วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หลังคาไร้โครงสร้าง

|0 ความคิดเห็น
หลังคาไร้โครงสร้าง (TRUSSLESS CURVED ROOF)

หลังคาไร้โครงสร้าง
 หากเจ้าของโครงการต้องการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จด้วยความรวดเร็ว การทำโครงหลังคาโดยไร้โครงสร้าง หรือไม่ต้องมีโครงถัก (Trussless) เลย จะช่วยลดเวลาก่อสร้างลงได้มาก เพราะไม่ต้องเสียเวลาในการทำโครงถักและการมุงโครงหลังคา หรือ โครงการที่สถาปนิกต้องการให้มีระยะโล่งใต้หลังคา โดยเฉพาะอาคารสาธารณะ โกดังเก็บสินค้า หรือ โรงเก็บเครื่องบิน เป็นต้น โครงหลังคาไร้โครงสร้างจึงอาจจะเป็นคำตอบสำหรับโจกย์ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น โดยหลังคาเหล็กไร้โครงสร้างนี้สามารถทำเป็นโค้งและเป็นแผ่นเรียบก็ได้ ตามความต้องการของลูกค้า
แผ่นหลังคาเหล็กโค้ง
                         แผ่นหลังคาเหล็กโค้ง
เมื่อประกอบเสร็จแล้ว
                          เมื่อประกอบติดตั้งแล้ว

จุดเด่น คือ
ก่อสร้างได้รวดเร็วมาก
น้ำหนักโครงสร้างเบากว่าหลังคามีโครงถัก
ลดการรั่วซึมของน้ำ เพราะไม่มีมีการเจาะรู และหลังคามีความยาวแผ่นเดียว ทำให้ไม่ต้องทาบแผ่น
นกไม่สามารถเกาะทำความสกปรกได้ เนื่องจากมาจากเป็นรูปโค้ง



จุดด้อย คือ
เสียงดังกว่าปกติเมื่อขณะฝนตก
ราคาแพงกว่าการก่อสร้างหลังคาปกติ


โดยใช้แผ่นเหล็ก ตามมาตรฐาน AS1397, ASTM A792 เคลือบผิวด้วย Al-Zn ทั้งสองด้าน โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ว่าจะเอาเหล็กแผ่นผลิตจากประเทศเกาหลี หรือผลิตในประเทศได้


สามารถรับแรงจรและแรงลมได้ตามที่ต้องการ โดยแรงจร (Live Load) นั้นจะกำหนดที่ 50 กก./ตร.ม. และแรงลม (Wind Load) มักจะกำหนดไว้ที่ 80 กก./ตร.ม.สำหรับงานทั่วๆไป ส่วนด้านความแข็งแรงนั้น วิศวกรสามารถคำนวณแล้วกำหนดความหนาแผ่นเหล็กได้ เพื่อให้ได้ความปลอดภัยตามหลักวิศวกรรม


สามารถมีความกว้างลอนโค้งได้ประมาณ 10-30 เมตร โดยไม่ต้องมีตัวค้ำยัน และมีความสูงได้ 20-50 % ของความกว้าง และมีความยาวได้ไม่จำกัด จะใช้เวลาทำงานประมาณ 3-4 วัน โดยติดตั้ง 1 วัน รีดลอน 1 วัน และยกติดตั้งอีก 1 วัน อาจล่าช้ากว่านี้เนื่องจากฝนตก เครื่องปั่นไฟฟ้า หรือ รถเครน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะต้องขึ้นกับการเจรจากับผู้รับทำด้วยว่าจะใช้เวลาเท่าไร


สำหรับราคาหลังคาไร้โครงสร้าง (Unit Cost) นี้จะตกอยู่ประมาณ 800 บาท/ตร.ม.จนถึง 1,800 บาท/ตร.ม. ขึ้นอยู่กับความกว้าง เพราะจะต้องใช้แผ่นเหล็กมีความหนาเพิ่มขึ้น และ ระยะใกล้ไกลของหน่วยงานในการขนส่งเครืองมือและอุปกรณ์


สำหรับเรื่องเสียงดังขณะฝนตก อาจสามารถแก้ได้ในระดับหนึ่งโดยการ ใส่ฉนวนกันความร้อนใต้หลังคา หรือ ฉีดพ่นด้านบนก็จะสามารถพอช่วยลดความดังของฝนตกกระทบแผ่นเหล็กได้พอสมควร


หากโครงหลังคามีขนาดไม่กว้างมากนัก ก็จะทำการผลิตที่โรงงานแล้วขนส่งไปยังหน่วยงาน แต่ถ้าหากมีความกว้างมาก ไม่สามารถขนส่งทางรถยนต์ได้ ก็จะนำเครื่องรีดลอนไปรีดที่หน้างานเลน โดยภาพด้านล่างนี้จะอธิบายขั้นตอนการทำงานให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนการก่อสร้าง
เครื่องรีดลอนนำมาที่ไซต์งาน โดยขึ้นรูปจากเหล็กม้วน มีถึงน้ำข้างๆกันไว้พรมน้ำระหว่างรีด
เครื่องรีดลอนนำมาที่ไซต์งาน โดยขึ้นรูปจากเหล็กม้วน มีถังน้ำข้างๆกันไว้พรมน้ำระหว่างรีด
ภาพเหล็กกำลังถูกรีดจากเครื่องรีดลอน
ภาพเหล็กกำลังถูกรีดจากเครื่องรีดลอน
เหล็กหลังคาที่กำลังรีดขึ้นรูปจากเครื่องจักร
เหล็กหลังคาที่กำลังรีดขึ้นรูปจากเครื่องจักร
การนำเหล็กลอนหลังคาที่รีดแล้วมากองรวมกัน
การนำเหล็กลอนหลังคาที่รีดแล้วมากองรวมกัน
การรีดตะเข็บเหล็กหลังคาเข้าด้วยกันด้วยอุปกรณ์ ไม่ให้มีรูเจาะ เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม
การรีดตะเข็บเหล็กหลังคาเข้าด้วยกันด้วยอุปกรณ์ ไม่ให้มีรูเจาะ เพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม
ภาพกำลังเตรียมยกหลังคาเหล็กขึ้นวาง
ภาพกำลังเตรียมยกหลังคาเหล็กขึ้นวาง
ภาพขณะหลังคาเหล็กกำลังยกขึ้นติดตั้ง
ภาพขณะหลังคาเหล็กกำลังยกขึ้นติดตั้ง
ค้ำยันใต้หลังคาระหว่างการประกอบติดตั้ง
ค้ำยันใต้หลังคาระหว่างการประกอบติดตั้ง
โครงหลังคาไร้โครงสร้าง แบบหลังคาเรียบ เมื่อติดตั้งแล้ว
โครงหลังคาไร้โครงสร้าง แบบหลังคาเรียบ เมื่อติดตั้งแล้ว

โดยบริษัท สุคนธา จำกัด เป็นผู้ให้บริการหลังคาไร้โครงสร้างเป็นรายแรกของประเทศไทย และปัจจุบันมีผู้ให้บริการเพิ่มขึ้นอีก 2-3 ราย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดกันได้เพิ่มเติมกันโดยตรง ตามรายละเอียดด้านล่างนี้ ( หากท่านให้บริการด้านนี้ กรุณาแจ้งเข้ามาเพิ่มเติมได้ในรายการด้านล่างได้ครับ)


- บริษัท สุคนธา จำกัด โทร. 0-2314-7859, 0-2318-2704 แฟกซ์ 0-2318-2706 http://www.sukontha.com 
- บริษัท เทพทิพย์ อินดัสทรี จำกัดPhone : 0-2992-8200 Fax : 0-2992-8213 Mobile : 089-113-9228 Website: www.thepthipindustries.com 
- บ้านทันใจ โทร : 083-992-8083 Email : Bangkok1call@hotmail.com


ผนัง/อิฐมวลเบา

|0 ความคิดเห็น
ผนัง/อิฐมวลเบา

การก่อสร้างอาคารบ้านเรือนในประเทศไทยส่วนใหญ่แล้วใช้ระบบเสาและคาน ทำให้จำเป็นจะต้องมีผนังไว้กันความร้อนจากภายนอก และสร้างความปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัย ผนังภายในใช้แบ่งพื้นที่ความเป็นสัดส่วนในการใช้งาน ทำให้ผนังอาคารส่วนใหญ่ใช้วัสดุที่หาง่าย ขนส่งง่าย และใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านก็สามารถสร้างอิฐขึ้นมาได้ ทำให้โรงอิฐเกิดขึ้นทั่วประเทศไทย เพียงแต่หาวัสดุดิบคือดินที่เหมาะสมเท่านั้นและอาศัยแกลบเป็นวัสดุผสมในเนื้อดินเท่านั้น และใช้เป็นวัสดุเผาอิฐ ซึ่งเป็นวัสดุท้องถิ่นที่สามารถหาได้ง่าย เนื่องจากเป็นผลผลิตจากการสีข้าวอยู่แล้ว
แต่อิฐมอญซึ่งทำกันมาเป็นร้อยปีก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงจากที่วัสดุดิบเริ่มหายาก ขาดแคลนแรงงาน และเจ้าของโรงอิฐมักจะเลิกโรงงานไปเนื่องจากเป็นระบบการทำงานแบบครอบครัว ลูกหลานมักจะไม่อยากทำต่อ ประกอบกับสภาพอากาศนั้นมีความร้อนที่สูงขึ้น อาคารก็มีความสูงมากขึ้น ทำให้การก่อสร้างต้องเริ่มหาวัสดุที่ใช้ทำผนังที่มีน้ำหนักเบากว่า แข็งแรงกว่า กันความร้อนได้ดีกว่า กันเสียงได้ดีกว่า ทำงานได้รวดเร็วกว่า และได้คุณภาพเท่ากันอย่างสม่ำเสมอ ทำให้มีการนำเอากิฐมวลเบาเข้ามาใช้งานในประเทศไทย เมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว อันเนื่องจากสามารถตอบโจกย์ในปัจจุบันได้ดีกว่าแบบเดิม

อิฐมวลเบา มีมากมายหลายประเภท หากมองเพียงภายนอกอาจแทบไม่แตกต่างกัน แต่แท้จริงแล้ว อิฐมวลเบาที่ใช้วัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่ต่างกันจะทำให้คุณสมบัติของอิฐมวลเบาแตกต่างกันด้วย อิฐมวลเบาโดยทั่วไปอาจแบ่งตามกระบวนการผลิตได้เป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. ระบบที่ไม่ผ่านกระบวนการอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง (Non - Autoclaved System) ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกได้อีก เป็น 2 ชนิดคือ
1.1 ผสมด้วยวัสดุเบากว่า เช่น ขี้เลื่อย ขี้เถ้า ชานอ้อย หรือเม็ดโฟม (EPS) ซึ่งจะช่วยให้คอนกรีตมีน้ำหนักที่เบาขึ้น แต่หากเป็นวัสดุที่นำมาผสมเป็นอินทรีย์สาร จะทำให้มีการเสื่อมสภาพได้ง่าย หรือหากเป็นเม็ดโฟม จะต้องเป็นประเภทที่ป้องกันการลามไฟ หรือไม่เป็นวัสดุที่ไม่ติดไฟ เป็นรุ่นที่ไม่เกิดควันพิษเมื่อเกิดเพลิงไหม้
1.2 ใช้สารเคมีผสม (Circular Lightweight Concrete) เพื่อให้เนื้อคอนกรีตฟู โดยใช้เครื่องสร้างฟองอากาศ แล้วทิ้งให้คอนกรีตเกิดการแข็งตัว คอนกรีตประเภทนี้จะมีโอกาศการหดตัวมากกว่า ทำให้ปูนฉาบแตกร้าวได้ง่าย ดังนั้นจำเป็นจะต้องควบคุมการผลิตให้ดี เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว ซึ่งอิฐมวลเบาแบบนี้จะสังเกตุได้ง่าย เพราะจะมีสีเป็นสีปูนซิเมนต์ทั่วไป แต่อิฐมวลเบาแบบนี้จะมีข้อดีคือ สามารถผลิตเองได้ง่ายลงทุนไม่มาก ประมาณ 200,000 บาทก็สามารถทำโรงงานขนาดเล็กได้

รูปอิฐมวลเบาผลิตจากโรงงานขนาดเล็ก

 2. ระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูง (Autoclaved System) สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิดดังนี้ คือ

2.1 ใช้ปูนขาว Lime Base เป็นวัสดุผสม ซึ่งควบคุมคุณภาพได้ยาก มีการดูดซึมน้ำได้ค่อนข้างมาก และได้คุณภาพการผลิตไม่สม่ำเสมอ

2.2 ใช้ซิเมนต์เป็นวัสดุผสม Cement Base ซึ่งใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ประเภท 1 เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิต ระบบที่นอกจากจะช่วยให้คอนกรีต มีคุณภาพได้มาตรฐานสม่ำเสมอแล้ว ยังช่วยให้เกิดการตกผลึก (Calcium Silicate) ในเนื้อคอนกรีตทำให้คอนกรีตมีความแข็งแกร่ง ทนทาน กว่าการผลิตในระบบอื่น เหมาะสำหรับการผลิตแบบโรงงานขนาดใหญ่ลงทุนสูง ซึ่งอิฐชนิดนี้จะสังเกตุว่ามีสีค่อนข้างเป็นสีขาว เช่น QCON ,SuperBlock , CPAC เป็นต้น

3. อิฐมวลเบามีฉนวน ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างอิฐมวลเบาและโฟม Expanded Polystyrene (EPS / Styrofoam) ชนิด Flame Retardant (ไม่ลามไฟ)เป็นใส้ฉนวน สามารถต้านทานความร้อนและความชื้นสูงได้เป็นอย่างดี (0.03 W/mK และอัตราการดูดซึมน้ำน้อยกว่า 5%) เช่น CoolBlock เป็นต้น


ค่า OTTV

ค่า OTTV ของ ผนังก่ออิฐฉาบปูนหนา 10 ซม.อยู่ที่ 30-45 วัตต์/ตรม. อิฐมวลเบาจะอยู่ที่ 15 วัตต์/ตร.ม.ที่ความหนา 10 ซม. เช่นกัน หากผนังมีช่องเปิดประตูหน้าต่าง จะทำให้มีความร้อนเข้ามาได้มากกว่านี้ แต่จะต้องไม่เกิน กฎหมายกำหนดไว้ คือ 45 วัตต์/ตร.ม. สำหรับอาคารใหม่ และ 55 วัตต์/ตร.ม.สำหรับอาคารเก่า
ตัวอย่างเช่น กระจกใส หนา 5 มม.ที่ไม่มีอุปกรณ์บังแดด

ทิศเหนือมีค่า OTTV 137 วัตต์/ตร.ม. ทิศใต้มีค่า OTTV 200 วัตต์/ตร.ม.
ทิศตะวันออกมีค่า OTTV 201 วัตต์/ตร.ม. ทิศตะวันตก มีค่า OTTV 188 วัตต์/ตร.ม.


ซึ่งค่า OTTV จะขึ้นอยู่กับความหนากระจก สี และประเภทกระจกอีกด้วย


วิธีการก่อผนังคอนกรีตมวลเบา QCON

วิธีการก่อผนังคอนกรีตมวลเบา

1. ภายหลังจากได้ทำความสะอาดบริเวณที่จะทำการก่อผนังคอนกรีตมวลเบา และได้วางแนวดิ่งฉากเรียบร้อยแล้ว
2. เริ่มก่อโดยการใช้ปูนทรายทั่วไป ช่วยในการปรับระดับพื้นให้ได้ระดับเดียวกัน แล้วป้ายปูนก่อ Q-CON ลงด้านล่างของบล็อคก้อนแรกก่อนวางก้อนบล๊อคลงบนแนวปูนทราย โดยไม่ต้องราดน้ำที่ Block แต่อย่างใด เพียงแต่ทำความสะอาดไม่ให้ฝุ่นติดอยู่ ใช้ค้อนยางและระดับน้ำช่วยจัดแนว แล้วป้ายปูนก่อบริเวณด้านข้างของก้อน ด้วยเกรียงก่อ Q-CON ให้ความหนาของปูนก่อเพียง 2-3 มม. ก่อนวางก้อนที่ 2 ลงไปให้ชิดกับก้อนแรก
3. จะต้องก่อด้วยวิธีสลับแนวระหว่างแถวชั้นบนถัดไป ให้แนวที่เหลื่อมกันมีระยะไม่น้อยกว่า 10 ซม. ก่อให้ได้แนวทั้งแนวตั้งและแนวนอน โดยการขึงแนวก่อนการก่อ ป้ายรอยต่อโดยรอบก้อนด้วยปูนก่อ Q-CON หนา 2-3 มม. และจะต้องใส่ปูนก่อให้เต็มตลอดแนว ไม่มีโพรง โดยไม่ต้องตอกแผ่นเหล็กใดๆ เพื่อยึดก้อน Block อีก
4. การปรับแต่งบล็อค ให้ได้แนวระดับความต้องการ ควรทำให้แล้วเสร็จภายใน 5 นาที
5. ปลายก้อนที่ก่อชนเสาโครงสร้าง หรือเสาเอ็นจะต้องยึดด้วยแผ่นเหล็ก Metal Strap ยาวประมาณ 20 ซม. เข้ากับเสาด้วยตะปูคอนกรีต หรือพุกสกรูทุกระยะ 2 ชั้น ของ Block
6. หากพื้นที่ของผนังมีขนาดพื้นที่เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ในตาราง จะต้องมีเสาเอ็น หรือคานเอ็น ค.ส.ล. โดยใช้เหล็กเสริม 2 เส้น เส้นผ่าศูนย์กลาง 6 ม.ม. และมีเหล็กปลอกเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 มม. ทุกระยะ 20 ม. เหล็กเสาเอ็นจะต้องฝังลึกในพื้น หรือคานที่เป็นโครงสร้างหลัก
7. มุมกำแพงทุกมุมกรณีไม่ทำเสาเอ็น ค.ส.ล. ให้ก่อประสานเข้ามุม (Interlocking) ทั้งนี้ผนังต้องมีระยะไม่เกินตารางและ ปลายกำแพงที่ยื่นออกมาจากเสาเกินกว่า 1.50 ม. (ยกเว้นกรณีใช้ผนัง Block หนา 7.5 ซม. ต้องทำเสาเอ็น หรือคานเอ็น ค.ส.ล. ทุกขนาดพื้นที่ก่อไม่เกิน 10 ตร.ม.) 
วิธีการฉาบปูน QCON
วิธีการฉาบปูน QCON

1. การเตรียมพื้นผิว
- ใช้แปรงตีน้ำหรือไม้กวาดปาดเศษผงที่ติดอยู่บนผนังออกให้หมด
- หากมีรอยแตกบิ่นของผนังให้อุดซ่อมก่อนด้วยปูนซ่อม โดยผสมเศษผงคอนกรีตมวลเบาจากการตัดเข้ากับปูนก่อ
Q-CON คนให้เข้ากันกับน้ำ แล้วนำไปป้ายอุดจุดที่ต้องซ่อม ทิ้งไว้ให้แห้งก่อนฉาบ
- ราดน้ำที่ผนังก่อนฉาบให้ชุ่ม ประมาณ 2 ครั้ง เช่นเดียวกับผนังก่อทั่วไป
- รอให้ผิวผนังดูดซับน้ำจนแห้งเล็กน้อย จึงเริ่มลงมือฉาบ

2. วิธีฉาบปูน
- ความหนาปูนฉาบ 0.5 – 1.0 ซม. ให้ทำการฉาบเป็น 2 ชั้น ชั้นละประมาณ ครึ่งหนึ่งของความหนาทั้งหมด
- เมื่อฉาบชั้นแรก แล้วทิ้งไว้ให้ผิวหน้าแห้งหมาด บางส่วนจะเกิดรอยแตกเป็นปกติ จากการหดตัวของปูน ปูนที่ฉาบต้อง
ผสมไม่เหลวจนเกินไป เพราะจะทำให้เกินรอยย้อยตัวของปูน เสียเวลารอให้หมาดนาน และเป็นสาเหตุของการแตกร้าว
- ฉาบปูนชั้นที่สองให้ได้ความหนาที่ต้องการ ปาดหน้าให้เรียบแล้วทิ้งไว้ให้ผิวหน้าแห้งหมาดมาก ๆ
- ตีน้ำด้วยแปรงให้ทั่ว พอดีกับการปั่นหน้า กดเกรียงแรง ๆ แล้วขัดผิวหน้าให้เรียบก่อนลงฟอง
- การฉาบปูนโดยฉาบเป็นชั้นเดียวแล้วตีน้ำเลยนั้น ทำได้เฉพาะกรณีฉาบหนาไม่เกิน 1.5 ซม. เท่านั้น
- การฉาบปูนหนากว่า 2 ซม. ต้องแบ่งฉาบเป็นชั้น ๆ ละประมาณ 1 - 2 ซม. และติดลวดตาข่ายระหว่างชั้นปูน เพื่อป้องกัน
การแตกร้าวใน กรณีหนากว่า 4 ซม.

หมายเหตุ 
- ราคาสินค้าตามข้างต้น ใช้เฉพาะโครงการที่สั่งซื้อเงินสดตั้งแต่ 100 ตร.ม. ขึ้นไป
- ราคาดังกล่าวยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม - ใช้ราคานี้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ อาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า - บริษัทมีทีมงานผู้ชำนาญ และวิศวกรให้คำปรึกษาแนะนำและสาธิต - ทับหลังสำเร็จฯใช้ในกรณีไม่ได้หล่อเอ็น คสล. รอบวงกบประตู-หน้าต่าง - ข้อมูลจาก
http://www.superblockthailand.com/th/product_menu8.html

ค่า OTTV

ค่า OTTV ของ ผนังก่ออิฐฉาบปูนอยู่ที่ประมาณ 30-45 วัตต์/ตรม. ที่ความหนา 10 ซม. ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ค่าตัวไหนป้อนลงในโปรแกรมคำนวณ มีหลายตัว ให้เลือกใช้ และ ขึ้นกับ ความหนาอิฐ+ปูนฉาบ ของคอนกรีตมวลเบาจะอยู่ที่ประมาณ 15 วัตต์/ตร.ม. ที่ความหนา 10 ซม.เช่นกัน
จะเห็นว่าค่าไม่เกินที่ทาง กม.กำหนดไว้ คือ 45 วัตต์/ตร.ม. สำหรับอาคารใหม่ และ 55 วัตต์/ตร.ม.สำหรับอาคารเก่า
อันนี้คือผนังเพียว ๆ ไม่มีช่องเปิดเลย ตัวที่จะทำให้เกินก็คือสัดส่วนของกระจก เพราะค่า OTTV เป็นค่าเฉลี่ยของความร้อนที่ผ่านเข้าผนังชนิดต่าง ๆของอาคารที่มีการปรับอากาศ หารด้วยพื้นที่ผนังรวม
ตัวอย่างเช่น กระจกใส หนา 5 มม.ที่ไม่มีอุปกรณ์บังแดด
ทิศเหนือมีค่า OTTV 137 วัตต์/ตร.ม. ทิศใต้มีค่า OTTV 200 วัตต์/ตร.ม.
ทิศตอ.มีค่า OTTV 201 วัตต์/ตร.ม. ทิศตต.มีค่า OTTV 188 วัตต์/ตร.ม.
ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกกระจกอะไรด้วย ถ้าเลือกใช้กระจกที่กันความร้อนได้มาก ค่า OTTV ก็จะลดลงและแน่นอนว่าราคาการก่อสร้างจะแพงขึ้น การเลือกใช้คอนกรีตมวลเบาแทนอิฐจะทำให้ความร้อนเข้าอาคารน้อยลง แอร์ทำงานน้อยลง และ ส่งผลถึง การ ประหยัด ค่าไฟฟ้า (ไม่พูดถึง ปัญหา ด้านเทคนิค ในการก่อสร้าง )
หรือ ในอีกแง่หนึ่ง ก็จะทำให้สามารถออกแบบอาคารให้มีสัดส่วนของกระจกได้มากกว่า การใช้อิฐ โดยยังอยู่ในขอบเขตที่ความร้อนจาก แสงอาทิตย์สามารถเข้าอาคารไม่เกินที่ กม.กำหนด


 

'คอนกรีตมวลเบา' มีข้อดีต่างจาก'อิฐมอญ'อย่างไร

|0 ความคิดเห็น
 'คอนกรีตมวลเบา' มีข้อดีต่างจาก'อิฐมอญ'อย่างไร

    แม้ว่าอิฐมอญจะเป็นวัสดุที่หาง่าย ราคาถูก และเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้างผนังอาคารมานมนานแล้ว แต่อิฐมอญก็มีข้อด้อยในเชิงอนุรักษ์พลังงาน เพราะมันเป็นวัสดุที่ยอมให้ความร้อนถ่ายเทเข้า-ออกได้ง่ายและยังดูดเก็บความร้อนไว้ในตัวเองเป็นเวลานานกว่าจะเย็นตัวลง จะสังเกตได้ว่าเมื่อเราใช้มือสัมผัสผนังภายในบ้านในตอนบ่ายที่ถูกแดดร้อนจัด ผนังจะร้อนมาก และยังคงร้อนอยู่จนถึงช่วงหัวค่ำแล้วจึงเย็นลงใกล้เคียงกับอากาศปกติ
            นอกจากนี้ เมื่อเทียบค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของผนังด้านนอกอาคารหรือส่วนของอาคารที่มีการปรับอากาศที่เรียกว่าค่า OTTV (Overall Thermal Transfer Value) แล้วพบว่า อาคารที่ก่อด้วยอิฐมอญมีค่านี้สูงถึง 51 – 53 วัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งเกินกว่าในกฎหมายตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 ที่กำหนดเอาไว้ไม่เกิน 45 วัตต์ต่อตารางเมตรสำหรับอาคารควบคุมที่มีพิกัดการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 1 พันกิโลวัตต์ เป็นต้นไป ดังนั้น อิฐมอญจึงไม่ใช่วัสดุก่อสร้างเพื่อการประหยัดพลังงานที่ดีเมื่อเทียบกับคอนกรีตมวลเบา

รู้จักกับ ‘คอนกรีตมวลเบา’ 
 
 

            คอนกรีตมวลเบาเป็นวัสดุก่อสร้างชนิดใหม่ที่ผลิตได้จากการสังเคราะห์ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ทราย ยิปซั่มและปูนขาว และสารกระจายฟองอากาศขนาดเล็กอย่างสม่ำเสมอในเนื้อวัสดุ แล้วผ่านการอบไอน้ำภายใต้อุณหภูมิและความดันที่เหมาะสม การผลิตด้วยเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงทำให้ได้วัสดุที่มีสมบัติพิเศษ เบาแต่แข็งแกร่ง รับแรงอัดได้สูง มีความหนาแน่น 500-700 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เบากว่าอิฐมอญ 2-3 เท่า และเบากว่าคอนกรีต 4-5 เท่า ลดน้ำหนักผนังอาคารเหลือ 90 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แข็งแกร่ง รับกำลังอัดได้สูงตั้งแต่ 30-80 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร มีค่าการนำความร้อนต่ำ กันความร้อนได้ดีกว่าอิฐมอญ 4-6 เท่า ทนไฟได้นานกว่า 4 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 1,100 องศาเซลเซียสโดยไม่แตกร้าวหรือพังทลาย นอกจากนั้นยังเป็นฉนวนกันเสียงและลดการสะท้อนของเสียงอีกด้วย (ที่ความหนา 10 เซนติเมตร ฉาบปูน 2 ด้านๆละครึ่งเซนติเมตร สามารถกันเสียงได้ 42 เดซิเบล) และจากการวิเคราะห์สมรรถนะเชิงความร้อนด้วยค่า OTTV ของบ้านที่สร้างด้วยคอนกรีตมวลเบาพบว่าค่าดังกล่าวมีค่าต่ำกว่าบ้านที่สร้างด้วยอิฐมอญถึง 41.56 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ที่มา : "คอนกรีตมวลเบา วัสดุผนังเพื่อการประหยัดพลังงาน" โดย ธนา จัดวัฒนกุล อาจารย์พิเศษ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วารสารวิศวกรรมสาร ฉบับที่ 10-11 ปีที่ 54

 
 ขั้นตอนการผลิต*

การพัฒนาอิฐมวลเบาจากเศษแก้ว

|0 ความคิดเห็น

 การพัฒนาอิฐมวลเบาจากเศษแก้ว

บทคัดย่อ

การศึกษาวิจัยนี้เป็นการทำอิฐมวลเบาจากเศษแก้ว เพื่อใช้เป็นฉนวนกันความร้อนสำหรับอาคารบ้านเรือน โดยนำเศษแก้วสีชาบดให้ละเอียด ผสมสารก่อฟอง(foaming agent)ชนิดหินปูนหรือโดโลไมต์ ในปริมาณ 0.5-2.0 ส่วน ต่อเศษแก้ว 100 ส่วน ขึ้นรูปเป็นก้อนอิฐ เผาที่อุณหภูมิ 800 และ 850 องศาเซลเซียส นำตัวอย่างไปทดสอบหาค่าความหนาแน่น ความต้านแรงอัด และค่าการนำความร้อน ศึกษาผลของปริมาณสารก่อฟอง และอุณหภูมิเผาต่อสมบัติ ความหนาแน่นและความต้านแรงอัด

1. บทนำ

ประเทศไทยมีเศษแก้วทิ้งเป็นขยะอยู่ประมาณปีละ 40,000 ตัน ซึ่งไม่ได้นำกลับไปใช้ในกระบวนการผลิตแก้ว และนับวันจะมีปริมาณขยะเศษแก้วเพิ่มมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต ทำให้มีการรณรงค์การนำวัสดุเหลือทิ้งกลับมาใช้ใหม่ ในประเทศไทยยังไม่มีการนำเศษแก้วไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ นอกจากการนำกลับไปหลอมใหม่ แต่ในต่างประเทศมีการนำเศษแก้วกลับมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ มากมาย อาทิเช่น ใช้เป็นตัวกรอง (filtrationmedium) ใช้ผสมในคอนกรีต ใช้เป็นวัสดุขัดสี (abrasive) ใช้เป็นตัวช่วยลดอุณหภูมิในเซรามิก(fluxing agent) ใช้เป็นตัวเติมในสี (filler) และใช้ทำโฟมกลาส (foam glass) เป็นต้น
การทำโฟมกลาส จากเศษแก้วทำได้โดย นำแก้วที่บดละเอียดผสมกับสารที่ให้ก๊าซหรือสารก่อฟอง (gasifier or foaming agent) ส่วนมากเป็นพวกคาร์บอน หรือสารประกอบของคาร์บอน(carbonaceous substances) ซึ่งสามารถเแตกตัวให้ก๊าซเกิดขึ้นเมื่อให้ความร้อนระหว่างอุณหภูมิ 400-1000 องศาเซลเซียส ในขณะเดียวกันแก้วโซดาไลม์มีสมบัติอ่อนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 650-750 องศาเซลเซียส ณ อุณหภูมินี้แก้วจะมีความหนืดลดลงและไหลตัวได้ อนุภาคของแก้วจะเกิดการเชื่อมต่อกันจนเกิดผนึก (viscous flow sintering) ก๊าซที่เกิดขึ้นจึงถูกกักอยู่ภายใน และจะขยายตัวเป็นฟองอากาศใหญ่ขึ้นตามความดันแก๊สที่เพิ่มขึ้น เมื่อแก้วเย็นตัวลง ก๊าซที่เกิดขึ้นก็จะกลายเป็นช่องว่างอยู่ภายใน ทำให้เกิดโครงสร้างพรุนตัว เหมาะที่จะนำมาทำอิฐมวลเบากันความร้อน เนื่องจากมีน้ำหนักเบา แข็ง ทนต่อแรงอัดได้ดี ไม่ติดไฟ ไม่ไวต่อสารเคมีและไม่เป็นพิษ มีค่าการนำความร้อนต่ำ
การศึกษาวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเพื่อหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำอิฐมวล เบาจากเศษแก้ว เพื่อใช้เป็นฉนวนกันความร้อนสำหรับอาคารบ้านเรือน ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับวงการก่อสร้างของประเทศไทย

2. วิธีการทดลอง

2.1 ขอบเขตการทดลอง- ใช้เศษแก้วโซดาไลม์สีชา
- ใช้ สารก่อฟอง ชนิด หินปูน (calciumcarbonate) และโดโลไมต์ (dolomite) ปริมาณ 0.5-2ส่วนต่อแก้ว 100 ส่วน
- อุณหภูมิการเผา 800 และ 850 องศาเซลเซียส
2.2 วัตถุดิบ- เศษแก้วสีชา จากบริษัทแก้วกรุงไทยจำกัด เป็นแก้วชนิดโซดาไลม์ องค์ประกอบเคมีของแก้วแสดงในตารางที่ 1 ความละเอียดหลังผ่านการบด 16 ชั่วโมง มีค่าเฉลี่ย(mean) 17 ไมครอน (μm) ค่ามัธยฐาน (median) 13 ไมครอน และค่าฐานนิยม (mode) 25 ไมครอน กราฟการกระจายความละเอียดแสดงในรูปที่ 1 และสมบัติความหนืดแสดงในรูปที่ 2
- หินปูน (calcium carbonate,CaCO3) และโดโลไมต์ (colomite,MgCO3.CaCO3) จากบริษัท เซอร์นิคจำกัด เป็นชนิดเกรดอุตสาหกรรม
- สารเชื่อมประสาน โซเดียมซิลิเกต จากบริษัทเซอร์นิค จำกัด เป็นชนิดเกรดอุตสาหกรรม ที่ใช้ในงานเซรามิก มีความเข้มข้น 40 โบเม่

ตารางที่ 1 แสดงองค์ประกอบเคมีของเศษแก้วสีชา

การกระจายความละเอียดของแก้วสีชา



ภาพที่ 1 กราฟแสดงค่าการกระจายความละเอียด
ของแก้วสีชาที่ผ่านการบด 16 ชั่วโมง




ภาพที่ 2
กราฟแสดงค่าความหนืด-อุณหภูมิของแก้วสีชา
.
2.3 การเตรียมเศษแก้ว
ล้างเศษแก้วให้สะอาด โดยแช่น้ำทิ้งไว้ และทำการคัดเลือกสิ่งต่างๆ ที่ปะปนมาออกให้หมด ล้างทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง นำไปบดให้ละเอียดโดยใช้หม้อบดเป็นเวลา 16 ชั่วโมง จากนั้นนำออกมาร่อนผ่านตะแกรงขนาด 200 เมช เกรอะในอ่างปูนปลาสเตอร์และอบแห้งในตู้อบ นำไปทดสอบหาค่าความละเอียดโดยใช้เครื่อง laser particle size analyzer
2.4 การเตรียมตัวอย่างทดสอบสมบัติทางกายภาพ1. ชั่งเศษแก้วที่บดละเอียดเป็นผง จำนวน 100 กรัม
2. ชั่งสารก่อฟอง(foaming agent) ชนิดหินปูน/โดโลไมต์ ในปริมาณ 0.5, 1.0, 1.5 และ 2.0 ส่วน ต่อเศษแก้ว 100 ส่วน ตามลำดับ
3. ผสมเศษแก้ว และสารก่อฟองให้เข้ากันอย่างดีโดยใช้เครื่องผสมสาร(homogenizer)เป็นเวลา 20 นาทีแล้วเทเศษแก้วที่มีสารก่อฟองลงในบีกเกอร์
4. เติมสารเชื่อมประสานโซเดียมซิลิเกต 10มิลลิลิตร ซึ่งเตรียมโดยละลายโซเดียมซิลิเกต 100 มิลลิลิตรกับน้ำ 100 มิลลิลิตร ทำการผสมให้สารเชื่อมประสานโซเดียมซิลิเกตเข้ากันกับเศษแก้วและสารก่อฟอง
5. เทส่วนผสมที่เข้ากันดีแล้วลงในแบบสี่เหลี่ยมทำด้วยแผ่นพลาสติกอะคริลิค ขนาด 5 ซม. x 5 ซม. x 5 ซม. ใช้ไม้เกลี่ยให้เสมอกัน และเอาแป้นพลาสติกกดให้ผิวหน้าเรียบ
6. ถอดแบบออก ทิ้งตัวอย่างให้แห้งในอากาศ 1 วัน
7. นำตัวอย่างเข้าเผาในเตาไฟฟ้าอุณหภูมิ 800และ 850 องศาเซลเซียส โดยมีอัตราเร่ง 5 องศาเซลเซียส/นาที และยืนไฟที่อุณหภูมิสูงสุดนาน 10 นาทีการเตรียมตัวอย่างสำหรับทดสอบค่าการนำความร้อน ใช้เศษแก้วสีชาจำนวน 2 กิโลกรัม ผสมสารก่อฟองและโซเดียมซิลิเกต ตามสัดส่วน วิธีการเตรียมตัวอย่างเหมือนกับการเตรียมตัวอย่างทดสอบสมบัติทางกายภาพแต่ ใช้แบบขนาดใหญ่กว่าคือ 30 ซม. x 30 ซม. x 5 ซม.
2.5 การทดสอบนำตัวอย่างที่เผาแล้วมาทำการตัดผิวหน้าออกทุกด้าน และตัดให้เป็นรูปลูกบาศก์ขนาด 2 ซม. x 2 ซม. x 2 ซม. จากนั้นนำไปทดสอบสมบัติความหนาแน่น (density)โดยหาเป็นความหนาแน่นเชิงปริมาตร และความต้านแรงอัด(compressive strength) ส่วนค่าการนำความร้อน เลือกตัวอย่างที่ใช้หินปูน 1 ส่วน ต่อแก้ว 100 ส่วน และโดโลไมต์ 1.5 ส่วน ต่อแก้ว 100 ส่วน เผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส เนื่องจากมีค่าความหนาแน่นน้อย และมีค่าความต้านแรงอัดมาก โดยตัดตัวอย่างให้มีขนาด 30 ซม. x 30 ซม.x 2 ซม.


3. ผลการทดลอง

ตัวอย่างที่ได้จากการเผาที่อุณหภูมิ 800 และ 850 องศาเซลเซียส มีการขยายตัวมาก ผิวหน้าเรียบและเป็นมันเมื่อนำมาตัดผิวหน้าออกทุกด้าน ตัวอย่างจะมีรูพรุนกระจายตัวอยู่ทั่วไป และมีรูพรุนเพิ่มมากขึ้นและขนาดใหญ่ขึ้น เมื่อปริมาณของสารก่อฟองเพิ่มขึ้น และอุณหภูมิการเผาสูงขึ้น ภาพที่ 3 และ4 แสดงลักษณะตัวอย่างที่ใช้หินปูนและโดโลไมต์เป็นสารก่อฟอง เผาที่อุณหภูมิ 800 และ 850องศาเซลเซียส และเมื่อนำไปทดสอบหาค่าความหนาแน่นและความต้านแรงอัด พบว่า ตัวอย่างมีค่าความหนาแน่นและความต้านแรงอัดลดลง เมื่อปริมาณสารก่อฟองเพิ่มขึ้นและอุณหภูมิการเผสูงขึ้น ผลการทดสอบค่าความหนาแน่น และความต้านแรงอัด แสดงในภาพที่ 5-8 ตามลำดับและผลการทดสอบค่าการนำความร้อนแสดงในตารางที่ 2




ภาพที่ 3 ลักษณะตัวอย่างที่ใช้หินปูนเป็นสารก่อฟอง เผาอุณหภูมิ 800 และ 850 ํC




ภาพที่ 4 ลักษณะตัวอย่างที่ใช้โดโลไมต์เป็นสารก่อฟอง เผาอุณหภูมิ 800 และ 850 ํC




ภาพที่ 5 กราฟแสดงค่าความหนาแน่นต่อปริมาณหินปูน (calcium carbonate) ในเศษแก้ว




ภาพที่ 6 กราฟแสดงค่าความต้านแรงอัดต่อปริมาณหินปูน (calcium carbonate) ในเศษแก้ว




ภาพที่ 7 กราฟแสดงค่าความหนาแน่นต่อปริมาณโดโลไมต์ (dolomite) ในเศษแก้ว




ภาพที่ 8 กราฟแสดงค่าความต้านแรงอัดต่อปริมาณโดโลไมต์ (dolomite) ในเศษแก้ว


ตารางที่ 2 แสดงค่าการนำความร้อนของตัวอย่างเผาที่ 800 องศาเซลเซียส


4. วิจารณ์ผลการทดลอง

1. ตัวอย่างที่ใช้หินปูน และโดโลไมต์เป็นสารก่อฟองที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส มีรูพรุนกระจายตัวอยู่ทั่วไปแสดงว่าทั้งหินปูนและโดโลไมต์ เริ่มเกิดปฏิกิริยาแตกตัวให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียสแล้ว และเมื่อปริมาณหินปูนและโดโลไมต์เพิ่มขึ้น ตัวอย่างจะมีรูพรุนมากขึ้น และขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น จึงทำให้ตัวอย่างมีฟองอากาศมากขึ้น เกิดรูพรุนมากขึ้น จากรูปที่ 2 กราฟแสดงค่าความหนืด-อุณหภูมิของแก้วสีชา จเห็นได้ว่า แก้วเริ่มอ่อนตัวที่อุณหภูมิประมาณ 735 องศาเซลเซียส อนุภาคของแก้วเริ่มเชื่อมต่อกันเกิดการผนึกตัว (viscous flowsintering) แล้ว โดยเฉพาะผิวหน้าของตัวอย่างจะได้รับความร้อนมากกว่าผิวใน ผิวหน้าจึงเกิดการผนึกตัวก่อนทำให้ก๊าซที่เกิดขึ้นภายในตัวอย่างไม่สามารถ ออกไปจากผิวหน้าของตัวอย่างได้ จึงถูกกักอยู่ภายใน และรวมตัวกันทำให้ตัวอย่างมีรูพรุนขนาดใหญ่ขึ้น ความพรุนตัวมากขึ้นทำให้ค่าความหนาแน่นลดลง และเป็นผลให้ค่าความต้านแรงอัดลดลงด้วย
2. ตัวอย่างที่ใช้หินปูนและโดโลไมต์เป็นสารก่อฟอง เมื่อเผาที่อุณหภูมิสูงขึ้น คือ 850 องศาเซลเซียสรูพรุนมีขนาดใหญ่กว่า ตัวอย่างที่เผาอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส เนื่องมาจากที่อุณหภูมิสูงขึ้น หินปูนและโดโลไมต์สามารถเกิดปฏิกิริยาแตกตัวให้ก๊าซได้มากขึ้น และค่าความดันก๊าซจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น จึงทำให้รูพรุนมีขนาดใหญ่ขึ้น ส่งผลให้ค่าความหนาแน่น และความต้านแรงอัดที่อุณหภูมิ 850 องศาเซลเซียสน้อยกว่าตัวอย่างที่เผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส
3. ตัวอย่างที่ใช้หินปูนเป็นสารก่อฟอง 1 ส่วนต่อแก้ว 100 ส่วน มีค่าการนำความร้อนมากกว่า ตัวอย่างที่ใช้โดโลไมต์เป็นสารก่อฟอง 1.5 ส่วนต่อแก้ว 100 ส่วนเนื่องจากตัวอย่างที่ใช้หินปูนมีความหนาแน่นมากกว่า จึงนำความร้อนได้ดีกว่าตัวอย่างที่ใช้โดโลไมต์ ตัวอย่างที่มีความหนาแน่นมากกว่า จะสามารถนำความร้อนได้ดีกว่าและจะมีความเป็นฉนวนน้อยกว่า


5. สรุป

เศษแก้วสามารถนำมาทำเป็นอิฐมวลเบาได้ โดยผสมสารก่อฟองชนิดหินปูน 1 ส่วนหรือโดโลไมต์ 1.5 ส่วนต่อเศษแก้วบดละเอียด 100 ส่วน และใช้โซเดียมซิลิเกตเป็นสารเชื่อมประสาน เพื่อช่วยในการขึ้นรูปให้เป็นก้อนอิฐเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส จะได้อิฐมวลเบาที่มีค่าความหนาแน่น 0.30-0.32 กรัม/ลบ.ซม. มีค่าความต้านแรงอัด 5.4-5.6 เมกะปาสคาล และค่าการนำความร้อน 0.60-0.65 วัตต์/เมตร.เคลวิน สามารถนำมาตัดให้มีขนาดต่างๆ ตามที่ต้องการได้




โดย : วรรณา ต.แสงจันทร์

การสร้างบ้านในเมืองกรุง!!

|0 ความคิดเห็น
การสร้างบ้านในเมืองกรุง!!  

สมัยก่อนการสร้างบ้านแต่ละหลังมีการเชื่อถือโชคลางต่างมากมาย เช่น ห้ามปลูกบ้านขวางตะวัน ต้องหันหน้าบ้านเข้าหาแม่น้ำ ห้ามหันห้องนอนและเตียงนอนไปทางทิศตะวันตก ฯลฯ ซึ่งจริงๆ แล้ว ความเชื่อเหล่านี้เป็นกุศโลบายอันชาญฉลาดของบรรพบุรุษที่สืบทอดกันมานั่นเอง เหตุผลต่างๆของความเชื่อเหล่านั้นก็เพื่อให้บ้านที่สร้างน่าอยู่และเหมาะกับภูมิอากาศของเมืองไทยนั่นเอง แต่ในปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้คงจะไม่เหมาะกับชีวิตในเมืองกรุง เพราะพื้นที่ค่อนข้างจำกัด แต่จริงๆแล้วเราสามารถนำมาปรับใช้ได้ วันนี้ผมได้นำหลักการสร้างบ้านแบบ “NEWS” หรือ “บ้านมีทิศ” มาฝากครับ


หลักการของการสร้างบ้าน “NEWS” หรือ “บ้านมีทิศ” คือ ต้องคำนึงถึง สภาพแวดล้อมบริเวณที่ตั้งของตัวอาคารให้สอดคล้องและเหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคำนึงถึง ทิศทางลม ทิศทางแดดและฝน เป็นหลัก และทั้งนี้ในการออกแบบบ้าน “NEWS” หรือ “บ้านมีทิศ” ยังต้องคำนึงถึง FUNCTION และการวางตำแหน่งที่ตั้งของตัวอาคาร ให้เหมาะกับสภาพของพื้นดินได้อย่างต่อเนื่องและสอดคล้องได้อย่างลงตัว เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี โดยต้องคงความสวยงามของบ้านไว้ได้อย่างครบถ้วน คุณ ๆ อาจจะงงว่าแล้วมันจะออกมาเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าจะลองยกตัวอย่างบางส่วนให้เห็นภาพก็แล้วกันนะครับ
หันหน้าบ้านไปทางที่รับลม โดยต้องไปสังเกตุดูว่าบริเวณที่ดินของเรามีลมพัดมาจากทิศทางใดก็หันหน้าบ้านไปทางนั้น โดยเฉพาะทิศใต้กับทิศตะวันตกเพราะทิศทางลมของกรุงเทพฯ จะเป็นลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ลมหนาว) กับมรสุมทิศใต้และตะวันออกเฉียงใต้(ลมฝน) แต่ถ้าไม่สามารถปรับได้ก็ให้แก้ไขโดยการพยายามเปิดบ้านทิศใต้และทิศตะวันตกให้โล่งเพื่อรับลมแทน สมัยก่อนมักจะหันหน้าบ้านเข้าหาแม่น้ำก็เพราะใช้หลักการเดียวกันครับเพราะแม่น้ำเป็นเส้นทางที่ลมพัดผ่านตลอดเวลา อ้อ! แต่ต้องมีช่องทางให้ลมผ่านออกด้วยนะครับเพราะถ้าลมไม่สามารถออกได้ลมก็จะไม่พัดเข้าบ้าน



ห้องนอน ควรอยู่ทางด้านทิศตะวันออก เพราะแดดตอนเช้าจะร้อนน้อยกว่าตอนเย็น ถ้าห้องอยู่ทางทิศตะวันตก ผนังห้องจะซับความร้อนไว้นานทำให้กลางคืนห้องจะร้อน ครับ แล้วก็ให้ห้องน้ำ หรือ ห้องที่ใช้สอยน้อยอยู่ทางทิศตะวันตกแทน โดยเฉพาะห้องน้ำ ความร้อนจะได้ช่วยฆ่าเชื้อโรคบางอย่างได้ด้วยนะครับ
ต่อชายคาให้กว้าง เพราะจะได้ช่วยบังแดด และ ฝน ช่วยสร้างภาวะความสบาย ฝนตกก็ไม่ต้องคอยปิดหน้าต่างให้เหนื่อย ทำให้อากาศในบ้านเย็นสบายไม่ร้อน
เฉลียง ควรมีหลังคา เพราะจะทำให้อากาศหมุนเวียน และยังช่วยกรองความร้อนไม่ให้เข้าตัวบ้านครับ

การใช้กระจก ควรใช้ในจำนวนที่พอเหมาะพอดีด้วย น้อยไปบ้านก็อับทึบทำให้เปลืองค่าไฟ แต่ถ้ามากเกินไปก็ทำให้บ้านได้รับความสว่าง และ ความร้อนมากเกินไปเช่นกัน
การติดตั้งแอร์ ควรจะติดตั้งที่ผนังด้านบน เพราะจะช่วยกระจายความเย็นได้เร็วกว่าแบบตั้งพื้น
นี่เป็นแค่ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆเท่านั้นนะครับ แต่สามารถทำให้คุณอยู่บ้านได้สบายขึ้นแถมประหยัดพลังงานได้อีกด้วย เพียงแค่เรานำความเชื่อในสมัยก่อนมาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัย ซึ่งเคล็ดลับต่างๆ ก็เป็นความเชื่อเก่าแก่ของ ปู่ ยา ตา ยาย นั่นแหละครับ เพียงแต่เราอาจจะไม่เข้าใจหรือลืมมันไปเท่านั้นเอง

เทคโนโลยีในการผลิต “คอนกรีตมวลเบา”

|0 ความคิดเห็น
เทคโนโลยีในการผลิต “คอนกรีตมวลเบา”



คอนกรีตมวลเบาที่ใช้เทคโนโลยีออโตเครป (Autoclaved Aerated Concrete) เริ่มจากการนำส่วนผสมของปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ปูนขาว ทราย ยิปซั่ม น้ำ และสาร อลูมิเนียม มาผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม แล้วจึงทำให้แข็งตัวด้วยเครื่องอบไอน้ำ ความดันสูง โดยฟองอากาศในเนื้อวัสดุเกิดจากอากาศเข้าไปแทนที่แก๊สไฮโดรเจนที่ฟู ขึ้นมาจากปฏิกิริยาของผงอลูมิเนียมกับปูนขาว มีลักษณะเป็นฟองอากาศเป็นแบบปิด ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งคอนกรีตมวลเบาที่ได้จากการผลิตรูปแบบนี้ยังมีอัตราการซึมน้ำที่ค่อน ข้างสูง หากนำไปใช้กับปูนก่อฉาบทั่วๆไป ตัววัสดุจะดูดน้ำจากปูนก่อฉาบทำให้เกิดรอย แตกร้าวขึ้นได้ จึงต้องใช้ปูนก่อฉาบพิเศษสำหรับคอนกรีตมวลเบาโดยเฉพาะ สำหรับคอนกรีตมวลเบาที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ตัวอย่างเช่น คอนกรีตมวลเบา Q- CON, ซุปเปอร์บล๊อก, ไทยคอน เป็นต้น

คอนกรีตมวลเบาที่ใช้ การผสมสารเพิ่มฟองอากาศ โดยใส่น้ำยาดังกล่าวลงไป ผสมกับปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ทราย และน้ำ ใช้เครื่องอัดอากาศทำให้เกิดฟองอากาศ เล็กๆมากมายกระจายทั่วเนื้อวัสดุโดยสม่ำเสมอและไม่เชื่อมต่อกัน ก่อนนำไปขึ้นบล็อก ผ่านเครื่องอบ ออกมาเป็นบล็อกคอนกรีตมวลเบานำไปใช้งานต่อไป เนื่องจากกรรมวิธีการผลิตที่มีฟองอากาศปิดแบบสมบูรณ์ อีกทั้งไม่มีปูนขาวผสม(ไม่ยุ่ย น้ำ) ทำให้มีอัตราการดูดซึมน้ำน้อยกว่าการผลิตแบบออโตเครปประมาณ 10-15% คอนกรีตมวลเบาที่ได้จึงใช้ร่วมกับปูนก่อฉาบชนิดธรรมดาได้เช่นเดียวกับการก่อด้วยอิฐ มอญ อีกทั้งสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งของเนื้อวัสดุมากขึ้น โดยการปรับเพิ่มส่วนผสม ของปูนซีเมนต์ ทำให้สามารถตอกตะปูกับผนังได้เช่นเดียวกับผนังอิฐมอญด้วยเช่นกัน คอนกรีตมวลเบาที่ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เช่น บล็อกมวลเบา เคบล็อก,คอนกรีตมวล เบาแอลคอน เป็นต้น

ปัจจุบันมีการพัฒนาคอนกรีตมวลเบารูปแบบใหม่ๆขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้น คือ การสอดไส้ฉนวนกันความร้อนไว้ด้านในบล็อก เทคโนโลยีของผู้ผลิตคอนกรีตมวลเบา COOL BLOCK ซึ่งฉนวน Expanded Polystyrene ที่อยู่ตรงกลางจะทำหน้าที่กันความ ร้อนและความชื้นเข้าสู่ภายในบ้าน ทำให้มีอัตราการนำความร้อนที่ต่ำกว่าคอนกรีตมวล เบาทั่วไปถึง 3 เท่า และมีอัตราการดูดซึมน้ำที่ต่ำกว่าคอนกรีตมวลเบาทั่วไป 15%
ที่มาข้อมูล : นิตยสารโฮมบายเออร์ไกด์ ฉบับเดือน ก.ค.2548
คอลัมน์ “พื้นจรดเพดาน” โดย...สมพันธ์ ราชรักษา

6 เทคนิคปรับปรุงสู่ “บ้านประหยัดพลังงาน”

|0 ความคิดเห็น
 6 เทคนิคปรับปรุงสู่ “บ้านประหยัดพลังงาน”



เชื่อหรือไม่ว่า บ้านที่คุณอยู่ปัจจุบันก็สามารถแปลงสภาพให้เป็นบ้านประหยัดพลังงานได้เหมือนกัน ลองสังเกตแต่ละมุมของบ้านจาก 6 เทคนิคต่อไปนี้ แล้วปรับเปลี่ยน ปรับปรุงในมุมที่ไม่เวิร์กเสียใหม่ตามคำแนะนำที่ว่าไว้  เท่านี้บ้านทั้งหลังของคุณก็จะกลายเป็นบ้านพลังงานหารสองที่สมบูรณ์อย่างแน่นอน 

1. ติดฉนวนกันความร้อนบนฝาเพดาน ก่อนเริ่มติดตั้งควรตรวจสอบบริเวณที่จะติดตั้ง เช่น ชนิด การรับน้ำหนักของฝ้าเพดาน เพื่อจะได้สามารถเลือกฉนวนกันความร้อนได้อย่างเหมาะสมกับสถานที่และการใช้งาน ซึ่งแบบของฉนวนนั้นควรที่มีความหนาไม่น้อยกว่า 3 นิ้ว

2. ปรับปรุงโถงบันไดที่ค่อนข้างมืด และไม่ระบายอากาศ ด้วยแสงสว่างและลมจากธรรมชาติ โดยเปลี่ยนวัสดุมุงหลังคา หรือแผ่นฝ้าให้เป็นวัสดุโปร่งแสงในจุดที่ต้องการความสว่าง โดยกำหนดให้มีขนาดพอเหมาะ  ส่วนการระบายอากาศนั้นก็ให้พยายามเปิดหน้าต่าง ให้สามารถระบายได้อย่างต่อเองผ่านโถงบันไดเท่าที่ทำได้

3. อย่าต่อเติมบ้านจนไม่มีทางให้ลมเข้าออก  โดยเฉพาะพื้นที่ชั้นล่างที่ต้องพยายามออกแบบให้ทุกส่วนของมีทางให้ลมเข้าและออกได้อย่างต่อเนื่อง จึงจะช่วยลดการสะสมความร้อนภายในบ้าน และได้รับแสงธรมชาติ อันเป็นหนทางประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่ง


4. ในห้องที่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ควรเลือกใช้หน้าต่างแบบบ้านเลื่อน และประตูแบบบานทึบแทน เพราะจะช่วยปิดกันความร้อนและความชื้นจากภายนอกได้ดีกว่า หน้าต่างหรือประตูที่มีลักษณะเป็นบานแกล็ด  ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป

5. เลือกตำแหน่งการวางคอมเพรสเซอร์แอร์เอาไว้ในที่ที่โดนแดดน้อยที่สุด เช่น บริเวณผนังด้านทิศเหนือ หรือทิศตะวันออก หรือตั้งไว้ในพื้นที่ร่มและโล่ง เพื่อจะได้ดูแลรักษาได้ง่าย รวมทั้งไม่วางของแกะกะบริเวณช่องลมกลับเวลาเปิดใช้งานเครื่องปรับอากาศ เพื่อให้เครื่องปรับอากาศสามารภทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานนั่นเอง

6. เวลาเปิดเครื่องปรับอากาศแต่ละครั้ง อย่าลืมตั้งอุณหภูมิไว้ที่ 25 องศาเซลเซียส และหากต้องการความเย็นไปตลอดทั้งคืนที่นอน แถมยังประหยัดไฟล่ะก็ ให้เปิดพัดลมทิ้งไว้ด้วย และตั้งปิดเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติไว้สักประมาณตีหนึ่ง หรือตีสอง โดยพัดลมที่เปิดทิ้งไว้จะช่วยให้ความเย็นยังคงหมุนเวียนอยู่ในห้อง ทำให้คุณเย็นสบายได้ถึงเช้าเชียวล่ะ

ด้วย 6 เทคนิคนี้ คุณก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งคนที่ช่วยประเทศชาติประหยัดพลังงาน แต่เหนือประโยชน์อื่นใดก็คือ คุณได้ช่วยเซฟกระเป๋าเงินตัวเอง ไม่ให้รั่วไหลไปกับค่าไฟที่บานเบอะในแต่ละเดือนนั่นเอง

ข้อมูลจาก แบบบ้านประหยัดพลังงาน
โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน

4 ข้อก่อนกู้เงินซื้อบ้าน

|0 ความคิดเห็น
ออกแบบบ้าน

4 ข้อก่อนกู้เงินซื้อบ้าน

1. สำรวจความพร้อมทางด้านการเงิน ว่าฐานะทางการเงินว่ามั่นคงพอที่จะผ่อนบ้านแล้วหรือไม่ ซึ่งเงินที่จะผ่อนชำระในแต่ละเดือนนั้นไม่ควรเกินกว่า 30-40% ของรายได้ ที่สำคัญ ต้องตรวจสอบดูว่ามีการติดค้างการชำระเงินกู้จากที่ต่างๆหรือไม่เช่น ค่างวดรถยนต์ ค่างวดเงินกู้อื่น ๆ หนี้บัตรเครดิต เป็นต้น ปัจจุบันสถาบันการเงินทุกแห่งจะเข้มงวดในการตรวจสอบประวัติทางการเงินของผู้ กู้ โดยจะใช้ฐานข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลเครดิต เป็นข้อมูลประกอบการอนุมัติสินเชื่อ ถ้าหากมีประวัติที่ไม่ดี ก็จะไม่ได้รับอนุมัติวงเงินกู้
สำหรับผู้กู้ที่เป็นผู้ประกอบการอาชีพอิสระมีรายได้ไม่ค่อยมั่นคง การสร้างเครดิตให้กับตนเอง ด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากเพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงิน โดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไปจะช่วยประกอบการตัดสินใจให้กับผู้อนุมัติเงินกู้ด้วย
2. หาแหล่งเงินกู้ที่น่าเชื่อถือและพร้อมให้บริการ แหล่งเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัยจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม หลัก ๆ ด้วยกัน กลุ่มแรก สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารกรุงไทย และธนาคารออมสิน กลุ่มที่สอง ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆเช่น บริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กลุ่มที่สาม บริษัทประกันชีวิตที่ให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับผู้ขอกู้ว่าจะสะดวกหรือใช้บริการหรือข้อเสนอของแหล่ง เงินกู้ใดที่น่าสนใจที่สุด
3. วิเคราะห์เงื่อนไขของแหล่งเงินกู้แต่ละที่ให้ชัดเจน เงื่อนไขที่เห็นชัดเจนทั่วไปคือ การแข่งขันในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งจะมีทั้งแบบคงที่และลอยตัว แบบคงที่คือ การเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยที่จะทำให้ผู้กู้สามารถวางแผนด้านการชำระเงินค่า บ้านได้อย่างชัดเจน ซึ่ง ผู้กู้ต้องมั่นใจว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย เงินกู้ ส่วนแบบลอยตัวคือ อัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงมากกว่าอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่
4. เตรียมหลักฐานสำคัญประกอบการยื่นเรื่องขอกู้
เอกสารแสดงข้อมูลส่วนตัว
1. สำเนาบัตรประชาชนหรือบัตรข้าราชการ (ผู้กู้ทุกคน)
2. สำเนาทะเบียนบ้านผู้กู้ทุกคน (ทุกหน้า)
3. สำเนาเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
4. สำเนาทะเบียนสมรส-ใบหย่า (ถ้ามี)
5. แผนที่ตั้งที่พักอาศัยปัจจุบัน-ที่ทำงาน
6. สำเนาสัญญากู้/สัญญาจำนอง/ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 12 เดือน (กรณีไถ่ถอนจำนอง)

เอกสารแสดงรายได้
1. อาชีพประจำ เช่น ข้าราชการ พนักงาน รัฐวิสาหกิจ หรือลูกจ้างบริษัท ได้แก่ ใบรับรองเงินเดือนจากหน่วยงาน สลิปเงินเดือน สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคารย้อนหลังไม่น้อยกว่า 6 เดือนและหลักฐานแสดงรายได้อื่น ๆ (ถ้ามี)
2. อาชีพอิสระ ต้องมีสำเนาทะเบียนการค้า/หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล ทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่ม/ใบเสียภาษีเงินได้,บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน/บัญชีเงินฝากธนาคาร ย้อนหลังไม่น้อยกว่า 6 เดือน

เอกสารหลักประกัน
1. โฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด หรือ นส.3ก พร้อมสารบัญจดทะเบียนทุกหน้า (ให้เตรียมสำเนาทุกหน้าจำนวน 2 ชุด)
2. สำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย/สัญญามัดจำ/ ใบเสร็จเงินดาวน์
3. สำเนาใบอนุญาตปลูกสร้าง /คำขออนุญาต/แบบแปลน (กรณีปลูกสร้างต่อเติม ซ่อมแซม)
4. หลักฐานการเป็นเจ้าของอาคาร (กรณีไถ่ถอนจำนอง)
5. แผนที่ตั้งหลักประกันโดยสังเขป

ซื้อบ้านเพื่ออยู่ในลักษณะลงทุนดีอย่างไร ทำไมถึงคุ้มสุดๆ….

|0 ความคิดเห็น
ซื้อบ้านเพื่ออยู่ในลักษณะลงทุนดีอย่างไร ทำไมถึงคุ้มสุดๆ….



บ้านนั้นนอกจากให้ประโยชน์ในด้านใช้เป็นที่พักอาศัยในเวลาปัจจุบันแล้ว บ้านทำเลดีนั้นยังถือว่าเป็นการออมหรือการลงทุนที่ชาญฉลาดซึ่งให้ผลคุ้มค่ามากในอนาคตอีกด้วย
ทำเลที่ดีของบ้านนั้นจะให้ผลการเพิ่มมูลค่าบ้าน ทำให้บ้านมีมูลค่าเพิ่มเป็นทรัพย์สินที่สามารถถูกประโยชน์แล้วยังให้ผลที่คุ้มค่าเงินที่ได้ซื้อโดยการขายในอนาคตอีกด้วย
จากการเฝ้าวิเคราะห์และสังเกตุพฤติกรรมการมีบ้านของคนหลายคนตั้งแต่เด็กจนกระทั่งตาย เราพบว่าในช่วงชีวิตคน 1 คนจะมีการโยกย้ายเปลี่ยนที่อยู่อย่างน้อย 1 ครั้ง มีคนในสังคมเมืองจำนวนน้อยมากๆ ที่จะพักอาศัยในสถานที่เกิดต่อเนื่องจนกระทั้งตาย เหตุผลที่ซ่อนเร้นอยู่ ที่ทำให้เกิดความต้องการในการโยกย้ายเปลี่ยนที่อยู่อาศัยนั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลายปัจจัย อาทิ เช่น ประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมกับครอบครัวในปัจจุบันและอนาคต, ขนาดครอบครัวที่ขยายมีสมาชิกเพิ่ม, การแยกครอบครัวหรือมีครอบครัวใหม่, อายุหรือวัยวุฒิของสมาชิกครอบครัวมีการเปลี่ยนแปลง, กระแสโลกาภิวัฒน์ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและการวิถีการดำเนินชีวิตของคน, นโยบายเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติ เป็นต้น
ความต้องการบ้านหากเปรียบเทียบตามความต้องการของคน คนเรายังมีวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่และวัยชรา ความต้องการบ้านที่เหมาะสมต่อครอบครัวของคนก็สามารถแบ่งได้ 3 ลักษณะ คือครอบครัวตั้งต้น ครอบครัววัยผู้ใหญ่ตอนกลางและครอบครัวโตเต็มวัย
ครอบครัวตั้งต้น หมายถึงครอบครัวขนาดเล็กที่เพิ่งก่อตั้งหรือเพิ่งแต่งงาน มีความไม่ซับซ้อน ต้องการความคล่องตัวสูง เริ่มวางแผนที่จะทายาทตัวน้อยๆ
ครอบครัววัยผู้ใหญ่ตอนกลาง คือ ครอบครัวที่มีสมาชิกครอบครัวรุ่นที่ 2 คือ ลูก ผู้ใหญ่ในครอบครัวอยู่ในวัยทำงาน สมาชิกครอบครัวรุ่นที่ 2 ยังไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองหรือยังพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ยังไม่พร้อมจะแยกไปมีครอบครัวใหม่ ครอบครัววัยผู้ใหญ่ตอนกลางเมื่อเทียบกับครอบครัวตั้งต้น ถือมีความต้องการซับซ้อนมากขึ้น
ครอบครัวโตเต็มวัย ประกอบด้วยคนทุกวัย อาจมีสมาชิกครอบครัวรุ่นที่ 3 ขึ้นไป (หลานหรือเหลน) มีผู้ใหญ่ที่เกษียณการทำงานแล้วหรือคนสูงอายุพักอาศัยอยู่ด้วย มีความต้องการที่ซับซ้อนมากที่สุด เช่นควรมีที่พักให้กับผู้ใหญ่ที่สูงอายุอยู่บริเวณชั้นล่าง เนื่องจากสภาพร่างกายที่มีขีดจำกัด
หากบ้านเปรียบเสมือนเสื้อผ้า เราจะเอาผู้ใหญ่มาใส่เสื้อผ้าของเด็ก หรือเอาเด็กมาใส่เสื้อผ้าผู้ใหญ่ พิจารณาดูอย่างไรก็จะเห็นถึงความไม่เข้ากัน ไม่เหมาะสมเอามากๆ ด้วยเหตุนี้ในบ้าน 1 หลังนั้น ไม่เหมาะพอดีกับชีวิตคน 1 คนตั้งแต่เกิดจนตายด้วยเหตุผลหลากประการที่ได้กล่าวมาแล้ว ความคิดที่จะซื้อบ้าน 1 หลังแล้วอยู่ไปทั้งชีวิต ในความเป็นจริงนั้นจึงเกิดขึ้นน้อยมากๆ ด้วยเหตุนี้จึงอยากให้ผู้อ่านย้อนนึกถึงข้อเท็จจริงข้างต้นแล้วตั้งหลักในการเลือกซื้อบ้านตามความเหมาะสมกับครอบครัวปัจจุบันและการวางแผนในครอบครัวในอนาคตประกอบกับกำลังทรัพย์ในปัจจุบัน กรอบของเวลาที่เหมาะสมที่จะหาบ้านตามลักษณะการเติบโตของครอบครัว
หากวันนี้เรามีกำลังทรัพย์ไม่มาก และอยู่ในลักษณะที่จะเป็นครอบครัวแบบ ครอบครัวตั้งต้นหรือครอบครัววัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ซึ่งคิดว่าจะมีการเปลี่ยนบ้าน 2 ครั้งในช่วงชีวิต เราจะต้องมีการขายบ้านหลังที่ 1 ไปซื้อหลังที่ 2 การซื้อบ้านในแบบ ซื้อบ้านให้เพิ่มมูลค่าจะมีความสำคัญเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเป็นการซื้อบ้านอย่างชาญฉลาดโดยใช้เหตุในด้านการลงทุนประกอบการตัดสินใจ ใช้หลักการมองหาทำเลที่ตั้งของบ้านใหม่ให้อยู่ในพื้นที่ที่ความเจริญ เมืองจะขยายตัวกลืนเข้ามาในทำเลพื้นที่บ้านที่จะซื้อ ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผังเมืองตลอดจนข้อมูลโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคและนโยบายเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับพื้นที่นั้นๆ ของรัฐบาลหรือส่วนราชการท้องถิ่น หากได้มีการศึกษาและวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนและรอบคอบโดยใช้หลักเหตุและผลซื้อบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าบ้านในการตัดสินใจด้วย จะทำให้บ้านหลังนี้ในอนาคตหากขาย จะขายได้ราคาสูงขึ้น
ซึ่งบางทีการขายบ้านหลังนี้ ไปซื้อบ้านที่ใหญ่กว่าหลังใหม่ในอนาคต เราอาจจะแทบไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม เพราะบ้านหลังเก่าขายได้ราคาสูงเนื่องจากอยู่กลางเมืองไปเสียแล้ว
สรุปก็คือขายได้ราคาที่สูงขึ้นและได้อยู่ฟรีมาหลายปีกำไร 2 ต่อ ทั้งใช้ฟรีไม่ต้องเช่าแถบเหลือเงินไปซื้อใหม่ใหญ่กว่าเดิม ในบางกรณีหลังจากขายแล้วใช้เงินซื้อบ้านหลังใหม่ไปแล้วยังมีเงินเหลือไว้ใช้ทำการค้าหรือไว้ใช้ยามแก่อีกด้วย

ระวัง! ผู้รับเหมาเทพื้นคอนกรีตหนาเพิ่มแถมฟรีๆ อันตรายนะ

|0 ความคิดเห็น

ระวัง!  ผู้รับเหมาเทพื้นคอนกรีตหนาเพิ่มแถมฟรีๆ อันตรายนะ

 
 
เมื่อผู้รับเหมาบางรายทำการก่อสร้างโดยเทระดับพื้นผิดพลาด โดยเทพื้นต่ำกว่าระดับที่กำหนดไว้ในแบบ เพื่อที่จะไม่ต้องทุบรื้อแล้วทำใหม่ เลยอาจบอกว่าจะเทคอนกรีตเสริมทับหน้าให้หนาเป็นพิเศษฟรี  ขอเตือนว่าอย่าไปหลงกลและหลงดีใจว่า เขาใจดี เทคอนกรีตให้หนาเพิ่มโดยไม่คิดเงินเพิ่ม ได้คอนกรีตฟรีๆ แบบนี้แล้วดี บ้านจะได้แข็งแรงมากขึ้น
โดยหลักแล้วความหนาของพื้นที่วิศวกรผู้ออกแบบได้คำนวณมาแล้วนั้น เพียงพอเฉพาะที่จะรับน้ำหนักตามที่กำหนด ซี่งได้คำนวนออกแบบไว้สำหรับรับน้ำหนักของตัวพื้นเองพร้อมๆ กับรับน้ำหนักบรรทุกจรตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการใช้สอยพื้น(น้ำหนักสิ่งของที่เคลื่อนที่ได้ต่างๆ ที่จะวางบนพื้นภายหลังจากเมื่อได้ก่อสร้างพื้นแล้วเสร็จ)
ความหนาของพื้นที่เพิ่มขึ้นเกินจากที่วิศวกรได้ออกแบบไว้ ถือว่าเป็นภาระน้ำหนักส่วนที่เพิ่มขึ้น เป็นผลเสียต่อความแข็งแรงและบั่นทอนความสามารถในการรับน้ำหนักของอาคาร สำหรับพื้นหนา 1 ซม. 1 ตารางเมตรจะมีน้ำหนักถึง 24 กิโลกรัม  หาก ตามแบบได้กำหนดให้พื้นคอนกรีตมีความหนา 10 ซม. แล้วผู้รับเหมาเทคอนกรีตเพิ่มเป็นพื้นหนา 18 ซม. ภาระน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นต่อตารางเมตรจะเท่ากับ 24x8 = 192 กิโลกรัม สมมุติว่าวิศวกรได้ออกแบบให้พื้นสามารถรับน้ำหนักบรรทุกจรได้ตารางเมตรละ 150 กิโลกรัม (ตามเทศบัญญัติพื้นอาคารพักอาศัยกำหนดให้ต้องสามารถรับน้ำหนักบรรทุกจรได้ 150 กก./ตร.ม.) ตอนนี้น้ำหนักพื้นที่เพิ่มเพราะความหนาที่เพิ่มขึ้นจากพื้น 10 ซม. เป็น 18 ซม. พื้นรับน้ำหนักเพิ่ม 192 กก./ตร.ม ตัวน้ำหนักของพื้นเองก็เกินน้ำหนักบรรทุกจรไปตารางเมตรละ 192-150 = 42 กิโลกรัมแล้ว อันนี้อันตรายซะแล้วโครงสร้างพื้นนี้เมื่อมีการใช้งานมีโอกาสวิบัติสูง ไม่ปลอดภัย แค่รับน้ำหนักตัวเองก็ลำบากแล้ว เมื่อมีการใช้งานยังต้องรับภาระน้ำหนักจรจากสิ่งของที่ต้องวางบนพื้นอีก พื้นอาจจะไม่พังในทันทีเมื่อมีการใช้งาน ทั้งนี้เนื่องจากวิศวกรผู้ออกแบบได้เผื่อค่าความปลอดภัย (F.S.) ตามข้อกำหนดไว้อีกส่วนหนึ่ง แต่ต้องขอเตือนว่า อย่าพึ่งได้แน่นอนใจ เพราะโครงสร้างพื้นของท่านนั้นมีความปลอดภัยต่ำกว่าเกณฑ์มาตราฐาน ซึ่งค่าความปลอดภัยจะถูกบั่นทอนเรื่อยๆจากน้ำหนักส่วนเกินที่ผิดพลาดตลอดจนคุณภาพวัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตราฐาน ความเสื่อมคุณภาพของวัสดุตามกาลเวลาจะเกิดเร็วขึ้นกว่าปกติเนื่องจากการมีภาระการรับน้ำหนักที่มากเกินไป เมื่อใดที่ค่าความปลอดภัยยังถูกบั่นทอนไม่หมดโครงสร้างก็ยังพอฝืนทนอยู่ได้ แต่เมื่อใดที่ค่าความปลอดภัยนี้ถูกบั่นทอนหมด อาคารนี้ก่อจะถึงจุดวิบัติและเป็นอันตราย

เทคนิคดูแลเสื้อผ้าหน้าฝน

|0 ความคิดเห็น

เทคนิคดูแลเสื้อผ้าหน้าฝน
วันนี้เราจึงอยากนำเสนอเทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยให้การดูแลเสื้อผ้าตัวโปรดของคุณสะอาดสดใสใหม่อยู่เสมอ เพราะการดูแลเสื้อผ้า และเนื้อผ้าก็เท่ากับว่าจะได้ผลทางอ้อมใน การดูแลผิวนุ่มของคุณด้วย และหลากหลายเคล็ดลับจำง่ายนี้ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการซักผ้าสำหรับคุณ

ซักมือด้วย เครื่องซักผ้า

เชื่อหรือไม่ ว่าเครื่องซักผ้าสมัยใหม่สามารถ ‘ซักมือ' ได้ หลายคนอาจเคยเห็นว่าเสื้อผ้าบางประเภทมีสัญลักษณ์ระบุว่าให้ซักด้วยมือ หมายความว่าควรซักและตากแห้งอย่างนุ่มนวลที่ระดับอุณหภูมิต่ำ เดิมเคยใช้วิธีซักด้วยมือ บีบน้ำออกเบาๆ แล้ววางบนพื้นเรียบเพื่อตากให้แห้ง แต่ด้วยโปรแกรมซักมือของเครื่องซักผ้า เครื่องจะทำการ ซัก ล้างน้ำเปล่า และปั่นแห้ง อย่างนุ่มนวลโดยใช้น้ำในปริมาณและอุณหภูมิที่เหมาะสม

ควรซักแห้ง หรือไม่ซักแห้งดี

ก่อนอื่นขอให้เลือก น้ำยาซักแห้งที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ซักแห้งเมื่อเสื้อผ้าสกปรกจริงๆ เท่านั้น เสื้อผ้าครึ่งหนึ่งแทบไม่จำเป็นต้องซักแห้งเลย เพียงตากลมแล้วนำมารีด หรือจะใช้เครื่องอบผ้า Electrolux Iron Aid ก็ได้ การใช้เครื่องอบผ้า นอกจากจะช่วยให้ผ้าคุณแห้งอย่างรวดเร็วแล้ว คุณยังจะได้ผ้าที่สะอาด นุ่มอีกด้วย

ถุงซักผ้าช่วยให้ซักได้ดี ในราคาที่ไม่แพง

เครื่องซักผ้าของคุณดีไหม? และชุดชั้นในถือเป็นสมบัติล้ำค่าของคุณหรือไม่? ถ้าใช่ก็ควรใช้ถุงซักผ้า ซึ่งเป็นถุงตาข่ายไนล่อนใบเล็กมีซิปรูดปิด สำหรับชุดชั้นใน, กางเกงชั้นในผ้าไหม, กางเกงชั้นในลูกไม้, ถุงน่องไนลอน หรือชุดนอน นอกจากนั้นยังควรใส่เสื้อผ้าที่มีตะขอและซิปในถุงซักผ้า เพื่อกันไม่ให้ตะขอไปเกี่ยวเสื้อชุดอื่น ถุงซักผ้าช่วยปกป้องเสื้อผ้าขณะหมุนในถัง และปกป้องไม่ให้เกิดรอยขีดข่วนในถังซัก ถ้ามีลวดหรือวัสดุที่อาจทำให้เกิดรอยขีดข่วนลอยไปมาในถัง

จำเป็นต้อง ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มหรือไม่

น้ำยาปรับผ้านุ่ม ช่วยให้ผ้าที่ซักนุ่มขึ้น และช่วยลดไฟฟ้าสถิตลง หลังผ้าแห้งแล้วจะให้ความนุ่มหอมนาน ดังนั้นจึงควรใช้กับผ้าใยสังเคราะห์ และอาจมีประโยชน์สำหรับพื้นที่ที่ มีน้ำกระด้าง

ทำอย่างไร ผ้าจึงนุ่ม

หากลืมเรื่อง น้ำยาปรับผ้านุ่ม คุณจะทำให้การซักผ้าเช็ดตัวและเสื้อหนาวนุ่มขึ้นได้โดยนำไปใส่ลงในเครื่องอบผ้าแห้งสองสาม นาทีหลังจากซักจากเครื่องเสร็จแล้ว จากนั้นอาจอบแห้งต่อในเครื่องหรือนำไปตากให้แห้งก็ได้

ดูแลให้ เสื้อชั้นในสตรีขาวสะอาด

ชุดชั้นในที่ทำจาก ผ้าใยสังเคราะห์สีขาวส่วนใหญ่มีการย้อมสีขาว เมื่อคุณใช้สารฟอกขาวซัก สีขาวที่ย้อมไว้จะถูกกัดออกเป็นสีเทา ควรซักชุดชั้นในด้วยผงซักฟอกสำหรับผ้าสี ซึ่งไม่มีสารฟอกขาว

ลงทุนซื้อ เครื่องซักผ้าที่ประหยัดพลังงาน

เครื่องซักผ้า และเครื่องอบผ้าทุกเครื่องจะบอกระดับการประหยัดพลังงานจาก A ถึง G ตามระดับพลังงานที่ใช้ A+ เป็นระดับการประหยัดพลังงานสูงสุด วิธีนี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้ด้วย

ที่มา : นิตยสาร 247

 
 

วิธีขจัดกลิ่นอับในเครื่องซักผ้า : ขจัดกลิ่นอับในเครื่องซักผ้า กลิ่นอับในเครื่องซักผ้า

|0 ความคิดเห็น
วิธีขจัดกลิ่นอับในเครื่องซักผ้า : ขจัดกลิ่นอับในเครื่องซักผ้า กลิ่นอับในเครื่องซักผ้า


บ้านไหนที่กำลังประสบปัญหาเครื่องซักผ้ามีกลิ่นเหม็นอับ วันนี้มีวิธีขจัดกลิ่นอับมาบอก...

วิธีทำ คือ เทน้ำส้มสายชูที่ใช้สำหรับทำอาหารลงไป 1 ขวด เปิดสวิตซ์เครื่องซักผ้าให้ทำงานตามปกติจนเสร็จ หากยังมีกลิ่นติดค้างอยู่ให้ซักด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง กลิ่นก็จะค่อยๆหายไป แนะว่าควรเปิดฝาเครื่องทิ้งไว้หลังซักผ้าเสร็จ เพื่อช่วยระบายกลิ่นและความร้อน และอย่าลืมใช้ผ้าสะอาดเช็ดขอบยางให้แห้ง เพื่อป้องกันการเกิดเชื่อรา

วิธีง่าย ๆ ลองนำไปใช้ดูได้ค่ะ

วิธีการเลือกซื้อแอร์

|0 ความคิดเห็น

วิธีการเลือกซื้อแอร์

 http://www.jjsciencelab.com/images/VUTHPROCAT14102549131434.jpg

ขั้นตอนที่ 1
การเลือกขนาด การเลือกขนาดของเครื่องปรับอากาศใ ห้เหมาะสมกับห้องที่จะติดตั้ง ควรวัดขนาดของห้องเสียก่อน เพื่อให้ได้ความเย็นที่เหมาะสม แต่ถ้าซื้อเครื่องปรับอากาศที่มีขนาดใหญ่เกินไป ความเย็นจะมากเกินไปราคาของเครื่อง ค่าติดตั้ง ค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นไปด้วย ในขณะที่ถ้าซื้อเครื่องปรับอากาศขนาดเล็กเกินไป ความเย็นก็จะไม่พอและเครื่องต้องเดินตลอดเวลาทำให้เสียค่าไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น อายุการใช้งานสั้นลง


ขั้นตอนที่ 2
ควรเลือกเครื่องปรับอากาศที่มีความสามารถในการท ำความเย็นให้เหมาะสมกับพื้นที่ห้องวิธีการคำนวณ เบื้องต้นคือ ความเย็นที่ห้องนอนต้องการคือ 800 บีทียู / ตรม. ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่นต้องการ 800 - 1000 บีทียู / ตรม. ส่วนพื้นที่สาธารณะ เช่น ห้องอาหารต้องการมากกว่า 1000 บีทียู / ตรม.


ขั้นตอนที่ 3
ชนิดของเครื่อง ต้องเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะ ของห้องที่จะติดตั้งด้วย เครื่องปรับอากาศที่นิยมใช้ในบ้านอยู่อาศัย ปัจจุบันมีจำหน่ายอยู่ 3 ชนิด คือ เครื่องปรับอากาศชนิดติดตั้งหน้าต่าง จะเหมาะสมกับห้องที่มีลักษณะที่ติดตั้งวงกบหน้า ต่างติดช่องกระจก ช่องแสงติดตาย บานกระทุ้ง บานเกร็ด การติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ชนิดนี้จะทำได้ง่ายและสะดวกกว่า เครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่นติดฝาผนัง คือ แขวนจะเหมาะกับห้องที่มีลักษณะผนังทึบ จะติดตั้งได้สวยงามแต่จะมีราคาแพงกว่าเมื่อเปรียบเทียบเครื่องปรับอากาศชนิดต่าง ๆ ที่มีขนาดเท่ากัน เครื่องปรับอากาศชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าและมีเทอร์โมสตัทแบบอิเลคทรอนิกส์ สำหรับควบคุมอุณหภูมิของห้อง เครื่องปรับอากาศชนิดแยกส่วนตั้งพื้น จะเหมาะกับห้องที่มีลักษณะ เป็นกระจกทั้งหมดหรือติดผ้าม่านรอบห้อง ไม่อาจเจาะช่องเพื่อติดตั้งได้ เครื่องปรับอากาศชนิดนี้ส่วนใหญ่จะมีประสิทธิภาพต่ำกว่า


ขั้นตอนที่ 4
ราคาและอายุการใช้งาน เมื่อซื้อเครื่องปรับอากาศ นอกจากจะคำนึงถึงราคาซื้อตอนแรกแล้ว รายจ่ายที่จะต้องจ่ายเป็นค่าไฟฟ้าทุกเดือนตอนใช้เครื่อง ก็มีความสำคัญในการเลือกซื้อด้วย นอกจากนี้จะต้องทราบอีก ด้วยว่าเครื่องปรับอากาศที่ใช้มีอายุ การใช้งานมากน้อยเพียงใด โดยผู้ซื้อจะต้องพิจารณาราคาของเครื่องให้ดี เนื่องจากราคาไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับยี่ห้อ บางยี่ห้อมีค่าประสิทธิภาพต่ำกลับมีราคาแพง บางยี่ห้อมีค่าประสิทธิภาพสูงกลับมีราคาถูกก็มี

เตาแก๊สติด ๆ ดับ ๆ แก้เองได้

|0 ความคิดเห็น

เตาแก๊สติด ๆ ดับ ๆ แก้เองได้

http://learners.in.th/file/com6146/HQ-221.jpg  

คุณเคยประสบปัญหาเกี่ยวกับเตาแก๊สแบบนี้บ้างไหม เช่น ไฟติด ๆ ดับ ๆ ให้ความร้อนไม่สม่ำเสมอ หรือไม่มีเปลวไฟในบางช่อง ปัญหาดังกล่าวล้วนเป็นอุปสรรคต่อการทำอาหารแบบไทย ๆ เพราะต้องใช้ความร้อนสูง และการเปิดไฟแรง ๆ (เปลวไฟลามถึงข้างหม้อ) จะสิ้นเปลืองแก๊สมากกว่าที่จะช่วยให้อาหารสุกเร็วขึ้น ปัญหาเหล่านี้แก้ไขได้ไม่ยาก ถ้าเรารู้สาเหตุที่แท้จริง

ไฟติด ๆ ดับ ๆ ไม่มีเปลวไฟในบางช่อง ให้ความร้อนไม่สม่ำเสมอ

สาเหตุ :  เกิดการอุดตันที่ช่องปล่อยแก๊ส เนื่องจากมีเศษอาหารหกรดแล้วไม่ได้ทำความสะอาด หรือเกิดมีเขม่าจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์

การแก้ไข : ใช้แปรงขนแข็งปัดคราบสกปรกต่าง ๆ ที่เกิดจากการทำอาหาร อาทิ คราบไขมันที่แห้งกรังติดเตาให้หลุดออกไปให้หมด แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดหัวเตาให้สะอาด จากนั้นใช้เข็มกลัดหรือเข็มเย็บผ้าขนาดพอเหมาะแหย่เข้าไปที่ช่องปล่อยแก๊ส เพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่อุดตันอยู่ด้านใน ซึ่งมีส่วนทำให้แก๊สไม่สามารถผ่านออกมาได้ เมื่อเราแหย่เข็มกลัดหรือเข็มเย็บผ้าเข้าไปที่ช่องปล่อยแก๊สทั่วทุกช่องแล้ว ให้ใช้ผ้าแห้งชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดหัวเตาอีกครั้งหรือจะใช้น้ำยาทำความสะอาดหัว เตาโดยเฉพาะก็ได้ จากนั้นทดลองเปิดปิดเตาแก๊สเพื่อดูความสม่ำเสมอของแก๊สที่ถูกปล่อยออกมา ถ้ายังมีช่องปล่อยแก๊สช่องใดช่องหนึ่งอุดตันอยู่ ให้ทำซ้ำในจุดที่มีปัญหาอีกครั้ง

หมายเหตุ : เมื่อทำตามวิธีแก้ไขในเบื้องต้นแล้ว แต่ยังไม่สามารถใช้งานได้ดีดังเดิม แนะนำว่าอย่าพยายามถอดออกมาซ่อมด้วยตนเอง เพราะการปรับท่อแก๊สหรือระบบการทำงานของหัวเตาโดยไม่มีความรู้ อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ควรเรียกช่างหรือส่งไปที่ร้านตัวแทนจำหน่ายจะดีกว่า

แก๊สรั่ว?

การตรวจสอบ รอยรั่วของเตาแก๊ส สามารถทำได้โดยการเปิดวาล์วที่ถังแก๊ส แล้วใช้น้ำสบู่ลูบไล้ตามจุดต่าง ๆ เช่น บริเวณวาล์วถังแก๊ส ข้อต่อต่าง ๆ หากมีฟองสบู่ปุดๆออกมา แสดงว่ามีแก๊สรั่ว ให้รีบดำเนินการแก้ไข โดยปิดวาล์วที่ถังแก๊สก่อนแล้วออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว(ห้ามทำให้เกิด ประกายไฟ) จากนั้นจึงเรียกช่างจากร้านจำหน่ายแก๊สมาช่วยแก้ไขให้ด่วนที่สุด

วิธีตรวจซ่อมหลอดฟลูออร์เรสเซน

|0 ความคิดเห็น

วิธีตรวจซ่อมหลอดฟลูออร์เรสเซน

 

ขั้นตอนที่ 1
หลอดไม่สว่างเลย สาเหตุเกิดจากหลอดเสีย, ขาจับหลอดไม่แน่น, บัลลาสต์สตาร์ทเตอร์เสีย การแก้ไข ทำได้โดยการทดลองเปลี่ยนอุปกรณ์ที่คาดว่าเสียออกก่อน หรือลองขยับตัวหลอดหมุนไปมาให้แน่น


ขั้นตอนที่ 2
อายุหลอดสั้น สาเหตุเกิดจากระดับแรงดันไฟไม่พอดี หน้าสัมผัสที่ขายึดหลอดไม่ดี การเปิด-ปิดบ่อยครั้งมาก การแก้ไข โดยการตรวจเช็กแรงดันไฟให้ถูกต้องหรือการถอดขายึดมาตรวจดูหน้าสัมผัสขัดทำความสะอาด หากมีการใช้หลอดนาน ๆ บ่อย ๆ ควรเลือก หลอดประเภท HEAVY DUTY แทน


ขั้นตอนที่ 3
แสงสั่นแรง ๆ สาเหตุ เกิดจากหลอดใหม่เกินไป แรงดันไฟไม่ถูกต้อง การแก้ไข ที่แรงดันให้เหมาะสมหรือสังเกตให้เปิดหลอดนั้นทิ้งไว้ประมาณ 100 ชม. อาจจะหายสั่นได้


ขั้นตอนที่ 4
เปิดแล้วมีเสียงดังหึ่ง ๆ สาเหตุเกิดจาก หลอดหลวมหรือสกรูที่ยึดอุปกรณ์ทั้งหมดมีจุดที่หลวมคลายออก แก้ไขได้โดย ตรวจขันทุกจุดให้แน่นหาก ยังไม่หายอาจจะเกิดจากบัลลาสต์เสีย


ขั้นตอนที่ 5
บัลลาสต์ร้อนผิดปกติ สาเหตุเกิดจากแรงดันไฟสูงเกินไปหรือบัลลาสต์เริ่มเสื่อมแล้ว แก้ไขโดย เปลี่
ยนบัลลาสต์ใหม่