วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โรคที่มากับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

|0 ความคิดเห็น
โรคที่มากับคนที่ไม่ออกกำลังกาย
กลุ่มโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจขาดเลือด
โรคอ้วน
โรคเบาหวานและไขมันในเลือดสูง
โรคเครียด
โรคภูมิแพ้
โรคปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
โรคมะเร็ง
การเริ่มต้นออกกำลังกาย

หลายท่านไม่เคยออกกำลังมาก่อนเมื่อเริ่มออกกำลังอาจจะทำให้เหนื่อยง่าย วิธีที่ดีที่สุดของการเริ่มต้นออกกำลังกาย คือให้เริ่มออกกำลังกายจากกิจวัตรประจำวัน เช่น

ใช้การเดินหรือขี่จักรยานเมื่อไปที่ไม่ไกล
หยุดใช้รถหนึ่งวันแล้วใช้การเดินไปทำงานสำหรับผู้ที่บ้านและที่ทำงานไม่ไกล
ใช้บันไดแทนการขึ้นลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
ขี่จักรยานรอบหมู่บ้าน
ทำงานบ้าน เช่นทำสวน ล้างรถ ถูบ้าน
ทำกิจวัตรเหล่านี้ทุกวันเป็นเวลา 2-3 เดือนจึงเริ่มต้นเพิ่มการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เช่น

การเดินให้เร็วขึ้นสลับกับการเดินช้า 
ขี่จักรยานนานขึ้น
ขึ้นบันไดหลายขั้น
ขุดดินทำสวนนานขึ้น
ว่ายน้ำ
เต้นแอร์โรบิค แต่ไม่ต้องนาน
เต้นรำ
เล่นกีฬา เช่น ปิงปอง แบดมินตัน เทนนิส
หลังจากที่เตรียมความพร้อมร่างกายแล้วเรามาเริ่มต้น ฟิตร่างกายกัน

หลังจากเตรียมความพร้อมแล้ว คุณได้ออกกำลังเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้วหากคุณต้องการฟิตร่างกายก็สามารถทำได้โดย

โดยการวิ่งเร็วขึ้น นานขึ้น
ว่ายน้ำนานขึ้น
การฟิตร่างกาย คุณต้องติดตามความก้าวหน้าของการออกกำลังกายเช่น เวลาที่ใช้ในการออกกำลังเพิ่มขึ้น ระยะทางในการออกกำลังเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นได้ดี

การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพคืออะไร

|0 ความคิดเห็น
การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพคืออะไร
คือ การออกกำลังกายเพื่อเพิ่ม หรือคงไว้ซึ่งความทนทานของระบบไหลเวียน
โลหิตและปอด โดยมีขบวนการใช้ออกซิเจน ในขบวนการเผาผลาญ เพื่อให้
เกิดพลังงานสำหรับการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง จึงมีชื่อเรียกการออก
กำลังกายชนิดนี้ว่า AEROBIC EXERCISE

ประโยชน์ต่อสุขภาพ
1. ระบบไหลเวียนโลหิต
1.1 ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงมากขึ้น สามารถสูบฉีดโลหิตได้ปริมาณ
      มากขึ้น
1.2 เพิ่มหลอดโลหิตฝอยมาเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมากขึ้น
1.3 ลดอัตราการเต้นของหัวใจ ทั้งในขณะพัก และออกกำลังกาย ทำให้ไม่
      เหนื่อยง่าย
1.4 ลดแรงต้านทานส่วนปลายของหลอดโลหิตฝอยทำให้ความดันโลหิตลดลง
     ทั้งขณะพัก และออกกำลังกายลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิต
     สูง

2. ระบบหายใจ
2.1 ความจุปอดเพิ่มขึ้น ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนมากขึ้น
2.2 เพิ่มปริมาณโลหิตไปสู่ปอด ทำให้การไหลเวียนของปอดดีขึ้น
2.3 เพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนก๊าซที่ปอด ทำให้ประสิทธิภาพการ
      หายใจดีขึ้น

3. ระบบชีวเคมีในเลือด
3.1 ลดปริมาณคอเลสเตอรอล (Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์
      (Triglyceride) จึงลดอัตราเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และ
      โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน
3.2 เพิ่ม HDL Cholesterol ซึ่งช่วยลดการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน
3.3 ลดน้ำตาลส่วนเกินในเลือด เป็นการช่วยป้องกันโรคเบาหวาน

4. ระบบประสาทและจิตใจ
4.1 ลดความวิตกกังวลและคลายความเครียด
4.2 มีความสุขและรู้สึกสบายใจจากสาร Endorphin ที่หลั่งออกมาจาก
      สมองขณะออกกำลังกาย

ขั้นตอนและหลักในการปฏิบัติ
ถ้ามีอายุมากกว่า 35 ปี ควรตรวจสุขภาพ ว่ามีโรคหัวใจหรือไม่ก่อน
การออกกำลังกายชนิดนี้ ควรรู้วิธีเหยียดและยืดกล้ามเนื้อ รวมทั้งอุ่นเครื่อง
(Warm up) และเบาเครื่อง (Cool down) หลักในการปฏิบัติ เป็นการใช้
กล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างน้อย 1 ใน 6 ส่วนของร่างกาย ออกกำลังอย่างสม่ำ
เสมอ

คำศัพท์
Frequency (F) หมายถึงความถี่ในการออกกำลังกายใน 1 สัปดาห์ อย่าง
น้อย 3 วัน อย่างมาก 6 วัน
Intensity (I) หมายถึงความหนักในการออกกำลังกาย ใช้อัตราการเต้น
ของชีพจรเป็นเกณฑ์ ให้ได้ประมาณระหว่างร้อยละ 70-90 ของอัตราเต้น
สูงสุดของหัวใจ ซึ่งสามารถคำนวนได้จากการนำอายุไปลบออกจากเลข 220
ตัวอย่างเช่น ชายอายุ 20 ปี จะใช้ความหนักในการออกกำลังกายชนิดนี้เท่า
ใด
คำตอบคือ (220-20)x 70 ถึง 90 หาร 100 เท่ากับ 140 ถึง 180 ครั้งต่อนาที
Time (T) หมายถึง ช่วงเวลาในการออกกำลังกายในแต่ละวัน อย่างน้อย
10-15 นาที ใน 6 วัน อย่างมาก 30-45 นาทีใน 3 วัน

รูปแบบการออกกำลังกาย
มีหลากหลายชนิดเช่น วิ่งเหยาะ, เดินเร็ว, ขี่จักรยาน, ว่ายน้ำ, เต้นแอโรบิค,
ฟุตบอล, บาสเก็ตบอล, เทนนิส, แบดมินตัน, ตระกร้อข้ามตาข่าย, วอลเลย์
บอล เป็นต้น

ข้อควรระวัง
ควรงดการออกกำลังกาย ในขณะเจ็บป่วย มีไข้ พักผ่อนไม่พอควรออกกำลัง
กายก่อนอาหารหรือหลังอาหารหนักผ่านไป 3-4 ชั่วโมง และดื่มน้ำอย่างเพียง
พอ ควรหลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่ร้อนจัด หนาวจัด ฝนฟ้าคะนอง มลภาวะมาก
สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมควรพักหากมีอาการแน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน
และไปพบแพทย์

ออกกำลังกายกลางแจ้งเพื่อสุขภาพกายและจิต

|0 ความคิดเห็น

วิธี ตรวจสอบ Ram Kingston

|0 ความคิดเห็น
วิธี ตรวจสอบ Ram Kingston
 
 
สวัสดีครับ บทความวันนี้ค่อนข้างจะเป็นบทความเฉพาะกิจซักหน่อย เนื่องด้วยกระแสของแรมยี่ห้อ KINGSTON ที่มีข่าวลือกันหนาหูว่าแรมยี่ห้อ KINGSTON ที่วางจำหน่ายกันตามห้างไอทีชื่อดัง บางส่วนเป็นแรมที่ถูก Remark มา ... แรมที่ถูก Remark มานั้น หมายความว่า มีผู้หวังผลประโยชน์บางราย ได้เอาแรมยี่ห้ออื่น หรือแรมไม่มียี่ห้อ มาทำการแปลงร่าง จับแต่งตัวซะใหม่ ให้เหมือนกับแรมยี่ห้อ KINGSTON และเอามาวางขายปะปนกัน ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ก็นึกว่าเป็นแรม KINGSTON แท้ๆ เลยซื้อแรมโนเนมในราคา KINGSTON มาใช้ ... ผลปรากฏว่า เจ้าแรมตัวการ เป็นต้นเหตุทำให้เครื่องแฮงค์ จอฟ้า รีสตาร์ทเอง หรือทำงานได้ไม่ตรงตาม spec ที่ระบุไว้ ... นั่นคือปัญหาที่มีการพูดถึงกัน ความจริงแรม KINGSTON ที่ถูก Remark มา ได้มีวางขายกันตามห้างพันธุ์ทิพย์ หรือห้างอื่นๆ กันมาเป็นระยะเวลานานแล้ว แต่หลังๆ มานี่เริ่มมีคนพูดถึงกันมาก ผมเลยขอนำความกระจ่างมาสู่ท่านผู้อ่าน ดังบทความนี้นะครับ
                   ชื่อเสียงของแรมยี่ห้อ Kingston นั้น ถือว่าเป็นแรมที่มียี่ห้อที่คนไทยนิยมใช้กันเป็นอันดับต้นๆ นั่นอาจเป็นเหตุผลใหญ่ๆ เหตุผลหนึ่งที่มีผู้หวังผลประโยชน์นำแรมโนเนมไปทำการปลอมแปลงให้เป็น Kingston ความจริงจะพูดว่ามันคือแรมปลอม ก็ไม่ค่อยจะถูกนัก ขอพูดว่ามันคือแรมที่ไม่ใช่ Kingston แต่มาวางขายในคราบ Kingston ราคา Kingston มากกว่า ...

แรม 2 กล่องด้านบนนี้ กล่องหนึ่งเป็นแรม Kingston แท้ๆ ส่วนอีกกล่องหนึ่งเป็นแรม Kingston ปลอม สังเกตไม่ยากหรอกครับ ลองไปดูกันทีละขั้นดีกว่า


แรมยี่ห้อ Kingston ที่วางขาย จะถูกบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติก หน้าตาอย่างที่เห็น ซึ่ง Kingston ได้ใช้ package แบบนี้มานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่สมัย SDRAM เลยด้วยซ้ำ จึงไม่ยากที่จะมีผู้ปลอมแปลง ทำกล่องที่หน้าตาเหมือนกันมาบรรจุ
แหม... เหมือนกันยังกะแกะ สำหรับลาเบลหน้ากล่อง ดูดีดีจะรุ้ว่า font ไม่เหมือนกันนะ แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อสังเกตอะไรมากมายหรอกครับ



แรมยี่ห้อ Kingston ที่วางขาย จะถูกบรรจุอยู่ในกล่องพลาสติก หน้าตาอย่างที่เห็น ซึ่ง Kingston ได้ใช้ package แบบนี้มานานหลายปีแล้ว ตั้งแต่สมัย SDRAM เลยด้วยซ้ำ จึงไม่ยากที่จะมีผู้ปลอมแปลง ทำกล่องที่หน้าตาเหมือนกันมาบรรจุ

                   ว่าแต่ว่า.... เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าแรมที่เราจะซื้อ (หรือซื้อมาใช้แล้ว) เป็นแรม Kingston แท้ๆ หรือว่า Kingston แค่กล่อง? ... วันนี้ผมมีวิธีการสังเกต และเป็นข้อแนะนำในการเลือกซื้อแรม Kingston มาให้ชมกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัวร์ที่สุดในการดูแรม Kingston ก็คือดูที่ serial number ครับ สังเกตที่สติ๊กเกอร์ s/n ของแรม จะมีอยู่ 3 บรรทัด ให้ดูตัวเลขชุดแรกของบรรทัดแรก ดูที่ 4 ตัวท้ายนะครับ (ตัวที่ผมทำกรอบสีแดงไว้) 4 ตัวนั้นจะเป็นชุดตัวเลขที่แรมแต่ละแผงจะไม่เหมือนกัน และตัวเลขบนสติ๊กเกอร์ 4 ตัวนั้นจะต้องตรงกับตัวเลขที่พิมพ์ลงปลาย PCB ด้วย อย่างรูปซ้าย (กดที่รูปซ้ายเพื่อดูภาพใหญ่ จะได้เห็นชัดๆ) รูปซ้ายคือรูปของแรม Kingston แท้ ชุดตัวเลขจะตรงกัน ส่วนภาพขวา บนแผง PCB กลับไม่มีเลข serial number นั่นก็แสดงว่า ... ปลอม แน่ แน่
หมายเหตุ : วิธีการสังเกตจาก s/n นี้ ทาง Kingston ได้ให้ข้อมูลและวิธีวังเกตไว้ที่เวปของตนเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการสังเกตที่ง่าย และชัวร์ที่สุดครับ (http://www.kingston.com/asia/VERIFY/default.asp)


แต่... ถ้าไม่อยากไปจ้อง ไม่อยากแกะแรมจากกล่องมาดูอย่างละเอียด กลัวเจ้าของร้านจะมองหน้า และคิดในใจว่า "ไอ่นี่กลัวแรมปลอมมากเหรอวะ ร้านข้าขายแต่แรมแท้โว้ย..." วิธีสังเกตเบื้องต้นก็พลิกดูหลังกล่องก่อนเลยครับ ถ้าหลังกล่องไม่มีพิมพ์ชุดหมายเลข container ซึ่งจะปั๊มเป็นตัวนูน อย่างในภาพ ก็บอกได้เลยครับ ว่าแรมด้านในก็ปลอมแน่นอน เพราะแค่กล่องยังปลอมเลย นับประสาอะไรกับตัวแรม ... แค่นี้ก็เอากล่องแรมปลอมกระแทกร่องเหงือกของเจ้าของร้านได้แล้ว...


แรม 2 กล่องด้านบนนี้ กล่องหนึ่งเป็นแรม Kingston แท้ๆ ส่วนอีกกล่องหนึ่งเป็นแรม Kingston ปลอม สังเกตไม่ยากหรอกครับ ลองไปดูกันทีละขั้นดีกว่า
แหม... เหมือนกันยังกะแกะ สำหรับลาเบลหน้ากล่อง ดูดีดีจะรุ้ว่า font ไม่เหมือนกันนะ แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้อสังเกตอะไรมากมายหรอกครับ
ดูจากลาเบลหน้ากล่องแล้วไม่รู้ มาดูลาเบลบนตัวแรมดีกว่า .... เอาอีกแล้ว ต่างกันแค่ font ... มองไม่ออกแฮะ เอ๊ะๆ ตัวด้านขวาไม่มี ไฟ VDDR บอกนี่นา....
แต่ลาเบลนั่นไม่ใช่จุดสำคัญครับ จุดสำคัญจุดหนึ่งอยู่ตรงนี้ คือแรมของ Kingston แท้ๆ จะไม่มีการพิมพ์ตัวอักษร หรือข้อความใดๆ ลงบนแผ่น PCB อย่างในรูปที่แสดงนี้ เห็นเต็มๆ ตา ว่า ปลอม แน่ แน่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัวร์ที่สุดในการดูแรม Kingston ก็คือดูที่ serial number ครับ สังเกตที่สติ๊กเกอร์ s/n ของแรม จะมีอยู่ 3 บรรทัด ให้ดูตัวเลขชุดแรกของบรรทัดแรก ดูที่ 4 ตัวท้ายนะครับ (ตัวที่ผมทำกรอบสีแดงไว้) 4 ตัวนั้นจะเป็นชุดตัวเลขที่แรมแต่ละแผงจะไม่เหมือนกัน และตัวเลขบนสติ๊กเกอร์ 4 ตัวนั้นจะต้องตรงกับตัวเลขที่พิมพ์ลงปลาย PCB ด้วย อย่างรูปซ้าย (กดที่รูปซ้ายเพื่อดูภาพใหญ่ จะได้เห็นชัดๆ) รูปซ้ายคือรูปของแรม Kingston แท้ ชุดตัวเลขจะตรงกัน ส่วนภาพขวา บนแผง PCB กลับไม่มีเลข serial number นั่นก็แสดงว่า ... ปลอม แน่ แน่
หมายเหตุ : วิธีการสังเกตจาก s/n นี้ ทาง Kingston ได้ให้ข้อมูลและวิธีวังเกตไว้ที่เวปของตนเองด้วย ซึ่งถือว่าเป็นวิธีการสังเกตที่ง่าย และชัวร์ที่สุดครับ (http://www.kingston.com/asia/VERIFY/default.asp
แต่... ถ้าไม่อยากไปจ้อง ไม่อยากแกะแรมจากกล่องมาดูอย่างละเอียด กลัวเจ้าของร้านจะมองหน้า และคิดในใจว่า "ไอ่นี่กลัวแรมปลอมมากเหรอวะ ร้านข้าขายแต่แรมแท้โว้ย..." วิธีสังเกตเบื้องต้นก็พลิกดูหลังกล่องก่อนเลยครับ ถ้าหลังกล่องไม่มีพิมพ์ชุดหมายเลข container ซึ่งจะปั๊มเป็นตัวนูน อย่างในภาพ ก็บอกได้เลยครับ ว่าแรมด้านในก็ปลอมแน่นอน เพราะแค่กล่องยังปลอมเลย นับประสาอะไรกับตัวแรม ... แค่นี้ก็เอากล่องแรมปลอมกระแทกร่องเหงือกของเจ้าของร้านได้แล้ว

อ้อ บางคนเพิ่งจะซื้อแรม Kingston ไปนะครับ แล้วสังเกตเห็นว่าลาเบลหน้ากล่องของตัวเองไม่เหมือนกับรูปที่ผมเอามาให้ชมไปตั้งแต่แรกๆ ก็อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะแรมกล่องใหม่ๆ จะมีลาเบลเหมือนในรูปนี้แหละครับ
ที่สำคัญก็คือ ใต้กล่องต้องมีพิมพ์นูนนะจ๊ะ...
อ้อ บางคนเพิ่งจะซื้อแรม Kingston ไปนะครับ แล้วสังเกตเห็นว่าลาเบลหน้ากล่องของตัวเองไม่เหมือนกับรูปที่ผมเอามาให้ชมไปตั้งแต่แรกๆ ก็อย่าเพิ่งตกใจไป เพราะแรมกล่องใหม่ๆ จะมีลาเบลเหมือนในรูปนี้แหละครับ


ที่สำคัญก็คือ ใต้กล่องต้องมีพิมพ์นูนนะจ๊ะ...

                 หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ... จะมีประโยชน์ต่อผู้ที่จะเลือกซื้อไม่มากก็น้อยนะครับ สำหรับกระบวนการ remark แรมที่ผมว่าไปนั้น ต้องยืนยันว่ามีอยู่จริง ส่วนกลุ่มผู้หวังผลประโยชน์กลุ่มนี้เป็นใครนั้น ผมเองก็ไม่อาจทราบได้ เราก็ทำได้แค่เพียงระมัดระวัง และคอยเตือนกันและกันเท่านั้น ผมหวังว่าบทความการสังเกตแรมอันนี้ คงไม่มีผู้หัวหมอ ไปทำปลอมให้มันเหมือนยิ่งขึ้นอีกนะครับ คนไทยด้วยกัน อย่าหากินกันเองแบบนี้เลย แค่นี้เราก็โดนชาวต่างชาติหากินกับเราไปมากพอแล้ว ... ขอบคุณครับ

แปลงตัวรับสัญญาณ Wireless ให้เป็น Access Point

|0 ความคิดเห็น
แปลงตัวรับสัญญาณ Wireless ให้เป็น Access Point
 

แปลงตัวรับสัญญาณ Wireless ให้เป็น Access Point



       ยินดีต้อนรับสู่โลกแห่งยุคไร้สาย คุณเคยได้ยินหรือไม่ว่า Wireless ที่คุณใช้รับสัญญาณจาก Router Modem ก็สามารถเปลี่ยนเป็นตัวส่งสัญญาณ Wireless ได้เหมือนกับตัว Access Point หลักการเชื่อมต่อสัญญาณ Wireless ขั้นตอนทำเหมือนกับเวลาที่คุณเชื่อมต่อตามปกติ โดยเครื่องจำเป็นต้องใช้ตัวรับสายสัญญาณ Internet ผ่านทาง Port RJ-45 หรือ LAN และส่งสัญญาณด้วยตัวรับสัญญาณ Wireless ให้กับเครื่องอื่นที่ต้องการเชื่อมต่อ แต่ข้อจำกัดของวิธีนี้คือสามารถเชื่อมต่อได้เพียง 9 เครื่องเท่านั้น (ทฤษฎี) ข้อดีของวิธีนี้คือหากเวลาเราเดินทางไปพักที่ต่างๆ โดยสถานที่นั้นมีเพียงสาย LAN ให้เราใช้เพียง 1 เส้นเท่านั้นแต่ที่เรานำมาเครื่องโน้ตบุกมาด้วยคือ 2 เครื่องก็คงไม่สามารถใช้งานได้พร้อมๆกัน แต่วิธีการดังต่อไปนี้จะช่วยให้คุณได้ประโยชน์จากมันมากขึ้น

15091effew.jpg

คลิกที่ My Network > Properties
74295frgrg.jpg




คลิกขวาที่ Icon Local Area Connection > Properties >Advanced จากนั้นให้คุณติ๊กถูกตามรูป แล้วกด Ok
30704fegght.jpg




จากนั้นให้คุณคลิกขวาที่ ICON Wireless Network Connection > Properties

76300fegghbt.jpg



เลือกไปที่ Wireless Network > Advanced
58072fergf.jpg



ให้คุณเลือกตามรูปที่ลูกศรชี้แล้วกด Close
ที่มาจาก http://www.notebookspec.com/web/?p=20433

WiGig คืออะไร?

|0 ความคิดเห็น
WiGig คืออะไร?
 
WiGig คืออะไร?
อุปกรณ์ไร้สายความเร็วสูงรุ่นใหม่ได้ฤกษ์ไฟเขียวให้ออกสู่ตลาดผู้บริโภคแล้ว โดยจะทำงานที่ความถี่ 60 กิกะเฮิร์ตซ์ และมีอัตราเร็วของแบนด์วิธสูงถึง 7 กิกะบิตต่อวินาที ซึ่งคิดเป็นเกือบ 10 เท่าของความเร็วสูงสุดในอุปกรณ์ไร้สายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันซึ่งนิยมเรียกกันว่า Wi-Fi มาตรฐาน 802.11n หรือ Wireless-N ซึ่งเข้ามามีบทบาทในชีวิตคนเมืองอย่างมาก โดยเฉพาะธุรกิจอินเตอร์เน็ตไร้สายและบรรดาเซียนคอมพิวเตอร์ทั้งหลายที่นิยมมีเราเตอร์ไร้สายไว้กระจายสัญญาณเน็ตในบ้านของตนเอง
แบนด์วิธที่มากขึ้นอย่างมหาศาลดังกล่าวพัฒนาขึ้นมาเพื่อรองรับการเล่นสื่อและภาพยนตร์ระดับ "ฟูล ไฮเดฟินิชั่น" (ความละเอียดสูง) ไปจนถึงสามมิติผ่านเครือข่ายเน็ตเวิร์ก หรือเรียกว่า "เน็ตเวิร์กสตรีมมิ่ง" รวมทั้งการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆอย่างเครื่องเล่นแผ่นบลูเรย์ เครื่องเล่นเกมคอนโซล มือถือและอื่นๆ

เทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการผลักดันโดยกลุ่ม "ไวร์เลส กิกะบิต อะลิแอนซ์" หรือ WiGig เป็นการรวมตัวกันของบริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีชั้นนำของโลก ได้แก่ อินเทล เดล ไมโครซอฟท์ โนเกีย ซัมซุง และซิสโก โดยทั้งหมดจะทำงานร่วมกันกับผู้ผลิตเทคโนโลยี Wi-Fi เพื่อผลิตอุปกรณ์ไร้สายที่รองรับช่องความถี่ทั้งสามช่อง หรือเรียกว่า ไทรแบนด์ คือ ช่อง 60 กิกะเฮิร์ตซ์ใหม่ และ 5 กับ 2.4 กิกะเฮิร์ตซ์เก่า เพื่อให้อุปกรณ์รุ่นใหม่เข้ากันได้ทันทีกับรุ่นเก่า

จะเลือกซื้อ UPS คิดว่ารู้จัดมันดีพอแล้วหรือยัง?

|0 ความคิดเห็น
จะเลือกซื้อ UPS คิดว่ารู้จัดมันดีพอแล้วหรือยัง?
 
หลักเกณฑ์ในการพิจารณาเลือกซื้อ UPS
ขนาดกำลังไฟฟ้า (VA) ที่อุปกรณ์ไฟฟ้าประเภทดังกล่าวใช้เป็นเท่าไร?
ขนาดกำลังไฟฟ้าที่อุปกรณ์ไฟฟ้าใช้ จะต้องไม่สูงกว่ากำลังไฟฟ้าที่ UPS สามารถจ่ายได้ เช่น คอมพิวเตอร์ และจอสี 17 นิ้ว ใช้กำลังไฟประมาณ 300 VA ดังนั้น ควรเลือกใช้ UPS ขนาดกำลังไฟ 300 VA ขึ้นไป

ต้องการให้ UPS จ่ายพลังงานสำรองได้นานเท่าไร? (Backup Time)
โดยทั่วไป Backup Time จะมีความสัมพันธ์กับขนาดกำลังไฟฟ้าของ UPS และขนาดกำลังไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น UPS ขนาด 350 - 500 VA ซึ่งใช้แบตเตอรี่ 7 Ah จะสามารถจ่ายไฟให้กับคอมพิวเตอร์ และจอสี 15 นิ้ว 1 จอ ได้นาน 15 - 30 นาที และหากเป็น UPS ที่ใช้แบตเตอรี่ชนิด High-Rate จะสามารถสำรองไฟฟ้าได้ 25 - 40 นาทีเลยทีเดียว (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้งาน)

มีซอฟต์แวร์พิเศษหรือไม่?
ซอฟต์แวร์พิเศษสำหรับ UPS นี้มีไว้เพื่อตรวจสอบสภาวะทางไฟฟ้าและการทำงานของ UPS โดยการสื่อสารระหว่าง UPS กับคอมพิวเตอร์ จะมีสายข้อมูลเชื่อมต่อกัน โดยทั่วไป ผู้ใช้มักไม่ค่อยใส่ใจกับเรื่องซอฟต์แวร์พิเศษนี้ เพราะอาจจะไม่ทราบถึงประโยชน์ ดังนั้น จะขอยกตัวอย่าง เช่น กรณีเกิดไฟดับเป็นระยะเวลานานจนพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ของ UPS หมด โดยที่ไม่สามารถ Shutdown คอมพิวเตอร์ได้ ถ้ามีซอฟต์แวร์พิเศษนี้จะช่วยบันทึกข้อมูลสำคัญไว้ (Auto Save) และทำการ Shutdown คอมพิวเตอร์ของคุณให้ก่อนที่แบตเตอรี่ของ UPS จะหมดลง

การคำนวณขนาดของ UPS
การคำนวณขนาดกำลังจ่ายของ UPS ที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ไฟฟ้า ให้ปฏิบัติดังนี้

  1. ทำรายการอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะต่อพ่วงกับระบบ UPS ทั้งหมด เช่น คอมพิวเตอร์, จอ, โมเด็ม, สแกนเนอร์ และอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่นๆ
  2. อุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชนิดจะมีป้ายแสดงค่าพิกัดกำลัง (Nameplate) เพื่อระบุถึงแรงดันไฟฟ้า และกระแสไฟฟ้าที่ต้องการสำหรับใช้งาน โดยทั่วไปจะอยู่ที่ด้านหลังของเครื่อง
    • ให้คำนวณค่า VA โดยคูณค่า Volt และ Amps เข้าด้วยกัน
    • อุปกรณ์ไฟฟ้าบางชนิดอาจให้ค่ามาในรูปของพลังงานไฟฟ้าในหน่วยวัตต์ (Watt-W)
      ให้แปลงกลับเป็นค่า VA โดยการคูณค่าวัตต์ด้วย 1.4
  3. รวมค่า VA ของอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดในรายการที่จะต่อพ่วงกับระบบ UPS
  4. เลือก UPS ที่จะสามารถจ่ายไฟได้พอเพียงต่อระดับค่า VA ของอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมด
ตัวอย่างการคำนวณ
ต้องการคำนวณขนาดของ UPS ที่สามารถใช้กับ คอมพิวเตอร์ ขนาด 220 V 1.5 A, เครื่องพิมพ์ Inkjet ขนาด 50 Watt และโมเด็ม ขนาด 20 Watt
จากสูตร
จะได้ว่า
    • VA ของคอมพิวเตอร์ ขนาด 220 V 1.5 A = 220 x 1.5 = 330 VA
    • VA ของเครื่องพิมพ์ Inkjet ขนาด 50 Watt = 50 x 1.4 = 70 VA
    • VA ของโมเด็ม ขนาด 20 Watt = 20 x 1.4 = 28 VAVA รวม = 330 + 70 + 28 = 428 VA
    ดังนั้นขนาดของ UPS ที่สามารถต่อพ่วงกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดังกล่าวได้อย่างปลอดภัย คือ 428 VA ขึ้นไป (หรือตรงกับผลิตภัณฑ์ LEONICS UPS รุ่น GREEN, OA Extra 525, ACURA 525 และ ASTRA 525)
หมายเหตุ:โดยทั่วไปหากเลือก UPS ที่มีกำลัง VA เท่ากับค่า VA รวมของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จะนำไปต่อพ่วงทั้งหมด UPS จะจ่ายไฟที่ Full Load และจะทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองได้ประมาณ 5 นาทีเท่านั้น หากต้องการระยะเวลาการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองที่เพิ่มขึ้น ต้องขยายค่า VA ของ UPS หรือเพิ่มจำนวนแบตเตอรี่ให้มากขึ้น
 ที่มา http://wanrat.exteen.com/20080229/ups

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ UPS

|0 ความคิดเห็น
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ UPS
ความหมายของ UPS
UPS เป็นคำย่อมาจากคำว่า Uninterruptible Power Supply หรือ "เครื่องสำรองไฟฟ้าและปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ" ถ้าแปลตรงตัว หมายถึง แหล่งจ่ายพลังงานต่อเนื่อง
อาจกล่าวได้ว่า UPS ก็คือ อุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่สามารถทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ได้อย่างต่อเนื่องแม้ในเวลาที่เกิดไฟดับหรือเกิดปัญหาแรงดันไฟฟ้าผันผวนผิดปกติ โดย UPS จะทำการปรับระดับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์
UPS มีหน้าที่หลัก คือ ป้องกันความเสียหายที่สามารถเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ (โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อ) อันมีสาเหตุจากความผิดปกติของพลังงานไฟฟ้า เช่น ไฟตก, ไฟดับ, ไฟกระชากและไฟเกิน เป็นต้น รวมถึงมีหน้าที่ในการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า

หลักการทำงานทั่วไปของ UPS
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อ UPS รับพลังงานไฟฟ้าเข้ามา ไม่ว่าคุณภาพไฟฟ้าจะเป็นอย่างไรก็จะสามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เป็นปกติ รวมถึงทำการจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งหลักการของ UPS ก็คือ ใช้วิธีการแปลงไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) เป็นไฟฟ้ากระแสตรง (DC) แล้วเก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่ส่วนหนึ่ง และในกรณีที่เกิดปัญหาทางไฟฟ้า (เช่น ไฟดับ หรือคุณภาพไฟฟ้าผิดปกติ เป็นต้น) อุปกรณ์ไฟฟ้าไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าที่รับมาได้ UPS ก็จะเปลี่ยนไฟฟ้ากระแสตรง (DC) จากแบตเตอรี่ ให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) แล้วจึงจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าตามปกติ
ส่วนประกอบสำคัญของ UPSUPS ประกอบไปด้วย
  1. เครื่องประจุแบตเตอรี่ (Charger) หรือ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า AC เป็น DC (Rectifier) ทำหน้าที่รับกระแสไฟฟ้า AC จากระบบจ่ายไฟ แปลงเป็นกระแสไฟฟ้า DC จากนั้นประจุเก็บไว้ในแบตเตอรี่
  2. เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ทำหน้าที่รับกระแสไฟฟ้า DC จากเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า AC เป็น DC หรือแบตเตอรี่ และแปลงเป็นกระแสไฟฟ้า AC สำหรับใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์
  3. แบตเตอรี่ (Battery) ทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าสำรองไว้ใช้ในกรณีเกิดปัญหาทางไฟฟ้า โดยจะจ่ายกระแสไฟฟ้า DC ให้กับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าในกรณีที่ไม่สามารถรับกระแสไฟฟ้า AC จากระบบจ่ายไฟได้
  4. ระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (Stabilizer) ทำหน้าที่ปรับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่และสม่ำเสมออยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า
ประโยชน์ของ UPS
UPS สามารถช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ (โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ) อันเนื่องมาจากกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติได้ (เช่น จากความบกพร่องของระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าเอง หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ - ฝนตกฟ้าคะนอง พายุฝน หรือจากการรบกวนของอุปกรณ์ไฟฟ้าในอาคารที่ใช้กระแสไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ ฯลฯ) ซึ่งกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติในแต่ละประเภท อาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้ โดย UPS จะทำหน้าที่ป้องกัน ดังนี้
  • จ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เมื่อเกิดไฟดับหรือไฟตก เพื่อให้มีเวลาสำหรับการ Save ข้อมูล และไม่ทำให้ floppy disk และ hard disk เสีย
  • ปรับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า เช่น ไฟตก, ไฟดับ, ไฟกระชาก และไฟเกิน เป็นต้น
  • ป้องกันสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าที่สามารถสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและอุปกรณ์ไฟฟ้าได้
ชนิดของ UPS
UPS แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้

  1. Offline UPS หรือ Standby UPS
สภาวะไฟฟ้าปกติ อุปกรณ์ไฟฟ้า (Load) จะได้รับพลังงานไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า (Main) จากการไฟฟ้าโดยตรง ในขณะเดียวกัน เครื่องประจุกระแสไฟฟ้า (Charger) จะทำการประจุกระแสไฟฟ้าให้กับแบตเตอรี่ไปด้วย แต่เวลาที่ไฟฟ้าดับ แบตเตอรี่จะจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) เพื่อแปลงกระแสไฟฟ้าและจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยใช้ตัวสับเปลี่ยน (Transfer Switch) สำหรับเลือกแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าระหว่างระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าหรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า
กรณีที่สภาวะไฟฟ้าปกติหรือกระแสไฟฟ้าผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สั้นมากจนตัวสับเปลี่ยน (Transfer Switch) สลับแหล่งจ่ายไฟฟ้าไม่ทัน พลังงานไฟฟ้าที่จ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าจะมาจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง ดังนั้น ถ้าคุณภาพไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้าไม่ดี (เช่น ไฟตก, ไฟดับ, ไฟกระชาก หรือมีสัญญาณรบกวน ฯลฯ) อุปกรณ์ไฟฟ้าก็จะได้รับพลังงานไฟฟ้าคุณภาพไม่ดีเช่นเดียวกัน
เนื่องจาก UPS ชนิดนี้ถูกออกแบบให้ป้องกันกรณีเกิดไฟดับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถป้องกันปัญหาแรงดันไฟฟ้าที่ผันผวนและสัญญาณรบกวนได้ จึงทำให้มีราคาถูกกว่า UPS ชนิดอื่นๆ และไม่เหมาะกับการใช้งานในบางพื้นที่ เช่น สถานที่ใกล้แหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า อาทิ เขื่อน, สถานีไฟฟ้า และสถานีไฟฟ้าย่อย เป็นต้น รวมถึงไม่เหมาะกับการใช้งานในประเทศไทยด้วย เนื่องจากเกิดไฟตกบ่อยครั้ง

คุณสมบัติของ Offline UPS หรือ Standby UPS
  • ราคาถูก
  • ป้องกันปัญหาไฟดับได้เพียงอย่างเดียว
  • ไม่เหมาะสำหรับใช้งานในพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งกำเนิดไฟฟ้า, สถานีไฟฟ้า และโรงงานอุตสาหกรรม ฯลฯ
  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่และ UPS สั้น
  1. Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer
จากผังแสดงการทำงาน จะพบว่า มีความคล้ายคลึงกับ Offline UPS มาก แต่จะมีส่วนที่เพิ่มขึ้นมา คือ ระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (Stabilizer) ในขณะที่สภาวะไฟฟ้าปกติ อุปกรณ์ไฟฟ้า (Load) จะได้รับพลังงานไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า (Main) จากการไฟฟ้า โดยผ่านระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัตินี้ ซึ่งจะมีหน้าที่รักษาระดับแรงดันไฟฟ้าให้คงที่ ป้องกันปัญหาไฟตก, ไฟเกิน และไฟกระชาก เป็นต้น พร้อมกันนี้ เครื่องประจุกระแสไฟฟ้า (Charger) ก็จะทำการประจุกระแสไฟฟ้าเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เมื่อไฟฟ้าดับจะจ่ายพลังงานให้กับเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) ทำการแปลงกระแสไฟฟ้า และจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยใช้ตัวสับเปลี่ยน (Transfer Switch) สำหรับเลือกแหล่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าระหว่างระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติหรือเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า
UPS ชนิดนี้ถูกพัฒนามาจาก Offline UPS โดยเพิ่มระบบป้องกันแรงดันไฟฟ้าสูงหรือต่ำอัตโนมัติ (Stabilizer) เพื่อป้องกันปัญหาทางไฟฟ้า ช่วยให้ UPS ไม่จำเป็นต้องจ่ายพลังงานไฟฟ้าสำรองจากแบตเตอรี่ทุกครั้งที่ไฟตกหรือไฟเกินไม่มากนัก
Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer จัดได้ว่าเป็น UPS ที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทยขณะนี้ ราคาไม่แพงและคุณภาพไฟฟ้าที่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

คุณสมบัติของ Online Protection UPS หรือ Line Interactive UPS with Stabilizer
  • ราคาไม่แตกต่างจาก Offline UPS หรือ Standby UPS
  • เหมาะสำหรับใช้งานในพื้นที่ที่มีความผันผวนของแรงดันไฟฟ้ามากๆ เช่น ประเทศไทย, พม่า, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ฯลฯ
  • ไม่เหมาะสำหรับนำไปใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความไวต่อคุณภาพของกระแสไฟฟ้ามากๆ เช่น เครื่องมือแพทย์และเครื่องจักรในโรงงาน ฯลฯ
  • มีระบบปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ (Stabilizer) เพื่อป้องกันปัญหาไฟเกินและไฟตก
  • สัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าบางอย่างที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้ายังสามารถผ่านเข้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าได้
  • อายุการใช้งานของแบตเตอรี่และ UPS ยาวนาน
  1. True Online UPS
จากผังแสดงการทำงาน จะพบว่า True Online UPS เป็น UPS ที่มีศักยภาพสูงสุด กล่าวคือ เครื่องประจุกระแสไฟฟ้า (Charger) และเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า (Inverter) จะทำงานตลอดเวลา ไม่ว่าคุณภาพไฟฟ้าจะเป็นอย่างไร ก็สามารถจ่ายพลังงานไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า (Load) ได้ตามปกติ ยกเว้นกรณีเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าเสีย จึงจะจ่ายพลังงานไฟฟ้าจากระบบจ่ายพลังงานไฟฟ้า (Main) จากการไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า (แต่ไม่ควรใช้งานต่อไปหากเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าเสีย)
True Online UPS เป็น UPS ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในจำนวน UPS ที่มีใช้งานอยู่ สามารถป้องกันปัญหาทางไฟฟ้าได้ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็น ไฟดับ, ไฟตก, ไฟเกิน หรือสัญญาณรบกวนใดๆ และให้คุณภาพไฟฟ้าที่ดี ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ UPS ชนิดนี้มีราคาสูงกว่า UPS ชนิดอื่นๆ

คุณสมบัติของ True Online UPS
  • ราคาค่อนข้างสูง
  • มีศักยภาพสูงสุด สามารถป้องกันปัญหาทางไฟฟ้าได้ทุกกรณี
  • ไฟฟ้ากระแสสลับที่อุปกรณ์ไฟฟ้าจะได้รับจาก UPS ชนิดนี้ จะเป็นไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง มีความเที่ยงตรงของระดับแรงดันไฟฟ้า และปราศจากสัญญาณรบกวนใดๆ
  • กรณีไฟฟ้าดับหรือขาดช่วง UPS จะนำพลังงานสำรองในแบตเตอรี่มาแปลงเป็นไฟฟ้ากระแสสลับเพื่อจ่ายให้แก่อุปกรณ์ไฟฟ้าได้ในทันที
การนำ UPS ไปใช้งานด้านต่างๆ
หากการใช้งานใดที่มีจุดประสงค์เพื่อสำรองพลังงานไฟฟ้าสำหรับจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมพิวเตอร์ ในเวลาที่เกิดไฟดับหรือไฟตก หรือเพื่อปรับแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่ออุปกรณ์ไฟฟ้า เมื่อเกิดปัญหาทางไฟฟ้า หรือเพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าที่อาจสร้างความเสียหายต่อข้อมูลและอุปกรณ์ไฟฟ้า สามารถนำ UPS ไปใช้งานได้

ที่มา http://www.leonics.co.th

โปรมแกรมเช็ค Dead Pixel โหลดฟรี ใช้ง่ายสุดๆ

|0 ความคิดเห็น
โปรมแกรมเช็ค Dead Pixel โหลดฟรี ใช้ง่ายสุดๆ

 ไม่ว่าจะเป็น Dead Pixel, Bright Pixel, Bad Pixel เช็คได้หมด 
วันนี้กอล์ฟคุงขอเอาโปรแกรมตรวจสอบ Dead Pixel มาฝากท่านผู้อ่านกันสักนิด เผื่อจะมีท่านผู้อ่านท่านไหน กำลังมองหาเจ้าโปรแกรมตัวนี้อยู่ หรือจะมีท่านผู้อ่านท่านไหนกำลังจะไปซื้อ Notebook หรือ TV ก็ตามก็สามารถเอาไปใช้กันได้ทั้งนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราไปโหลดมาใช้กันเลยดีกว่า
1. เอา Notebook ไปทดสอบ Dead Pixelโปรแกรมตรวจสอบเพื่อนำไปใช้ตรวจสอบหน้าจอ Notebook หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ว่ามี Dead หรือไม่
Download: Dead_Pixel_Check_LCDTVHAILAND.rar 
ส่วนวิธีใช้นั้นก็ไม่ยากเลย แค่โหลดมาแล้วก็ Unzip โปรแกรมออกมา แล้วดับเบิ้ลคลิกเจ้าตัวโปรแกรมเพื่อใช้งานได้เลย พอไปที่ร้านขาย LCD TV ก็ต่อ Notebook เข้ากับ LCD TV ได้เลย

2. พกแค่ USB Flash Drive ก็เช็ค Dead Pixel ได้ไฟล์ภาพ 5 สี แดง น้ำเงิน เขียว ขาว ดำ เอาไว้ตรวจสอบ Dead Pixel
Download: Dead_Pixel_jpg_File_LCDTVTHAILAND.rar 
ส่วนอันนี้ก็ใช้ไม่ยากเหมือนกันเพียงแค่โหลดไปแล้วถอดรหัสไฟล์ .rar จากนั้นก็เอาภาพในโฟลเดอร์ที่ได้ใส่ Flash Drive แล้วเอาไปเสียบกับช่องต่อ USB ของ LCD TV ที่ท่านต้องการจะตรวจสอบเท่านั้นเอง ไล่สีเช็คไปเรื่อยๆนะครับ

ยังไงก็ขอให้ผู้อ่านทุกท่านลองตรวจสอบ Dead Pixel ก่อนซื้อนะครับ ท่านจะได้ LCD TV / LED TV / Plasma TV ในสภาพสมบูรณ์ปราศจาก Dead Pixel ไปไว้ชมกันอย่างจุใจไร้กังวล สำหรับวันนี้กอล์ฟคุงขอลาไปก่อน สวัสดีครับ

10 ข้อควรรู้ก่อนซื้อ การ์ดจอระดับเทพตัวโปรด

|0 ความคิดเห็น
10 ข้อควรรู้ก่อนซื้อ การ์ดจอระดับเทพตัวโปรด
เรื่อง ด่วนๆอย่างการเลือกการ์ดจอให้ถูกใจสักการ์ด บางครั้งก็ทำเราสับสนวุ่นวายได้เหมือนกัน นอกจากว่าคุณจะเป็นผู้ที่คร่ำหวอดเรื่องของเทคโนโลยี ของการ์ดจออย่างชนิดตัว ยง แต่ว่า ใครจะมานั่งตามให้ปวดหัววุ่นวายจริงไหมครับ ทั้งนี้เพราะว่าการ์ดจอนั้นมีการอัพเกรดแบบดกชนิดที่ คุณคาดไม่ถึงเลยทีเดียว หล่ะครับ นั่นหมายถึงว่ามีการ์ดจอมากมายให้คุณเลือก และแน่นอน หากคุณเลือกไม่ดีละก็ คุณได้โดนฟันเลือดสาดแน่นอนครับ ผมวิธีการเลือกการ์ดจอให้คุณ 10 ข้อ ไว้ตัดสินใจเลือกการ์ดจอตัวใหม่ของคุณ สำหรับเกมใหม่ที่คุณอยากเล่นต่อไปไงครับ

1. หน่วยความจำ มันไม่ใช่ทุกอย่างหรอก
นี่ คือเรื่องจริง ว่าการ์ดจอของเราตอนนี้มาพร้อมกับหน่วยความจำจำนวนหน ึ่ง เริ่มตั้งแต่ 64 128 256 หรือแม้แต่ 512 หากรุ่นสูงมากๆก็เล่นกันเป็นกิ๊กเลยหล่ะครับซึ่งหน่ว ยความจำเหล่านี้จะช่วย เรามากในเรื่องของความละเอียด ซึ่งการ์ดจอรุ่นสูงๆนั้นมักจะมาพร้อมกับหน่วยความจำจ ำนวนมาก ทั้งนี้เพราะว่า หากหน่วยความจำไม่พอละก็ GPU ของคุณก็จะเป็นง่อยทีเดียวหล่ะครับ หากต้องการการประมวลผลจำนวนมาก ซึ่งผู้ผลิตการ์ดจอทราบดีว่าผู้ที่เลือกซื้อการ์ดจอน ั้นมักจะมองหาการ์ดที่ มีหน่วยความจำสูงๆเพื่อเปรียบเทียบการ์ด โดยหากเราสังเกตดีๆในท้องตลาดของเรา ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ทิพย์เอง การ์ดรุ่นต่ำๆนั้นให้หน่วยความจำมา 256 หรือไม่ก็ 512 MB กันเลยทีเดียว เพื่อที่จะลดความเร็วของหน่วยประมวลผลลง โดยอาจจะดูดีเมื่อคุณมองไปที่เสปคของการ์ด โอ ให้หน่วยความจำมาตั้งเยอะแยะ แต่ประสิทธิภาพที่แท้จริงของมันจะปรากฏเมือคุณเริ่มเ ล่นเกมนั่นแหละครับ

2. ทั้งหมดอยู่ที่ GPU
หน่วย ความจำสำคัญก็จริง แต่หัวใจของการ์ดจริงๆนั้นจะอยู่ที่หน่วยประมวลผลกรา ฟิกครับ เมื่อคุณค้นหาชื่อของการ์ดจอนั้น สิ่งสำคัญสิ่งแรกให้คุณดูไปที่ชนิดของ GPU ว่ามาจาก NVIDIA หรือ ATI หรือเปล่า แต่มันก็ไม่เพียงพอหรอกหากเราจะดูแค่ว่ามากจาก NVIDIA Geforce หรือ ATI Radeon เท่านั้นคุณจำเป็นต้องดูที่รุ่นของมันด้วยซึ่งรุ่นนี ่แหละครับจะบอกเราได้ ว่าการ์ดตัวนี้จะมีราคาเท่าไหร่ ตั้งแต่ 2000 กว่าบาท จนถึง 20000 กว่าบาทเลยทีเดียวแม้ว่าจะมาจากชื่อ Geforce หรือ Radeon เหมือนๆกัน ซึ่งรุ่นสูงกว่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า นอกจากรุ่นแล้วก็ยังมีรหัสต่อท้าย อย่างเช่น GT, GS, GTX, XT และ XTX ซึ่งตัวหนังสือเหล่านี้จะเป็นตัวบอกถึงรุ่นของ Shader และความเร็วในการทำงาน

3.ไปป์ไลน์ เชดเดอร์ และความเร็วในการประมวลผล
คุณ อาจจะต้องดูในความเร็วหน่วยความจำของ GPU และจำนวนพิกเซลไปป์ไลน์ ซึ่งจำนวนไปป์ไลน์ที่มากกว่า แสดงได้ถึงการส่งผ่านข้อมูลที่มากกว่าในการทำงานแต่ล ะครั้ง เราจะเห็นได้ว่าการ์ดจอในรุ่นต่ำๆนั้นจะมีพิกเซลล์ไป ป์ไลน์จำนวน 4 ไปป์ไลน์ รุ่นกลางนั้นจะมี 8-12 ไปป์ไลน์ และรุ่นสูงๆนั้นจะมีตั้งแต่ 16 ไปป์ไลน์ขึ้นไป และแน่นอนความเร็วก็มีผล แต่หากเปรียบเทียบระหว่างไปป์ไลน์กับความเร็วของคล๊อ กนั้น ให้คุณเลือกไปป์ไลน์เป็นหลักนะครับ เช่นหากคุณมีการ์ดชนิด 400 เมกกะเฮิร์ต ซึ่งมี 8 ไปป์ไลน์ จะมีประสิทธิภาพดีกว่าการ์ดที่มี 4 ไปป์ไลน์ที่ความเร็ว 500 เมกกะเฮิร์ต

4. วินโดวส์วิสต้า และ Direct X 10
ไมโครซอฟท์ มีแผนการที่จะวางจำหน่ายระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุ ด Windows Vista ในต้นปี 2007 ที่จะถึงนี้ ระบบปฏิบัติการใหม่นี้จะมีฟีเจอร์หลักตัวหนึ่งคือ DirectX 10 ซึ่งรวมเอาฟังก์ชั่นใหม่ๆของเกมยุคหน้า แม้ว่า Vista ยังคงทำงานกับการ์ด DirectX 9 ในตอนนี้ได้ แต่คุณคงต้องการการ์ดที่สามารถรัน DirectX 10 ได้เพื่อให้มีประสิธิภาพสูงสุด
ผมหวังว่า NVIDIA และ ATI เองนั้นจะออกการ์ดของตนเองที่สนับสนุน DX10 ในช่วงปลายปีหลังทีจะถึงนี้ แต่คุณไม่ต้องกลัวหรอกนะครับว่าการ์ดที่คุณซื้อในตอน นี้นั้นจะไม่สามารถที่ จะเล่นเกมรุ่นใหม่ได้ และมีปัญหากับความเข้ากันได้ กว่าที่ระบบทั้งหมดจะปรับตัวให้เข้าที่เข้าทาง นักพัฒนาทำเกมสำหรับ DX10 ออกมานั้นก็กินเวลา 2-3 ปีโดยประมาณอยู่แล้ว ดังนั้นเกมในตอนนี้และอีกสองสามปีข้างหน้านั้นจะยังค งสามารถทีจะทำงานกับ การ์ดจอของคุณได้อยู่ต่อไป ซึ่งเราจะเห็นว่าแม้เกมใหม่ๆอย่าง Halo 3 และ Shadowrun นั้นก็สนับสนุนทั้ง DX9 และ DX10 พร้อมๆกัน และยังคงเป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไปสักพักหลังจากที่วิ สต้าออกมาแล้วก็ตาม

5 คุณซื้อการ์ดได้ทุกเวลาเลย
จาก การที่ NVIDIA และ ATI เป็นคู่กัดกันในด้านของการทำการ์ดจอมาตลอดนนั้นทำให้ การ์ดจอนั้นออกมาในตลาด บ่อยมาก โดยปกติมักจะออกรุ่นใหม่มาราวๆทุก 12-18 ดือนซึ่งก็จะเพิ่มประสิทธิภาพของการ์ดทั้งความเร็วคล ็อก และเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ๆเข้าไป และด้วยการที่เทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆอย่างเช่น H.264 แบบไฮเดฟฟินิชั่นและ Shader Model แบบ Advance ออกมา เราอาจจะต้องรออย่างน้อย 2 ปีถึงจะให้เทคโนโลยีเหล่านี้แพร่หลาย
คุณ จึงมีเวลาดีตลอดเวลาในการที่จะเลือกซื้อการ์ดจอ โดยไม่ต้องรอ ราคาของการ์ดจอนั้นจะตกเร็วมากหากมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออ กมา ซึ่งคุณสามารถที่จะใช้การ์ดจอของคุณในการเล่นเกมโปรด ของคุณได้ต่อไปอย่างแน่ นอน อย่างน้อยก็ 2-3 ปีเลยหล่ะครับ

6.ไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงเพื่อซื้อการ์ดจอ
การ์ด จอรุ่นใหม่ๆที่ออกมาตอนนี้นั้นในรุ่นสูงๆจะมีราคาราว หมื่นถึงสองหมื่นบาท โดยคุณอาจจะหาการ์ดในรุ่นก่อนหน้าที่เป็นรุ่นสูงของม ันซื่งสนับสนุน เทคโนโลยีที่เกมในปัจจุบันใช้กันอยู่ได้ในราคา 6000-10000 บาท
ให้คุณ ลองตรวจสอบไปป์ไลน์และความเร็วของคล็อกเพื่อเปรียบเท ียบการ์ดจากเทคโนโลยีใน ยุคที่ต่างกัน โดยคุณจะเห็นว่าบางครั้งมันค่อนข้างเหมือนกันเลยทีเด ียว

7. คุณมีพาวเวอร์พอไหม
ให้ ลองตรวจสอบเคสของคุณว่ามีตัวจ่ายไฟหรือพาวเวอร์ซัพไพ ลในการจ่ายไฟให้การ์ดจอ ของคุณเพียงพอหรือไม่ เพราะว่าการ์ดจอรุ่นใหม่เดี่ยวนี้เป็นตัวดูดไฟอย่างด ีทีเดียวครับ ผู้ผลิตมักจะบอกความต้องการไฟไว้ข้างกล่องของตัวการ์ ดที่คุณจะซื้อมา การ์ดจอรุ่นสูงๆตอนนี้มักต้องการพาวเวอร์ซัพพลาย 400 วัตต หรือ 450 วัตต์ หากเป็นการ์ดอบบคู่เช่น SLI หรือ CrossFire นั้นอาจจะต้องการพาวเวอร์ซัพพลายมากถึง 550 วัตต์เลยทีเดียวครับ

8.AGP หรือ PCI Express
จาก การแนะนำตัวของ PCI Express เมื่อสองปีที่แล้วนั้น มันได้เข้ามาแทนอินเทอร์เฟสแบบ AGP โดยสมบูรณ์แบบ โดยมีแบนวิธมากกว่า AGP ถึง 2-4 เท่าและการ์ดจอรุ่นใหม่โดยมากจะมาแบบ PCI Express ทั้งนั้น แม้ว่าการ์ดบางรุ่นจะทำมาสำหรับ AGP เพื่อคนที่ใช้อยู่แล้วจะอัพเกรดเช่น GeForce 7800 GS แต่หากซื้อการ์ดจอใหม่เราแนะนำ PCI Express ก่อนนะครับ

9. SLI และ Crossfire
คุณ อาจจะต้องการการ์ดคู่ในการทำงานหรือเล่นเกม เมื่อไหร่ที่คุณอัพเกรดการ์ดเป็นการ์ดคู่ละก็ อย่าลืมมองหา SLI และ CrossFire ซึ่งแน่นอนว่าประสิทธิภาพที่ได้นั้นจะต้องมากกว่าการ ์ดเดี่ยวอย่างแน่นอน โดยอาจจะต้องการเมนบอร์ดที่ออกแบบมาเฉพาะ และพาวเวอร์ซัพพลายที่เพียงพอ
NVIDIA และ ATI แข่งกันมากเรื่องของการ์ดคู่ โดย NVIDIA นั้นจะมี SLI (Scalable Link Interface) เป็นหัวหอก และ ATI จะมี CrossFire การ์ดที่คุณเลือกมาทั้ง SLI และ CrossFire นั้นจะต้องเป็นการที่ระบุว่าสามารถใช้ SLI หรือ CrossFire ได้ รวมถึงเมนบอร์ดของคุณต้องสนับสนุนด้วย

10 ซื้อการ์ดจอต้องได้การ์ดจอ
เลิก คิดถึงระบบประมวลผลกราฟิกแบบออนบอร์ดไปได้เลยครับ หากคุณเลือกซื้อทางอินเตอร์เน็ต หรือมองหาระบบดีๆเพื่อมาเล่นเกมโปรดหรือทำงานกราฟิกแ บบหนักหน่วงละก็ ปิดบราวเซอร์ไปได้เลยหากเจอคำว่า Integrated Graphic หรือ Graphic On Board เพราะหากคุณเลือกแบบนี้มาละก็ มันก็เพียงพอสำหรับการใช้งานพวก Word หรือเล่นอินเตอร์เน็ตเท่านั้น

ที่มา..buycoms.com

วิธีเลือกซื้อลำโพง (Speaker)

|0 ความคิดเห็น

วิธีเลือกซื้อลำโพง (Speaker)

 

วิธีการเลือกซื้อ MP3 Player

|0 ความคิดเห็น
วิธีการเลือกซื้อ MP3 Player

ปัจจุบันเครื่องเล่นเอ็มพีสามมีให้เห็นเกลื่อนตลาดเยอะแยะไปหมด หลายๆคนคงอยากจะได้เครื่องเล่นเอ็มพีสามไว้ใช้ฟังแก้เหงา แต่มองไปก็เห็นมีวางขายเกลื่อนห้างไปหมด ผมก็ขอแนะนำวิธีการเลือกซื้อเครื่องเล่นเอ็มพีสามกัน
เครื่องเล่นเอ็มพีสามแบ่งการบันทึกข้อมูลเป็น 2 แบบ1. Flash Memory เป็นรูปแบบแท่งๆ ส่วนใหญ่จะมีขนาด 32/64/128/256/512MB และ 1 GB จนถึง 2 GB มีความทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีระดับหนึ่ง2. แบบ Hard Disk อาจมีความบอบบาง เทียบกับฮาร์ดดิสก์ในคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้ต้องระมัดระวังในการพกพาพอสมควร จึงมีการผลิตซองกันกระแทกมากมายอย่าง iPod รุ่นต่างๆ แต่มีข้อดีคือความจุสูง 30GB / 60GB สามารถบรรจุเพลงได้นับพันเพลง
เริ่มจากวิเคราะห์การใช้งานของเรา ว่าเราใช้งานอะไรบ้าง
ปกติแล้วเครื่องเล่นเอ็มพีสามจะมีคุณสมบัติหลักๆ 4 อย่างคือ

1. ฟังเพลง 2. บันทึกเสียง 3. ฟังรายการวิทยุ 4. บันทึกข้อมูล (ใช้งานเป็น Storage Drive หรือ Handy Drive นั่นเอง)
ที่นี้คุณก็ต้องคิดแล้วว่าคุณจะซื้อมาใช้งานอะไรเป็นส่วนใหญ่ เพราะโดยส่วนมากแล้วเครื่องเล่นเอ็มพีสามก็ไม่ต่างกันมาก ที่ต้องห่วงคือเรื่องการรับประกันสินค้ามากกว่า

การฟังเพลง:
การฟังเพลงนั้น ปกติหากคุณมีแผ่นซีดี คุณสามารถใช้โปรแกรม Windows Media Player แปลงไฟล์เป็นไฟล์แบบ MP3 หรือ WMA ได้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องห่วงว่าจะฟังไม่ได้
การบันทึกเสียง:
จะมี 2 แบบคือ บันทึกเสียงด้วยไมโครโฟนในตัว อาจจะต้องพิจารณาว่าคุณต้องการคุณภาพเสียงดีเพียงใด ลองบันทึกเสียงที่ร้านก่อนเลือกซื้อดู กับอีกแบบคือบันทึกจาก

Line-in นั่นคือสามารถบันทึกเสียงจากแหล่งกำเนิดเสียงต่างๆได้เลย เช่นบันทึกจากเครื่องเล่นซีดี โทรทัศน์ หรือแหล่งกำเนิดเสียงอื่นๆ เพื่อความคมชัดของเสียง หรืออาจต่อไมโครโฟนภายนอกก็จะช่วยให้เสียงที่บันทึกมีคุณภาพและความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การรับฟังรายการวิทยุ:ต้องบอกก่อนเลยว่า ในการรับฟังรายการวิทยุจากเครื่องเล่นเอ็มพีสาม ส่วนใหญ่จะใช้สายหูฟังเป็นเสารับสัญญาณด้วย ดังนั้นการรับฟังอาจไม่ชัดเจนในบางช่วง หรือฟังขณะนั่งรถ จะไม่เทียบเท่าวิทยุในรถยนต์ แต่ก็ฟังได้ สำหรับบางรุ่นจะสามารถบันทึกรายการวิทยุได้ด้วย
การบันทึกข้อมูล:เครื่องเล่นเอ็มพีสามสามารถบันทึกข้อมูลได้เหมือนๆกับ Handy Drive ทั่วๆไป แต่ขอให้ระมัดระวังว่าหน่วยความจำอาจใช้ในการบรรจุเพลง หากเราใช้ 256MB เราเก็บเพลงสัก 128MB อีก 128MB ที่เหลือก็สามารถบันทึกข้อมูลอื่นๆได้
การเชื่อมต่อ:จะมี 2 แบบคือ
Cable อาจไม่สะดวกเพราะต้องพกสาย USB ไปนอกสถานที่ด้วย
USB Plug สามารถเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้ทันที


ความเร็วในการเชื่อมต่อ:USB1.1 / USB2.0
ปัจจุบันจะเป็น USB2.0 Hi-Speed แล้ว มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลรวดเร็วมาก



หน้าจอ:
หน้าจอในปัจจุบันแบ่งได้ 2 แบบคือ
แบบ LCD / OLED / Backlight เป็น 2 สี หรือขาวดำ หรือ 7 สีแบบ OLED (มักใช้แบตเตอรี่ AAA)
แบบ LCD TFT เป็นหน้อจอสี (เนื่องด้วยจอสีต้องใช้ไฟมาก จึงใช้แบตเตอรี่แบบ Li-Polymer)



น้ำหนัก:
ปกติแล้วน้ำหนักของเครื่องเล่นก็ไม่มากอะไร ยิ่งแบบที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Li-polymer แล้ว ยิ่งมีน้ำหนักเบามาก


เลือกอะไรดี:
อย่ามาถามนะว่าเลือกใช้ยี่ห้อไหน รุ่นไหนดี คุณนั่นแหล่ะศึกษาข้อมูลจากเวปไซต์ให้ดี ถามเพื่อนๆที่เคยใช้ ดีกว่าไปเชื่อพนักงาน ที่สำคัญ ลองฟัง ลองเล่นดู ต้องลองฟังเพลง เล่นใช้งานสักระยะดู หรือจะดูจากรีวิวในเวปไซต์ต่างๆและนิตยสารคอมพิวเตอร์ก็ได้นะ ขอให้โชคดีในการเป็นเจ้าของเครื่องเล่นเอ็มพีสามที่โดนใจและถูกใจค่ะ


ที่มา http://wholesale4th.plazacool.com/shop-wholesale4th-interest-61.html



อาหารต้านตีนกาบนใบหน้า

|0 ความคิดเห็น

อาหารต้านตีนกาบนใบหน้า

รอยย่นบนใบหน้าเป็นสัญญาณความร่วงโรย หรือความแก่ชรานั่นเอง มีอาหารหลายชนิดช่วยชะลอความเหี่ยวย่นของใบหน้าได้ ดังนี้
1.ซาร์ดีน เป็นปลาน้ำเย็นที่เต็มไปด้วยกรดโอเมก้า – 3 โปรตีน และแคลเซียม ซาร์ดีน 3 ออนซ์ให้แคลเซียมเท่ากับนม 1 แก้ว (300 มิลลิกรัม) มีเกร็ดเล่าว่า สมัยศตวรรษที่ 19 พระเจ้านโปเลียนมหาราชรับสั่งให้ถนอมอาหาร จุดกำเนิดของปลาซาร์ดีนในน้ำมันและซอสมะเขือเทศเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคนั้น
2. น้ำมันมะกอก สกัดจากผลไม้ชนิดหนึ่ง มีอัตราไขมันอิ่มตัวต่ำ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายควรเลือกใช้ชนิด Extra Virgin เพราะมีความบริสุทธิ์มากที่สุด และยังมากไปด้วยสารแอนติออกซิแดนต์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้
3.แซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า – 3 โปรตีน และวิตามินเอ จำเป็นสำหรับสมองและการทำงานของหัวใจ นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเกลือแร่สำคัญอย่างแคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม เหล็ก แมกนีเซียม ซีลีเนียม และสังกะสี หากกินแซลมอนร่วมกับผลไม้ ผัก ธัญพืช ถั่ว จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวานได้
4.น้ำผึ้ง มีหลายร้อยชนิดในโลกนี้ สีและกลิ่นจะต่างกันตามชนิดของเกสรดอกไม้ นอกจากเปี่ยมด้วยสารอาหารชั้นเลิศ ยังมีสรรพคุณเยียวยาอาการติดเชื้อของแผล รวมทั้งช่วยเก็บความชุ่มชื้นและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
5.โยเกิร์ต เป็นอาหารเก่าแก่ที่สุดในโลกอีกชนิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 10,000 ปี สันนิษฐานว่าต้นตำรับคือชาวตุรกีหรืออิหร่าน โยเกิร์ตถ้วยแรกเกิดขึ้นอย่างบังเอิญ จากการเก็บนมไว้ในถุงหนังแพะ ต่อมาได้รับการยอมรับว่า ช่วยเยียวยาอาการที่เกิดกับระบบย่อยอาหาร ช่วยล้างพิษ และทำให้อายุยืน

อาหารทั้ง 5 ชนิดต้องมีสักอย่างหรอกน่าที่ถูกปากคุณบ้างหล่ะนะจ้า…
ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ดูได้ง่ายๆกับยาที่เสื่อมคุณภาพ

|0 ความคิดเห็น

ดูได้ง่ายๆกับยาที่เสื่อมคุณภาพ


ทราบหรือไม่ว่า ยาแต่ละชนิดจะเสื่อมคุณภาพเมื่อไหร่ วันนี้มีวิธีสังเกตมาฝาก…
– ยาเม็ด สังเกตว่าเม็ดยาจะแตกร่วน สีเปลี่ยนไป มีจุดด่าง ขึ้นรา หรือหากเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาล เม็ดยาอาจเยิ้มเหนียวมีกลิ่นหืนหรือกลิ่นผิดไปจากเดิม
- ยาแคปซูล
สังเกตว่าแคปซูลจะบวม พองออก หรือจับกัน ผงยาในแคปซูลเปลี่ยนสี เช่น ยาเตตราซัยคลินที่เสียแล้ว ผงยาจะเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อไตมาก
- ยาน้ำแขวนตะกอน
เช่น ยาลดกรด ยาคาลาไมน์ทาแก้คัน หากเสื่อมสภาพตะกอนจะจับกันเป็นก้อน เกาะติดกันแน่น เขย่าแล้วไม่กระจายตัวดังเดิม มีความเข้มข้น กลิ่น สี หรือรสเปลี่ยนไป
- ยาน้ำเชื่อม
เช่น ยาแก้ไอ หากหมดอายุ ยาจะมีลักษณะขุ่นมีตะกอน ผงตัวยาละลายไม่หมด สีเปลี่ยน มีกลิ่นบูดเปรี้ยวหรือรสเปรี้ยว
- ยาขี้ผึ้งและครีม ถ้าพบว่าเนื้อยาแข็งหรืออ่อนกว่าเดิม เนื้อไม่เรียบ เนื้อยาแห้งแข็ง หรือสีของยาเปลี่ยนไป

วิธีการดูว่ายาหมดอายุ คือ ดูวันหมดอายุของยาที่ระบุไว้บนฉลากยา และถ้ายานั้นไม่มีวันบอกหมดอายุ อาจดูจากวันเดือนปีที่ผลิต ซึ่งโดยปกติ ถ้าเป็นยาน้ำจะเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันผลิต และหากเป็นยาเม็ดจะเก็บไว้ได้ 5 ปี และถ้าเป็นยาหยอดตาหากเปิดใช้แล้วเก็บไว้ได้เพียงหนึ่งเดือน
ครั้งหน้าถ้าจะรับประทานยา อย่าลืมสังเกตดูวันหมดอายุก่อนรับประทานยานะจ้า
ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

แผลน้ำร้อนลวกรักษาด้วย”ไข่ขาว”

|0 ความคิดเห็น

แผลน้ำร้อนลวกรักษาด้วย”ไข่ขาว”


ใครที่ไม่อยากมีแผลเป็นจากการลูกน้ำร้อนลวกฟังทางนี้ มีวิธีรักษามาบอก…
เริ่ม แรกนำไข่ไก่มา 1 ฟอง ตอกใส่ในถ้วย แล้วแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว จากนั้นนำไข่ขาวมาทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพัก จนกว่าจะแห้ง เสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำให้สะอาด รอยแผลแดง หรือพุพองก็จะหายไป
ข้อแนะนำ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้แผลโดนน้ำเย็น หรือแคะแกะ เกา แผลเด็ดขาด เพราะจะทำให้หนังถลอก
รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ไม่อยากเป็นแผลเป็น ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้นะจ้า