วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Baudot Code

|0 ความคิดเห็น

Baudot Code


baudot code เป็นรหัสที่นำมาใช้ในกิจการ โทรเลข ผู้ที่คิดค้นระบบนี้ขึ้นมาคือ frenchman Emile Baudot ในปี 1870 ซึ่งเป็นรหัสขนาด 5 บิต มี 32 อักขระ (2 5) ประกอบด้วย ตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์

Binary
Decimal
Hex
Octal
ตัวอักษร
ตัวเลข
00000
0
0
0
Blank
Blank
00001
1
1
1
T
5
00010
2
2
2
CR
CR
00011
3
3
3
O
9
00100
4
4
4
Space
Space
00101
5
5
5
H
00110
6
6
6
N
,
00111
7
7
7
M
.
01000
8
8
10
Line Feed
Line Feed
01001
9
9
11
L
)
01010
10
A
12
R
4
01011
11
B
13
G
&
01100
12
C
14
I
8
01101
13
D
15
P
0
01110
14
E
16
C
:
01111
15
F
17
V
;
10000
16
10
20
E
3
10001
17
11
21
Z
"
10010
18
12
22
D
$
10011
19
13
23
B
?
10100
20
14
24
S
BEL
10101
21
15
25
Y
6
10110
22
16
26
F
!
10111
23
17
27
X
/
11000
24
18
30
A
-
11001
25
19
31
W
2
11010
26
1A
32
J
'
11011
27
1B
33
Figure Shift
11100
28
1C
34
U
7
11101
29
1D
35
Q
1
11110
30
1E
36
K
(
11111
31
1F
37
Letter Shift


Baudot Code
จากรูป เป็นตัวอย่าง Baudot Code แสดงรหัส ของตัวอักษร D ซึ่งจะมี ทั้งหมด 8 บิต (เพิ่มขึ้นมาอีก 3 บิต เพื่อการ synchronization) โดยการเพิ่ม 1 start bit (space tone) และ 2 stop bits(mark tone) ก็จะเป็น 01001011
baud หรือ Bd เป็นอัตราการเปลี่ยนแปลง ต่อ 1 วินาที เช่น 1 kBd = 1,000 Bd มีการเปลี่ยนแปลง 1,000 ครั้งต่อวินาที

RTTY BASIC

|0 ความคิดเห็น

RTTY BASIC


RTTY หรือ Radioteletype บางครั้งอาจจะอ่านออกเสียงว่า ritty ใช้ในการการรับส่งข้อมูล ระบบ RTTY จะมีส่วนที่คล้าย CW คือมีการรับส่งข้อมูลแบบ TWO STATES สำหรับระบบ CW จะใช้การปิด - เปิด ของคีย์ แต่สำหรับ RTTY จะใช้การสลับไปมาของความถี่ 2 ความถี่ เราเรียกการสลับไปมานี้ว่าการ Shift ความถี่ต่ำจะเรียกว่า SPACE (SPACE frequency) และความถี่สูงเรียกว่า MARK (MARK frequency) สำหรับ นักวิทยุสมัครเล่น ความถี่ ของ SPACE กับ MARK จะห่างกัน 170 Hz ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราออกอากาศด้วยความถี่ 14080.00 kHz นั่นหมายความว่า ความถี่ของ MARK จะเท่ากับ 14080.00 kHz ส่วนความถี่ของ SPACE จะต่ำกว่า 170 Hz ก็คือ 14079.83 kHz

ลองรับ RTTY โดยโปรแกรม MMTTY

MMTTY เป็นโปรแกรมที่ใช้งานง่ายตัวนึง และที่สำคัญคือ เป็นโปรแกรม ฟรี สามารถ Download ได้ที่นี่ http://mmhamsoft.amateur-radio.ca/
ลองรับ RTTY โดยโปรแกรม MMTTY
เมื่อ Download และทำการติดตั้งลงเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วก็จะได้ โปรแกรม หน้าตาดังรูป
หน้าตาโปรแกรม MMTTY
สำหรับการรับ RTTY ให้เอาสัญญาณเสียงจากวิทยุต่อเข้า Line in ของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย จากนั้นให้เปิดเครื่องวิทยุ และสังเกตระดับเสียงมีการเปลียนแปลงหรือเปล่า
กรณีมีสัญญาณเสียงเข้ามา แบบนี้ถือว่าพร้อมที่จะใช้งาิน
กรณีมีสัญญาณเสียงเข้ามา แบบนี้ถือว่าพร้อมที่จะใช้งาน
แต่ถ้าภาพออกมาเป็นแบบนี้ แสดงว่ายังไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามา
แต่ถ้าภาพออกมาเป็นแบบนี้ แสดงว่ายังไม่มีสัญญาณเสียงเข้ามา ให้ไปตั้งค่า ตามนี้เลยครับ การตั้งค่า Sound Card สำหรับเล่นโหมด Digital พอตั้งค่าเสร็จแล้วก็เริ่มลงมือหาสัญญาณ RTTY กันเลย อาจจะลองเริ่มที่ความถี่ 14080 ถึง 14090 kHz หรือ 21080-21090 kHz ดูก่อน เพราะหาง่าย ค่อย ๆ จูนความถี่ช้า ๆ ครับ พอเจอเสียงของ RTTY หน้าจอภาพก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ครับ
พอเจอเสียงของ RTTY หน้าจอภาพก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้ครับ

สำหรับแถวสีเขียว ๆ ตัวนี้เป็นการบอกระดับสัญญาณ
สำหรับแถวสีเขียว ๆ ตัวนี้เป็นการบอกระดับสัญญาณ ที่เข้ามา ส่วนเส้นตรง สีดำแนวดิ่ง จะเป็นระดับของ squelch (squelch threshold) เราสามารถเปลี่ยนระดับได้ โดยการคลิกไปบนแถบสีเขียว ๆ
ตัวอย่างข้อความที่รับได้
สำหรับระบบ RTTY ยังมีโปรแกรมอีกหลายโปรแกรม ลักษณะการใช้งานไม่แตกต่างกันมาก ตัวอย่างเช่นโปรแกรม MixW สามารถ download ได้ที่ http://www.mixw.net/
หน้าตาโปรแกรม MixW
รูปร่างของโปรแกรม MixW โปรแกรมนี้สามารถใช้โหมดอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น PSK31, AMTOR, MFSK,SSTV,Fax,BPSK31 และอื่น ๆ ลูกเล่นมากแบบนี้ แน่นอนครับ โปรแกรมนี้ไม่ใช่โปรแกรมฟรี แต่สามารถโหลดมาทดลองใช้ได้
ตัวอย่างที่รับได้โดยโปรแกรม MixW
ตัวอย่างที่รับได้โดยโปรแกรม MixW
ตัวอย่างที่รับได้โดยโปรแกรม MixW
ข้อดีอีกอย่าง โปรแกรมนี้จะมีการเน้นสี ที่ CallSign ของแต่ละสถานี เมื่อเอาเมาส์ไปชี้ ก็จะบอกตำแหน่ง และรายละเอียดต่าง ๆ ของสถานี ลูกเล่นนี้ ถือว่าน่าใช้มากเลยครับ

EMI (electromagnetic interference)

|0 ความคิดเห็น

EMI (electromagnetic interference)


สัญญาณรบกวนจาก สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) อยู่รอบ ๆ ตัวเรา และเครื่องรับส่งวิทยุ
EMI สามารถแพร่กระจายจากแหล่งกำเนิดสัญญาณ (source) ไปยังเครื่องเป้าหมาย (victim) ได้ 2 วิธีคือ conduction และ radiation ความแตกต่างของสองแบบนี้ก็คือ ถ้าสัญญาณรบกวน เดินทางผ่านทางสายจะเรียกว่า conduction แต่ถ้าสัญญาณรบกวนแพร่กระจายผ่านอากาศ เรียกว่า radiation

Radiation มักจะเกิดขึ้นที่ความถี่สูง (สูงกว่า 30 MHz)
การแพร่กระจาย Radiation มักจะเกิดขึ้นที่ความถี่สูง (สูงกว่า 30 MHz)
การนำ conduction ทางสาย มักจะเกิดขึ้นที่ความถี่ต่ำ (ต่ำกว่า 30 MHz)
การนำ conduction ทางสาย มักจะเกิดขึ้นที่ความถี่ต่ำ (ต่ำกว่า 30 MHz)
conduction from radiation เป็นการแพร่กระจายคลื่นจากระบบที่ 1 แล้วเหนียวนำเขาสู่สายนำสัญญาณ ไปยังระบบที่ 2
conduction from radiation เป็นการแพร่กระจายคลื่นจากระบบที่ 1 แล้วเหนียวนำเขาสู่สายนำสัญญาณ ไปยังระบบที่ 2
radiation from conduction. เป็นการส่งสัญญาณไปยังระบบที่ 2 แต่มีการแพร่กระจายคลื่นทางสายนำสัญญาณ
radiation from conduction. เป็นการส่งสัญญาณไปยังระบบที่ 2 แต่มีการแพร่กระจายคลื่นทางสายนำสัญญาณ

Electronic noise

สัญญาณรบกวนที่เข้ามากวนระบบของเรามีสองแบบคือ continuous และ transient โดยที่ transient จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น น้อยกว่า 1/60 วินาที หรือ 16.67 ms ส่วน continuous จะเกินขึ้นนานกว่านี้

รูปแบบของ EMI/RFI

EMI/RFI เราสามารถแบ่งแบบกว้าง ๆ ได้ 2 แบบก็คือ narrowband และ broadband ตัวอย่างของ Narrowband จะเกิดขึ้นจาก สถานีส่ง วิทยุโทรทัศน์ โทรศัพท์ เป็นต้น ซึ่งจะรบกวนแค่ช่วงความถี่แคบ ๆ ส่วนตัวอย่างของ broadband เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า thermostats หรืออุปกรณ์ที่มีการทำงานแบบสวิทช์ ปิดเปิดอย่างรวดเร็ว แบบนี้จะมีแถบความถี่ในการรบกวนกว้าง ตั้งแต่ความถี่ต่ำ ๆ จนถึงความถี่สูง

EMI ภายในวงจรเอง

ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์เอง สามารถที่จะแพร่กระจายคลื่น EMI ออกมาได้ ถึงแม้ว่าในระบบจะไม่มี "สายอากาศ" ก็ตาม มันจะแพร่กระจายคลื่นออกมาจากวัตถุที่มีขนาดใหญ่ ๆ ภายในวงจร เช่น แผ่นระบายความร้อน (heatsinks) สายไฟที่เดินภายในวงจร หรือแม้แต่แผ่นวงจรเองก็ตาม วิธีการลด EMI ภายในวงจรก็สามารถทำได้โดยการใช้ capacitors ต่อเป็นตัว bypass สัญญาณรบกวนลงกราวด์

Aluminum Numbers สำหรับนักวิทยุสมัครเล่น

|0 ความคิดเห็น

Aluminum Numbers สำหรับนักวิทยุสมัครเล่น


Aluminum Numbers สำหรับนักวิทยุสมัครเล่น
อลูมิเนียมเป็นโลหะที่นิยมสำหรับการสายอากาศเนื่องจากมีน้ำหนักเบาคือ 2.70 กรัม ต่อ 1 ลูกบาสก์เซนติเมตร อลูมิเนียมมีความหนาแน่นประมาณ 35 % ของเหล็ก และ 30 % ของทองแดง อลูมิเนียมมีความเงางาม


Common Alloy Numbers
เบอร์ คุณสมบัติ
2024Good formability, high strength
5052Excellent surface finish, excellent corrosion resistance, normally not heat treatable for high strength
6061Good machinability, good weldability
6063Good machinability, good weldability
7075Good formability, high strength
Common Tempers
T0Special soft condition
T3Hard
T6Hardest, possibly brittle
TXXXThree digit tempers—usually specialized high strength heat treatments, similar to T6
General Uses
2024-T3Chassis boxes, antennas, anything that will be bent or
7075-T3Flexed repeatedly
6061-T6Tubing and pipe; angle channel and bar stock
6063-T832Tubing and pipe; angle channel and bar stock

ข้อดีและข้อเสียของวิทยุระบบ SSB (Single-sideband modulation)

|0 ความคิดเห็น

ข้อดีและข้อเสียของวิทยุระบบ SSB (Single-sideband modulation)



รูปสเปกตรัมความถี่ของสัญญาณ SSB
สมมุติว่าเราป้อนสัญญาณเสียงความถี่ 3 KHz เข้าไปผสมกับคลื่นพาห์ความถี่ 15 MHz ความถี่ ผลรวมจะเท่ากับ 15,003 KHz ความถี่เราเรียกว่า ไซด์แบนด์ด้านสูง หรือ Upper Sideband ;USB เพราะความถี่สูงกว่าคลื่นพาห์ ส่วนความถี่ผลต่าง ซึ่งจะเท่ากับ 14,997 KHz สัญญาณนี้เราจะเรียกว่า ไซด์แบนด์ด้านต่ำ Lower Sideband ;LSB เพราะความถี่ต่ำกว่าคลื่นพาห์
สัญญาณทั้งสอง Sideband นั้นจะมีข้อมูลข่าวสารเหมือนกัน การส่งสัญญาณเราจะส่งเพียง Sideband เดียวเท่านั้น อีก Sideband หนึ่งจะถูกลดทอนไป
ข้อดีของการส่งวิทยุแบบ SSB
  • สามารถทำให้ Bandwidth ลดลงได้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งจะเป็นผลดีในการรับเพราะว่าสัญญาณเสียงรบกวนในภาคขยายความถี่ปานกลางหรือ IF จะแปรผันตาม Bandwidth ดังนั้นเมื่อลด Bandwidth ลงได้ ครึ่งหนึ่ง เสียงรบกวนก็จะลดลงครึ่งหนึ่งเหมือนกัน ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการขยายของภาคนี้ได้อีก ซึ่งก็แสดงว่าระบบ SSB สามารถรับสัญญาณที่อ่อนกว่าระบบ AM ธรรมดาได้
  • สามารถส่งสัญญาณได้จำนวนช่องมากกว่า ระบบ AM ในแต่ละย่านความถี่ เพราะ Bandwidth แคบกว่า ตัวอย่างเช่น วิทยุ CB ในระบบ AM ใช้ได้ 40 ช่องแต่ถ้านำมาใช้ในระบบ SSB จะสามารถใช้ได้ถึง 80 ช่อง โดยใช้ช่วงความถี่เท่าเดิม
  • ใช้พลังงานในการส่งน้อยกว่าระบบ AM ทำให้เครื่องมีขนาดเล็กกะทัดรัดและทนทานกว่า
ข้อเสียของการส่งวิทยุแบบ SSB
  • ตัวเครื่องมีราคาสูง เพราะต้องเพิ่มความยุ่งยากของวงจรทั้งในภาครับและภาคส่ง
  • ต้องการความเทียงตรงสูง การปรับเครื่องรับก็จะต้องมีความยุ่งยากมากขึ้น การปรับที่พอเหมาะจะทำให้เสียงออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด
  • Bandwidth แคบทำให้การตอบสนองความถี่ได้แคบลง จึงจำกัดการใช้งานระบบ SSB ให้อยู่ในเฉพาะการสื่อสารเท่านั้น ไม่สามารถ นำไปใช้กับการกระจายเสียง เพราะให้เสียงที่มีคุณภาพค่อนข้างต่ำ (ต่ำกว่าระบบ AM)
  • การมอดูเลตและการดีมอดูเลต ยากกว่าระบบ AM

การปรับความยาวของสายอากาศ

|0 ความคิดเห็น

การปรับความยาวของสายอากาศ


ในความเป็นจริงนักวิทยุสมัครเล่นหลายท่าน มีสายอากาศหลัก ๆ เพียงต้นเดียวแต่อยากใช้หลายย่านความถี่ ยกตัวอย่างเช่น เป็นนักวิทยุสมัครเล่น 145 MHz และเป็นตำรวจด้วยในเวลาเดียวกัน ใช้ 152 MHz หรือนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางที่ใช้ความถี่หลายย่านความถี่ แต่มีสายอากาศไดโพลเพียงต้นเดียว ทำไงดีไม่ให้เครื่องมีปัญหา การที่เราเปลี่ยนความถี่ ให้สูงขึ้นหรือต่ำลง จะทำให้ความยาวทางไฟฟ้าของสายอากาศเปลี่ยนไป ค่า SWR ก็จะเปลี่ยนไปด้วย แต่ถ้าเราต้องการให้ค่า impedance ของสายอากาศ เท่าเดิมตลอดย่านความถี่ที่เราจะใช้งาน เราก็ต้องเพิ่มค่า C และ L เข้าไป จะให้เราปีนเสาขึ้นไปเปลี่ยนค่า C และ L ทุกครั้งที่เปลี่ยนความถี่ ก็คงเป็นไปไม่ได้ เราจึงใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มเติมเข้าไป ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มค่า C และ L เข้าไปนี้เราเรียกว่า วงจร Antenna Tuning Unit อาจจะย่อว่า ATU. หรือว่า transmatch แล้วแต่จะเรียกกัน

มาดูรูปกันแบบง่าย ๆ ก่อน
กรณีที่ี่ 1 ถ้าสายอากาศ สั้นเกินไปในความถี่ใช้งาน (เราปรับความถี่ของวิทยุี่ให้ต่ำลง)
กรณีที่ 1 ถ้าสายอากาศ สั้นเกินไปในความถี่ใช้งาน (เราปรับความถี่ของวิทยุให้ต่ำลง) ค่า impedance ของสายอากาศจะมีค่าเป็น R และ C ต่ออนุกรมกัน ถ้าต้องการทำให้ค่าความยาวถูกต้อง หรือเพิ่มความยาวของสายอากาศ สามารถทำได้โดย เพิ่มค่า L เข้าไป เพื่อนำมาหักล้างกับค่า C ทำให้สายอากาศ resonant เหมือนเดิม
กรณีที่ี่ 1 ถ้าสายอากาศ สั้นเกินไปในความถี่ใช้งาน (เราปรับความถี่ของวิทยุี่ให้ต่ำลง)
กรณีที่ 2 ถ้าสายอากาศยาวเกินไป จะตรงข้ามกับ กรณีแรก
กรณีที่ี่ 1 ถ้าสายอากาศ สั้นเกินไปในความถี่ใช้งาน (เราปรับความถี่ของวิทยุี่ให้ต่ำลง)
สายอากาศยาวเกินไปในความถี่ใช้งาน (เราปรับความถี่ของวิทยุให้สูงขึ้น) ค่า impedance ของสายอากาศจะมีค่าเป็น R และ L ต่ออนุกรมกัน ถ้าต้องการทำให้ค่าความยาวถูกต้อง หรือเพิ่มความยาวของสายอากาศ สามารถทำได้โดย เพิ่มค่า C เข้าไป เพื่อนำมาหักล้างกับค่า L ทำให้สายอากาศ resonant เหมือนเดิม
กรณีที่ี่ 1 ถ้าสายอากาศ สั้นเกินไปในความถี่ใช้งาน (เราปรับความถี่ของวิทยุี่ให้ต่ำลง)
เครื่องวิทยุรับส่งส่วนใหญ่จะต้องการสายอากาศที่มีค่า impedance เท่ากับ 50 โอห์ม
เครื่องวิทยุรับส่งส่วนใหญ่จะต้องการสายอากาศที่มีค่า impedance เท่ากับ 50 โอห์ม ถ้าค่า impedance เปลี่ยนไปจากค่านี้มาก ๆ กำลังส่งจะเกิดการสะท้อนกลับมายังเครื่องส่ง ถ้าค่า SWR เกิน 3 :1 ก็จะเป็นอันตรายต่อเครื่องส่ง
เมื่อเราใช้ Antenna Tuner เราสามารถปรับค่า impedance ของระบบสายอากาศให้มีค่าเท่ากับ 50 โอห์ม ตัว Antenna Tuner จะป้องกันความเสียหายของเครื่องส่ง และสามารถส่งออกอากาศด้วยกำลังส่งสูงสุด
เมื่อเราใช้ Antenna Tuner เราสามารถปรับค่า impedance ของระบบสายอากาศให้มีค่าเท่ากับ 50 โอห์ม ตัว Antenna Tuner จะป้องกันความเสียหายของเครื่องส่ง และสามารถส่งออกอากาศด้วยกำลังส่งสูงสุด
เมื่อสายอากาศและเครื่องส่งอยู่ในสภาวะ mismatch กำลังงานวิทยุที่ส่งออกอากาศส่วนหนึ่งจะสะท้อนกลับมายังเครื่องส่ง เหมือนกับ เราส่องไฟไปยังกระจกเงา อ่านต่อได้ที่นี่

วงจร Antenna Tuning Unit สามารถที่จะทำได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างดังในรูป


Classic circuit

วงจรแบบ Pi network

The SPC transmatch

สายอากาศยากิ

|0 ความคิดเห็น

สายอากาศยากิ


สายอากาศยากิ (บางครั้งอาจจะเรียกว่า Yagi–Uda เป็นชื่อของผู้คนพบสายอากาศชนิดนี้) เป็นสายอากาศทิศทางเดียว (unidirectional) สามารถมีรูปแบบ polarized ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ก่อนที่เราจะไปดูรายละเอียดอื่น ๆ ให้เรามาดูลักษะการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศยากิก่อน
สายอากาศยากิ (บางครั้งอาจจะเรียกว่า Yagi–Uda เป็นชื่อของผู้คนพบสายอากาศชนิดนี้) เป็นสายอากาศทิศทางเดียว (unidirectional)
  • Main Lobe เป็นลำคลื่นหลักของสายอากาศยากิ ส่วนนี้เป็นส่วนที่เราต้องการ มีความสำคัญที่สุด
  • Side Lobe ลำคลื่นจำนวนเล็กน้อยที่พุ่งออกไปทางด้านข้าง ส่วนนี้เราไม่อยากให้มี
  • Back Lobe ลำคลื่นจำนวนเล็กน้อยที่พุ่งไปด้านหลัง ส่วนนี้เราก็ไม่ต้องการเช่นกัน
  • จุด P คือตำเหน่งของสายอากาศยากิ (ที่ตั้ง)
  • มุม a คือ beamwidth ของสายอากาศยากิ สายอากาศที่ Gain สูง ๆ มุมนี้จะแคบ มุมนี้จะวัดที่ระดับสัญญาณตกลงไปจากจุด C -3 dB
  • จุด C หรือ center point เป็นจุดที่มีสัญญาณแรงที่สุด

สายอากาศยากิแบบพื้นฐาน

สายอากาศยากิแบบพื้นฐาน
Driven element เป็นตัวขับ มันก็คือสายอากาศแบบ Half wave dipole (ที่ป้อนสัญญาณตรงกลาง) ดี ๆ นี่เอง มีสองส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจากสายอากาศไดโพลก็คือ reflectors และ directors ทั้สองที่เพิ่มขึ้นมานี้เราเรียกว่า parasitic elements เพราะว่าเราไม่ได้จ่ายสัญญาณ RF ให้มัน แต่มันสามารถทำให้เกิดการเหนียวนำ ช่วยเสริม และจัดรูปแบบ การแพร่กระจายคลื่นให้เป็นไปตามที่เราต้องการ ส่วนที่เป็น reflector จะต้องวางไว้ด้านหลัง ตัว driven element และจะมีความยาวมากกว่า ตัว driven element ประมาณ 3-5 เปอร์เซนต์ และส่วนที่เป็น director จะต้องวางไว้ด้านหน้า driven element และจะสั้นกว่า driven element ประมาณ 3-5 เปอร์เซนต์ ระยะห่างระหว่าง element (ตัว s ในรูป) จะอยู่ในช่วง 0.15 ถึง 0.308 ของความยาวคลื่น แต่จะนิยมใช้กันที่ 0.2 ถึง 0.25 ของความยาวคลื่น (ตัวเลขพวกนี้ไม่ค่อยแน่นอนบางตำราก็บอกอีกอย่าง แต่ก็ไม่ห่างกันมากนัก)

คราวนี้มาทดลองคำนวณหาสายอากาศยากิ 2 E กัน TWO-ELEMENT YAGI ARRAY

ตามรูปข้างล่างนี้เป็นรูปสายอากาศที่เราจะนำมาคำนวณหาค่าความยาวของแต่ละส่วน สายอากาศยากิ 2 element นี่มีเรื่องน่าคิดอยู่อย่างหนึ่งว่า เราจะเอาเจ้า element ที่เป็น parasitic มาเป็นตัว director หรือ reflector ดีนะ เพราะมันมีแค่สองชิ้นเอง ตามตำรา (อีกแล้ว) เขาบอกว่านำ parasitic อันนั้นมาทำเป็น director จะมีอัตราการขยาย (Gain) ประมาณ 5.5 dBd (อัตราการขยายเทียบกับสายอากาศไดโพล) ระยะห่างระหว่าง element น้อยกว่า 0.1 lambda แต่ถ้า นำ parasitic มาทำเป็น reflector จะได้อัตราการขยายที่น้อยกว่า คือ 4.7 dBd ที่ระยะห่าง 0.2 lambda
สายอากาศยากิ 2 E กัน TWO-ELEMENT YAGI ARRAY
ครับ เป็นอันรู้กันว่า ถ้านำเอา parasitic อันนั้นมาทำเป็น director จะได้อัตราการขยายที่สูงกว่า (ทำตามรูปเลย) แต่ว่าของดี มันก็ต้องมีข้อจำกัดอีกเช่นกันนะครับ ไม่งั้นเขาคงไม่มีให้เลือกการวางออกเป็นสองแบบ เขาคงกำหนดตายตัวไปเลย ข้อพิจารณาอีกอย่างก็คือ การนำเอา parasitic อันนั้นมาทำเป็น director จะได้อัตราการขยายที่สูงกว่าก็จริง แต่ถ้าระยะห่างผิดพลาดไปนิดเดียว อัตราการขยายตกทันที เรียกได้ว่าไวต่อการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าอีกตัวที่นำ parasitic ไปทำเป็น reflector อัตราการขยายต่ำกว่าก็จริงครับ แต่ถึงระยะห่างจะคลาดเคลื่อนไปบ้าง ก็ไม่มีปัญหามาก อัตราการขยายยังไม่ตกลงมาก เหมือนแบบแรก
คำนวณหา Director

คำนวณหา Driven element

คำนวณหาระยะห่าง Spacing

  • Director คือความยาวของไดเร็กเตอร์ มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • D.E. ความยาวของ driven element มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • Spacing ระยะห่างระหว่าง elements มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • FMHz ความถี่มีหน่วยเป็น megahertz.

สายอากาศยากิ 3 E (THREE-ELEMENT YAGI BEAM)

สายอากาศยากิ 3 E ประกอบด้วย 3 ส่วนครบสูตรยากิคือมี ตัวขับ (half wavelength driven element) reflector และ director ตัวอย่างสายอากาศยากิเราจะใช้ความยาวบูม 0.3 lambda จะได้อัตราการขยายประมาณ 7 - 8 dBd และอัตราส่วน front-to-back ประมาณ 15 ถึง 28 dB จุดป้อนสัญญาณ จะมี impedance ประมาณ 18-25 โอห์ม เราสามารถเปลี่ยน impedance ให้เป็น 50 โอห์มโดยการใช้ coaxial ก็ได้ (การ match ทำได้หลายแบบ)
สายอากาศยากิ 3 E (THREE-ELEMENT YAGI BEAM)
คำนวณหา Director

คำนวณหา Driven element

คำนวณหา Reflector

คำนวณหาระยะห่าง Spacing

  • Director คือความยาวของไดเร็กเตอร์ มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • D.E. ความยาวของ driven element มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • Reflector ความยาวของ reflector มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • Spacing ระยะห่างระหว่าง elements มีหน่วยเป็นเมตร (m)

สายอากาศ ยากิ 4 E (FOUR-ELEMENT YAGI ANTENNA)

สายอากาศยากิ แบบ 4 E มีสิ่งที่เพิ่มมา จากสายอากาศยากิ 3 E ก็คือการเพิ่มไดเร็กเตอร์เข้าไปอีก 1 ตัว (second director) ถ้าเราใช้ระยะห่าง 0.15 lambda ของแต่ละส่วนเราจะได้ค่า front-to-back ประมาณ 10 dB แต่ถ้าใช้ระยะห่างเป็น 0.25 lambda เราจะได้อัตรา front-to-back ถึง 27 dB คราวนี้เราจะมาคำนวณขนาดสายอากาศยากิ 4 อี อัตราการขยาย ประมาณ 9.1 dBd (ลดลงมานิดนึง) เพื่อให้ได้อัตรา front-to-back ratio ประมาณ 27 dB
สายอากาศ ยากิ 4 E (FOUR-ELEMENT YAGI ANTENNA)
คำนวณหา Director

คำนวณหา Driven element

คำนวณหา Spacing S1

คำนวณหา Spacings S2 and S3:


  • Director คือความยาวของไดเร็กเตอร์ มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • D.E. คือความยาวของ driven element มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • Reflector คือความยาวของ reflector มีหน่วยเป็นเมตร (m)
  • ระยะห่าง S1, S2 และ S3 มีหน่วยเป็นเมตร (m)

การ match สายอากาศ (IMPEDANCE MATCHING THE BEAM ANTENNA)

โดยปกติแล้ว impedance จุดป้อนสัญญาณ (feedpoint impedance) ของสายอากาศยากิ มักจะต่ำกว่า จุดป้อนสัญญาณของ half wavelength dipole (ประมาณ 72 โอห์ม) แม้ว่าจะเอาตัวขับมาจากสายอากาศ half wavelength dipole ก็ตาม ทั่วไปแล้วจะมีค่า impedance ประมาณ 18 -20 โอห์ม อย่างมากไม่เกิน 37 โอห์ม ที่ 32 โอห์ม ถ้าเรา ต่อสายเข้าไปตรง ๆ กับสายนำสัญญาณ Coaxial 50 โอห์ม เราจะได้ค่า SWR 1.41 : 1 แต่ถ้าที่ 25 โอห์ม SWR มากกว่า 2 : 1 ถ้าค่า SWR มากเกินไปก็จะเป็นอันตรายต่อเครื่องส่ง ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาเราจึงทำการปรับเปลี่ยน impedance หรือการ matching ให้สายอากาศต้นนี้มีค่า 52 หรือ 75 โอห์ม
ในที่นี้เราขอแนะนำ gamma match สักษณะการต่อคือ สายส่วนที่เป็น shield จะต่อกับ ตรงกลางของ element (L) และส่วนที่เป็น ลวดตัวนำข้างใน ต่อกับอุปกรณ์ matching ตามรูป
gamma match
L คือความยาวของ driven element

L, A และ B มีหน่วยเป็นเมตร (m).
Gamma Matches ก็คือ T matches ในเวอร์ชั่นของสายอากาศแบบไม่สมดุล หรือ unbalanced เป็นการแก้ปัญหา เพื่อให้สาย Coaxial สามารถต่อกับสายอากาศได้โดยตรง โดยสายสองจุดคือ จุดกึ่งกลาง และข้างใดข้างหนึ่งของสายอากาศ โดยทั่วไปการ match แบบนี้ จะทำให้เกิดค่า reactance ในส่วนของวงจร matching เราสามารถแก้โดยการลดความยาวของสายอากาศลง หรือใช้ capacitor หรือ C ร่วมเข้าไป

ประเดี๋ยว PA ก็เสียหรอก

|0 ความคิดเห็น

ประเดี๋ยว PA ก็เสียหรอก !


"ไม่ต่อสายอากาศ กดคีย์ ประเดียว PA ก็เสียหรอก" ประโยคนี้คงจะได้ยินในหมู่เพื่อนสมาชิกชาว HAM บ้านเรา จนชินแล้วนะครับว่า ถ้าไม่ใส่สายอากาศ แล้วกด PTT จะทำให้ PA เสียหาย ต้องเสียเงินซ่อมหลายตังค์
ประเดี๋ยว PA ก็เสียหรอก !

หลายคนก็คงสงสัยว่า แล้วเจ้าตัว PA มันคืออะไร ทำไมมันเสียหายง่ายนัก แค่ไม่ใส่สายอากาศแค่นี้ก็เสียแล้ว แต่ทำไมบางเครื่องไม่ได้ใส่สายอากาศแล้วกด PTT ไม่เห็นมีอะไรเสียหายเลย หรือว่าเครื่อง ๆ นั้นไม่มี PA หรือมันยังไงกันแน่ ?
รูป ขยายทรานซิสเตอร์กำลัง (Power Transistor) ที่ใช้ใน ICOM IC-2N
รูป ขยายทรานซิสเตอร์กำลัง (Power Transistor) ที่ใช้ใน ICOM IC-2N
ครับ PA ที่เราเห็นเป็นตัวพลาสติกสีดำสีดำ ๆ มีขา 4-6 ขา หรือมากกว่า มีครีบระบายความร้อน ตัวใหญ่บ้างเล็กบ้าง ล้วนแต่เรียกว่า PA ทั้งนั้น
คำว่า PA ย่อมาจาก Power Amplifier ซึ่งเป็นภาค ๆ หนึ่งของอุปกรณ์ขยายกำลังแทบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องขยายเสียงบ้าน กลางแจ้ง แอมป์รถยนต์ วิทยุรับส่ง หรือแม้แต่วิทยุกระจายเสียง ภาค PA จะทำหน้าที่ขยายกำลังมากให้ได้ตามต้องการ ในวิทยุรับส่ง ภาค PA จะทำหน้าที่ขยายกำลังส่งให้ออกสูง ๆ ตามแต่ PA ตัวนั้นจะทำได้ ดังนั้นเครื่องจะมีกำลังส่งมากน้อยเพียงใด ภาค PA จะเป็นตัวกำหนดกำลังส่งสูงสุดของเครื่อง ๆ นั้นด้วย เช่น ภาค PA ตัวนั้นขับกำลังส่งได้ สูงสุด 5 วัตต์ (Maximum Power Output) เราไปจับให้มันขยายสัก 10 วัตต์ คราวนี้ ไม่ต้องรอให้ถอดสายอากาศแล้วส่งออกอากาศหรอกครับ ถึงใส่สายอากาศก็มีสิทธิเสียเอาง่าย ๆ เหมือนกัน เพราะเราไปใช้งานมันหนักเกินกำลังความสามารถของตัวมันเองนั่นละครับ แต่ถ้าเอา PA 5 วัตต์ มาใช้ 2.5 วัตต์ ได้สบาย ๆ
PA ที่เป็นชุดสำเร็จ (PA MODULE) ของเครื่องวิทยุรุ่นต่าง ๆ
PA ที่เป็นชุดสำเร็จ (PA MODULE) ของเครื่องวิทยุรุ่นต่าง ๆ
  • PA MODULE ของ ICOM - IC-02N (S-AV16H)
  • PA MODULE ของ ICOM IC-2G (SC-1080)
  • PA MODULE ของ FT-411T (M57796MA)
เราจะเห็นว่า ถ้านำเอา PA กำลังต่ำมาใช้กับกำลังส่งที่สูงกว่าไม่ได้ แต่ถ้านำเอา PA ที่มีกำลังสูง มาใช้งานที่กำลังต่ำกว่าได้ และจะทำให้การใช้งานทนทานนานขึ้นด้วย เพราะเหตุนี้การออกแบบ PA โดยทั่วไป ทางสบริษัทผู้ผลิตจะกำหนดกำลังส่งที่ใช้งานต่ำกว่ากำลังส่งสูงสุดเสมอ เพื่อการใช้งานที่ทนทานขึ้น และป้องกันความผิดพลาด ที่จะเกิดขึ้นขณะใช้งาน
ในเครื่องวิทยุรับส่งบางเครื่องยังใช้ PA เป็นทรานซิสเตอร์อยู่ เช่น IC-2N,FT-208,C-120,C-150 โดยเหตุผลบางประการ เช่น สมัยนั้นยังไม่มี PA ที่เป็นชุด (MODULE) ที่เหมาะสมกับเครื่องนั้น ๆ หรือ เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อม เพราะการเปลี่ยนอุปกรณ์เพียงตัวเดียว ย่อมถูกกว่าการเปลี่ยนทั้งภาคแน่ ๆ แต่ในระยะหลัง ๆ บริษัทผู้ผลิต วิทยุรับส่ง ได้นำเอา PA ที่เป็นชุด (MODULE) มาใช้กับวิทยุรุ่นใหม่ ๆ PA MODULE จะทำหน้าที่อย่าง PA ที่เป็นทรานซิสเตอร์ ภาคนี้ทุกอย่างจะรวมอยู่ใน PA MODULE จะรวมเอา ทรานซิสเตอร์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ประกอบอยู่ในภาค PA เดิม ๆ ไว้ในนั้น หรือจะพูดง่าย ๆ ว่าย้ายภาค PA ออกมาเป็น MODULE เพื่อลดขนานของภาคส่งลงและง่ายต่อการตรวจซ่อม คือถ้าเสียก็ยกเปลี่ยนทั้ง PA เลย

ภาพ PA หลังจากแกะฝาครอบออก จะเห็นอุปกรณ์มากมาย มาอยู่ในกล่องเล็ก ๆ นี้

อุปกรณ์ภายใน PA MODULE ของ M57796MA ซึ่งใช้ในวิทยุรับส่งแบบมือถือหลายรุ่น ยาวแค่ 4 ซม.กว่า ๆ เท่านั้น

ขยายให้เห็นชิ้นส่วนต่าง ๆ อย่างชัดเจน
  • 1.เป็นทรานซิสเตอร์ขยายกำลัง (Power Transister) เช่นเดียวกับรูปทรานซิสเตอร์กำลังในรูปที่ 1
  • 2.ไมโครสตริปไลน์ มีลายทองแดงงอไปงอมาทำหน้าที่เป็น L และ C ให้กับวงจร

รูปร่างและขนาดของ M57796MA
จากรูปเป็น PA MODULE เบอร์ M57796MA ซึ่งใช้ในวิทยุรับส่ง YAESU เช่่น FT-23,FT-411T,STANDARD รุ่น C-112 และสามารถใช้เป็นเบอร์แทนของ KENWOOD รุ่น TH -25 ได้ เมื่อแกะออกมาจะมีวงจรภายในอย่างที่เห็น จุดที่ลูกศรชี้คือ Power Transistor ทำหน้าทีอย่างเดียวกับทรานซิสเตอร์ในภาค PA ของเครื่องที่ใช้ ทรานซิสเตอร์นะครับ คือทำหน้าที่ขับกำลังและขยายกำลังส่ง ให้ได้ตามต้องการ ซึ่งตัวนี้ละที่มันมักจะเสีย การเสียในกรณีที่ใช้กับวิทยุรับส่ง โดยมากจะเกิดจากการที่อุณหภูมิของตัวมันสูงเกินกว่าจะทนได้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะค่า VSWR ของระบบสายอากาศสูงเกินไป หรือการระบายความร้อนไม่ดี การใช้งานอย่างหนัก กด PTT นานกินไป หรืออะไรก็ตามที่ทำให้มันร้อนจนเกินอุณหภูมิ ที่มันจะทนได้ จุดที่เขาวัดอุณหภูมิเขาวัดภายในตัวทรานซิสเตอร์นะครับ แต่ถ้า PA ร้อนมาก ๆ ต้องระวังไว้ก่อน เพระอุณหภูมิภายนอกต้องน้อยกว่าที่ตัวทรานซิสเตอร์แน่นอน อีกสาเหตุที่ทำให้ทรานซิสเตอร์ตัวนี้เสียก็คือการจ่ายไฟ DC สูงเกินกว่า ที่เจ้า PA ตัวนั้น ๆ จะทนได้ ซึ่งก็จะบอกมากับ Specification ในคู่มือการใช้เครื่องนั้น ๆ ในรูปของโวลต์สูงสุด ที่สามารถใช้กับเครื่องวิทยุเครื่องนั้น ๆ ได้

วงจรสมมูล (Equivalent Circuit) ของ M57796MA
ถ้าพิจารณาจาก Equivalent Circuit ซึ่งแสดงให้เห็นอุปกรณ์ภายใน ท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไม PA MODULE เบอร์ M57796MA มี 4 ขา แต่ทำไมใน Equivalent Circuit ถึงมี 5 ขา เปล่า ญี่ปุ่นเขาไม่ได้ทำเกินหรอกครับ ก็ขาที่ 5 เขาใช้แผ่นครีบระบายความร้อน ด้านหลังแท่นเลย ไม่มีขาที่ 5 ให้เห็น
ประเดี๋ยว PA ก็เสียหรอก !