วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ทีวีจอแบนยังเจ๋ง

|0 ความคิดเห็น
ทีวีจอแบนยังเจ๋ง


     กระแสฟุตบอลโลกเล่นเอายอดจำหน่ายทีวีเพิ่มขึ้นทันตาเห็นโดยเฉพาะประเภทจอบิ๊กๆบึ้มๆ ทั้งหลายที่เป็นแบบจอแบนจำพวกแบบไวด์สกรีนต่างๆ คุณภาพในการแสดงผลนั้นจะดีมากดีน้อย อันนี้ส่วนใหญ่ผู้ซื้อเองไม่ค่อยจะทราบกัน ส่วนใหญ่ก็จะให้ทางร้านเปิดให้ชมแล้วดูมันรวมๆ นั่นแหละว่าภาพสวยไหม ถ้าพอใจก็ควักสตางค์จ่ายเดี๋ยวนั้นหรือจะผ่อนกัน 6 เดือน 12 เดือนก็ว่ากันไป ที่สำคัญพี่ท่านมักจะขอใหญ่มันไว้ก่อนเวลาดูจะได้สะใจพระคุณท่าน บางทีเห็นมีตัวภาษาประกิต เช่น HDTV ก็ตัดสินใจซื้อเสียเลยเพราะได้ยินเขามาว่าถ้าอันนี้ละ "เจ๋งสุด" ทั้งๆที่การดูบอลก็อาจไม่จำเป็นที่จะต้องเสียสตางค์ซื้อทีวี HDTV ที่หมายถึงแสดงผลด้วยคุณภาพระดับสูงสุดซะขนาดนั้น เพราะราคามันก็จะสูงขึ้นตามไปด้วยก็แหมแค่ดูบอลนะครับคุณ จะต้อง HDTV เชียวหรือ?

     กระนั้นก็ตามไอ้ราคาที่ผมว่า มันก็ไม่ได้แพงมากกว่าแต่ก่อนเท่าใดนักเพราะราคาของทีวีจอแบนก็ตกลงเรื่อยๆ เนื่องมาจากการแข่งขันที่สูงของแต่ละผู้ผลิตรายใหญ่ๆ เช่น ผู้ผลิตจาก ญี่ปุ่ม จีน เกาหลีและไต้หวันจะเป็นจอแบนประเภท LCD หรือ PDP ก็ตามต่างก็ขายดิบขายดีไปด้วยกันทำให้ผู้ผลิตแต่ละรายพยายามที่จะลดต้นทุนการผลิตของตนให้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์ให้รองรับกับความต้องการของตลาดในปัจจุบันได้เป็นอย่างดีและเผื่อไปถึงความต้องการของการทำงานที่ก้าวหน้าและรองรับเทคโนโลยีในอนาคตอีกด้วย ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อยอดจำหน่ายสูงสุดนั่นละครับ
     พูดถึงทีวีจอแบนแล้วก็มีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ที่สักครู่นี้ได้เอ่ยถึงคือ LCD และ PDP ทั้ง 2 ประเภทแข่งกันมานานแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็น LCD หรือ PDP ต่างมีข้อด้อยของมันที่คุณพึงควรเปรียบเทียบหากจะซื้อไว้ดูเล่นสักเครื่อง

LCD TV
LCD ตอบสนองช้า
สำหรับ LCD TV นั้นมีข้อเสียตรงที่ความเร็วการตอบสนองเพื่อแสดงผลค่อนข้างช้ากว่าพลาสม่าทีวีเมื่อเทียบกัน เพราะกว่าจะได้ภาพออกมาที่เราเห็นนั้นกระบวนการของการผ่านแสงของคริสตัลต่างๆ ภายในค่อนข้างใช้เวลา แต่เวลาที่ว่านี้มิใช่ว่าจะนานจนเราเองที่เป็นผู้ชมจะรู้สึกได้ชัดเจนถึงขนานนั้น เพราะเอาเข้าจริงเราคงไม่รู้สึกได้หรอกกระมังครับว่า แหม...มันช้าเสียจริงๆ เพราะจริงๆแล้วไอ้เวลาที่ว่าช้าเนี่ยมันเป็นหน่วย millisecond ครับ แต่ผู้ผลิตหลายๆค่ายต่างพัฒนามาเรื่อยครับ อย่างเมื่อก่อน อัตราความเร็วในการประมวลผลเป็นภาพที่สวยงามบนจอ LCD อยู่ที่ 20 มิลลิวินาที (อัตราความเร็วมากจะใช้เวลาในการประมวลผลที่น้อยลง)แต่ปัจจุบันพัฒนาเฉลี่ยให้มีอัตราเร็วในการตอบสนองที่ 12-8 มิลลิวินาที (ค่าเวลาที่น้อยลงจะใช้กระบวนการประมวลผลที่เร็วมากขึ้น)

PDP กินไฟ
ส่วนพลาสม่าทีวีก็มีข้อเสียที่ดูจะเด่นชัดสุดๆ ก็คือ อัตราการสิ้นเปลืองของไฟฟ้าครับที่จะมากกว่า LCD อยู่ เนื่องจากพลาสม่าทีวีนั้นการตอบสนองจะรวดเร็วและมีคุณสมบัติที่ดีกว่าในการแสดงผล การทำงานกระบวนการต่างๆ ที่มากขึ้นจึงทำให้มีการใช้ไฟในอัตราที่สูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกันครับ ถ้าจะปล่อยให้พลาสม่าทีวีกินไฟอยู่อย่างนี้ ก็คงจะจำหน่ายแข่งกับ LCD ไม่ได้เป็นแน่แท้ เขาก็พยายามคิดค้นและพัฒนากันมา เพื่อให้ทีวีจอแบนปร$ะเภทนี้ยังคงแสดงผลด้วยความชัดสูงสุดในทุกๆด้าน แต่กินไฟให้น้อยลงมาจนปัจจุบัน โดยเมื่อเทียบกับเมื่อปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่เราได้รู้จัก พลาสม่าทีวีเป็นครั้ง$แรกในตลาดโลกนั้น วันนี้ผู้ผลิตชั้นนำต่างๆ สามารถผลิตพลาสม่าทีวีที่สามารถลดอัตราการใช้ไฟลงได้ 30-40% โดยเฉลี่ยในขณะที่มีการใช้งานได้และถือเป็นความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจอยู่ไม่น้อย
     ปัจจัยที่ทำให้ยอดจำหน่ายของจอแบนทั้งสองประเภทยังคงเติบโตอยู่เรื่อยๆ นับแต่ปี 2000 มาแล้วนั้น มีอยู่หลายสาเหตุที่มาประกอบกัน ทั้งนี้จะยกตัวอย่างที่เด่นๆ สัก 2 ข้อครับ
     1.เพื่อการรับชมแบบ CINEMA ดิจิตอลและการทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ในอนาคต
     2.โครงสร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีการเปลี่ยนแปลง
     3.ราคาถูกลง


เพื่อการรับชมแบบ CINEMA ดิจิตอลและการทำงานในระบบคอมพิวเตอร์ในอนาคต
     การเตรียมการเพื่อรองรับความต้องการของระบบ CINEMA (การรับชมภาพยนตร์ชนโรงจากที่บ้านของท่าน) ซึ่งเป็นการถ่ายทอดและแสดงผลที่มีคุณภาพสูงกว่า ปัจจุบันและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทีวีจอแบนยังคงมีอัตราการจำหน่ายเพิ่มขึ้นและผู้ผลิตเองก็ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจอประเภท LCD... ณ ปัจจุบันเราได้ เป็นจอที่สามารถแสดงผลได้ในระดับ HDTV คือระดับสูงสุดแล้วก็ตามสำหรับการรับชมรายการทีวีทั่วไป แต่การรับชมในระดับที่จะต้องให้เป็น HD FOR CINEMA แล้ว นั้นจักต้องมีความละเอียดและการทำงานที่ละเอียดมากกว่าถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับการแสดงผลในระดับ HD ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะการถ่ายโอนข้อมูลภาพและเสียงที่เป็นภาพยนตร์เพื่อรับชมที่บ้านท่านนั้นจะมาทางอินเตอร์เน็ตครับมิใช่มาจากคลื่นความถี่ทางอากาศเหมือนเช่นปัจจุบัน ตัวอย่างประเทศที่เขาได้ใช้กันไปแล้ว ก็มีสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นซึ่งก็ประสบความสำเร็จน่าดู
     อีกประการที่ทำให้จอแบนอย่าง LCD มียอดจำหน่ายเติบโตขึ้นมากก็คือ การนำมาทำงานเป็นจอมอนิเตอร์สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคุลหรือแบบพกพา ซึ่งก็มีขนาดแตกต่างกันออกไป ไต้หวันเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกที่มีส่วนแบ่งการตลาดของการจำหน่ายจอ LCD สำหรับคอมพิวเตอร์มากที่สุดในโลก โดยยอดจำหน่ายจอ LCD สำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือแบบพกพาล้วนแล้วแต่มียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นทุกปีนับตั้งแต่ปี 2004 จนถึงปัจจุบัน

โครงสร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องมีการเปลี่ยนแปลง
     นอกจากนี้การร่วมกันเป็นพันธมิตรทางอตุสาหกรรมดังกล่าวก็เป็นอีกประการหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้มีการพัฒนาจอแบนรุ่นต่างๆ
ที่มีเทคโนโลยีที่เหนือชั้นออกสู่ตลาดออกมาไม่ขาดสาย เช่น กรณีของบริษัท ALPHA TECHNOLOGY ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนกันระหว่าง  HITACHI,TOSHIBA และ PANOSONIC ที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาต่อยอดจอแบนประเภท LCD ขึ้นมาโดยเฉพาะ ทำให้ผู้ผลิตในอันดับต้นๆ ของโลกจากเกาหลี,ไต้หวันและญี่ปุ่นรายอื่นๆก็คงอดรนทนไม่ไหวที่จะต้องพัฒนาตาม แม้จะไร้พันธมิตรเหมือนกับการรวมตัวกันของ  ALPHA TECHNOLOGY ก็ตาม
LCD TV

ราคาถูกลง
     นับเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ของผู้บริโภคในการตัดสินใจซื้อทีเดียว เพราะนับตั้งแต่มีการแข่งขันของทั้ง LCD และ PDP TV กันมาราคาก็นับวันที่จะถูกลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะ PDP TV ที่ช่วงแรกของการเปิดตัวเมื่อช่วงปี 2000  ราคาถือว่าสูงมากจนชนชั้นกลางมิกล้าที่จะทำความรู้จัก ถึงตอนนี้ราคาตกฮวบจนชนชั้นกลางอย่างเราๆ ท่านก็สามารถจะหามาประดับไว้มากกว่าสักเครื่องก็ยังทำได้ และแม้พลาสม่าทีวีจะมีข้อเสียตรงที่กินไฟมากก็ตาม แต่ผู้ผลิตต่างก้ได้พัฒนาเพื่อลดจุด้อยดังกล่าวอย่างที่ได้อธิบายในตอนต้นลงมาบ้างในระดับที่น่าพอใจแล้ว ดังนั้นเองไม่ต้องแปลงใจนักหรอกครับที่ยอดผลิตทีวีเหล่านี้ยังคงเดินหน้าออกมาจากโรงงานอยู่ไม่ขาดสาย     และในอนาคตอันใกล้ CRT TV ที่เรารู้จักมานานนับทศวรรษกำลังจะกลายเป็นอดีตในไม่ช้า...




Surround Sound System กับความสับสนเข้าใจผิด

|0 ความคิดเห็น
Surround Sound System กับความสับสนเข้าใจผิด


ปัจจุบัน ดูเหมือนว่าระบบเสียงที่สร้างบรรยากาศรายรอบให้เหมือนกับการจำลองโรงภาพยนตร์เข้ามาไว้ในบ้านที่เรียกๆ กันว่าระบบ Home Theater นั้น แม้ว่าจะไม่มีอะไรที่เป็นพัฒนาการใหม่ให้สัมผัสได้ระดับ Breakthrough วงการ แต่บรรดาผู้บริโภคกลับรู้สึกได้ว่ามันมีอะไรต่อมิอะไรที่เป็นความใหม่ หรือ ปรากฏการณ์ใหม่ ทางด้านนี้ออกมาให้เห็นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะกับการมีชื่อระบบเซอร์ราวน์ดใหม่ๆ ออกมานั้น คือตัวการสำคัญนักเชียว

>> จนทำให้หลายๆคน ที่ได้ไม่ได้สนใจติดตามเรื่องนี้มาแต่ต้น แล้วคิดจะซื้อหามาใช้งานสักชุด เกิดอาการลังเลด้วยไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นอะไร ยิ่งไปเจอ คนขายที่คุยคล่องพูดจาแบบน้ำไหลไฟดับ แต่จับใจความอะไรไม่ได้ ยิ่งพาให้เป็นงงไปกันใหญ่

     โดยเฉพาะกับการมาถึงของบรรดาเซอร์ราวน์ดสกุลก่อนล่อสุดที่ลงท้ายว่า EX และ ES ก่อนการมาถึงของพวก TrueHD ที่ว่ากันว่ายิ่งจะทำให้งงเตลิดเปิดเปิงยิ่งขึ้นไปอีก กอปรกับเห็นโฆษณาเครื่อง โฆษณาซิสเต็ม ในระยะหลังๆ ทำนองว่าเป็นเทคโนโลยีล่าสุดแบบ 7.1 แบบ 9.1 บ้าง หนาตาขึ้นมาเรื่อยๆ ก็เลยยิ่งทำให้หลายๆ คน พากันงงยกกำลังสอง กำลังสามกันไปโน่นเลย โดยประมวลจากเสียงเข้าหูในระยะหลังๆ ผมพบว่ามีความสับสนเข้าใจผิดในผู้ที่กำลังมองหาระบบภาพและเสียงพวกนี้อยู่พอสมควร จึงคิดว่าน่าจะนำเรื่องนี้มาทำความเข้าใจกันแบบชัดๆ ในวงกว้างสักหน เพราะส่วนใหญ่ที่ได้พูดคุยไปกับใครที่มาพูดคุยถามถึงเรื่องพวกนี้บ้างนั้น จะเป็นการตอบแบบรวบรัดพอเป็นสังเขปมากกว่า พอดีกับได้พบบทความต่างประเทศอยู่ชิ้นหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้ได้ชัดเจนดี จึงขอนำมาเรียบเรียงให้ทำความเข้าใจกันได้ง่ายๆ ณ ที่นี้
surround sound
     คุณรอเจอร์บอกว่าเหตุที่ทำให้เขาต้องเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมา ก็เริ่มจากประเด็นนี้แหละ คือขนาดแค่จะตั้งชื่อให้กับลำโพงให้กับแชนเนลเสียงที่เพิ่ม
ขึ้น คนคิด คนทำ ยังถกกันป่วนขนาดนี้ แล้วผู้บริโภคจะไม่ยิ่งงงไปกว่าหรือเมื่อมันมีระบบออกมาสมบูรณ์แล้ว แล้วในระบบ 6.1 เอง กับที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
บางซิสเต็มก็มีเซอร์ราวน์ดหลังที่ว่านั่นแค่ตู้เดียว แต่บางชุดกลับมีสองตู้หรือสองข้าง มันยิ่งทำให้น่างงมากขึ้นไปอีก
     เพื่อความกระจ่างในเรื่องนี้ คุณรอเจอร์บอกว่าเราต้องไปทำความเข้าใจเรื่องการทำงานของระบบ 6.1-แชนเนล กันตั้งแต่ต้นเลยเป็นดีที่สุด
     ระบบเสียงแบบ 6.1-แชนเนลหรือที่เรียกกันอย่างเป็นทางการว่า Extended Surround นั้น เป็นการทำงานเสริมระบบ 5.1-แชนเนล เดิมโดยการ
เพิ่มขึ้นมาในลักษณะของการขยาย (Extended)  แชนเนล ซึ่งมีผู้ออกแบบอยู่สองรายด้วยกัน คือ Dolby Lab. ที่เรียกระบบใหม่ที่ว่านี้ของตัวเองว่า Dolby
Digital Surround EX ส่วนอีกรายก็คือ DTS ซึ่งได้เรียกระบบของตนว่า DTS-ES โดยที่ทั้งสองระบบนี้สามารถเล่นกับระบบ 5.1 ได้ กล่าวคือซอฟท์แวร์หรือ
แผ่นดีวีดีใหม่ๆ ที่บันทึกโดยการเข้ารหัสสัญญาณเสียงมาเป็นแบบ EX หรือ ES นั้น สามารถนำไปเล่นกับเครื่องที่เป็นระบบ 5.1-แชนเนล ได้อย่างไม่มี
ปัญหา ทั้งนี้ก็เนื่องเพราะสัญญาณเสียงของเซอร์ราวน์ดหลัง หรือ Back Surround นั้น จะถูกแทรกหรือพ่วงอยู่ในสัญญาณเสียงเซอร์ราวน์ดทั้งด้านซ้ายและ
ด้านขวาในระบบ 5.1 นั่นเอง
     ซึ่งกับเรื่องนี้ ทางดอลบีย์ แล็บ เองได้อธิบายการทำงานของ Dolby Digital Surround EX เอาไว้ว่า การเพิ่มสัญญาณเสียงแชนเนลใหม่เข้าไปใน Dolby
Digital 5.1 นั้น จะทำโดยการผสมสัญญาณช่องที่ 6 นี้เข้าไปยังช่องสัญญาณของลำโพงเซอร์ราวน์ดซ้ายและขวา ด้วยกรรมวิธีที่เรียกว่า Martix โดยเมื่อนำมา
Play Back หรือเล่นกลับแล้ว สัญญาณเซอร์ราวน์ดหลังหรือ Back Surround ที่เพิ่มเข้าไปนั้น ก็จะถูกดึงออกมาด้วยกรรมวิธี Matrix เช่นเดียวกัน จากนั้น
จึงถูกส่งต่อไปยังลำโพงเซอร์ราวน์ดหลังที่อยู่ตรงกลางทางด้านหลัง โดยในโรงภาพยนตร์นั้น มันอาจจะใช้ลำโพงเซอร์ราวน์ดหลังที่ว่านี้มากกว่าหนึ่งตู้ก็ได้
ทั้งนี้ก็เนื่องเพราะโรงภาพยนตร์นั้นมีขนาดใหญ่ การใช้ลำโพงที่ตำแหน่งนี้เพียงตู้เดียวจึงอาจครอบคลุมพื้นที่ได้ไม่ทั่วถึงนั่นเอง
surround sound
     มาตรฐานหลักของการเพิ่มจำนวนแชนเนลทั้งในระบบ Dolby Digital Surround EX และ DTS-ES ต่างก็จะใช้กรรมวิธีแบบ Matrix เหมือนกันแต่ใน ระบบ DTS นั้น ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่แตกต่างออกไป คือแทนที่จะใช้กรรมวิธีการพ่วงสัญญาณแบบ Matrix ทาง DTS ได้ใช้วิธีการเข้ารหัสสัญญาณดิจิทัลในแชนเนลที่เพิ่มใหม่นี้อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งนี้ก็เพื่อให้สัญญาณที่แชนเนลนี้เป็นสัญญาณอิสระอย่างแท้จริงเหมือนกับแชนเนลอื่นๆ นั่นเอง ซึ่งกับวิธีการหลังนี้ เรียกกันว่าระบบ DTS-EX Discrete 6.1
surround sound
     เพราะฉะนั้นจึงทำให้ในปัจจุบันระบบ 6.1 แชนเนล ของ DTS มีอยู่สองแบบด้วยกันคือ DTS-ES Matrix และ DTS-ES Discrete 6.1 ซึ่งกับซอฟท์แวร์หรือแผ่นดีวีดีที่เป็น Discrete 6.1 นี้ ก็สามารถนำไปเล่นกับเครื่องหรือซิสเต็มที่เป็นระบบ 5.1-แชนเนล ได้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด
     มาถึงบรรทัดนี้ขอสรุปกันนิดก่อนที่จะไปต่อนะครับ เพราะมันเกี่ยวพันต่อเนื่องกัน กล่าวคือในระบบเซอร์ราวน์ดล่าสุดตระกูล EX-ES Extended Surround นั้น ของดอลบีย์มีแบบเดียว คือ Dolby Digital Surround EX ในขณะที่ของ DTS มีสองแบบคือ DTS-ES Matrix ที่เป็นแบบเดียวกับดอลบีย์ คือใช้กรรมวิธีพ่วงสัญญาณแชนเนลที่หกไปกับสัญญาณเซอร์ราวน์ดซ้าย ขวา กับอีกแบบ คือ DTS-ES Discrete 6.1 ซึ่งสัญญาณแชนเนลที่หกเป็นสัญญาณอิสระในลักษณะดิจิทัลเต็มรูปแบบ
     และซอฟท์แวร์หรือแผ่นดีวีดีที่เข้ารหัสสัญญาณบันทึกมาทั้งสามแบบคือ Dolby Digital EX; DTS-EX; DTS-ES Discrete 6.1 หรือ Dolby Surround EX ก็ตาม ให้เข้าใจว่ามันเป็นแบบเดียวกันทั้งหมดนะครับ คือ มันอยู่ที่ความสะดวกมือของคนเขียนเป็นหลักครับ
     คราวนี้มาถึงเรื่องที่เป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับระบบ 6.1-แชนเนลที่หลายๆคน ยังสับสนกันอยู่ คือ ในระบบ 5.1-แชนเนล นั้นเราสามารถเรียกว่าเป็นแบบ 5.1 ได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ก็เนื่องเพราะสัญญาณแต่ละแชนเนลนั้นมันเป็นอิสระจากกันอย่างสิ้นเชิงนั่นเอง โดย 5-แชนเนล ที่ประกอบไปด้วยหน้าสาม หลังสอง (ซึ่งทำงานผ่านลำโพงทั้งห้า อันได้แก่หน้าซ้าย / เซ็นเตอร์ / หน้าขวา / เซอร์ราวน์ดซ้าย / เซอร์ราวน์ดขวา) นั้นเป็นสัญญาณแบบเต็มย่านความถี่ ในขณะที่อีกแชนเนลที่เขียนเป็น .1-แชนเนลนั้น เป็นสัญญาณในย่านความถี่ต่ำที่ให้ลำโพงสับ-วูฟเฟอร์ทำงานโดยเฉพาะ
     ซึ่งจากที่กล่าวมานั้น หากเราจะเรียกระบบ 6.1-แชนเนล ที่เป็นการทำงานในลักษณธเดียวกับ 5.1-แชนเนล แล้วล่ะก็ ระบบนั้นก็ควรที่จะทำงานเป็นอิสระในแต่ละแชนเนลของตัวเองอย่างแท้จริงด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาในประเด็นนี้ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันมีเพียงระบบ DTS-EX Discrete 6.1 เท่านั้นที่เป็นการทำงานเต็มรูปในแบบ 6.1-แชนเนล แท้ๆ ในขณะที่ทั้ง DTS-ES และ Dolby Digital Surround EX ยังไม่ได้เป็นแบบ 6.1-แชนเนล ที่สมบูรณ์จริง
    ซึ่งกับเรื่องนี้ ทาง Dolby Lab เอง ก็ยังได้กล่าวเอาไว้ว่า Dolby Digital Surround EX นั้น เป็นการนำเอาระบบเสียงแบบ 5.1-แชนเนลมาเพิ่มแชนเนลพิเศษเข้าไปเพื่อให้เกิดเป็น Back Surround ด้วยกรรมวิธีแบบ Matrix จึงมิอาจกล่าวได้ว่าระบบนี้เป็น 6.1-แชนเนล แท้ๆ และไม่ควรเรียกว่าระบบ 6.1ด้วย
     แต่แม้จะมีการยืนยันจากผู้ออกแบบเอง ว่ามันไม่ใช่ระบบ 6.1 ก็ตาม ทั้งคนขายและผู้บริโภคต่างก็ยังนิยมเรียกระบบที่ว่านั้นเป็น 6.1-แชนเนลอยู่ดีทั้งนี้ก็เนื่องเพราะสะดวกต่อความเข้าใจจากการที่เห็นมีลำโพงเพิ่มขึ้นมาที่ด้านหลังอีกหนึ่งตู้นั่นเอง
surround sound
     มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายๆท่านเริ่มจะเข้าใจและมองเห็นภาพชัดขึ้นแล้วใช่ไหมครับ ว่าที่เป็นระบบ 6.1 นั้น แท้จริงแล้วมันอย่างไรกันแน่ แต่เรื่องนี้ยังไม่จบนะครับ เพราะยังมีอีกชื่อหนึ่งที่หลายๆท่าน คงเคยได้ยินได้เห็นผ่านหูผ่านตามาบ้าง นั่นก็คือชื่อของ THX Surround EX ครับ
     กับชื่อนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อตอนที่ดอลบีย์ แล็บ เริ่มนำระบบ Dolby Digital EX ออกมาใช้ใหม่ๆ นั่นแหละครับ เมื่อทาง THX เห็นเข้า ก็ขอซื้อสิทธิในแบบวงจรมาผลิตใช้งาน แต่ได้นำมาประยุกต์ให้เข้ากั้บเทคโนโลยีของตัวเอง เพื่อให้เป็นรูปแบบเฉพาะตน แล้วทำออกสู่ตลาดในชื่อของตนที่เรียกว่า THX Surround EX นั่นแหละครับ ซึ่งในการแก้ไขดัดแปลง นั้นทำขึ้นด้วยการเพิ่มการปรับแต่งเสียงในส่วนของสัญญาณเซอร์ราวน์ด การปรับแต่งระบบแบบ Re-EQualization นอกจากนั้นยังมีการปรับแต่งเสียงในย่านความถี่ต่ำให้ละเอียดยิ่งขึ้น มีการตั้งค่าการหน่วงเวลา (Delay สัญญาณ) ของลำโพงเซอร์ราวน์ดทั้งซ้ายและขวา มีการกระจายและแบ่งสัญญาณในส่วนของเซอร์ราวน์ดทั้งซ้ายและขวา มีการกระจายและแบ่งสัญญาณในส่วนของเซอร์ราวน์หลัง (Back Surround Channel) จากแต่เดิมที่เป็นสัญญาณเสียงโมโน แชนเนลเดียว ให้แบ่งออกไปเป็น 2-แชนเนล จึงทำให้ระบบของ THX Surround EX นั้น ต้องใช้ลำโพงเซอร์ราวน์ดหลัง หรือ Back Surround Channel นั้น ถึงสองตัวด้วยกัน ในขณะที่ต้นแบบซึ่งเป็นผู้ออกแบบและผู้ผลิตส่วนใหญ่ที่ใช้ระบบ Dolby Digital Surround EX เห็นว่าไม่มีความจำเป็นสักเท่าไรในการใช้ลำโพงเซอร์ราวน์ดหลังที่ว่าถึงสองตัวแบบของ THX
     เพราะฉะนั้น การทำงานในระบบ THX Surround EX ที่สมบูรณ์จึงต้องใช้ลำโพงถึงแปดตัวด้วยกัน คือหน้าซ้าย / เซ็นเตอร์ / หน้าขวา / เซอร์ราวนด์ซาย / เซอร์ราวน์ดขวา / เซอร์ราวน์หลังสองตัว / สับ-วูฟเฟอร์ (ซึ่งหากนับตู้โดยรวมเป็นที่ตั้ง อันมีจำนวนแปดตู้แล้ว ผมเชื่อว่าคงมีหลายท่านคิดว่าเป็นระบบ 7.1-แชนเนล ขอฝากไว้ก่อนนะครับ ประเดี๋ยวจะกลับมาพูดถึง)
surround sound
     ซึ่งจากการที่ THX Surround EX ได้แยกแยะและปรุงแต่งสัญญาณให้มีความละเอียดเพิ่มมากขึ้นนั้นเอง จึงเป็นที่ยอมรับกันว่าระบบนี้ให้ประสิทธิภาพการทำงานและให้คุณภาพเสียง ออกมาได้ดีกว่าระบบอื่นๆ โดยเฉพาะดีกว่าระบบที่นิยมใช้กันมากกว่าระบบอื่น คือ Dolby Digital EX แต่ระบบของ THX ก็มิได้ประสบความสำเร็จทางด้านการตลาดในวงกว้างนัก ทั้งนี้ก็เนื่องเพราะผู้ผลิตส่วนใหญ่ไม่เลือกใช้กัน ด้วยมิเพียงค่าสิทธิบัตรจะมีราคาสูงเท่านั้น
หากยังจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เพราะเงื่อนไข ข้อบังคับ รวมทั้งกฏเกณฑ์ต่างๆ ที่ทาง THX กำหนดเอาไว้ในขั้นตอนการเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ และในขั้นตอนการผลิตนั้น มีความเคร่งครัดอย่างมาก เราจึงไม่ค่อยจะเห็นเครื่องที่เป็นระบบ THX Surround EX มากนัก เพราะด้วยเงื่อนไขต่างๆ นานา ที่กำหนดเอาไว้นั้นทำให้ระบบดังกล่าวมักจะไปปรากฏอยู่ในเครื่องแยกชิ้นที่มีราคาสูงๆ ทั้งสิ้น
     ทั้งหมดนั้นคือ ระบบ 6.1-แชนเนลที่เป็นหลักๆ อันเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน ซึ่งประกอบไปด้วย Dolby Digital Surround EX;DTS-EX และ THX Surround EX ซึ่งใช้กรรมวิธีแบบ Matrix เป็นพื้นฐาน กับระบบ DTS-EX Discrete  6.1 ที่ยอมรับกันว่าคือ 6.1 แท้ๆ เพียงระบบเดียว
     อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคุณอาจจะเคยเห็นหรือเคยได้ยินใครพูดถึงระบบ 6.1 แบบอื่นๆ ก็ไม่ถือว่าพวกนั้นเป็นระบบหลักนะครับ เพราะส่วนใหญ่มักจะทำออกมาเป็นของตัวเอง แล้วก็เรียกชื่อให้แตกต่างออกไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อเป็นการสร้างลูกเล่นขึ้นมาหาเหตุจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาสนใจเท่านั้นเอง
     ถึงตรงนี้แล้ว พอจะเห็นอะไรเกียวกับเรื่องนี้เป็นภาพชัดขึ้นมาบ้างหรือเปล่าครับ แต่ผมเชื่อว่าอย่างน้อยๆ ถึงตรงนี้แล้วคุณๆ ก็คงได้ความกระจ่างชัดกันไปพอประมาณนะครับ แต่เรื่องนี้ยังไม่จบสนิทครับ เพราะอย่างที่ผมได้กล่าวไว้แต่แรกที่พูดถึงเรื่องนี้ก็คือ นอกจากเรื่องของ 6.1 แล้วยังมีชื่อของ7.1 เข้ามาเกี่ยวพันในระบบเสียงเซอร์ราวน์ดอีกด้วย และเชื่อว่าเวลานี้หลายท่านเริ่มจะได้ยินชื่อของ 7.1-แชนเนล หนาหูขึ้นจนอาจจะกลายเป็นเรื่อง
ธรรมดาสำหรับบางท่านไปบ้างแล้วใช่ไหมครับ
     แต่กับเรื่องของ 7.1 นี้ เมื่อคุณได้ติดตามรายละเอียดในส่วนของ 6.1 มาตั้งแต่ต้นแล้ว คุณย่อมต้องมีคำถามขึ้นในใจแล้วใช่ไหมครับว่า ขนาดระบบ 6.1 แท้ๆ นั้น มันยังมีเพียงระบบเดียวเลย แล้วไอ้เจ้า 7.1 ที่ได้ยินใครต่อใครเขาพูดถึงกันนั้น มันจะอีกท่าไหนกันล่ะ
     ครับ ใช่เลย เพราะปัจจับันแม้แต่ 6.1 แท้ๆ ที่มีเพียงระบบเดียวนั้น มันยังไม่ได้รับความนิยมกันสักกี่มากน้อยเลย แล้วจะไปสนใจไอ้ที่มากกว่านั้นกันทำไม เพราะเชื่อได้เลยว่ามันต้องไม่ใช่อะไรที่คือของแท้อย่างแน่นอน ดังนั้นไม่ต้องไปให้ความสนใจเลยนะครับ และกับเรื่องนี้ สิ่งที่ทำให้ใครต่อใครสับสนก็คือเรื่องจำนวนของลำโพงที่ใช้ระบบครับ ผมเชื่อว่าหลายๆคนมีความเข้าใจว่าลำโพงแต่ละตัวนั้น มันหมายถึงแต่ละแชนเนลของระบบเสียง อย่างระบบ 5.1 มีลำโพงหกตัว ก็หมายถึง 6-แชนเนล พอเป็น 6.1 ที่มีลำโพงเซอร์ราวน์ดหลังหรือ Back Surround เพิ่มมาอีกหนึ่งตัว ก็รวมเป็นลำโพงเจ็ดตัว หมายถึง 7-แชนเนล และเพราะดังที่ได้บอกเอาไว้ในระบบอของ THX Surround EX ที่เขากำหนดให้ใช้ลำโพงเซอร์ราวน์ดหลังสองตัวทำให้มีลำโพงในระบบเพิ่มขึ้นมาเป็นแปดตัว หลายๆคนก็เลยเข้าใจไปว่ามันเป็นระบบ 7.1-แชนเนล ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ครับ มันยังคงเป็นระบบ6.1 อยู่ดีนั่นเอง
     แต่ถามว่า 7.1-แชนเนล จริงๆนั้น มีไหม ก็ต้องตอบว่ามีครับเพียงแต่มันไม่ใช่ระบบที่นำมาใช้งานได้ในแบบ Home Used สามารถหาดูหาฟัง ได้ตามโรงภาพยนต์ที่บอกว่าระบบเสียงเป็นแบบ SDDS นั่นแหละครับ 7.1 ล่ะ  ระบบนี้คิดค้นและพัฒนาขึ้นมาโดย Sony เพื่อให้นำไปใช้ในโรงหนังโดยเฉพาะชื่อเต็มๆ คือ Sony Dynamic Digital Sound ครับ
surround sound

     เรื่องการใช้ลำโพงเซอร์ราวน์ดหลังหรือ Back Surround สองตัว ก็เหมือนกับระบบเสียงเซอร์ราวน์ดยุคแรกๆ สมัย Dolby Pro-Logic นั่นแหละครับที่สัญญาณของลำโพงเซอร์ราวน์ดทางด้านหลังนั้นมันเป็นสัญญาณโมโน คือ แชนเนลเดียว แต่เขาให้ใช้ลำโพงสองตัวกระหนาบตำแหน่งนั่งดู นั่งฟังทั้งทางด้านซ้าย และขวา เหมือนทางด้านหน้า ทำให้หลายๆคนมีความเข้าใจผิด คิดว่ามันเป็นเสียงของแต่ละแชนเนลที่แยกอิสระจากกันนั่นเอง
     ซึ่งกับเรื่องของลำโพงที่ใช้สำหรับแชนเนลเซอร์ราวน์ดหลังนี้ มิเพียงในระบบ THX Surround EX เท่านั้นดอกนะครับ ที่กำหนดเอาไว้ว่าต้องใช้ลำโพงสองตัว เพราะแม้แต่ทาง Dolby Lab เอง ก็ยังยอมรับว่าหากเป็นไปได้แล้วล่ะก็ ที่แชลเนลนี้ควรใช้ลำโพงสองตัววางแยกออกจากกันในระยะที่เหมาะสม ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาในเรื่องของเสียงที่จะมารวมตัวกันเป็นจุดเดียวตรงกึ่งกลางด้านหลังตำแหน่งนั่งดูหนังนั่นเอง การใช้ลำโพงสองตัววางห่างจากกันหน่อย จะช่วยให้ได้บรรยากาศเสียงที่ดีกว่า
     เพราะฉะนั่นจึงใคร่เรียนย้ำว่าอย่าได้เอาเรื่องจำนวนของตู้ลำโพงที่ใช้ในระบบมาเป็นตัวกำหนดอย่างเด็ดขาด ว่าที่เห็นนั้น เป็นแบบกี่แชนเนลหรือกี่ร่องเสียง เพราะมิฉะนั้นแล้ว หากคุณเข้าไปในโรงภาพยนตร์แล้วเขาเปิดให้ดูว่าทั้งโรงใช้ลำโพงกี่ตัว กี่ตู้ แล้วล่ะก็ คุณอาจจะร้อง-โอ้โห แล้วคิดว่ามันเป็นระบบยี่สิบ สามสิบ แชนเนลขึ้นมาก็เป็นได้
     ถึงตรงนั้ก็สรุปได้เลยนะครับ ว่าระบบเสียงเซอร์ราวน์ดที่มีที่ใช้กันอยู่ตามบ้านนั้น เวลานี้ที่มีเต็มที่เลยก็คือระบบ 6.1-แชนเนล และการทำงานของระบบ 6.1ที่ว่านี้ ก็ยังต้องอาศัยระบบพื้นฐาน คือระบบ 5.1 แชนเนล เพราะฉะนั้นหากคุณพบเห็นอะไรผิดไปจากที่ว่านี้ หรือเป็นอะไรที่มากกว่านี้ฟันธงได้เลยนะครับ ว่าไม่ใช่ของจริง อย่างที่เห็นระบุหราอยู่บนแผงหน้าปัดเครื่องบางรุ่น บางยี่ห้อ ว่าเป็นแบบ 7.1 บ้าง เป็น 8.1 บ้าง หรือบางเครื่องก็ว่ากันถึง 9.1 เลยนั้น มันไม่ใช่เรื่องของสัญญาณที่จริงแท้ที่ถูกถอดออกมาเพื่อเล่นกลับในความหมายของ Play Back ให้ได้ยินกันนะครับ แต่มันเป็นเสียงที่เกิดจากการที่เครื่องนั้นๆ มีวงจรในการสังเคราะห์สัญญาณอยู่ในตัว ที่จับเอาสัญญาณจากแชนเนลโน้น มาผสมกับแชนเนลนี้ ด้วยกรรมวิธีที่แตกต่างกันไป แล้วทำขึ้นมาเป็นสัญญาณใหม่ให้ไปออกลำโพงอื่นๆ ต่อไปอีกหลายๆ ตัว แบบเครื่อง AV Amplifier หรือ AV Receiver บางตัวสามารถสังเคราะห์สัญญาณใหม่ขึ้นมาสำหรับลำโพงเสียงเอฟเฝ็คท์ทางด้านหน้าซ้าย ขวา อีกคู่หนึ่งก็มี ซึ่งทำให้เห็นว่าที่ด้านหน้านั้นมีลำโพงถึงห้าตัวด้วยกัน คือ นอกจากลำโพงหลักซ้าย ขวาและเซ็นเตอร์แล้ว ก็มีเอฟเฝ็คท์ที่ว่านั้นเพิ่มขึ้นมาอีกสองตัว เป็นต้น
     บางรายเพิ่มเอฟเฝ็คท์ที่ด้านหน้าขึ้นมาถึงสองแล้ว ไม่พอ ยังไปเพิ่มต่อที่ด้านหลังอีกสอง ทำให้ลำโพงเซอร์ราวน์ดแต่เดิมที่มีสอง กลายมาเห็นเป็นสี่ บวกรวมแล้วมีลำโพงในระบบถึงเก้าตัวด้วยกัน ก็เลยคิดไปว่าเป็นระบบ 8.1 ไปโน่นเลย แถมบางรายใช้สับ-วูฟเฟอร์ตัวเดียวไม่พอ เพิ่มเป็นสองเลย ทีนี้พอนับรวมทั้งหมดได้ลำโพงกี่ตู้ล่ะครับ ถึง 10 แล้วใช่ไหมครับ นั่นแหละครับคือที่มาของระบบที่เรียกๆ กัน (เอง) ว่า 9.1 นั่นแล
     เหล่านั้นล่วนแล้วแต่เกิดจากการที่ 'เครื่องทำเอง' ทั้งสิ้นเลยนะครับและการที่ออกแบบมาให้เครื่องทำเองในลักษณะนี้แหละครับ ที่ทำให้เกิดความ
สับสนว่าเป็นระบบที่มากเกินกว่า 6.1 ไป
     หากถามว่าเครื่องพวกนั้นน่าเล่นไหม ตอบได้ว่าขึ้นอยู่กับตัวคุณเองครับ กับประสบการณ์ที่เคยลองเล่นเครื่องพวกนี้ ก็ให้รู้สึกว่ามันแปลกๆ ดีเหมือนกัน แต่ก็ใคร่ให้ข้อสังเกตประการหนึ่งว่า ถ้าห้องของคุณไม่ได้ใหญ่โตอะไรเลย การเล่นเพียงแค่ระบบ 5.1 มาตรฐาน ที่ใช้ลำโพงหกตัวก็เพียงพอแล้วล่ะครับ ปรับเซ็ทจัดซิสเต็มให้ลงตัว น้ำเสียงที่ได้ผมว่าเกินพอด้วยซ้ำไป แต่ถ้าห้องมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และลำโพงที่เลือกใช้ไม่สามารถให้การกระจายที่เสียงครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง การเพิ่มลำโพงเข้ามาในระบบเพื่อให้ได้บรรยากาศเสียงถ้วนทั่วภายในห้อง ก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ ก็เหมือนกับในโรงหนังไงครับ ที่เขาต้องใช้ลำโพงถึงยี่สิบ สามสิบตัว ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้เสียงครอบคลุมทั่วทั้งโรงนั่นเอง
surround sound
     แล้วถ้าถามถึงระบบ 6.1 ล่ะ ว่าน่าลงทุนด้วยสักกี่มากน้อย ก็ต้องถามกลับล่ะครับ ว่าถึงวันนี้มีซอฟท์แวร์มากสักแค่ไหน ที่เป็น 6.1 จริงๆ
     ก่อนจบ ขอเพิ่มเติมอีกสักนิดครับ เพราะเชื่อว่าถึงวันนี้หลายๆ ท่านคงคุ้นตากับคำว่า TrueHD เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมักจะได้ยินหรือเข้าใจไปในทำนองว่าเป็นระบบเสียงที่ให้บรรยากาศรายรอบหรือ Surround Sound ฟอร์แม็ตใหม่ ซึ่งดูท่าว่ากำลังจะกลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบเสียงในHome Theater System ซึ่งที่เข้าตามากในเวลานี้คือ Dolby TrueHD เชื่อว่าคงมีหลายๆ ท่านที่สงสัย ว่าคือแบบไหน อย่างไร จึงถือโอกาสนำมาพูดคุย
กันเที่ยวนี้เลย
     โดยขอยกเอาบทความที่ Craig Eggers ผู้จัดการอาวุโสด้านการตลาดในส่วนของ Consumer Electronics Technology แห่ง Dolby Laboratories,Inc.เขียนและตีพิมพ์ไว้ในนิตยสาร Home Theater/USA มาสรุปพอเป็นสังเขป ดังนี้ครับ
     คุณเครกบอกว่าปี 2007 นั้นเป็นปีที่ระบบเสียงมีพัฒนาการก้าวไปอีกระดับ โดยเฉพาะในส่วนของ Dolby Lab เองที่ปัจจุบันระบบเสียงของ Dolby แบบต่างๆ ได้ถูกตำไปใช้ในมาตรฐานการบันทึกลงซอฟท์เวร์นานาประเภทอย่างกว้างขวางนั้น จะมีฟอร์แม็ตออกมาให้สัมผัสกันอีกอย่างน้อยๆ ก็สองรูปแบบด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบสนองต่อเทคโนโลยีการแสดงผลภาพที่เป็นแบบรายละเอียดสูง ซึ่งก้าวไปถึงระดับ High Resolution 1920x1080p ทั้งในส่วนของจอภาพ และเครื่องเล่นไม่ว่าจะเป็น Blu-ray Disc Play หรือ  HD-DVD Player (ซึ่งตอนที่คุณเครกเขียนบทความนี้ฟอร์แม็ตนี้ยังคงมีลมหายใจอยู่ครับ ยังไม่ได้กลายเป็นตำนานไปแล้วอย่างในวันนี้) ก็ตาม ซึ่งจะทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ในโลคความบันเทิงที่ข้อมูลทางด้านภาพและเสียงได้ผสมผสานกลมกลืนกันเพื่อให้เกิดความสุนทรีย์สูงสุดแก่ผู้บริโภคทั่วโลก
surround sound
     โดยปีนี้ Dolby Lab จะมีมาตรฐานใหม่ของระบบเสียงจากสองเทคโนโลยี คือ Dolby Digital Plus และ Dolby TrueHD
     Dolby Digital Plus แม้จะมีพื้นฐานของการเข้ารหัสสัญญาณเสียงในแบบ 5.1 เหมือน Dolby Digital แต่ด้วยการลดอัตราการเข้ารหัสสัญญาณข้อมูลน้อยกว่าเดิมในแบบ 1/3 - 1/2 ทำให้ได้คุณภาพเสียงที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยมีเจตนาในการนำไปใช้กับสื่อที่ให้บริการทางด้านภาพและเสียงโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น Cable หรือสถานีแพร่ภาพและเสียงในแบบ Digital Broadcasting รวมทั้งบรรดา Internet Provider ทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม Dolby Digital Plus ยังได้รับการพัฒนาไปสู่ความต้องการเพิ่มช่องสัญญาณใช้งานในรูปแบบ 7.1 ด้วย โดยมีอัตราการส่งผ่านข้อมูลความเร็วสูงเพิ่มขึ้นเป็น 3.0 Mbps (3 เมกะบิทต่อวินาที) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นอัตราการส่งผ่านข้อมูลที่รวดเร็วมาก ผลที่ตามมาก็คือได้คุณภาพที่เสมือนจริงมากขึ้น
นั่นเอง
    
    ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณภาพของสัญญาณเสียงที่ดีที่สุดเท่าทีจะเป็นไปได้ Dolby Digital Plus จึงถูกวางเป้าหมายเอาไว้ ว่าจะต้องพัฒนาอัตราการส่งผ่านข้อมูลให้รวดเร็วยิ่งขึ้นไปอีกเป็นเท่าตัว โดยตั้งเอาไว้ที่ 6.0 Mbps และสามารถขยายช่องสัญญาณขึ้นไปได้ถึง 13.1 Channels ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ลองคิดกันดูนะครับ ว่าระบบเสียงของ Home Theatre ในบ้านที่เป็นแบบ 13.1 นั้น จะให้บรรยากาศเสียงออกมาได้สมบูรณ์แค่ไหน
     (แค่พูดก็พูดเถอะนะครับ หากต้องติดตั้งลำโพงกันถึง 13-14 ตัวแล้ว ห้องนั้นๆจะต้องมีพื้นที่กี่ตารางเมตร กว้าง-ยาวแค่ไหน แล้วมีบ้านใครสักกี่คนที่พอจะมีห้องขนานนั้นให้ตั้งลำโพงได้หมดทั้งระบบที่ว่า อย่างไรก็ตาม นั้นเป็นเพียงแค่แนวคิดที่จะ 'ไปให้ถึง' เท่านั้นเอง เพราะเจตจำนงจริงๆ นั้นดูๆไปแล้วน่าจะหยุดอยู่เพียงแค่ 7.1 ด้วยแค่นี้ก็เกินพอสำหรับชุด Home Theater ทั่วๆไปแล้ว)
     ปัจจุบันค่ายหนังยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น Sony Pictures หรือ Warner Brothers รวมทั้ง Universal ที่แม้ใช้ระบบเสียงแบบ Dolby Digital 5.1 กับ PCM 5.1 เป็นหลัก ต่างก็เริ่มมี Dolby Digital Plus 5.1 ให้เห็นในหนังบางเรื่องบ้างแล้วทั้งในฟอร์แม็ต Blu-ray (และฟอร์แม็ต HD-DVD ก็มีเหมือนกัน) ยิ่งไปกว่านั้น ทาง BDA หรือ Blu-ray Disc Association ยังได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับทาง Dolby Lab เพื่อการนำเสนอแผ่นภาพยนตร์ Blu-ray 7.1 นั่นเอง
     ในส่วนของ Dolby TrueHD นั้น เมื่อดูจากหลักการทำงานแล้วเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นระบบเสียงที่ให้อรรถรสได้อย่างสมบูรณ์เกือบ 100% เต็ม เพราะปลอดจากการสูญเสียสัญญาณอย่างสิ้นเชิงก็ว่าได้ เนื่องเพราะมีการแสดงผลแบบ bit-to-bit หรือว่ากันแบบบิตต่อบิตนั่นเอง
     ทำให้สามารถพูดได้ว่าหากได้ฟังเสียงจากการบันทึกหรือเข้ารหัสสัญญาณมาในรูปแบบนี้แล้ว จะเสมือนกับการได้ฟังเสียงในสติวดิโอที่มีการบันทึกเสียงนั้นๆ ในเวลานั้นๆ นั่นเทียว  หรือหากเป็นการชมแผ่นบันทึกการแสดงสด ก็จะได้สัมผัสคุณภาพเสียงเหมือนกับว่าได้อยู่ใน Live Concert นั่นด้วย โดย Dolby TrueHD เป็นระบบเสียงที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อนำไปใช้เฉพาะใน HD-DVD และ Blu-ray Disc เท่านั้น ไม่เหมือนกับเจตนาเดิมของDolby Digital Plus ที่เริ่มต้นมาทางด้าน Broadcasting หรือกลุ่มที่ให้บริการในลักษณะการแพร่ภาพและเสียงก่อน
surround sound
     หากเปรียบเทียบกันทางด้านหลักการแล้ว อาจจะมองได้ว่า Dolby TrueHD นั้นมีคุณภาพที่เหนือกว่า Dolby Digital Plus เนื่องเพราะสามารถให้การแสดงผลออกมาได้ใกล้เคียง หรือเหมือนกับต้นฉบับมากกว่าก็ว่าได้ แต่ข้อดีของ Dolby Digital Plus ก็คือขีดความสามารถในการขยาย Channels นั่นเอง
    พูดถึง Dolby แล้ว จะไม่พูดถึง DTS บ้าง ก็ดูกระไรอยู่ เพราะฝ่ายหลังก็มีระบบเสียงแบบ HD ออกมาเหมือนกัน โดย Tom Dixon ผู้อำนวยการด้านแผนการตลาดของ DTS ได้บอกว่านอกเหนือไปจาก DTS Digital Surround ที่เราท่านต่างคุ้นกันดีอยู่แล้ว ยังมี DTS-HD อีกสองฟอร์แม็ตคือ DTS-HD Master Audio และ DTS-HD High Resolution Audio ที่ต่างก็รองรับระบบ 7.1 เหมือนกัน
     โดยแบบแรกนั้นก็คล้ายๆกับ Dolby TrueHD คือมีการแสดงผลแบบ bit-to-bit และมีอัตราการส่งผ่านสัญญาณข้อมูลที่ผันแปรได้ด้วย Bit Rates สูงสุดถึง 24.5 Mbps รองรับระบบ 7.1 ที่ 94kHz/24-bit ซึ่งไปได้สูงสุดที่ 192kHz/24-bit ในขณะที่ DTS-HD High Resolution Audio นั้นมีการส่งผ่านข้อมูลแบบคงที่ซึ่งมีอัตราความเร็วสูงสุดที่ 6.0 Mbps รองรับระบบ 7.1 ที่ 96kHz/24-bit   
 .....ครับ ทั้งหมดนั้นเป็นระบบเสียงฟอร์แม็ตใหม่ที่เวลานี้เรากำลังได้สัมผัสเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
ที่มา :นิตยสาร  What AV

ศิลปะแห่งเสียง เมื่อถึงยุคของวัสดุแบบเรียบ

|0 ความคิดเห็น
ศิลปะแห่งเสียง เมื่อถึงยุคของวัสดุแบบเรียบ

     ปัจจุบันมีความนิยมโทรทัศน์จอแบบกันมาก ทั้งแบบ LCD และพลาสมา โทรทัศน์จอแบบนั้นมีความสวยงาม ไม่เกะกะตา และสามารถติดตั้งบนผนังได้ดีกว่าโทรทัศน์ที่ใหญ่เทอะทะแบบเดิม แต่น่าเสียงดาย เมื่อโทรทัศน์แบบแบนติดลำโพงเข้าไป คุณภาพเสียงกลับไม่ยอดเยี่ยมอย่างที่คาด ผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะเสริมระบบด้วยผลิตภัณฑ์โฮมเธียเตอร์สำเร็จรูป ขนาดกะทัดรัดแบบรวมในเครื่องเดียว ซึ่งมีราคาไม่แพง เพราะสามารถใช้งานกับจอได้อย่างเหมาะสม แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นก็สามารถถอดรหัสเสียงเซอราวด์ที่ล้ำหน้าได้ ซึ่งมีอยู่ในสัญญาณการออกอากาศความคมชัดสูง

     แต่ก็ยังนับว่าน่าดีใจ ที่ผู้ผลิตจำนวนมากยังได้ผลิตอุปกรณ์ติดตั้งบนผิวหน้า ที่เรียกกันว่า ลำโพงติดผนัง (on wall) เพื่อสามารถใชักับโทรทัศน์จอพลาสมาในรุ่นใหม่ได้ นอกจากนี้ยังมีแบบติดลึก หรือลำโพงแบบฝังในผนัก (in wall) ซึ่งสามารถให้เสียงได้ยอดเยี่ยม โดยไม่เปลืองเนื้อที่ของห้องเพิ่มขึ้นเลย ท่านยังสามารถใช้ซับวูฟเฟอร์แบบติดผนัง และฝังในผนังได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งนับว่าเป็นความคิดที่ดีมาก เพราะลำโพงติดผนังและฝังในผนังนั้น ให้เสียงเบสได้ไม่สู้ดีนัก
     ในที่นี้มีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ที่สามารถช่วยให้ท่านได้เสียงที่ดีที่สุด จากลำโพงหรือซัพวูฟเฟอร์ ทั้งแบบติดผนัง และฝังในผนังสำหรับการใช้งานในบ้าน ซึ่งมีให้เลือกหลายขนาด หลายแบบเหมาะกับการใช้งานหลากหลายรูปแบบ แบบพื้นผิวของผนังในบ้านท่าน
     เรามาทำความรู้จักลำโพงแต่ละแบบกันดีกว่า
ลำโพงติดผนัง
    ลำโพงติดผนัง (on wall speaker) ส่วนใหญ่จะมีความหนาประมาณ 4 นิ้ว ซึ่งถือว่าเป็นความหนาที่น้อยที่สุด ที่จะทำให้ลำโพงขับเสียงเบสได้แต่ก็ถือว่าบางมาก เมื่อเทียบกับโทรทัศน์จอพลาสมาแบบติดผนัง
     ลำโพงติดผนังจำนวนมากจะมีด้วยกัน 2-3 สี จะเป็นเฉดสีขาว ดำ หรือเท่า โดยมีชื่อเสียงเรียงนามชวนหลงใหล เช่น Charcoal,Anthracite หรือ Detroit December เป็นต้น ผู้ผลิตลำโพงบางรายยังสามารถให้สีสันที่เข้ากันกับสีสันของโทรทัศน์ของท่านได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ผู้ผลิตจำนวนมากยังผลิตลำโพงติดผนังที่มีความยาว 2-3 ขนาด ดังนั้นเราจึงสามารถเลือกขนาดที่เหมาะสมกับความสูงของโทรทัศน์ที่ใช้อยู่ได้มีบางบริษัทผลิตลำโพงที่มีความยาวจำกัด
     ส่วนการใช้ลำโพงเซอราวด์ประกอบนั้น ท่านจะต้องแขวนลำโพงติดผนังเพิ่ม 2-4 ตัว หรือไม่ก็อาจใช้ลำโพงฝังผนังหรือแบบติดผนังที่ออกแบบเป็นพิเศษ สำหรับการใช้เป็นลำโพงเซอราวด์ แต่การใช้ลำโพงทั้งเป็นยี่ห้อเดียวกันจะให้เสียงที่เข้ากันได้ดีกว่า ซึ่งวิธีนี้ใช้ได้สำหรับลำโพงฝังผนังด้วย แต่ไม่เกี่ยวกับซับวูฟเฟอร์ ลำโพงซัพวูปเฟอร์ที่ดีนั้น สามารถใช้ร่วมกับลำโพงอื่นๆ ยี่ห้ออะไรก็ได้
     ลำโพงในลักษณะเหล่านี้คงจะซื้อหาได้ไม่ยาก แม้ว่าลำโพงไฮเอนด์ส่วนใหญ่จะเป็นแบบติดตั้งบนพื้น หรือวางขาตั้งก็ตาม
     เอาล่ะ เราไปดูลำโพงอีกแบบกันดีกว่า
digital TV&Soundลำโพงฝังผนัง
     ลำโพงแบบฝังในผนัง (in wall speaker) เป็นลำโพงที่ได้รับความนิยมมาพอสมควร และในช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ถือว่าเป็นยุค
ทองของลำโพงฝังผนังเลยทีเดียว ลำโพงโครงพลาสติกราคาถูก ที่มีตัวขับวูฟเฟอร์ขนาด 8 นิ้วและทวีตเตอร์ 1 นิ้ว ยังคงได้รับความนิยมแต่ก็มีลำโพงพลาสติกแบบเดิมเริ่มน้อยลง
     ลำโพงฝังผนังแบบใหม่ที่ดีที่สุด จะเน้นคุณภาพเสียงของลำโพงแบบไม่ต้องใช้ขาตั้ง ที่น่าเศร้าก็คือ ลำโพงฝังผนังแบบใหม่ที่
คุณภาพเสียงที่แย่ที่สุด มีเสียงพอๆ กับโทรศัพท์มือถือเท่านั้นเอง แต่ก็ยังคงมีผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคอย่างหลากหลาย หากท่านอยากได้เสียงเพลงเหมือนเสียงริงโทนของมือถือ ก็ขึ้นอยู่กับท่านแล้วล่ะ
digital  TV&Sound
     การตัดสินที่สำคัญของท่าน เมื่อจะต้องเลือกลำโพงติดผนัง ก็คือ ท่านต้องการใช้ซัพวูฟเฟอร์หรือไม่ ลำโพงฝังผนังบางแบบสามารถให้เสียงเบสได้แน่นพอที่จะทำให้ผู้ฟังพอใจได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ต้องเป็นหน้าที่การตัดสินใจของท่านล่ะ ว่าจะต้องการคุณภาพ
เสียง หรือต้องการพื้นที่หรือผนัง ที่จะใช้ซับวูฟเฟอร์เพิ่มเติมแบบไหนดี
     หากท่านไม่อยากเลือกใช้ซัพวูฟเฟอร์ ท่านก็จะต้องใช้ลำโพงฝังผนังที่มีวูฟเฟอร์ 8  นิ้ว 1 ตัว หรือมีวูฟเฟอร์ 6.5 นิ้ว 2 ตัว หากตัดสินใจที่จะใช้ซับวูฟเฟอร์ ในทางปฏิบัติแล้ว ท่านจะใช้ลำโพงแบบไหนก็ได้ แต่ต้องทบทวนคุณค่าที่ได้รับและมูลค่าที่จ่ายไป
     ลำโพงฝังผนังที่ดีที่สุดจะผลิตโดยมีแผ่นด้านหน้าหนักทำจากโลหะหรือแผ่นไฟเบอร์บอร์ด น้ำหนักและความแข็งของแผ่นเพลตจะช่วยให้ลำโพงไม่สั่น ให้เสียงได้อย่างมีเสถียรภาพเพราะการสั่นของผนังแห้งนั่นเองที่เป็นสาเหตุทำให้ลำโพงฝังผนังจำนวนมากให้เสียงอึบ อุบอู้ ไม่สดใส ลำโพงฝังผนังแบบไฮเอนด์บางรุ่นมีกล่างที่ด้านหลัง เพื่อเก็บเสียงจากการสะท้อนโดยรอบด้านหลังของ
ลำโพง แต่กล่องด้านหลังที่ว่านี้ ปกติแล้วจะมีผลลดเสียงเบสส่วนใหญ่ลง
     หากท่านไม่อยากเจาะผนัง ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีเครื่องเรือนวางขวางไว้ หรือมีโปสเตอร์สวยๆ แปะติด หรือเพราะไม่อยากให้ผนังต้องเปลี่ยนไป มีหลายบริษัทได้เสนอทางเลือกใหม่นั่นคือ ลำโพงแบบติดเพดาน แต่จะอาศัยการขับเสียงเป็นเอียงหาผู้ฟังไม่ให้ขับพุ่งตรงลงมา ท่านสามารถติดตั้งลำโพงติดเพดานบริเวณช่วงหน้าของห้อง สำหรับช่องสัญญาณซ้าย กลางและขวา และยัง
สามารถติดตั้งลำโพงเซอราวด์ 2-4 ตัวที่ด้านหลังได้ด้วย
     ลำโพงแบบนี้น่าจะถูกใจหลายๆ ท่าน เพราะการติดตั้งทำให้ห้องดูสวยงาม ไม่เกะกะตา ส่วนราคานั้น คงไม่ย่อมเยานัก


digital  TV&Soundซับวูฟเฟอร์
     ผู้เชี่ยวชาญได้ขยายขนาดของซัพวูฟเฟอร์ตามเส้นผ่าศูนย์กลางของกรวยลำโพง ซับวูฟเฟอร์ที่มีกรวยขนาด 8 นิ้ว นั้นเหมาะ
สำหรับห้องนอนขนาดเล็กเท่านั้น แต่ซัพวูฟเฟอร์ขนาดกรวย 18 นิ้ว เหมาะกับการใช้งานส่วนใหญ่ แต่รับรองว่าจะเขย่าห้อง
ของคุณได้แน่ๆ  นอกจากนี้แล้วซับวูฟเฟอร์ส่วนใหญ่ยังมีแอมปริไฟร์ในตัว หรือที่เรียกว่า เพาเวอร์ซับวูฟเฟอร์นั่นเอง
     อย่างไรก็ตาม เราจะตัดสินใจเลือกซับโดยพิจารณาจากขนาดเพียงอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ลำโพงที่เรียกว่า มินิซัพ รุ่นใหม่ๆ
จำนวนไม่น้อย ได้รวมเอาตัวขับลำโพงที่มีความทนทานยิ่งยวด (super-high-duty speaker) และแอมปริไฟร์พลังสูงยิ่งยวด
(super-high-energy amplifier) โดยจะให้กำลังถึง 1,000 วัตต์หรือมากกว่า และแม้ว่าลำโพงมินิซับวูฟเฟอร์ส่วนใหญ่จะมีขนาด
ไม่ถึง 1 คิว (ลูกบาศก์ฟุต) แต่มินิซับจำนวนมากก็สามารถให้เสียงเบสทุ้มลึกแข่งกับซับวูฟเฟอร์ขนาด 18 นิ้วได้สบายๆ
digital  TV&Sound
     มินิซับนั้น เป็นทางเลือกที่เหมาะสม ที่จะใช้เพิ่มเสียงเบสให้แก่ระบบลำโพงแบบติดผนัง หรือระบบลำโพงฝังในผนังเพราะ
สามารถติดตั้งง่าย และแทบจะไม่ใช้พื้นที่บนผนังเลย แต่หากท่านยืนยันที่จะปล่อยพื้นที่ทุกตารางนิ้วของห้อง ทางเลือกที่เหมาะ
สมก็คือลำโพงแบบฝังในผนังนั้นเอง ลำโพงฝังในผนังบางแบบจะเป็นลำโพงฝังในผนังธรรมดาที่ไม่มีทวีตเตอร์ ลำโพงเหล่านี้
จะให้เสียงทึบ อู้ ส่วนซับวูฟเฟอร์แบบฝังในปนังที่ดีที่สุด จะบรรจุในกล่องขนาดใหญ่อีกทีหนึ่ง และติดไว้ระหว่างปุ่มสองปุ่มใน
ผนัง ทำให้ท่านต้องเจาะผนังบริเวณที่จะฝังกล่องดังกล่าว และปิดเข้าเหมือนเดิมเมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว
     ภาพที่ยิ่งใหญ่ย่อมจะต้องการเสียงที่ยิ่งใหญ่เหมือนกัน นับว่าโชคดีที่มีทางเลือกมากมายสำหรับการตกแต่งภายในบ้าน เพราะ
นอกจากมีลำโพงปกติหลายขนาดแล้ว ยังมีลำโพงติดผนังและลำโพงฝังในผนังให้ใช้อีกด้วย ขณะที่ยังสามารถให้เสียงได้ใน
ระดับที่ท่านพอใจ นอกจากนี้ หากจะเปลี่ยนใจไปให้ลำโพงแบบอื่นๆ ก็ยังสามารถทำได้ในภายหลัง โดยไม่ต้องยุ่งยากลำบาก
จนเกินไปนัก
     ทั้งลำโพงแบบติดผนังและฝังในผนัง รวมทั้งซับวูฟเฟอร์ที่กล่าวมาแล้ว คงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ สำหรับผู้ที่รักเครื่องเสียง
โดยเฉพาะท่านที่กำลังมองหาเครื่องเสียงดีๆ สักชุดและเตรียมจะสร้างห้องฟังของตัวเอง เพราะการติดตั้งแบบฝังในผนังและ
ติดบนผนัง หากได้วางแผนเอาไว้ก่อนสร้างห้อง และทำให้ติดตั้งได้สะดวก
     นับเป็นมิติใหม่ที่น่าสนใจของการดูหนังฟังเพลง แทนที่ลำโพงแบบเดิมๆ ท่านใดสนใจ คงต้องลองค้นหามาใช้กับบ้างแล้ว


ความคมชัดของภาพวิดีโอความละเอียดสูง

|0 ความคิดเห็น

LCD-TV เติมเต็มความสุขความบันเทิงภายในบ้าน

|0 ความคิดเห็น
LCD-TV เติมเต็มความสุขความบันเทิงภายในบ้าน


LCD-TV เติมเต็มความสุขความบันเทิงภายในบ้าน

     เมื่อพูดถึงความบันเทิงภายในบ้าน จอในการแสดงภาพเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่งของส่วนสำคัญในการเติมเต็มความสุขภายในบ้านเลยทีเดียว จอโทรทัศน์รุ่นใหม่ๆก้าวเข้าสู่ยุคจอโทรทัศน์ชนิดจอแบนดังจะเห็นได้จากความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น หรือถ้าไม่เชื่อคุณก็ลองไปเดินดูตามห้างสรรพสินค้าในส่วนของสินค้า AV ซิครับ เห็นไหมละครับว่ามีแต่จอแบนเต็มแผนกไปหมด จอโทรทัศน์ชนิด LCD-TV เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ก้าวเข้ามาในทางเลือกนอกจากจอโทรทัศน์ชนิด Plasma ซึ่งต่างก็มีจุดเด่นและความเหมาะสมในการเลือกใช้ที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะมีอะไรหลายๆอย่างที่เหมือนกัน แต่ LCD-TV คืออะไร มีจุดเด่นกว่าจอโทรทัศน์ประเภทอื่นๆตรงไหน และถ้าคุณสนใจจะเลือกซื้อซักเครื่องควรทำอย่างไรนั้น เรามาทำความเข้าใจไปพร้อมๆกันดีไหมครับ
LCD TV
LCD TV
     LCD TV ถ้าพูดถึงเฉพาะจอ LCD หลายๆ ท่านคงคุ้นหูกันบ้างจากจอคอมพิวเตอร์ชนิด LCD Monitor ทีได้รับความนิยมมาทด
แทนจอคอมพิวเตอร์ชนิดหลอด (CTR) และใช้ในจอคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก ดังนั้นจุดเริ่มต้นของ LCD TV จึงมีจุดเริ่มต้นมาจากการพัฒนาหน้าจอในการแสดงผล ซึ่งในระยะแรกเทคโนโลยีการแสดงผลพัฒนาจากหน้าจอดิจิตอลที่เราๆท่านๆรู้จักกันเรียกว่า Direct Driving ลักษณะการแสดงผลจะแสดงเป็นเส้น (Segment Display) นำมาประกอบกันเป็นอักษร ดังนั้นในยุคแรกจึงเป็นเน้นเฉพาะการแสดงตัวอักษระเท่านั้นอย่างเช่น หน้าจอนาฬิกาดิจิตอล และหน้าจอเครื่องคิดเลขราคารุ่นเก่า หรือรุ่นถูกที่มีจำหน่ายในตอนนี้ อีกประเภทหนึ่งเป็นเทคโนโลยีจอ LCD ที่แสดงผลในลักษณะ Multiplex Driving ในเทคโนโลยีนี้เองมีความละเอียดในการแสดงผลมากขึ้น โดยใช้หลักการแสดงผลจากการนำเอาจุดหลายๆ จุดมาเรียกต่อกัน (Matrix Display) ในระยะแรกที่นำมาใช้งานอักษรจะมีลักษณะความคมชัดกว่าแบบ Direct แต่ในเรื่องของภาพก็ยังมีลักษณะหยาบๆ และเป็นรอยหยักอยู่บ้าง เนื่องจากยังใช้จำนวนจุดที่น้อย และยังมีการพัฒนาจุดให้มีขนาดเล็กไม่ได้ แต่ผู้ผลิต LCD ก็มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดขนาดของจุดเพิ่มความถี่ของจุดในการแสดงผล รวมถึงการพัฒนามุมมองจำนวนสี ตลอดไปจนถึงความเร็วในการแสดงผล
LCD TV

     เรามารู้จักกันดีกว่าว่า LCD ย่อมาจากอะไร LCD (Liquid Crystal Diode) จอประเภท LCD TV หลายๆท่านจะมองว่าลักษณะการทำงานและเทคโนโลยีการทำงานต่างๆ น่าจะคล้าย Plasma TV เนื่องจากจะนำเอาจุดต่างๆ มารวมกันเพื่อสร้างภาพให้เกิดขึ้นซึ่งหากดูผิวเผินจะรู้สึกได้ว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะหลักการทำงานคร่าวๆรูปทรง ขนาดของจอมีลักษณะคล้ายๆกันอยู่มากทีเดียว แต่ถ้าผู้อ่าน
LCD TV
ทราบถึงหลักการทำงาน รวมถึงพี้นฐานการทำงานของ LCD TV จริงๆจัง แล้วก็จะทราบถึงความแตกต่างทันที และบอกได้เลยว่าหากคุณจะหาซื้อจอที่มีคุณสมบัติแบนบาง ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ซักเครื่อง และคิดว่าอะไรก็ได้ระหว่าง Plasma TV และ LCD TV คงต้องบอกว่าคุณอาจตัดสินใจผิดพลาดในการเลือกซื้อเลยทีเดียว ก่อนถึงขึ้นนั้นผมคงต้องอธิบายถึงหลักการทำงานของ LCD TV ก่อนดีกว่า เพราะจะทำให้ผู้อ่านเข้าใจถึงหลักการทำงานและพื้นฐานการทำงานของ  LCD TV ซึ่งถ้าเข้าใจในจุดนี้จะทราบถึงความแตกต่างของเทคโนโลยีจอทั้งสองประเภท และคุณอาจไม่ต้องมาเสียใจภายหลังเนื่องจากการซื้อจอไม่ตรงกับความต้องการจริงๆ แม้ว่าไม่มากแต่รับรองว่าไม่มีความสุขในการใช้แน่ๆ
LCD TV
หลักการทำงาน LCD TV
     ในการอธิบายหลักการทำงานเบื้องต้นของ LCD TV ผมยังคงไม่ลงลึกถึงทุกอย่างของ LCD TV แต่จะอธิบายให้ทราบว่าจอ LCD TV นั้นมีหลักการแสดงภาพอย่างไรเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ และนำไปเปรียบเทียบกับจอ Plasma TV  ได้อย่างเข้าใจภายหลัง
LCD TV
     LCD TV นั่นเมื่อดูถึงโครงสร้างภายในจะต่างกับ Plasma TV สิ้นเชิงแม้ว่าจะมีรูปทรงที่เหมือนกัน LCD TV พัฒนาจากหน้าจอทีเน้นทางด้านการแสดงผล เริ่มตั้งแต่หยาบๆ และพัฒนาต่อยอดมาจนถึงปัจจุบันที่มีความคมชัด สีสันสวยงามเหมือนเรารับชมจากจอภาพชนิดหลอด เรามารื้อดูเบื้องหลังกัน
     LCD TV นั้นมีหลักการทำงานเบื้องต้นคือ จอที่มีการสร้างภาพจากการบล็อก หรือปิดกั้นแสงนั่นเองถ้าพูดแค่นี้อาจไม่เข้าใจในจอ LCD ด้านหลังสุดจะเป็นหลอดให้กำเนิดแสดงที่เรียกว่า Backlight ซึ่งจะทำหน้าที่คล้ายหลอดไฟที่จะส่งแสดงออกมายังด้านหน้าของจอภาพ ถัดมาก็จะเป็น TFT Glass สองแผ่นประกบกัน ลัษณะคล้ายกับแซนวิช โดยระหว่างแผ่นนั่นจะมี Liquid Crystal บรรจุอยู่ ซึ่งมีลักษณะเป็นของเหลว โดยมีแผ่น Color Fiter Glass ที่ใช้ในการกรองสีอยู่ติดกับแผ่น TFT Glass อีกด้านหนึ่ง โดยจำนวน TFT Glass จะมีมากเท่าๆ กับจำนวนพิกเซล หรือจุดที่ใช้ในการแสดงผล เมื่อจดภาพมีการส่งสัญญาณให้สร้างภาพนั่นที่แผ่น Color Filter Glass และ TFT Glass จะถูกกระตุ้นด้วยความต่างศักย์ของแรงดันไฟเพื่อทำให้ Liquid Crystal ที่อยู่ภายในเกิดการบิดตัว ดังนั้นแสดงที่มาจาก Backlight ด้านหลังเมื่อผ่าน Liquid Crystal ไปยัง Color Filter Glass ก็จะปล่อยเฉพาะคลื่นแสงที่ถูกอนุญาตให้ผ่านเท่านั้น ดังนั้นเมื่อแต่ละจุด หรือ แต่ละพิกเซลถูกกำหนดให้แสงผ่านตามที่ควบคุมก็จะสามารถแสดงภาพตามที่ต้องการได้ ในจอ LCD ส่วนมาก
จะทำงานแบบ TFT LCD (Thin Film Transistor Liquid Crystal Display) จะมีลักษณะของแผ่นแก้ว TFT ประกอบลักษณะคล้ายแซนวิช โดยมี Liquid Crystal อยู่ภายในแผ่นแก้ว TFT  ทั้งสอง ในแผ่นแก้ว TFT จะมีจำนวนมากเท่ากับจำนวนพิกเซลที่ใช้ในการแสดงผล โดยมีแผ่นกรองสีที่จะใช้ช่วยในการสร้างสี ให้เกิดขึ้นในแต่ละพิกเซลโดยสีแต่ละจุดยังเกิดจากในแต่ละจุดของ Liquid Crystal จะถูกใส่แรงดันไฟฟ้าระหว่างแผ่นกรองสี และแผ่นแก้ว TFT เพียงเท่านี้คงทำให้ผู้อ่านหลายๆ ท่านพอจะเข้าใจถึงหลักการทำงานของ LCD กันบ้านแล้ว และก่อนที่จะมึนไปมากกว่านี้ ผมว่าเราไปคุยกันในหัวข้อถัดไปดีกว่ากระมังครับ
LCD TV










     LCD TV
LCD TV ต่างจาก LCD Monitor อย่างไร

    หลายๆท่านคงตั้งคำถามว่า LCD TV กับ LCD Monitor มีความแตกต่างกันอย่างไร ถ้าให้ตอบตามตรงๆ สรุปง่าย คือก็เหมือนกันครับ เพียงแต่ LCD TV นั้นจะเป็นการพัฒนาต่อยอดจาก LCD Monitor ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ ที่ต้องพูดอย่างนี้เพราะจอทั้งสองมีการพัฒนาต่อยอดที่แตกต่างกันไป ในจอ LCD Monitor ที่ใช้ในคอมพิวเตอร์นั้นเน้นการพัฒนาให้มีความเร็วในการแสดงผล หรือที่เราเรียกกันว่า Response Time ให้ต่ำๆ ซึ่งจะทำให้ความเร็วของภาพมีการแสดงเร็วขึ้น ทำให้ภาพนุ่มตา รวมถึงการพัฒนามุมมองให้กว้างขึ้น ในขณะที่จอ LCD TV นั้นจะเน้นการพัฒนาขนาดให้ใหญ่ขึ้น สีสันของภาพสวยงามสมจริง พัฒนาชุดรับสัญญาณภาพจากภายนอกให้ดีขึ้น มุมมองภาพดีขึ้น ชุดรับสัญญาณโทรทัศน์ให้ดีขึ้น ชุดถอดรหัสภาพให้ดีขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบเสียงให้ดีขึ้น ซึ่งจอ LCD Monitor จะไม่เน้นการพัฒนาในด้านนี้ โดยเฉพาะชุดถอดรหัสภาพและระบบเสียง เนื่องจาก LCD Monitor นั้นเน้นการรับสัญญาณภาพมาแสดงเท่านั้น (สังเกตได้ว่าลำโพงที่ให้มากับจอ LCD Monitor นั้นเสียงที่ได้ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่) จึงทำให้จอ LCD ทั้งสองประเภทมีความเหมือนที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ก็คงเพราะการนำไปใช้ด้วยละครับ


LCD TV
LCD TV กับ Plasma TV
     คำถามเด็ดที่ยากจะหาคนตอบได้อย่างโดนใจคือ LCD TV กับ Plasma TV อะไรดีกว่ากัน ถ้าจะซึ่งอะไรดีกว่า คำถามนี้ตอบยากครับแต่ผู้ที่จะทำให้คำตอบนี้ตอบได้ง่ายคือ คุณผู้อ่านที่กำลังจะซื้อ เพราะทั้ง LCD TV และ Plasma TV นั้นต่างก็มีจุดดี และจุดด้วยที่แตกต่างกันความเหมาะสมกับงานที่นำไปใช้ก็จะแตกต่างกันไปด้วย
     มาพูดถึง LCD TV ก่อน LCD TV นั้นมีข้อได้เปรียบ Plasma TV หลายๆ ด้านอาทิ การประหยัดไฟที่ประหยัดกว่า Plasma TV
ความสามารถนำการนำไปต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานแทนหน้าจอแสดงผล (ซึ่งผู้อ่านจะเห็นว่าในจอ LCD TV รุ่นหน้าจอเล็กๆ นั้นจมีผู้ใช้บางท่านนำไปต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งานทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน) จอ LCD TV มีทั้งจอชนิด 4:3 และแบบ 16:9 หรือ Widescreen และขนาดเริ่มต้นนั้นมีตั้งแต่ 20 นิ้วจนไปถึง 42 นิ้ว แต่ใน Plasma TV นั้นไม่มีจอชนิด 4:3 และจอจะมีขนาดเริ่มต้นที่ใหญ่ประมาณ 32 นิ้วขึ้นไป ผู้ใช้สามารถนำไปจอ LCD TV ไปต่อกับคอมพิวเตอร์ ดูข่าวหรือสั่งให้หน้าจอค้างไว้นานได้อย่างต่อเนื่องโดยที่หน้าจอไม่เกิดอาการใหม้เพราะหลักการทำงานที่ใช้หลักการบิดของเหลวภายในที่ทำให้เกิดภาพนั่นเอง ต่างจาก Plasma TV ที่หากมีการเปิดหน้าจอค้างไว้อยู่เป็นประจำนานๆ เข้าอาจมีอาการไหม้คล้ายกับจอแบบหลอดภาพนั่นเอง


LCD TV

     เมื่อพูดชมแต่ LCD TV เราก็มาดูจุดอ่อนของ LCD TV พร้อมกับพูดจุดแข็งของ Plasma TV ไปพร้อมๆกัน Plasma TV นั้น มีจุดเด่นกว่าตรงที่ว่าจอ Plasma TV นั้นสามารถสู้แสงรบกวนจากสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่าเพราะ Plasma TV นั้นมีค่า Contrast และBrightness Ratio สูงกว่าของ LCD TV อยู่มากพอสมควร แม้ว่าในระยะหลัง LCD TV จะพยายามพัฒนาอย่างต่อเนื่องก็ตาม ทำให้Plasma TV สามารถตั้งในห้องรับแขกที่แสดงมากๆ หรือนำไปใช้งานกลางแจ้งได้อย่างสบายๆ ด้านอัตราความเร็วในการแสงภาพหรือที่เรียกว่า Response Time ใน LCD TV นั้น Plasma TV จะไม่มีค่านี้ เพราะ Plasma TV จะทำงานรวมเร็วเหมือนกับหลักการทำงานของจอโทรทัศน์ชนิดหลอดภาพ (เนื่องจาก Plasma TV จะยิงประจุเพื่อให้เกิดแสดง แต่ LCD TV ต้องสร้างภาพจากการบิดของลำแสงของ Backlight นั่นเอง) ทำให้ความนุ่มตา ความเร็วในการแสดงภาพยังเหนือกว่า อีกทั้ง Plasma TV ก็สามารถพัฒนาขนาดของจอให้ได้ใหญ่กว่า LCD TV ดังนั้นหากใครเน้นหน้าจอขนาดใหญ่ๆ Plasma TV ก็ยังได้เปรียบอยู่ดี เพราะ Plasma TV พัฒนานำหน้าไปอยู่ก้าวหนึ่งเสมอLCD TV
     ฮึม...เมื่อดูถึงจุดเด่นจุดด้อยของทั้งสองแล้วก็ยากจะตัดสินใจใช่ไหมครับ เพราะเมื่อก่อนเราเอาอายุการทำงานทั้งสองมาช่วยตัดสินใจได้ แต่ปัจจุบันจอ
ทั้งสองประเภทก็มีการพัฒนาอายุการใช้งานที่เท่ากันแล้ว ผมถึงบอกว่าคุณผู้อ่านคือ ผู้ที่ให้คำตอบนั่นเองว่าต้องการซื้อจอไปติดตั้งใช้งานที่ไหน และขนาดของจอภาพที่ต้องการ ถ้าคุณเน้นจอที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้แล้วละก็ Plasma TV นั้นยังได้เปรียบ แต่ถ้าเน้นจอเล็กๆ LCD TV ก็ยังได้เปรียบ ส่วนการนำไปใช้ที่ไหนก็มีผล เพราะถ้าใช้ที่แสงมากๆ อย่างห้องรับแขก หรือห้องแสงรบกวนมากๆ Plasma TV นั้นจะสู้แสงได้ดีกว่า  แต่ถ้าเน้นประหัดไปและนำไปใช้ในห้องทั่วไป อาทิ ห้องนอนแล้วละก็ LCD TV น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามาก ทั้งนี้นอกจากประหยัดไฟแล้วความร้อนที่เกิดจากการทำงานของ
LCD TV ยังต่ำกว่าการทำงานของ Plasma TV ผมถึงบอกว่าคำตอบของคำถามว่าจอชนิดไหนดีกว่านั้นอยู่ที่ขนาดที่คุณต้องการ และการนำไปใช้
ที่ไหนมากกว่า
LCD TV




การเลือกซื้อ LCD TV
     ในการเลือกซื้อ LCD TV นั้นจะมีจุดคล้ายกับการเลือกซื้อจอ Plasma TV แต่ก็ยังคงมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันพอสมควร ดังนั้นควร
พิจารณาให้ละเอียด เนื่องจากแต่ละยี่ห้อจะมีความแตกต่างกันในรายละเอียดแม้ว่าจะมีเทคโนโลยีการผลิตที่เหมือนกัน




LCD TV
ขนาดของจอภาพ
     ขนาดของจอภาพเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการเลือกซื้อเพราะ ควรจะสัมพันธ์กับระยะที่คุณคิดจะนำไปติดตั้งและนั่งดู (หรือกระทั่งนอนดูอยู่ในห้องนอนก็แล้วแต่) เนื่องจากหากคุณใช้หน้าจอที่ใหญ่เกินไป นอกจากจะทำให้แสงจ้ามาก และการชมรายละเอียด ของภาพยนตร์จะดูลายตาไปหมดแล้ว ยิ่งในกรณีที่คุณใช้จอที่ใหญ่ ที่ความละเอียดในการแสดงผลต่ำ และยิ่งถ้าใช้ภาพยนตร์ DVD ที่ไม่ชัดแล้วละก็ภาพที่ได้เมื่อคุณใช้จอที่ใหญ่ไปมันจะไม่ชัด ทำให้เสียอารมณ์ในการชมเปล่าๆครับ




LCD TV

     นอกจากขนาดแล้วถ้าคุณจะซื้อ LCD TV ในจอขนาดเล็กๆ และนำไปใช้ทำงานกับคอมพิวเตอร์ก็ควรพิจารณาด้วยว่าดูถึงว่าจะเป็นจอสัดส่วนใดระหว่าง
4:3 หรือ 16:9 (Widescreen) แต่ผลแนะนำว่าควรเป็นจอ Widescreen จะดีกว่า เพราะนอกจากจะชมภาพยนตร์ DVD ได้อย่างมีอรรถรสเต็มตาแล้ว ระบบปฏิบัติการ Windows Vista ตัวใหม่ก็ยังรองรับจอ Widescreen ด้วย
    

อัตรา Contrast,Brightness Ratio และ Response Time

     เนื่องจาก LCD TV นั้นเป็นจอที่ให้แสงน้อยกว่า Plasma TV ดังนั้นในจอ LCD TV แต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นก็จะมีค่า Contrast ratio และ Brightness ratio ที่แตกต่างกันไป และผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อดูได้ โดยคุณสามารถดูได้จากสเป็กซ์ของจอ LCD TV แต่ละรุ่น นอกจากดูที่สเป็กซ์ก็อย่างไปเชื่อซะทีเดียวผมแนะนำให้คุณลองไปดูด้วยตาจริงๆ ดีกว่า เพราะหลายยี่ห้อก็จะมีการวางสเป็กซ์ไว้เกินความจริงพอสมควร จึงควรทดลองปรับค่าทั้งสองให้อยู่ในระดับกลาง และความคมชัดดีที่สุด มุมมองภาพก็ควรจะมากด้วย โดยเฉพาะจอใหญ่ๆ เพราะจะทำให้คุณสามารถยืนดูภาพที่จุดไหนก็ได้โดยที่สี และภาพไม่เพี้ยน รวมถึงค่า Response Time ที่ควรเลือกต่ำที่สุด เพราะภาพที่ได้จะมีความลื่นตา และต่อเนื่องโดยเฉพาะในจอรุ่นใหญ่ๆ ที่นอกจากสเป็กซ์แล้วการทำลองชมด้วยตา หรือนำแผ่นภาพยนตร์ที่คุณชอบไปลองที่ร้านเลยจะดีกว่าแผ่นตัวอย่างที่ทางร้านเปิด (ส่วนมาจะเป็นแผ่นที่สร้างมาเพื่อดึงคุณสมบัติของจอรุ่นนั้นๆยี่ห้อนั้นๆอยู่แล้ว)





สนับสนุน HD Ready
LCD TV
     ความละเอียดของจอ และการรองรับเทคโนโลยี HD (High Definition) เป็นเรื่องสำคัญ เพราะ การแสดงภาพในอนาคตอันใกล้นี้มีทิศทางก้าวเข้าสู่โลกของ HD กันมากขึ้น เพราะเป็นหน้าจอที่ให้ความละเอียดสูง ความคมชัดในรายละเอียดมาก หลายๆ ท่านบ่นว่าอาจยังไม่ได้ใช้แต่บอกได้เลยว่าไม่จริงเพราะอย่างน้อยขณะนี้ก็มีกล้องถ่ายวีดิโอที่บันทึกภาพเป็น HD  มาจำหน่ายในบ้านเราแล้ว และเพียงแต่รอว่าระหว่างเครื่องเล่น HD DVD หรือ Blu Rayใครจะเป็นตัวแทนเครื่องเล่นในอนาคตเท่านั้น ซึ่งก็เริ่มมีภาพยนตร์ทั้งสองค่ายออกมาจำหน่าย คุณก็จะได้เห็นความคมชัดระดับ HD แบบเต็มๆ ตากันซะที
ช่องต่อสัญญาณภาพ และเสียง

LCD TV
     ช่องต่อสัญญาณภาพ และเสียงนั้นมีความสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะต้องมีให้ครบทุกอย่างทั้ง Component, RCA,AV,Audio,DVI,S-Video,RGB (ต่อกับคอมพิวเตอร์) ควรมี HDMI พอร์ตความเร็วสูงรุ่นใหม่อีกด้วย ทำให้ได้ภาพที่สวยงามคมชัด และรายละเอียดสูงและยิ่งมีครบถ้วน หรือยิ่งให้มากขึ้นก็ยิ่งทำให้คุณได้รับประสิทธิภาพ และความสะดวกมากขึ้น
LCD TV

ระบบเสียงในตัวเครื่อง
     ปัจจุบันการจำหน่าย LCD TV มีการแข่งขันกันมากขึ้น ทั้งจากผู้ผลิตสินค้า AV เอง หรือผู้ผลิตจอคอมพิวเตอร์ต่างก็สามารถผลิต LCD TV กันได้ จึงเริ่มมีการอัดระบบเสียงที่ดีแข่งขันกันมากขึ้น ยิ่งหากคุณไม่คิดจะซื้อลำโพง หรือระบบเสียง Home Theater เพิ่มเติมเข้าไปแล้วก็ควรจะพิจารณาถึงจุดนี้ด้วยอาทิ บางยี่ห้อจะมีระบบเสียงทั้ง DTS,Dolby Digital,SRS,BBE และอีกมากหลายมาตรฐาน ซึ่งจะให้ความแตกต่างของรายละเอียดเสียงได้มากเลยทีเดียว
LCD TV

LCD TV
 



รีโมต เรื่องง่ายที่อาจยาก
    รีโมตควบคุมนั้นก็เป็นอีกหนึ่งในความสะดวกทำให้ง่ายต่อการใช้งาน แต่บางรุ่นก็อาจกลายเป็นความลำบากและยุ่งยากในการใช้งานไปซะได้ เนื่องจาก LCD TV นั้นมีลูกเล่นมาก รองรับการต่อสัญญาณภาพก็มากทำให้หลายยี่ห้อจะเน้นการออกแบบรีโมตรให้ควบคุมทุกอย่างทั้งฟังก์ชั่นต่างๆ ของโทรทัศน์รวมลามไปถึงพวกเครื่องเล่น DVD ที่นำมาต่อด้วย จึงมีปุ่มมากมายวุ่นวายไปหมด ดังนั้นก็ควรดูว่ารีโมตนั้นควบคุมยากไหมหรือยังไงก็ให้
คนขายช่วยสอนก่อนซื้อมาใช้ก็ดีนะครับ










       LCD TVเทคโนโลยีแต่ละยี่ห้อ
       แต่ละยี่ห้อก็จะมีเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะการออกแบบวงจร ชุดถอดรหัสจึงทำให้สีสันความชัดและมิติของภาพที่ได้ในแต่ละยี่ห้อมีความแตกต่างกัน คุณผู้อ่านจึงควรพิจารณาก่อนว่าเทคโนโลยีเฉพาะในการแสดงภาพของแต่ละยี่ห้อรุ่นไปนตรงใจคุณมากที่สุด และยังไม่รวมถึงลูกเล่นพิเศษอื่นๆที่น่าสนใจ
     เท่าที่คุยกันมาผู้อ่านคงพอทราบรายละเอียด และเทคโนโลยีของ LCD TV  แล้วนะครับ ไว้คราวหน้าเมื่อคุณเดินห้างสรรพสินค้า และอยากได้โทรทัศน์เครื่องใหม่ติดบ้านอีกซักเครื่อง คงพอมีแนวทางในการเลือกซื้อและเข้าใจในจุดเด่นของแต่ละแบบจะได้ไม่ต้องงงกับคนขายที่ต่างเชียร์จนสับสนไปหมด


ที่มา :นิตยสาร Extreme Issue

HD-DVD และ Blu-ray Talk

|0 ความคิดเห็น
 HD-DVD และ Blu-ray Talk


 HD-DVD และ Blu-ray Talk

ปรับภาพไปมา แม้จะพอใจกับภาพ 720p,1080i แต่มิวายตะขิดตะขวงใจตรงที่ไม่สามารถเล่นภาพไฮเดฟได้สุดๆ เท่ากับแผ่น HD-DVD แท้ๆ และถึงแม้จะหาเครื่องเล่นดีวีดีแปลงสัญญาณภาพในฟอร์แมต 1080p ได้ แต่ก็ยังไม่ใช่สัญญาณไฮเดฟแท้อยู่ดี เพราะอัตราการทรานเฟอร์สัญญาณแผ่นไฮเดฟแท้นั้นสูงกว่าแผ่นดีวีดีปกติมากโดยอยู่ที่ 36 Mbps ทำให้อยู่ในภวังค์อยากเล่น อยากลองเครื่องเล่น HD-DVD หรือบลูเรย์ในเร็ววัน Test Talk ในคราวนี้ จึงมาว่ากันถึงเรื่องราวของ HD-DVD และ Blu-Ray ด้วยประการฉะนี้

ทิศทางตลาดไฮเดฟ
ผมเคยเจอคำถามจากเพื่อนฝูงว่า จะซื้อเครื่องเล่นดีวีดีที่มีสเกลเลอร์แปลงสัญญาณไฮเดฟได้ในราคาระดับไฮเอ็นด์ หรือจะรอเครื่องเล่น HD-DVD ไปเลย ผมตอบอย่างไม่ลังเลใจเลยว่า ให้เลือกรอดีกว่า อย่างน้อยผมคนหนึ่งล่ะที่ขอรอซื้อเครื่องเล่นไฮเดฟแท้ เพราะทั้งจอภาพแอลซีดี พลาสม่า โปรเจ็คเตอร์เพลเยอร์และแผ่นซอฟท์แวร์ ล้วนผลิตและวางจำหน่ายเพื่อรองรับกับภาพไฮเดฟฟินิชั่นที่ 1080p กันไปเสียหมด และราคาก็ไม่ได้ห่างกันมากนัก
     หากพิจารณาถึงตลาดไฮเดฟ ดูเหมือนว่าฮาร์ดแวร์จะออกตัวเร็วกว่าซอฟท์แวร์อยู่หลายสเต็ป เหตุผลสำคัญเป็นเพราะความไม่ชัดเจนของฟอร์เมตการต่อสู้กันของฟอร์แมตระหว่างสองขั้ว ได้แก่ แผ่นดิสก์บลูเรย์ นำโดย Sony, Philips และแผ่น HD-DVD มี Toshiba เป็นแกนหลัก และดูเหมือนจะเป็นสงคราม ที่ไม่จบง่ายๆ เหตุผลอีกประการหนึ่งอาจเป็นเพราะค่ายหนังสตูดิโอฮอลลีวูดยังไม่ค่อยวางใจเรื่องระบบก๊อบปี้ โพรเทคชั่น ทำให้ผลิตภาพยนตร์ออกมาช้ากว่ากำหนด กระทั้งในญี่ปุ่นเอง ก็ยังไม่ค่อยมีแผ่น HD-DVD หรือบลูเลย์ออกมามากนัก และแม้ซอฟท์แวร์ทั้งสองแบบจะยังไม่ได้กระเตี้องมากนัก ยังดีที่ว่าเครื่อง HD-DVD และ Blu-Ray ออกแบบมาให้เครื่องสามารถเล่นกับแผ่น DVD ธรรมดาได้ หากแผ่นหนังไฮเดฟ มีปริมาณไม่มากพอ
HD-DVD and Blu-ray
     HD-DVD มีกลุ่มผู้สนับสนุนเป็นทางการจาก Universal Studios,Warner Brothers,Intel,Microsoft ของบิลเกตล์ ส่วนบลูเรย์ คิดค้นและพัฒนาขึ้นโดยสมาคมบลูเรย์ดิสก์ (Blu-ray Disc Association (BDA)) มีสมาชิกที่เป็นกรรมการแบ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องฮาร์แวร์ 14 ราย และเป็นสตูดิโอของฮอลลีวู้ด 3 ราย ได้แก่  Apple,Dell,Hitachi,HP,LG,Mitsubishi,Panasonic,Pioneer ,Philips,Samsung,
Sharp,Sony,TDK, Thomson,Warners Bros Entertainment,Walt Disney และ 20th Century Fox หากจะถามว่าเทคโนโลยีใดเหนือกว่ากันในแง่ของภาพคงฟันธงได้ยาก แม้ว่าจะมีเครื่องเล่น HD-DVD และเครื่องเล่นบลูเรย์ออกมาจำหน่ายแล้วก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเจเนอเรชั่นแรกๆ หากจะตัดสินว่าฝ่ายใดจะครองใจผู้บริโภค น่าจะอยู่ที่ว่าความพร้อมของเครื่องและแผ่นมากกว่า
     ในเชิงพาณิช์ ดูเหมือนว่า HD-DVD จะช่วงชิงความได้เปรียบด้วยการนำเครื่องเล่นออกมาจำหน่ายก่อนเครื่องเล่นบลูเรย์โตชิบานำเอาเครื่องเล่น HD-DVD รุ่นแรกของโลย คือ Toshiba  HD-A1 ราคา 499 ดอลลาร์ หรือใกล้ๆสองหมื่นบาท และรุ่นที่วางจำหน่ายรุ่นแรกในญี่ปุ่นเป็นรุ่น HD-AX1 ราคา 930 ดอลลาร์สหัรัฐหรือเกือบสี่หมื่นบาท ต่อด้วยเครื่องเล่น HD-DVD เจเนอเรชั่นที่ 2 ซึ่งก็คือ  HD-A2 และ HD-AX2 เปิดตัวครั้งแรกในงาน CES 2007 ที่ลาสเวกัส
     สเป็คของ Toshiba HD-A1 คล้ายกับเครื่องเล่นดีวีดีธรรมดาที่สามารถเล่นแผ่นได้ครบทุกประเภทรวมถึงแผ่นดีวีดีปกติ ฟีเจอร์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ แน่นอนเป็นเรื่องของภาพและระบบเสียงในแบบไฮเดฟฟินิชั่น Dolby True HD และ DTS-HD ว่ากันตามจริง ราคาของเครื่องเล่น HD-DVD นับว่าไม่สูงมากนัก เมื่อเทียบกับเครื่องเล่นดีวีดีไฮเอนด์ในปัจจุบัน ส่วนทางโซนี่ได้วางตลาดเครื่องเล่นบลูเรย์ รุ่น SONY BDP-S1 ราคาอยู่ในระดับสี่หมื่นกว่าบาท ออกวางจำหน่ายหลังเครื่อง HD-DVD ของโตชิบาพร้อมทั้งยังวางตลาดเครื่องบลูเรย์เรคคอร์ดเดอร์ หรือเครื่องบันทึกบลูเรย์ BDZ-V9 ความจุฮาร์ดดิสก์ 250 GB  ราคา 300,000 เยนหรือประมาณ 90,000 บาทสูงกว่าเครื่องเล่น HD-DVD เท่าตัว
     ทั้งโตชิบาและโซนี่ ผู้นำของทั้งสองฟอร์แมต ยังมีการขยายตลาดบลูเรย์และ HD-DVD ไปสู่ตลาดคอมพิวเตอร์ โซนี่วางแผนที่จะออกเครื่องบันทึก Blu-Ray Rom Drive ส่วนโตชิบาได้บรรจุ HD-DVD Rom Drive ไว้ในโน้ตบุ๊ค พร้อมเครื่อง HD-DVD Rom Drive แบบ External เชื่อมต่อด้วยสาย USB เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์มองว่า ผู้ผลิตทั้งสองฟอร์เมตพยายามขยายฐานการตลาดของตนให้ได้มากที่สุด การขยายไปหาตลาดคอมพิวเตอร์ แน่นอนย่อมเพิ่มยอดขายได้มากกว่าตลาดโฮมเอวีเพราะมีจำนวนผู้บริโภคมากกว่า

ที่สุดแห่งเทคโนโลยี
HD-DVD และบลูเรย์ (BD) แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่ต่างกัน แต่ทั้งสอบประเภทมีหลายอย่างที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ ใช้เทคโนโลยี Blue Laser ที่เหมือนกัน มีขนาดแผ่น 12 เซนติเมตรเท่ากัน และมีโครงสร้างของแผ่น รวมถึง Protection Layer 0.1 มิลลิเมตรแบบเดียวกัน สิ่งที่ต่างกันเป็นในเรื่องของการแปลงสัญญาณ (Data Transfer Rate) ระบบการบันทึกร่องเสียง (Recording Track System) ระบบจัดการคลื่นความถี่ (Modulation System) และระบบแก้ไขความผิดพลาด (Error Correction System) ด้วยเหตุที่ใช้เทคโนโลยี Blue Laser ที่เหมือนกัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ในงาน CES 2007 LG  ได้เปิดตัวเครื่องเล่นยูนิเวอร์แซลรุ่นแรกของโลกที่สามารถเล่นได้ทั้ง HD-DVD และแผ่นบลูเรย์ ภายใต้รหัสรุ่น BH 100 ด้วยราคาที่น่าสนใจสุดๆ 1,199 เหรียญสหรัฐหรือเพียงสี่หมื่นกว่าบาท ทางด้านภาพ LG BH100 สามารถปล่อยสัญญาณภาพระดับ 1080p และสัญญาณเสียง Dolby Digital Plus,DTS HD และ Dolby True HD
     แผ่นดิสก์บลูเรย์ เป็นแผ่นดิสก์ฟอร์แมตใหม่ในการอ่านบันทึก และเล่นกลับในรูปแบบไฮเดฟฟินิชั่นโดยแผ่น BD แบบชั้นข้อมูลเดียว (Single-Layer disc) สามารถบันทึกหรือเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ 23.3 GB (กิกะไบต์),25 GB ถึง 27GB มากกว่า 2 ชั่วโมงขึ้นไปของการบันทึกในฟอร์แมตของ HDTV หรือมากกว่า 13 ชั่วโมงของการบันทึกในฟอร์แมต SDTV (Standdard Definition TV) คิดเป็นมากกว่า 6 เท่าของ HDTV แผ่นแบบข้อมูลสองชั้น (Double-layer disc) สามารถบันทึกหรือเก็บข้อมูลได้ตั้งแต่ 46.6 GB, 50GB จนกระทั้งถึง 54GB โดยยังสามารถเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บข้อมูลอย่างไม่จำกัด (Unlimited Disc Storage) ถึง 100-200GB เพียงแต่เพิ่มจำนวนชั้นข้อมูล โดย 1 ชั้น = 25 GB
     แผ่นบลูเรย์ ออกแบบเพื่อซัพพอร์ตการบันทึกฟอร์แมต MPEG-2 TS (Transport Stream) ที่ใช้กับการแพร่สัญญาณภาพดิจิตอล และเพื่อให้สามารถคอมแพตติเบิ้ลกับมาตรฐานดิจิตอลทีวี ทำให้การออกอากาศของระบบ HDTV สามารถบันทึกลงบนแผ่น โดยปราศจาคุณภาพที่สูญเสียไปและให้ได้มาซึ่งปริมาณของข้อมูลที่เพิ่มขึ้นของระบบ High Definition  แผ่นบลูเรย์ ใช้อัตราการทรานสเฟอร์สัญญาณ 36 Mbps (เมกะบิตต่อวินาที) ซึ่งมากพอที่จะบันทึกและเล่นกลับภาพในฟอร์แมต HDTV  ด้วยคุณภาพของสัญญาณที่ไม่สูญเสียไป
     แผ่นออพติคัลดิสก์ทั่วไปใช้ Red Laser ความยาวคลื่น 650 นาโนเมตร (nm) ในการอ่านและเขียนข้อมูล ขณะที่แผ่นบลูเรย์อาศัย Blue-Violet Laser ความยาวคลื่น 405 nm ซึ่งมีความยาวคลื่นสั้นกว่าถึง 250 nm หัวอ่านมีรูเปิดของเลนส์ (Numerical Aperture (N.A)) เท่ากับ 0.85 เท่า (N.A เป็นอัตราส่วนการแผ่รัศมีของเลนส์ต่อความยาวจุดรวมแสง หรือระยะโฟกัสของลำแสงเลเซอร์)
HD-DVD and Blu-ray
     อัตราส่วน NA ที่มากขึ้นหมายถึง แผ่นบลูเรย์ใช้พลังงานในการบันทึกที่น้อยกว่าแผ่นดีวีดีปกติและแผ่น HD-DVD ทำให้มีอัตราการถ่ายโอนสัญญาณที่รวดเร็วมาตรฐาน Blu-ray Disc กำหนดความเร็ว 1  เท่า = 36 Mbps (Megabit per second) หากแผ่นภาพยนตร์ BD-ROM มีอัตราการถ่ายโดยสัญญาณ 54Mpbs จะใช้ความเร็ว 2 เท่า หรือเท่ากับ 72Mbps Blu-ray Disc Association (BDA) วางแผนที่จะเพิ่มอัตราความเร็วเป็น 8 เท่า หรือมากกว่าในอนาคต
     N.A ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เส้นผ่าศูนย์กลายของลำแสงลดลงและด้วยความยาวคลื่นที่สั้นกว่า ทำให้ไปเพิ่มเรซูลูชั่นได้ละเอียดยิ่งขึ้น ข้อมูลจึงถูกจัดเก็บได้อย่างอัดแน่นและใช้พื้นที่ในการจัดเก็บที่น้อยกว่า จึงทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 50GB แม้ว่าขนาดของแผ่นจะเท่ากับแผ่น CD หรือ DVD
     แผ่นบลูเรย์ จะใช้ลำแสงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 1 ใน 5 ของการเล่นและการบันทึกดีวีดีทั่วไป ปกติแล้ว เส้นผ่าศูนย์กลางของลำแสง จะมีสัดส่วนเหมาะสมกับความยาวของคลื่นและจะแปรผกผันกับขนาด NA ของเลนส์ ดังนั้น การลดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลายของลำแสง หมายถึงความยาวคลื่นที่สั้นลงเท่ากับเป็นการเพิ่ม NA ของเลนส์ด้วย การที่ NA เพิ่มขึ้นจะทำให้ความเอียง (Tilt Margin) น้อยลง ความเอียงในปริมาณที่เหมาะสม มีส่วนสำคัญในการป้องกันสัญญาณรบกวน Crosstalk ที่เกิดจากความเบี่ยนเบนของแกนที่ตั้งฉากกับพื้นผิวของแผ่น ความเบี่ยงเบนนี้ เกิดขึ้นจากความเอียงของแผ่น ดังนั้น ขนาด NA ที่เพิ่มขึ้น ต้องสัมพันธ์กับขนาด Tilt Margin ที่ใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการลดความหนาของขั้นโพรเทคชั่นลง
     ด้วยความหนาของชั้นโพรเทคชั่นเพียง 0.1 มิลลิเมตร ทำให้แผ่นบลูเรย์มีโอกาสเปรอะเปื้อนจากรอยนิ้วมือ และฝุ่นผงได้ง่าย แผ่นบลูเรย์จึงต้องอาศัยระบบแก้ไขความถูกต้องในการอ่านแผ่น (Error Correction System) โดยบันทึก Code เรียกว่า Burst Indicator Subcode (BIS) ลงไปทั้วแผ่น เพื่อป้องกันความผิดเพี้ยนของข้อมูล นอกจากนี้ แผ่น BD ยังเคลือบด้วยเทคโนโลยี Hard-Coating เพื่อให้ทนทานต่อรอยขีดข่วนและรอยนิ้วมือ ทำให้ดีกว่าแผ่นดีวีดีในปัจจุบัน แม้ว่ารูปร่างและขนาดของแผ่น จะไม่ได้แตกต่างกัน ทั้งยังทกให้ผู้ผลิตสามารถลดรูปของข้อมูลและลดต้นทุนการผลิตอีกด้วย
HD-DVD and Blu-ray

HD-DVD and Blu-ray
หมายเหตุBD-R / HD-DVD-R เป็นฟอร์แมตที่สามารถบันทึกได้เพื่อบันทึกข้อมูลวิดีโอและข้อมูลคอมพิวเตอร์
BD-ROM / HD-DVD-ROM เป็นฟอร์แมตของแผ่นที่อ่านอย่างเดียว สำหรับเป็นซอฟท์แวร์แผ่นเกมและแผ่นภาพยนตร์
BD-RE / HD-DVD-RW เป็นแผ่นประเภท Rewritable format ที่สามารถบันทึกซ้ำได้
(รวบรวมข้อมูลบางส่วนจาก www.blu-ray.com)
 ที่มา : นิตยสาร GM2000 Vol.11 No.124

ในเมืองนอก High-Resolution Music Download กำลังมา!

|0 ความคิดเห็น
ในเมืองนอก High-Resolution Music Download กำลังมา!

ในเมืองนอก High-Resolution Music Download กำลังมา!

     ใครที่ไม่เคยสนใจหรือไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ เห็นทีคงต้องเหลียวมามองซะแล้วล่ะครับ..
    อะไรล่ะหรือ..?
    ก็การดาวน์โหลดเพลงที่มีความละเอียดสูงผ่านทางอินเตอร์เน็ทน่ะซิ...เมื่อสักประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา แทบจะไม่มีใครคิดเลยว่า การส่งผ่านหรือการดาวน์โหลดเพลงที่มีความละเอียดสูงประมาณ CD หรือสูงกว่านั้นจะสามารถกระทำได้ จริงๆแล้วตอนนั้น ที่คิดๆ กัน น่าจะมีปัญหาอยู่ 2 ประการที่เป็นอุปสรรค อันแรกคือทางเทคนิค เนื่องจากการให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูงซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับองค์กรธุรกิจที่จะเข้ามาให้บริการในขณะนั้นยังไม่แพร่หลาย และมีราคาแพง ในตอนนั้นจึงมีแค่การดาวน์โหลดเพลงที่มีความละเอียดต่ำ
    อุปสรรคอันที่สองที่ทำให้โอกาสของความเป็นไปได้ลดฮวบลงไป นั่นคือเรื่องของลิขสิทธิ์ ซึ่งในตอนนั้นปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ดาวน์โหลดยังไม่ชัดเจน หลังการเปิดตัว MP3 บนอินเตอร์เน็ต ได้ทำให้เกิดพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนไฟล์เพลง MP3 กันทางอินเตอร์เน็ตขึ้น จนทำให้ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ต้องทำการฟ้องเว็บไซต์ Napter ที่ให้บริการ peer-to-peer file sharing เมื่อปี 1999 และจบลงโดย Napter ต้องปิดให้บริการลงไป

slimdevices : Transporter

    เมื่อปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ผ่านพ้นไป และช่องทางให้บริการดาวน์โหลดข้อมูลด้วยความเร็วสูงถูกพัฒนาจนมาถึงจุดที่เร็วขึ้นและถูกลงอย่างในปัจจุบัน บวกกับการคิดค้นรูปแบบการบีบอัดไฟล์แบบใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาใช้มากขึ้น ทำให้เริ่มมีการให้บริการดาวน์โหลดเพลงที่มีเรโซลูชั่นสูงๆ เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน...
    จนถึงขณะนี้ ได้มีทั้งผู้ผลิตอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่มีความสามารถในการดาวน์โหลดไฟล์เพลงที่มีเรโซลูชั่นสูงถึงระดับ 24 bit/96 kHz ออกมาแล้วหลายตัว และมีทั้งเว็บไซต์ที่ให้บริการดาวน์โหลดเพลงที่มีรายละเอียดสูงถึงระดับ 24 bit/96kHz ออกมาแล้วถึง 2 เว็บด้วยกัน...
musicgiants

    ทางด้านเว็บไซต์ที่ให้บริการโหลดเพลงที่มีเรโซลูชั่นสูงถึงระดับ 24 bit/96kHz เว็บแรกมีชื่อว่า HYPERLINK "http://www.musicgiants.com" ซึ่งมีเพลงของค่ายต่างๆ มาให้เลือกหลายค่าย อาทิ ABKCO,EMI,Fantasy,OJC และ Telarc ซึ่งเว็บนี้จะนำเอาข้อมูลที่เป็นไฟล์ความละเอียดสูงไปรวมไว้ในหัวข้อเมนูเดียวกันโดยให้ชื่อว่า Super  HD ซึ่งเขาให้ความหมายของคำว่า Super HD เอาไว้ว่า เป็นไฟล์เพลงที่เข้ารหัส (encoded) ด้วยฟอร์แม็ตที่ให้คุณภาพเสียงสูงกว่าไฟล์เพลงที่เข้ารหัสด้วยฟอร์แม็ตแบบ lossless ธรรดาทั่วไป และไฟล์เพลง Super HD บางตัวนั้นอาจจะเข้ารหัสมาเป็นเซอร์ราวนด์ 5.1 Ch. ด้วย (มีระบุรายละเอียดกำกับไว้ทุกอัลบั้ม)

LinnRecords
    ส่วนเว็บไซต์แห่งที่สองที่ให้บริการดาวน์โหลดไฟล์เพลงรายละเอียดสูงก็คือเว็บไซต์ HYPERLING "http://www.linnrecords.com" เจ้าของเดียวกับบริษัท ผู้ผลิตสินค้าเครื่องเสียงยี่ห้อ Linn ของสก๊อตแลนด์นั่นเอง ซึ่งทางลินน์ได้จัดแบ่งลักษณะของไฟล์เพลงเอาไว้ให้เลือกดาวน์โหลด 3 แบบด้วยกัน ได้แก่ Studio Master (ดีที่สุด) CD Quality (คุณภาพเสียงเท่ากับฟอร์แม็ต CD) และ MP3 เรียงตามลำดับคุณภาพเสียง ซึ่งทางเว็บของ Linn นี้จะให้บริการเฉพาะผลงานที่เป็นของทางค่ายเองเท่านั้น และภายในเว็บของเขาดูจะมีรูปแบบการนำเสนอเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าเว็บของ musicgiants ซะอีก ในนั้นมีรายละเอียดที่น่ารู้น่าสนใจเกี่ยวกับการดาวน์โหลดอยู่มากทีเดียว เล่มหน้าผมจะเอารายละเอียดเหล่านั้นมาแจกแจงให้ทราบกันอีกที ท่านที่สนใจจะได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าได้
Helios :x5000

Media Box

    ส่วนทางด้านฮาร์ดแวร์ที่มีผลิตออกมาใช้เพื่อการดาวน์โหลดเพลงลักษณะนี้ก็มีอยู่ด้วยกันหลายยี่ห้อ-หลากรุ่น ส่วนใหญ่ก็จะเรียกกันว่า Music Server ซึ่งรูปร่าง-หน้าตาก็จะดูคล้ายกับอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เห็นอยู่ทั่วไป ในที่นี้จะขอนำเอาภาพของตัวเด่นๆ มาเสนอให้ทราบเป็นข้อมูลเบื้องต้นกันสักจำนวนหนึ่ง
    ในเมืองไทยเราอาจจะยังไม่มีใครนำเครื่องเหล่านี้มาจำหน่าย เนื่องเพราะมันค่อนข้างจะเป็นอะไรที่ใหม่ต่อวงการ แต่ดูจากแนวโน้มหลายๆ ด้านที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นในตลาดต่างประเทศแล้ว เชื่อว่า พฤติกรรมการดาวน์โหลดไฟล์เพลงที่มีรายละเอียดสูงจากอินเตอร์เน็ตเช่นนี้น่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มของนักเล่นเครื่องเสียงนี่แหละที่น่าจะเป็นหัวหอกสำคัญ..!


Olive :opus5