skip to main |
skip to sidebar
สาธารณสุขเตือน ครีมผิวขาว อันตราย!
สาธารณสุขเตือน ครีมผิวขาว อันตราย! (Lisa)
ท่ามกลางกระแสความฮิตผิวขาวแบบเกาหลี ก็มีอันตรายแอบแฝงอยู่เหมือนกัน หลังจากเมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ. สุพรรณ ศรีธรรมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุขออกมาเปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีครีมเปลี่ยนสีผิวซึ่งมีส่วนผสมหลักคือไฮ โดรเจนเปอร์ออกไซด์ ออกวางจำหน่ายตามอินเตอร์เน็ต หรือตลาดนัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งที่สารนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนและอาจทำให้ผิวหนังระคา ยเคือง
โดย นพ. จิโรจ สินธวานนท์ ผอ.สถาบันผิวหนัง กรมการแพทย์ ก็ออกมาเตือนเช่นกันว่า การนำสารนี้มาใช้ขัดผิวนั้นผิดวัตถุประสงค์ หากใช้บ่อย ๆ แล้ว ผิวอาจขาวจริง แต่ใช้บ่อย ๆ จะทำให้ผิวหนังเสื่อมหรือบางลง เกิดอาการผิวแพ้ง่าย เกิดรอยย่นก่อนวัยอันควรง่ายขึ้น และมีแนวโน้มเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนปกติ
พร้อมกันนี้ ยังทำความเข้าใจว่าผิวเข้มก็สามารถสวยได้โดยการทำควา มสะอาดร่างกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนหรือสารต้านอนุมูลอิสระและ หลีกเลี่ยงแสง แดด...เพียงเท่านี้คุณก็สวยได้โดยไม่ต้องเอาผิวไปเสี่ยงแล้วล่ะนะ
เลือกซื้อปูทะเลอย่างไรดี
เลือกซื้อปูทะเลอย่างไรดี (woman story)
วันนี้เราจะมาเอาใจคนชอบกินปูทะเลกันค่ะ รับรองว่าสาว ๆ ต้องชอบแน่ นั่นก็คือ วิธีการเลือกซื้อปูทะเลที่ถูกต้องนั่นเองค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อที่คุณจะได้ปูที่สด สะอาด มารับประทานอย่างเอร็ดอร่อยยังไงล่ะคะ...
ปูทะเลสด
การเลือกซื้อปูทะเลสด ให้สังเกตว่ามีสีเขียวเข้ม อ้วน หนัก ก้ามใหญ่ ตาใส ท้องจะแข็งกดไม่ลง ถ้าเป็นปูตัวเมีย ฝาปิดหน้าอกจะใหญ่ ส่วนตัวผู้ฝาปิดหน้าอกจะเล็ก และปูตัวผู้เนื้อจะมากกว่าตัวเมีย
ปูทะเล
การจะนำปูทะเลมาทำอาหารให้ได้ความอร่อย ควรซื้อตอนยังเป็น ๆ อยู่ โดยทดสอบว่า ปูยังเป็นอยู่หรือไม่ด้วยการลองแหย่ลูกตาปู ถ้ายังกระดุกกระดิก แสดงว่ายังไม่ตาย
ปูไข่
เราจะรู้ได้ว่าปูมีไข่หรือไม่มีไข่ โดยต้องใช้นิ้วดีดกระดอง หากมีเสียงแน่นทึบแสดงว่ามีไข่ แต่ถ้าเป็นเสียงโปร่งจะไม่มีไข่
ใครที่กำลังคิดว่าจะไปหาซื้อปูมาทานละก็ อย่าลืมนำวิธีที่เราแนะนำไปใช้ดูนะคะ รับรองจะได้ปูที่สด และรสชาติดีอย่างแน่นอนค่ะ...
ทำงานเกิน 11 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย
นอกจากความอ้วน การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการมีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ วันนี้ "การทำงานหนัก" ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ชีวิตเรา ๆ ท่าน ๆ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวาย ต้องจากครอบครัวไปก่อนวัยอันควรได้เช่นกัน
ทั้งนี้ มีงานวิจัยระบุว่า ท่านใดที่ทำงานหาม รุ่งหามค่ำ มากกว่า 11 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวายได้ มากกว่าคนปกติถึง 2 ใน 3 และทำให้ทางทีมวิจัยเสนอว่า แพทย์อาจต้องเพิ่มคำถามเกี่ยวกับ "เวลาการทำงาน" ลงไปด้วย ในกรณีต้องสอบถามประวัติคนไข้กลุ่มเสี่ยง นอกจากจะถามประวัติการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าเหมือนเช่นเคย
โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นผลงานของทีมวิจัยจาก University College London โดยทำการเก็บข้อมูลกลุ่มคนงานใน Whitehall จำนวนกว่า 7,000 คนเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยของพวกเขาในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา
ในจำนวนนี้พบว่า มี 192 คนที่เคยมีอาการหัวใจวาย และจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ทำงานมากกว่า 11 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงสูงถึง 67 เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดอาการหัวใจวาย เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานตามเวลางานปกติ (9.00 - 17.00 น.)
ศาสตราจารย์ Mika Kivimäki นักวิจัยหัวหน้าโครงการเชื่อว่า การศึกษาครั้งนี้ช่วยป้องกันการเกิดหัวใจวายได้นับพั นรายต่อปี
"มันก็เหมือนกับสัญญาณเตือนให้คนที่ทำงานหนักจนเกินไป ได้รู้สึกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่นการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือเป็นโรคอ้วน"
สำหรับสาเหตุที่มีการวิจัยชิ้นนี้เพราะในประเทศอังกฤ ษนั้น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร มีประชากรมากถึง 2.6 ล้านคนที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว และคาดว่ามีีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวสูงถึงปีละแส นกว่ารายเลยทีเดียว
งานวิจัยนี้อาจถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ช่วยให้คนทำง านและเจ้าของ องค์กรได้รู้สึกตัว ว่าการทำงานมากจนเกินไปนั้นอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภา พของพนักงาน และภาพรวมขององค์กรเสมอไป การลุกขึ้นไปพัก หรือหากิจกรรมทำคั่นจังหวะบ้างก็น่าจะช่วยให้งานต่าง ๆ ไหลลื่นกว่าการเคร่งเครียด หมกมุ่นอยู่กับงานตลอดวัน
ที่สำคัญ สุดท้ายแล้ว คุณก็ต้องปิดงาน และกลับบ้านไปหาครอบครัวที่รออยู่เหมือน ๆ กัน ทั้งเจ้าขององค์กร และพนักงานนั่นเองค่ะ
เดินเพื่อสุขภาพ
การเดินก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกทางหนึ่ง ทำให้สุขภาพแข็งแรง วันนี้มีเคล็ดลับในการเดินมาบอกกันค่ะ
1.เริ่มจากหารองเท้าที่ใส่สบาย เดินนานๆแล้วไม่เจ็บ เวลาซื้อก็อาจซื้อรองเท้าสำหรับวิ่ง แล้วหาสถานที่กว้างๆอย่าง สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ในหมู่บ้าน
2.เดินได้เลย ทุก ๆ 30 วินาที ให้เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับความเร็วที่คิดว่าพอสำหรับการเดินเร็ว
3.เมื่อเดินเร็วจนถึงจุดสูงสุด คอยรักษาระดับนี้ไปเรื่อยประมาณ 30 นาทีแต่ต้องมั่นใจว่าเดินไม่ใช่การวิ่งจนเหนื่อยหอบ แต่ในครั้งแรกๆอาจใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้นทุกๆสัปดาห์ และจะสังเกตุได้ว่าร่างกายจะแข็งแรงมากขึ้น
4.นึกไว้อยู่เสมอว่าเดินอย่างไร ต้องรู้ว่าตัวเองเดินอย่างถูกต้องหรือยัง เพราะถ้าไม่งั้นอาจจะเจ็บข้อเท้าและปวดเมื่อยได้ วิธีเดินให้ถูกต้องคือ ให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อนแล้วค่อยๆ วางฝ่าเท้าและนิ้วเท้าหลังสุด เดินต่อไปด้วยฝ่าเท้าทั้งหมด
รู้อย่างนี้แล้ว หันมาเดินเพื่อสุขภาพกันดีกว่านะคะ...
"เคี้ยวอาหาร"ช้าๆ สุขภาพดี-สมองแข็งแรง
เรื่องเล็กๆ ที่ผู้คนอาจมองข้ามอย่าง "การเคี้ยวอาหาร" กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลดีหลายประการต่อสุขภาพ ถ้าเคี้ยวให้ถูก-เคี้ยวให้เป็น...ไม่ใช่แค่เคี้ยวๆ กลืน!
ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเว็บไซต์ส่งเสริมความรู้วิทยาศาสตร์ "วิชาการดอทคอม" รวบรวมผลการศึกษาทางแพทย์ ซึ่งยืนยันผลดีของการฝึกนิสัยเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก ่อนกลืนลงสู่กระเพาะ
เพราะข้อดีที่เห็นชัดเจนจะช่วยให้ระบบย่อยทำ งานน้อยลง "การเคี้ยวให้ช้าลง" ยังมีผลต่อการทำงานของสมองในหลายๆ ด้าน เนื่องจากไปช่วยกระตุ้นให้ "ต่อมน้ำลาย" และ "ต่อมใต้หู" หลั่งฮอร์โมนออกมา นอกจากนั้น ยังช่วยกระตุ้นพลังแห่งการขบคิดและสมาธิ ตรงข้ามกับผู้ที่เคี้ยวอาหารไม่ค่อยได้หรือเคี้ยวเร็ วไป สมองก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ สุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาว
โดยประโยชน์จากการเคี้ยวอาหารให้ช้าลง จะมีผลต่อดีสมองและร่างกาย ดังนี้
1. เคี้ยวอาหารประมาณ 30 ครั้งในแต่ละมื้อเป็นอย่างน้อย จะช่วยให้เหงือกแข็งแรงและช่วยรักษาอาการอารมณ์หงุดห งิด เครียด และโมโหง่าย
2. เคี้ยว 50 ครั้ง จะช่วยลดความวิตกกังวลของอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากินอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่มากเกินความจำเป็นดูด ซึมเข้าสู่ร่างกาย
3. เคี้ยว 60 ครั้ง เหมาะสำหรับการเคี้ยวอาหารที่มีกากใยมากเกินไป ช่วยลดอาการท้องผูก การทำงานของสมอง ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เคี้ยว 80 ครั้ง ช่วยให้ประสาทสัมผัสไวขึ้น มีความจำดีขึ้น สามารถจดจำและจำแนกรสชาติของอาหารทั้งจากธรรมชาติและ สารปรุงอาหารที่มีพิษ ต่อร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
5. เคี้ยว 100 ครั้ง ทำให้คุณจัดการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สงบ เยือกเย็น กินน้อยลง แต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก อีกทั้งช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ
6. เคี้ยว 150 ครั้ง ระบบการทำงานกระเพาะและลำไส้ดีขึ้น และช่วยควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติ
7. เคี้ยว 200 ครั้ง ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อ จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้สมองขบคิดกระบวนการคาดการณ์และวินิจฉัยปัญ หาต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น
ฉะนั้น จึงไม่ควรมองข้ามสิ่งเล็กๆ อย่างการเคี้ยวอาหาร เพราะส่งผลดีต่อทั้งสมองและสุขภาพของคนเรา โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไรเลย เพียงแค่เสียเวลาเคี้ยวเท่านั้นเอง!
ห่างไกลท้องผูก
ท้องผูก คืออาการที่ถ่ายอุจจาระไม่คล่อง ถ่ายออกได้ยาก

ฉะนั้นควรสังเกตระบบขับถ่ายปกติของตัวเองให้ดี หากคุณถ่ายยากและอุจจาระที่ออกมามีสีคล้ำ แข็ง และมีกลิ่นเหม็น เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคุณเกิดอาการท้องผูกแล้ว
อาการท้องผูกบ่อยครั้งถือเป็นอันตรายต่อลําไส้อย่างร ้ายแรง เพราะกากอาหารที่ผ่านการย่อยจะไปคั่งค้างที่ลําไส้เป ็นเวลานาน เป็นของเสียที่ทําให้เกิดพิษ และลําไส้ก็จะดูดซึมพิษนั้นเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งจะทําให้เกิดความดันที่ส่วนปลายของลําไส้ใหญ่ ทําให้ท้องอืด และกล้ามเนื้อทวารหนักต้องเกิดการเกร็งตัวเป็นเวลานา น จนเกิดเลือดคั่งกลายเป็นโรคริดสีดวงทวารขึ้น
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันอาการท้องผูก อย่าง ชา กาแฟ ช็อกโกแลต รวมทั้งอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนย น้ำมัน รวมไปถึงเครื่องเทศบางอย่าง เช่น หอมดิบ เปปเปอร์มินต์ หรือ สะระแหน่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ควรรับประทานกล้วยสุก จะช่วยทําให้ท้องไม่ผูก รวมไปถึงข้าวกล้อง ธัญพืช ที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น ♦ __________________
เครื่องดื่มช่วยย่อย หลังอิ่มมื้อใหญ่

ใกล้ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดต่อเนื่อง หลายๆ คนคงหมายใจจะร่วมประเพณีสงกรานต์ จากนั้นก็คงต้องสังสรรค์ทานเลี้ยงมื้อใหญ่กับญาติสนิ ทมิตรสหาย ทว่าอาหารปริมาณมาก หากทานอิ่มเกินไป พาลจะเจออาการอาหารไม่ย่อย จุก เสียด แน่น เฟ้อ เล่นงานหลังมื้ออาหารเอาได้
ในวิถีของ ‘มุมสุขภาพ-กินดี’ ก็คงต้องแนะนำทางแก้ด้วยเครื่องดื่มจากผักและผลไม้ ที่มีสารอาหารสำคัญช่วยย่อย และเสริมประสิทธิภาพระบบย่อยอาหาร ด้วยคุณค่าจากสับปะรด องุ่นเขียว ผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า ขึ้นฉ่าย
คุณประโยชน์ของ ‘สับปะรด’ อันอุดมด้วยวิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม ช่วยย่อยโปรตีน มีเอนไซม์ชื่อ โบรเมลิน ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย ส่วน ‘องุ่น’ มีวิตามินบี1 บี2 และซี รวมถึงฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก กรดทาร์ทาริก ทำให้องุ่นสามารถเพิ่มความเร็วในกระบวนการเผาผลาญอาห าร และช่วยควบคุมน้ำหนัก ดีต่อเลือดลม
ขณะที่ผักทั้งสามชนิด อย่าง ผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า ขึ้นฉ่าย เป็นส่วนผสมที่มีวิตามิน แต่สรรพคุณเฉพาะตัวนั้น ‘ผักชีฝรั่ง’ สามารถแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับถ่าย ‘หัวไช้เท้า’ จะคอยล้างพิษของกระเพาะอาหารและลำไส้ สุดท้าย ‘ขึ้นฉ่าย’ กินแล้วจะทำให้รู้สึกสบายขึ้น
ส่วนผสมควรเตรีนมตามสัดส่วนต่อไปนี้... - สับปะรด 1 ถ้วย
- องุ่นเขียว 1 ถ้วย
- ผักชีฝรั่ง ½ ถ้วย
- หัวไช้เท้า ½ ถ้วย
- ขึ้นฉ่าย ½ ถ้วย
ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากเตรียมสับปะรด โดยปอกเปลือกออกให้หมด ส่วนองุ่นเขียวนั้นไม่ต้องเลาะเอาเมล็ดออก สำหรับผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า และขึ้นฉ่าย ให้หั่นหยาบๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดพร้อมกันด้วยเครื่องสก ัดน้ำผักและผลไม้ เสร็จแล้วดื่มได้ทันที ถ้าจะให้ดีเติมน้ำแข็งเพิ่มความเย็นสดชื่นได้อีก.
กินแบบไหนถึงหาย “ร้อน”
เข้าเดือนเมษา หน้าสงกรานต์ทีไร ใครๆ ก็ต้องบ่นว่าร้อนเสียเหลือเกิน ถึงแม้ว่าเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมายังได้ใส่เสื้อกันห นาวกันอยู่ แต่พอความหนาวเย็นหายไป ความร้อนก็เข้ามาแทนที่ทันที
และเมื่อถึงหน้าร้อนแบบนี้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการกินให้เข้ากับฤดูกาลด้วย เช่นกัน “108 เคล็ดกิน” มีวิธีกินที่จะทำให้คลายความร้อนในร่างกายลงไปได้บ้า ง ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างนั้น ก็ลองไปดูกันดีกว่า
ลดการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไขมัน และแป้ง เนื่องจากอาหารประเภทนี้ต้องใช้พลังงานในการย่อยค่อน ข้างสูง ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนัก ซึ่งจะเกิดความร้อนขึ้นภายในร่างกาย นอกจากนั้นก็ยังเป็นอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานมาก ซึ่งถ้ากินมากเกินไปก็จะทำให้ได้รับพลังงานเกินความจ ำเป็น ดังนั้น ควรเปลี่ยนไปกินอาหารพวกผักและผลไม้มากขึ้น
ดื่มน้ำสะอาดเพิ่มขึ้น ในฤดูร้อนจะทำให้เราเสียเหงื่อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจะต้องดื่มน้ำเข้าไปชดเชยเพื่อไม่ให้ร่างกายข าดน้ำ โดยเฉพาะคนที่จะต้องอยู่กลางอากาศร้อนจัด แดดแรง หรือต้องออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรดื่มน้ำให้ได้ 4-6 แก้วต่อชั่วโมง ส่วนน้ำที่ใช้ดื่มนั้นควรเป็นน้ำสะอาดที่อุณหภูมิห้อ ง ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายน้ำเพิ่มมากขึ้น และไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด เพราะจะทำให้ป่วยได้ง่าย เนื่องจากร่างกายปรับอุณภูมิไม่ทัน และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากขึ้น ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย อีกทั้งในอากาศร้อน แอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วกว่าปกติ ทำให้เมาได้ง่าย และอาจช็อกหมดสติได้
กินอาหารที่สด สะอาด และปรุงสุก เนื่องจากในหน้าร้อนเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี ทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย ซึ่งเมื่อกินเข้าไปอาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอ าหารได้ จะเห็นได้จากที่กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศเตือนให้ระ วังอันตรายจากโรคในหน้า ร้อน เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด เป็นต้น ซึ่งสามารถป้องกันได้จากการดูแลความสะอาดของอาหาร และน้ำดื่ม รวมถึงรักษาสุขลักษณะส่วนบุคคล
กินอาหารรสขมเย็น อาหารที่มีสรรพคุณทางยาในรสขมเย็น จะช่วยขับร้อน แห้กระหาย ถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน ซึ่งอาหารในประเภทนี้ก็มีหลายชนิด เช่น มะระ ฟักเขียว ปวยเล้ง ผักกาดขาว แตงกวา ผักบุ้ง แตงโม สาลี่ เป็นต้น
ท่วงท่าในการนอน บอกนิสัย

นอนคว่ำ มักจะเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว อาภัพจิตใจคับแคบ ไม่ค่อยจะมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อารมณ์มักฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย มักชอบพาลหาเรื่อง สติปัญญาไม่ค่อยดีนัก ไม่ค่อยชอบการเข้าสังคมสักเท่าไร ชอบการเก็บตัว ชอบทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าการหวังพึ่งพาคนอื่น
นอนตะแคงซ้าย มักจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้อาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง เกิดมามักจะอาภัพ มีปมด้อย ทำอะไรมักจะมีอุปสรรค เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ อ่อนไหวต่อสิ่งรอบข้าง ขาดความเป็นผู้นำ มักจะชอบการเป็นผู้ตามมากกว่า มักต้องการผู้นำที่เข้มแข็งกว่าตนคอยดูแลเอาใจใส่ และคอยปกป้อง
นอนตะแคงขวา เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ จิตใจดี กล้าหาญ รักความเป็นธรรม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนทั่วไป เข้ากับคนทุกคนได้ไม่เลือกชั้นวรรณะ รักความก้าวหน้า มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความเป็นผู้นำสูง มีพลังอำนาจดุลดังพญาราชสีห์
นอนคุดคู้ เป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยกล้าคิดกล้าทำ ชอบหวาดระแวง คิดมาก มักจะเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดอยู่เสมอ ชอบการพึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่มีความเป็นผู้นำ ชีวิตการงานมักจะไม่ค่อยก้าวหน้า ผู้คนไม่ให้ความเคารพนับถือสักเท่าไร จำเป็นจะต้องรู้จักปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้เป็นคนที่ม ีบุคลิกภาพที่ดี
นอนเอามือก่ายหน้าผาก เป็นคนที่ชอบคิดมาก ช่างคิดช่างจำ จิตใจอ่อนไหว ไม่ค่อยหนักแน่น ชอบการสร้างวิมานในอากาศ จะมีความสุขกับการได้เพ้อฝัน ชอบความฉาบฉวย รักสนุก ชอบการสนุกสนานไปวัน ๆ ไม่ค่อยมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขาดความรับผิดชอบ เป็นคนที่อาภัพ
นอนหงาย เป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองเป็นอย่างมาก ชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา เปิดเผย จริงใจ รักความก้าวหน้ามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นคนที่รู้จักตัวเอง ไม่ลืมตัว แต่ถ้าเป็นหญิงนอนหงายตัวตรงมากมักจะไม่ค่อยดี จะเป็นคนที่อาภัพในความรัก