วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

จับโปรแกรม Spectrogram มาใช้กับวิทยุ

|0 ความคิดเห็น

จับโปรแกรม Spectrogram มาใช้กับวิทยุ


โปรแกรมนี้เป็นโปรแกรมสำหรับวิเคราะห์ Spectrogram ของเสียง เราสามารถนำมาทดลองกับวงการวิทยุได้หลายอย่าง ขั้นแรกให้ไป download โปรแกรมมาก่อนจากเว็บ www.visualizationsoftware.com จากนั้นก็ทำการติดตั้งให้เสร็จเรียบร้อยจะได้โปรแกรมหน้าตาตามรูปด้านล่าง
หน้าตาของโปรแกรม Spectrogram Version 16
โปรแกรม Spectrogram จะมีโหมดการทำงานพื้นฐานอยู่ 3 โหมดคือ
โหมดการทำงานของ Spectrogram Version 16
  • Scan Input mode ทำการวิเคราะห์เสียงจาก sound card ของคอมพิวเตอร์ เช่นอาจจะเป็นเสียงจากไมค์โครโฟน เสียงจาก line- in เป็นต้น ทำการวิเคระห์แบบ real-time เวลาเรากดปุ่ม Stop โปรแกรมจะบันทึกเสียงไว้ 60 วินาทีสุดท้าย สามารถ playback ได้ สามารถเลือกโหมดนี้ได้โดยการกดปุ่ม F1
  • Scan File mode ทำการวิเคราะห์เสียงจากไฟล์เสียงที่เราบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบของไฟล์ wav ทำการวิเคระห์แบบ real-time โหมดนี้จะบันทึกเสียงไว้ 60 วินาทีสุดท้ายเช่นกัน สามารถเลือกโหมดนี้ได้โดยการกดปุ่ม F2
  • Analyze File mode ทำการวิเคราะห์เสียงจากไฟล์เสียงที่เราบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบของไฟล์ wav ทำการวิเคระห์ทั้งไฟล์แล้วบันทึกไว้ในหน่วยความจำ สามารถเลือกโหมดนี้ได้โดยการกดปุ่ม F3

ทดลองโปรแกรม Spectrogram กับรหัสมอร์ส

ตัวอย่างคือ GX FER UR C
จากการทดลองรับสัญญาณรหัสมอร์ส เราสามารถดูรูป แล้วแปลความหมายออกมาได้เลย ตัวอย่างคือ GX FER UR C ถ้าสัญญาณที่เรารับได้มีความแรง ภาพที่ออกมาก็จะอ่านได้ง่าย
กรณีที่สัญญาณมอร์สเข้ามามีความแรงน้อย
กรณีที่สัญญาณมอร์สเข้ามามีความแรงน้อย
กรณีที่สัญญาณมอร์ส 2 สถานีพร้อมกัน แต่โทนเสียงต่างกัน
กรณีที่สัญญาณมอร์ส 2 สถานีพร้อมกัน แต่โทนเสียงต่างกัน

ทดลองโปรแกรม Spectrogram กับสัญญาณดิจิตอลอื่น ๆ

ทดลองรับสัญญาณ RTTY
ทดลองรับสัญญาณ RTTY (Radioteletype)
ทดลอง ZOOM IN ภาพที่รับได้ เพื่อให้เห็นรูปสัญญาณ
ทดลอง ZOOM IN ภาพที่รับได้ เพื่อให้เห็นรูปสัญญาณ
Baudot Code
จากรูป เป็นตัวอย่าง Baudot Code แสดงรหัส ของตัวอักษร D ซึ่งจะมี ทั้งหมด 8 บิต (เพิ่มขึ้นมาอีก 3 บิต เพื่อการ synchronization) โดยการเพิ่ม 1 start bit (space tone) และ 2 stop bits(mark tone) ก็จะเป็น 01001011
พอเราเห็นรูปจริง ๆ บวกกับความรู้ทางทฤษฎีทำให้เราเข้าใจหลักการทำงานของมันมากขึ้น
Spectrogram ของโหมด MT63
Spectrogram ของโหมด MT63
Spectrogram ของโหมด AmTOR
Spectrogram ของโหมด AmTOR (Amateur Teleprinting Over Radio)
Spectrogram ของโหมด MFSK (Multi-frequency shift keying)
Spectrogram ของโหมด MFSK (Multi-frequency shift keying)
Spectrogram ของโหมด Throb
Spectrogram ของโหมด Throb
สามารถปรับความแรงสัญญาณที่เข้ามาได้
สามารถปรับความแรงสัญญาณที่เข้ามาได้

คุณสมบัติของคลื่นวิทยุ

|0 ความคิดเห็น

คุณสมบัติของคลื่นวิทยุ


คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือคลื่นวิทยุจะมีย่านความถี่กว้างแต่ทุกความถี่จะมีคุณสมบัติบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน เช่น คลื่นวิทยุมีคุณสมบัติในการสะท้อนกลับ การหักเห และการเบี่ยงเบน เป็นต้น
เราสามารถเปรียบเทียบคลื่นวิทยุกับแสงไฟหน้ารถ เมื่อแสงส่องไปกระทบกับวัสดุต่าง ๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
เราสามารถเปรียบเทียบคลื่นวิทยุกับแสงไฟหน้ารถ เมื่อแสงส่องไปกระทบกับวัสดุต่าง ๆ ในรูปแบบที่แตกต่างกัน
  • R คือ Reflection
  • S คือ Scattering
  • D คือ Diffraction
รูปแสดงการแพร่กระจายคลื่นวิทยุระหว่างคอมพิวเตอร์ 2 ตัว ในรูปแบบต่าง ๆ
รูปแสดงการแพร่กระจายคลื่นวิทยุระหว่างคอมพิวเตอร์ 2 ตัว ในรูปแบบต่าง ๆ

การสะท้อนกลับ (Reflection)

การสะท้อนกลับของคลื่นวิทยุ หมายถึง การเปลี่ยนทิศการเดินทางของคลื่นโดยทันทีทันใด เมื่อคลื่นนั้นเดินทางไปตกกระทบที่ผิวของตัวกลางขนาดใหญ่ (large objects) นั่นคือ คลื่นจะกระดอนออกจากผิวของสะท้อนของตัวกลางในลักษณะเช่นเดียวกับการสะท้อนกับกระจกเงา แต่ประสิทธิภาพนั้นจะขึ้นอยู่กับตัวกลาง วัสดุที่มีขนาดใหญ่ สามารถเป็นตัวนำได้ดี เช่น ทองแดง จะทำการสะท้อนกลับคลื่นวิทยุได้ดีมาก

การสะท้อนกลับ (Reflection)

การหักเห (Refraction หรือ bent)

การหักเหของคลื่นวิทยุเกิดขึ้น เมื่อคลื่นวิทยุเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปยังอีกตัวกลางหนึ่งที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าไม่เหมือนกัน (traveling from one medium to another) เช่นถ้าเราใช้ไฟฉายส่องลำแสงไปที่ผิวน้ำที่ราบเรียบจะมีแสงบางส่วนสะท้อนกลับมา และมีบางส่วนทะลุไปใต้น้ำ ดังรูป
การสะท้อนกลับและการหักเหของลำแสง
การสะท้อนกลับและการหักเหของลำแสง
คลื่นที่ลงไปใต้น้ำจะมีการหักเห ส่วนการหักเหของคลื่นวิทยุมาจากความจริงที่ว่า ความเร็วของคลื่นวิทยุจะเดินทางด้วยความเร็วไม่เท่ากัน ถ้าตัวกลางต่างกัน เช่น คลื่นวิทยุเดินทางในน้ำบริสุทธิ์ จะช้ากว่าเดินทางในอากาศถึง 9 เท่า
การหักเหของคลื่นวิทยุ
การหักเหของคลื่นวิทยุ
ถ้าเอาปากกามาจุ่มลงในน้ำ เราจะเห็นว่าปากกามันโค้ง
ถ้าเอาปากกามาจุ่มลงในน้ำ เราจะเห็นว่าปากกามันโค้งงอ
รูปแสดงการหักเหของคลื่นวิทยุที่เดินทางไปยังน้ำ จะเห็นได้ว่าเมื่อหน้าคลื่นเดินทางไปตกกระทบผิวระหว่างตัวกลางทั้งสอง ส่วนที่สำผัสกับผิวน้ำก็จะเริ่มเดินทางช้าลง ในขณะที่อีกส่วนของหน้าคลื่นยังคงอยู่ในอากาศจะเดินทางได้เร็วกว่า
ถ้าพิจารณารูปจะเห็นได้ว่า หน้าคลื่น A -A1 จะตกกระทบผิวน้ำในเวลาที่แตกต่างกัน และความเร็วที่เดินทางผ่านน้ำจะช้ากว่าเดินทางในอากาศ จุด A สามารถเดินทางไปได้ในระยะ d1 ในขณะที่จุด A1 เดินทางมาถึงจุด d2 จึงจะกระทบกับผิวน้ำ ระยะทางทั้งสองใช้เวลาเดินทางเท่ากัน แต่ระยะ d2 จะมีมากกว่า d1 จึงทำให้หน้าคลื่นหักเหไปในแนวใหม่ ตัวอย่างของการสื่อสารแบบนี้คือ ในย่านความถี่ HF อาศัยชั้น ionosphere ที่ทำให้คลื่นค่อย ๆ หักเหลงมายังพื้นโลก

การเบี่ยงเบน (Diffraction)

การเบี่ยงเบนของคลื่นวิทยุเกิดจาก เมื่อคลื่นวิทยุเดินทางผ่านมุมหรือขอบของตัวกลางที่คลื่นไม่สามารถผ่านไปได้ เช่นความถี่ย่าน VHF เดินทางผ่านยอดเขา ความถี่ย่านนี้มีคุณสมบัติเดินทางเป็นเส้นตรง ถ้าเราลากเส้นตรงจากสายอากาศไปยังยอดเขา ส่วนที่อยู่หลังเขาหรือต่ำกว่าเส้นนี้ลงมา น่าจะรับสัญญาณไม่ได้ แต่กลับปรากฏว่ามีบางส่วนที่อยู่หลังเขาและบางส่วนที่พื้นดินซึ่งอยู่ห่างออกไป แต่สัญญาณที่ได้อาจจะไม่แรงมากนัก
knife-edge diffraction
knife-edge diffraction
ความถี่ต่ำ ๆ จะเบี่ยงเบนได้มากกว่าความถี่สูง ๆ
เมื่อความถี่สูงขึ้นการเบี่ยงเบนของคลื่นก็จะยิ่งลดลงกล่าวคือคลื่นจะเดินทางเป็นเส้นตรง (Line of Sight) มากขึ้น จากรูป เขตเบี่ยงเบนจะสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ ส่วนเขตเงาจะไม่สามารถติดต่อสื่อสารได้เลย

ความถี่ต่ำ ๆ จะเบี่ยงเบนได้มากกว่าความถี่สูง ๆ

ความถี่ต่ำ ๆ จะเบี่ยงเบนได้มากกว่าความถี่สูง ๆ คลื่นวิทยุสามารถเบี่ยงเบนได้มากกว่าแสง และคลื่นเสียงจะเบี่ยงเบนได้มากกว่าคลื่นวิทยุ สังเกตได้จากเราสามารถรับสัญญาณข้างหลังภูเขาได้ เราสามารถได้ยินความถี่เสียงบริเวณมุมตึกได้

Antenna Tuner จำเป็นแค่ไหน

|0 ความคิดเห็น

Antenna Tuner จำเป็นแค่ไหน


เครื่องวิทยุรับส่งส่วนใหญ่จะต้องการสายอากาศที่มีค่า impedance เท่ากับ 50 โอห์ม ถ้าค่า impedance เปลี่ยนไปจากค่านี้เราจะเรียกสถาวะนี้ว่า mismatch เมื่อสายอากาศและเครื่องส่งอยู่ในสภาวะ mismatch กำลังงานวิทยุที่ส่งออกอากาศส่วนหนึ่งจะสะท้อนกลับมา (reflected) ยังเครื่องส่ง เหมือนกับ เราส่องไฟไปยังกระจกเงา กำลังงานที่สะท้อนกลับมาจะรวมตัวกับคลื่นที่ส่งออกไป (forward power) จะก่อให้เกิดคลื่นนิ่ง (standing waves) อัตราส่วนของคลื่นนิ่ง เราจะเรียกว่า SWR (Standing wave ratio) สามารถคำนวณได้จากกำลังงานที่ส่งออกไปและกำลังงานที่สะท้อนกลับมา ถ้าอัตราส่วน SWR เท่ากับ 1:1 หมายความว่า ไม่มีกำลังงานสะท้อนกลับมายังเครื่องส่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในทางกลับกันถ้าค่า SWR เท่ากับ 3 :1 หรือมากกว่า จะมีกำลังส่วนหนึ่งสะท้อนกลับมา ยิ่งค่าตัวนี้มากขึ้น ก็ยิ่งสะท้อนกลับมามากตามไปด้วย สำหรับเครื่องวิทยุรับส่งรุ่นใหม่ ๆ มักจะมีการลดกำลังส่ง หรือหยุดการทำงานของเครื่องส่งโดยอัตโนมัติ ถ้าค่า SWR เกินกำหนด ทางออกของเราก็คือใช้ Antenna Tuner เข้ามาช่วย
วงจรป้องกันการเสียหายของภาค PA (power amplifier) เสียหายจากสภาพ mismatched ของสายอากาศ ของวิทยุ ICOM IC - 2200H
วงจรป้องกันการเสียหายของภาค PA (power amplifier) เสียหายจากสภาพ mismatched ของสายอากาศ ของวิทยุ ICOM IC - 2200H โดยที่ D14 จะตรวจสอบสัญญาณ forward D17 จะตรวจสอบสัญญาณ reflection แรงดันทั้งสองเมื่อรวมกันจะมีค่าน้อยในสภาะที่สายอากาศมีค่า impedance เท่ากับ 50 โอห์ม แต่ถ้าสายอากาศเกิด mismatched ขึ้นมา แรงดันตรงนี้จะมีค่ามากขึ้น ส่งผลไปยังวงจรขยายความแตกต่าง (differential amplifier) เพื่อลดกำลังส่งลงโดยอัตโนมัติ
เครื่องวิทยุรับส่งส่วนใหญ่จะต้องการสายอากาศที่มีค่า impedance เท่ากับ 50 โอห์ม
เครื่องวิทยุรับส่งส่วนใหญ่จะต้องการสายอากาศที่มีค่า impedance เท่ากับ 50 โอห์ม ถ้าค่า impedance เปลี่ยนไปจากค่านี้มาก ๆ กำลังส่งจะเกิดการสะท้อนกลับมายังเครื่องส่ง ถ้าค่า SWR เกิน 3 :1 ก็จะเป็นอันตรายต่อเครื่องส่ง
เมื่อเราใช้ Antenna Tuner เราสามารถปรับค่า impedance ของระบบสายอากาศให้มีค่าเท่ากับ 50 โอห์ม ตัว Antenna Tuner จะป้องกันความเสียหายของเครื่องส่ง และสามารถส่งออกอากาศด้วยกำลังส่งสูงสุด
เมื่อเราใช้ Antenna Tuner เราสามารถปรับค่า impedance ของระบบสายอากาศให้มีค่าเท่ากับ 50 โอห์ม ตัว Antenna Tuner จะป้องกันความเสียหายของเครื่องส่ง และสามารถส่งออกอากาศด้วยกำลังส่งสูงสุด

Antenna Tuner ทำงานได้ยังไง

Antenna Tuner โดยพื้นฐานแล้วจะประกอบด้วย ขดลวด (Coils) และ คาปาซิเตอร์ (Capacitor) แบบปรับค่าได้ เวลาจะใช้งาน เราสามารถปรับค่าของอุปกรณ์ทั้งสอง หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วแต่การออกแบบวงจร Antenna Tuner จะทำหน้าทีหลอกเครื่องส่งว่า โหลดมีค่า impedance เท่ากับ 50 โอห์ม คลื่นสะท้อนกลับจะยังเกิดขึ้นในระบบแต่ว่า จะเกิดขึ้นระหว่าง Antenna Tuner กับ สายอากาศ (เราป้องกันไม่ให้คลื่นสะท้อนมาถึงเครื่องส่ง)
ขดลวด (Coils) แบบปรับค่าได้
ขดลวด (Coils) แบบปรับค่าได้
คาปาซิเตอร์ (Capacitor) แบบปรับค่าได้
คาปาซิเตอร์ (Capacitor) แบบปรับค่าได้

จะใช้ Antenna Tuner เมื่อ ..

  • ถ้าเราต้องการใช้สายนำสัญญาณแบบ Open wire (Ladded line) เป็นสายที่มีการสุญเสียต่ำในย่านความถี่ HF (ดีกว่าสาย Coaxial) แต่สายแบบ Open Wire เป็นสายแบบ Balanced ส่วนเครื่องส่งเป็นแบบ Unbalanced เราจะใช้ Antenna Tuner ที่มีวงจร บาลันมาด้วย ซึ่งจะใช้เชื่อต่อสายแบบ Balanced และ Unbalanced เข้าด้วยกัน
  • ถ้าเราต้องการนำสายอากาศย่านหนึ่งมาใช้อีกย่าน เช่น เราจะออกอากาศในย่านความถี่ 40 เมตร ด้วยสายอากาศย่าน 10 เมตร แน่นอนครับ ค่า SWR ต้องสูงแน่ถ้าไม่มี Antenna Tuner
  • สายอากาศเรามี Bandwidth แคบ โดยเฉพาะสายอากาศแบบที่สามารถให้ได้หลายความถี่ (Multiband Antennas) เช่นสายอากาศ multiband trap dipole มีค่า SWR ไม่เกิน 2:1 ที่ความถี่ 3600 ถึง 3800 KHz สรุปว่ามี Bandwidth 200 KHz ถ้าเรามีความจำเป็นต้องใช้ความถี่ต่ำกว่า 3600 KHz หรือสูงกว่า 3800 KHz ค่า SWR จะขึ้นอย่างรวดเร็ว Antenna Tuner สามารถช่วยเราใช้งานนอกย่านความถี่และยังสามารถส่งด้วยกำลังส่งเต็มทีได้
สายนำสัญญาณแบบ Open wire (Ladded line)
สายนำสัญญาณแบบ Open wire (Ladded line)

อย่ากังวลเรื่อง Antenna Tuner ถ้า ..

  • ถ้าค่า SWR มีค่าเท่ากับหรือน้อยกว่า 1.5:1 ในช่วงความถี่ที่เราใช้งาน เครื่องส่งในปัจจุบันสามารถทำงานได้อย่างปกติในช่วง SWR ประมาณนี้ (ย่าน HF ยอมให้ถึง 2:1) เราจึงไม่จำเป็นต้องใช้ Antenna Tuner ให้สิ้นเปลือง Antenna Tuner ของย่าน VHF/UHF ก็มีครับ แต่ทางที่ดีควรจะเก็บเงินเอาไว้ดีกว่า การใช้ Antenna Tuner ไม่ใช่ทางออก เพราะว่า Antenna Tuner เป็นแค่ตัวหลอกเครื่องส่ง อย่างที่กล่าวมาในตอนต้น ทางออกที่ดีสำหรับย่าน VHF/UHF ก็คือการปรับแต่งตัวสายอากาศให้ match จะได้ผลออกมาดีกว่า
  • ถ้าสัญญาณจากเครื่องส่งของเราไปรบกวน ทีวี โทรศัพท์ และเครื่องใช้อื่น ๆ ของเพื่อนบ้าน เราอาจจะเคยได้ยินมาว่า Antenna Tuner จะช่วยลดปัญหาของสัญญาณรบกวน และตามความเป็นจริงแล้ว Antenna Tuner สามารถที่จะลดระดับของความถี่ harmonic ได้จริง แต่เป็นบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม ถ้าชื้อ Antenna Tuner มาเพื่อลดสัญญาณรบกวน

ถ้าเราจะมองหา Antenna Tuner ที่ดี ..

  • ควรจะมี SWR มิเตอร์ด้วย เพราะว่าเวลาเราปรับจูนตัว Antenna Tuner เราจะได้เห็นค่า reflected power ซึ่งเราต้องการให้ค่านี้น้อยที่สุด ถ้าเป็นศูนย์ได้ก็ยิ่งดี (ถ้าค่านี้เป็นศูนย์ค่า SWR จะเท่ากับ 1:1)
  • เลือกขดลวดแบบ roller หรือ tapped ดีนะ Antenna Tuner ราคาแพง ๆหลายตัวจะใช้ขดลวดแบบปรับเปลี่ยนค่าได้ (ดูรูปได้จากด้านบน) แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ใช้แบบ tap (tapped inductor) ทั้งสองแบบจะมีข้อดีข้อเสียในตัวเอง โดยที่แบบ roller จะมีประสิทธิภาพในการทำงานดีกว่า แต่ด้วยลักษณะการทำงานเป็นแบบ กลไก ใช้ไปนาน ๆ จะเกิดการสึกหรอ และความหน้าสำผัส อาจจะสกปรก ทำให้การทำงานด้อยลง ส่วนแบบ tap ทำงานแบบไร้ปัญหาจากกลไก แต่ถ้าต้องการปรับค่าแบบละเอียดจะทำได้ยาก (ไม่สามารถปรับแบบต่อเนื่องได้)
สายนำสัญญาณแบบ Open wire (Ladded line)
ขดลวด (Coils) แบบ Trap
  • ควรจะมีวงจร บาลันด้วย ถ้าเราสนใจที่จะใช้สายนำสัญญาณแบบ Open - Wire ควรหาแบบมีบาลัน 4:1
  • สามารถต่อสายอากาศได้หลายแบบ เช่นเรามีสายอากาศแบบ Vertical สำหรับย่าาน 40-10 เมตร และสายอากาศ ไดโพลย่าน 80 เมตร เราก็สามารถต่อใช้งานได้เลย ไม่ต้องคอยถอดเข้า - ออก
ตัวอย่าง Antenna Tuner ที่มีจุดต่อสายอากาศหลายตัว (หลายแบบ)
ตัวอย่าง Antenna Tuner ที่มีจุดต่อสายอากาศหลายตัว (หลายแบบ)
  • ถ้าสามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติก็จะดีมาก Antenna Tuner จะสามารถทำงานได้ด้วยความรวดเร็ว แต่อาจจะมีข้อจำกัดในเรื่องของช่วงความถี่ และราคาที่แพงกว่าแบบ manual tuner
Antenna Tuner แบบ อัตโนมัติ
Antenna Tuner แบบ อัตโนมัติ

Power rateing มันคืออะไรกัน

ถ้าเครื่องส่งของเรามีกำลังส่ง 50 - 100 วัตต์ การเลือกใช้ Antenna Tuner ขนาด 200-300 วัตต์เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสม เวลาที่ระบบของเราอยู่ในสภาวะ mismatches จะเกิดแรงดันของ RF สูง อาจจะเป็นสาเหตุให้เกิดการ arcing ในส่วนของช่องว่างระหว่างแผ่น plates ของคาปาซิเตอร์ หรือ ระหว่าง รอบของขดลวด ได้ อาจจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดสัญญาณรบกวน ไปรบกวนทีวี หรือ อุปกรณ์อื่น ๆ ได้ ทางออกที่เราสามารถทำได้ก็คือ ลดกำลังส่งลง หรือไม่ก็หา Antenna Tuner ตัวที่ใหญ่กว่าเดิม (Higher power rateing)สำหรับ Antenna Tuner ตัวใหญ่ ๆ จะใช้คาปาซิเตอร์และขดลวดขนาดใหญ่กว่า สามารถใช้ได้ยาวนาน และมีความทนทาน

SWR จริงและ SWR เสมือน

|0 ความคิดเห็น

SWR จริงและ SWR เสมือน


โดยปกติแล้วเวลาเราวัดค่า SWR ( standing wave ratio) เราจะวัดบริเวณใกล้ ๆ กับวิทยุรับส่ง ค่า SWR ที่ได้ไม่ใช่ค่า SWR ที่แท้จริง ถ้าเราต้องการวัดเพื่อหาค่าที่ถูกต้องเราจำเป็นต้องวัดที่ จุดต่อของสายอากาศ ส่วนค่า SWR ที่เราวัดได้ภายในสถานีเรามักจะเรียกว่าค่า SWR เสมือน ซึ่งค่านี้จะมีค่าน้อยกว่าค่า SWR ที่แท้จริงเสมอ ที่น้อยลงก็เกิดจากคลื่นสะท้อนจะถูกลดทอนในสายนำสัญญาณขณะที่เดินทางกลับมายังเครื่องส่งวิทยุ จึงทำให้ดูเหมือนว่าค่า SWR ดูดีขึ้น ยิ่งถ้าสายนำสัญญาณยิ่งยาวขึ้น ตัวเลขนี้ก็จะยิ่งดูดีขึ้น ค่า SWR เสมือนจะน้อยกว่าค่า SWR ที่แท้จริงเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับค่าการสูญเสียในสภาวะที่ Match ของสายนำสัญญาณที่ใช้
ตาราง สำหรับหาค่า SWR จริงเมื่อรู้ค่า SWR เสมือน (X หมายถึง SWR มีค่ามากกว่า 10)
ตาราง สำหรับหาค่า SWR จริงเมื่อรู้ค่า SWR เสมือน (X หมายถึง SWR มีค่ามากกว่า 10)
ถ้าเราต้องการวัด SWR ที่แท้จริงของสายอากาศเราจะเป็นต้องปีนเสาขั้นไปวัดที่จุดต่อสายอากาศ แต่ก็คงไม่สะดวก แต่ถ้าเราจะวัด SWR ตอนที่สายอากาศอยู่บนพื้นดินค่า SWR ที่ได้จะไม่เหมือนกับที่ถูกติดตั้งอยุ่บนเสา เนื่องจาก สถาพแวดล้อมต่างกัน ทางออกอีกวิธีก็คือใช้ตารางในการคำนวณหาค่า SWR ยกตัวอย่างเช่น วัดค่า SWR ที่ในสถานีได้ค่า 1.4:1 สายนำสัญญาณมีอัตราการสูญเสีย 3db ก็จะได้ค่า SWR ที่แท้จริงเป็น 2.0:1 เป็นต้น
จากตาราง พอจะสรุปได้ว่า ถ้าสายนำสัญญาณมีอัตราการสูญเสียมาก ค่า SWR จริง และค่า SWR เสมือนจะแตกต่างกันมาก

ค่าความเร็วของคลื่นวิทยุในสายนำสัญญาณ (Coax cable velocity factor)

|0 ความคิดเห็น

ขั้วต่อสาย Coaxial แบบต่าง ๆ

|0 ความคิดเห็น

ขั้วต่อสาย Coaxial แบบต่าง ๆ


ขั้วต่อสายแบบ BNC

BNC (Bayonet Neill Concelman) Bayonet แปลว่า เขี้ยว หรือสลัก
ขั้วต่อแบบ BNC เป็นที่นิยมใช้สำหรับ สัญญาณ RF ,วีดีโอ,ขั้วต่อสายอากาศ ,เครื่องมือทดลองต่าง ๆ และอื่น ๆนำมาใช้ทดแทนขั้วแต่แบบ RCA ขั้วต่อ BNC มี่ทั้งแบบ 75 และ 50 โอห์ม ซึ่งสามารถนำไปใช้ในความถี่ได้สูงสุดถึง 4 GHz

แบบimpedanceความถี่สูงสุดRF PeakPeak Power ราคารูป
UHF50300 MHz500 โวลต์500 วัตต์ถูกUHF
BNC50 หรือ 754 GHz1000 โวลต์500 วัตต์ถูกBNC
TNC5010 GHz1000 โวลต์1000 วัตต์ปานกลางTNC
N50 หรือ 7511 GHz1000 โวลต์1000 วัตต์ปานกลางN
C5011 GHz1500 โวลต์--C
SMA5018 GHz1000 โวลต์500 วัตต์ปานกลางSMA
F751 GHz--ถูกF


ขั้วต่อสายแบบ TNC

TNC (threaded Neill-Concelman) ดัดแปลงมาจาก ขั้วต่อแบบ BNC โดยเพิ่มเกลียวเข้าไป โดยมีค่า impedance เท่ากับ 50 โอห์ม สามารถใช้งานที่ความถี่สูงถึง 10 GHz คุณสมบัติดีกว่าขั้วต่อแบบ BNC ที่ย่านความถี่ไมโครเวพ ขั้วต่อ TNC สามารถนำไปใช้งานงานวิทยุได้อย่างกว้างขวาง

ขั้วต่อสายแบบ UHF

ขั้วต่อ UHF ถูกนำมาใช้ในตอนสงครามโลกครั้งที่สอง โดยนำมาใช้ที่ความถี่สูงกว่า 30 MHz ในครั้งแรกใช้สำหรับเป็นขั้วต่อ วีดีโอ ในระบบเรดาห์ หลังจากนั้นได้นำมาใช้งาน RF ทั่วไป ขั้วต่อ UHF ถูกนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางในย่าน HF และ VHF สามารถรองรับกำลังงานได้ถึง 1 กิโลวัตต์ แต่ขั้วต่อแบบนี้ไม่สามารถนำไปใช้ในย่าน UHF หรือความถี่ที่สูงกว่าา 300 MHz ได้ (ชื่อ UHF จึงเป็นแค่ชื่อเรียกเท่านั้น)
ขั้วต่อ UHF จะมีชื่อเรียกย่อยลงไปอีกคือ ถ้าเป็นตัวผู้จะเรียกว่า PL-259 (PL = Plug) ส่วนตัวเมียจะเรียกว่า SO-239 (SO = Socket)
PL-259
PL-259
SO-239
SO-239
 

ขั้วต่อสายแบบ N

ชื่อของขั้วต่อแบบนี้มาจากชื่อของผู้ประดิษฐ์ ซึ่งก็คือ Paul Neill เมื่อปี 1940 ขั้วต่อแบบ N จะมีทั้งแบบ 50 และ 75 โอห์ม แบบ 50 โอห์มจะนิยมใช้กับโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ไร้สาย เช่น wireless LAN เป็นต้น ส่วนแบบ 75 โอห์มจะนิยมใช้ในวงการเคเบิ้ลทีวี

ขั้วต่อแบบ N แบบ 50 โอห์ม (ด้านล่าง) และแบบ 75 โอห์ม (ด้านบน)

ขั้วต่อแบบ N แบบ 50 โอห์ม (ด้านล่าง) และแบบ 75 โอห์ม (ด้านบน)

ขั้วต่อสายแบบ C

ขั้วต่อแบบ C ถูกประดิษฐ์โดยนาย Carl Concelman ขั้วต่อแบบนี้จะมี เขี้ยวล็อกแบบ BNC มีขนาดปานกลางและป้องกันน้ำได้
ขั้วต่อสายแบบ C
ขั้วต่อแบบ C ทั้งแบบ 75 โอห์มและ 50 โอห์ม
ขั้วต่อแบบ C ทั้งแบบ 75 โอห์มและ 50 โอห์ม

ขั้วต่อสายแบบ SMA

ขั้วต่อแบบ SMA (SubMiniature version A) ถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อ ปี 1960 เป็นขั้วต่อที่มีขนาดเล็กมีค่า impedance 50 โอห์ม สามารถใช้ได้ในย่านความถี่ตั้งแต่ไฟ DC จนถึง 18 GHz
SMA จะใช้สาร polytetrafluoroethylene (PTFE) เป็นฉนวน
SMA จะใช้สาร polytetrafluoroethylene (PTFE) เป็นฉนวน

ขั้วต่อสายแบบ F

ขั้วต่อแบบ F นิยมใช้งานสำหรับ ระบบทีวีรวม เคเบิ้ลทีวี ใช้คู่กับสาย RG-6 หรือใกล้เคียง ถูกประดิษฐ์โดย Eric E. Winston ตั้งแต่ปี 1950 ขั้วต่อ F จะมีค่า impedance 75 โอห์ม สามารถใช้งานในความถี่สูงถึงระดับ GHz ที่สำคัญคือราคาถูก การต่อใช้งานไม่จำเป็นต้องบัดกรีสาย

ในการเลือกใช้ขั้วต่อสายแบบใดนั้น จะเริ่มต้นจากย่านความถี่ใช้งาน กำลังงานที่จะส่งผ่าน ต้องใช้งานกับปรีแอมป์ที่มีสัญญาณรบกวนต่ำหรือเปล่า ความต้องการถอดออกง่ายเพียงใด ขนาดของสาย Coaxial ใหญ่แค่ไหน บริเวณใช้งานมีสัญญาณรบกวนสูงมากหรือไม่
  • สำหรับท่านที่ต้องการใช้งานกำลังส่งสูง ๆ ควรจะต้องพยายามเลือกขั้วต่อแบบที่มีการสูญเสียในตัวมันน้อยด้วย เช่นการสูญเสีย 0.1dB สำหรับกำลังส่ง 1,000 วัตต์ หมายความว่า จะมีกำลังสูญเสียในขั้วต่อสาย 2.25 % หรือ 22.5 วัตต์ ซึ่งมากพอที่จะทำลายขั้วต่อสาย
  • PL - 259 ผลิตออกมาหลายคุณภาพ บางยีห้อวัสดุที่เป็นฉนวน คุณภาพต่ำ ราคาถูก ทำให้มีการสูญเสียมากในย่าน VHF ดั้งนั้นควรเลือกแบบที่มีคุณภาพดี ๆ หน่อย

วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เชื่อมต่อ Skydrive ด้วย Map Network Drive

|0 ความคิดเห็น
ทุกคนรู้จัก Skydrive กันใหมครับ มันเป็นบริการหนึ่งของ Microsoft ที่ทำให้เราใส่ไฟล์ไว้บนเน็ทซึ่งมีความจุ 25 GB / 1 E-Mail ID แต่มันจะมีข้อเสียหน่อยนึง มันจะต้องเข้าผ่าน IE หรือ โปรแกรมท่องเว็บเท่านั้น วันนี้ ผมจะมานำเสนอ การทำให้การเข้า Skydrive ของท่านๆ ไม่เป็นที่ยุ่งยากต่อไป เพียงแค่เปิด My Computer ก็ใช้ได้แล้ว !!
สิ่งที่ต้องมี

1.    Windows Live Account [อีเมล์คุณ@hotmail.com @hotmail.co.th @msn.com @live.com หรือจะเป็นอีเมล์ที่ทำการลงทะเบียน Windows Live Passport ไว้แล้วก็ได้]
2.    Windows Vista หรือ Windows Seven [Windows XP อดนะครับ มันไม่ซัพพอรท SSL]
3.    ความพยายามเล็กน้อย

มาเริ่มกันเลยละกัน ถ้ามีของที่ต้องการครบแล้ว

1.    เปิดเว็บไซท์ www.skydrive.com

ทำการล็อกอิน



2.    พอมันขึ้นมาแล้ว คลิกขวา Folder ที่ท่านต้องการ แล้ว ให้ทำการคัดลอก Address ของท่าน เช่น
http://cid-3baxxxa685b5420e.office.l...e.aspx/.Public
มาเก็บไว้ใน Notepad ก่อน



3.    ทำการแปลง URL ให้ใช้กับ Map Network Drive ดังนี้
a.    เปิด notepad ที่เก็บที่อยู่เมื่อกี้มา
b.    พิมพ์ \\docs.live.net@SSL\ แล้วตามด้วย 3baxxxa685b5420e สำหรับตัวอย่าง แล้วก็ \^2Public\ เต็มๆ คือ \\docs.live.net@SSL\3baxxxa685b5420e\^2Public\
หมายเหตุ เพราะว่า Document และ Public เป็น Folder พิเศษ ดังนั้น เราจึงต้องใส่ ^2 ไว้หน้าชื่อ แต่สำหรับ Folder ที่สร้างมาเองแล้วไม่จำเป็นต้องใส่



4.    เปิด My Computer ขึ้นมาและกด Map Network Drive เลือก Drive ที่ต้องการและใส่ลิ้งค์ที่ทำไว้ในข้อ 3
5.    กด Finish และรอซักครู่ มันจะมีช่องให้ login ขึ้นมา ให้ใส่ username และ password ของ E-Mail นั้น



6.    เสร็จแล้วจ้า ใส่ไฟล์ได้ตามใจชอบ