตีนจากสัตว์, อาหารเค็ม-หวาน, กาแฟ-เครื่องดื่มคาเฟอีน

3. ออกกำลังกายวันละประมาณ 30 นาที

4. สัมผัสแดดช่วงเช้า (08.30-10.30 น.) วันละประมาณ 20 นาที เพื่อให้ร่างกายได้สังเคราะห์วิตามินดี เพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียม

5. WHI (Woman’s Health Initiative) สหรัฐอเมริกาแนะให้รับประทานแคลเซียมอย่างน้อยวันละ 1,000-1,500 มิลลิกรัม ร่วมกับวิตามินดี 400-800 IU เพื่อป้องกันกระดูกผุและกระดูกหัก

เผ็ด ๆ ร้อน ๆ มีดีอย่างไรนะ ?

|0 ความคิดเห็น
เผ็ด ๆ ร้อน ๆ มีดีอย่างไรนะ ?



เผ็ด ๆ ร้อน ๆ มีดีอย่างไรนะ ? (Lisa)


เข้าหน้าร้อนกันแล้ว แต่ทำไมคนไทยอย่างเรา ๆ กลับยิ่งโหยหาอาหารรสชาติเผ็ดร้อน ว่าแต่ยิ่งกินยิ่งแซบแล้วมันดีต่อสุขภาพยังไงกันนะ แล้วมีข้อเสียรึเปล่า? ไปดูกัน

กินเผ็ดแล้วมีดีตรงที่...

ในพริกมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่าแคปไซซิน ซึ่งจะช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ ทำให้ร่างกายสามารถใช้แคลอรีได้เร็วขึ้น นี่เป็นเพราะแคปไซซินจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ ้น เช่นเดียวกับเร่งอัตราชีพจร นอกจากนี้ ยังเคยมีการศึกษาซึ่งชี้ว่า คนกินอาหารเผ็ดจะกินอาหารปริมารน้อยลง จึงทำให้แคลอรีที่ได้รับน้อยลงเช่นกัน แถมแคปไซซินยังช่วยต่อสู้กับอาการอักเสบภายในร่างกาย อีกด้วย

พริกไทยเผ็ดร้อนอาจช่วยบำรุงสุขภาพของหัวใจได้โดยการ เสริมความสามารถของร่าง กายในการสลายเลือดที่อุดตันจากการช่วยลดระดับคอเลสเต อรอลเลว (LDL) มันอาจเป็นเหมือนกับยาขยายหลอดลม ด้วยความที่แคปไซซินในพริกจะไปกระตุ้นการหลั่งเหงื่อ มันจึงช่วยบรรเทาอาการครั่นเนื้อครั่นตัวสำหรับคนที่ เริ่มมีอาการของไข้หวัด ช่วยคนที่เป็นโรคหลอดลมอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรืออาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวจ้องกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ช่วยบรรเทาอาการหายใจไม่ออก

เมื่อคุณกินของเผ็ดร้อน อุณหภูมิภายในร่างกายก็จะสูงขึ้น ความดันโลหิตลดลง แต่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้สะดวกยิ่งขึ้น พริกยังช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดด้วย เนื่องจากมันมีทั้งวิตามินเอและวิตามินซี

แคปไซซินอาจช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ในประเทศที่อาหารการกินดั้งเดิมมีรสชาติเผ็ดร้อน อย่างเช่น อินเดีย และเม็กซิโก ก็จะพบคนมีมะเร็งบางชนิดน้อยกว่าประเทศทางฝั่งยุโรป

เครื่องเทศรสจัดจ้านจะช่วยส่งเสริมระบบย่อยอาหาร เนื่องจากมันจะไปเพิ่มการหลั่งน้ำกรดในกระเพาะอาหารแ คปไซซินยังช่วยฆ่า แบคทีเรียอย่าง H.Pylori ซึ่งอาจเป็นตัวการของแผลในกระเพาะอาหาร จึงอาจช่วยในการป้องกันโรคกระเพาะ แต่จะไม่ช่วยหากเป็นโรคไปเสียแล้ว

ขมิ้นชัน อาจช่วยลดอาการอักเสบบริเวณข้อต่อ โดย Curcumin ที่เป็นสารประกอบหลักนั้น มีคุณสมบัติบรรเทาอาการปวดข้อด้วย

พริกขี้หนูอาจเพิ่มระดับของฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟินและเซโ รโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข ดังนั้น มันจึงเป็นสมุนไพรต้านโรคซึมเศร้า และช่วยคลายเครียดได้ด้วย

แต่เดี๋ยวก่อน...อย่าเพิ่งกินเผ็ดจัด

โรคกระเพาะอาจถามหาถ้าคุณกินเผ็ดมากเกินไปจนผนังกระเ พาะอาหารเกิดการอักเสบ

อาหารที่รสชาติเผ็ดอาจกระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนได้ ที่คุณมักจะเรอหลังกินอาหารรสเผ็ดไม่ได้แปลว่าคุณไม่ มีมารยาท แต่เป็นร่างกายคุณต่างหากที่ไม่สามารถจัดการกับอาการ รสจัดได้ และหากมีกรดไหลย้อนนาน ๆ เข้าอาจนำไปสู่โรคมะเร็งหลอดอาหาร (แต่เป็นกรณีที่หาได้ยาก) และทำให้ฟันกร่อน

ทำให้นอนไม่หลับ อาหารรสจัดไม่ดีต่อการนอนหลับของคุณเลย เนื่องจากมันไปเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นนั่นเอง

ทำให้ปุ่มรับรสเสียไป หลังจากกินเผ็ดนาน ๆ เข้าหลาย ๆ คนรู้สึกว่าต้องกินอาหารรสจัดกว่าเดิม นี่ไม่ใช่ เพราะร่างกาย "เคยชิน" แต่เป็นเพราะประสาทรับรู้รสเสื่อมถอยต่างหาก


ไม่มีอะไรที่มีประโยชน์แล้วไม่มีโทษตามมาด้วย พริก และเครื่องเทศรสจัดจ้านอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ดังนั้น กินแค่พอประมาณ อย่าให้ถึงกับพ่นไฟได้ มิเช่นนั้นแล้ว ร่างกายได้รับโทษ จะหาว่าไม่เดือนนะคะ


Tip :

กรด จากน้ำผลไม้ อย่างเช่น น้ำมะนาว หรือน้ำมะเขือเทศ จะช่วยบรรเทาความเผ็ดได้บ้าง แต่ที่ดีที่สุดจาก Myth Busters เขาทดลองแล้วว่าเป็น "นมสด" นี่ล่ะ




ขอขอบคุณข้อมูลจาก