วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ร่างกายบอกนัยสุขภาพ

|0 ความคิดเห็น
ร่างกายบอกนัยสุขภาพ


ร่างกายบอกนัยสุขภาพ (Lisa)

บางทีสิ่งที่พ่อแม่ให้มาอาจบอกใบ้เกี่ยวกับสุขภาพได้ มากกว่าที่คิดนะ

ความยาวของนิ้ว

นักวิจัยพบว่า หญิงสาวที่มีนิ้วชี้สั้นกว่านิ้วนาง จะเสี่ยงต่อโรคข้อกระดูกอักเสบบริเวณหัวเข่ามากกว่าป กติถึงสองเท่า ลักษณะของเพศชายนี้จะบ่งบอกว่า มีฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการทำให้ข้อก ระดูกอักเสบ เราสามารถป้องกันได้ด้วยการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณเข ่าให้แข็งแรง โดยขณะที่นั่งให้เหยียดขาขนานกับพื้นค้างไว้ 5-10 วินาที และทำเช่นนี้ประมาณ 10 รอบ

หมู่เลือด

นัก วิจัยจาก Dana-Farber Cancer Institute และ Harvard Medical School ศึกษาผู้ใหญ่ 107,503 คน แล้วพบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่มีหมู่เลือดโอแล้ว คนที่มีเลือดหมู่อื่น ๆ อย่างเอ บี และเอบี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งตับอ่อนมากกว่าถึงร้อยละ 44 แต่อย่ากลัวไป ให้กินอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินดี อย่าง ชีส เนย นม หรือซีเรียล (แบบเสริมวิตามิน) ปลาแซลมอน และหอยนางรม

ขนาดยกทรง

คัพ D อาจย่อมาจาก Diabates (เบาหวาน) โดยหญิงสาวที่ใส่ยกทรงคัพ D หรือใหญ่กว่านั้นเมื่อตอนอายุ 20 ปี จะมีโอกาสเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 มากกว่าคนที่ใส่คัพ A หรือคัพที่เล็กกว่าถึง 1.5 เท่า แต่สามารถบอกลาเบาหวานได้ด้วยการออกกำลังกายแบบ High-Intensity Intervals กระโดดขึ้นจักรยานออกกำลัง และสปรินต์ 30 วินาที พัก 4 นาที ทั้งหมด 6 รอบ จะพัฒนาการเผาผลาญน้ำตาลในเลือดเกือบร้อยละ 25


มาทำดีทอกซ์กันเถอะ

|0 ความคิดเห็น
มาทำดีทอกซ์กันเถอะ



มา Detox กันเถอะ! (Lisa)
ไม่ ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือใจก็ต้องการการทำความสะอาดทั้ งนั้น เราจึงนำวิธีง่าย ๆ เพื่อล้างพิษออกจากร่างกายและจิตใจของคุณสาว ๆ มาฝากกันค่ะ

1.ล้างพิษในร่างกาย

มาชำระล้างพิษในร่างกายด้วยวิธี "SNACC" (Sugar,Nicotine,Alcohol,Caffeine และ Chemicals) ซึ่งก็คือภายในหนึ่งสัปดาห์ ให้หยุดกินน้ำตาล แอลกอฮอล์ นิโคติน กาเฟอีน และสารเคมีต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่การหันมาหาอาหารที่ไม่ผ่านการปรุง เช่น ถั่ว ผลไม้ต่าง ๆ โดยที่ยังกินเนื้อสัตว์แบบออร์แกนิกอย่างปลานึ่ง หรือต้มวันละครั้งดื่มน้ำผักและผลไม้ เพื่อให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี และคุณจะรู้สึกตัวเบาหวิวหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์

2.ล้างพิษในลมหายใจ

เชื่อหรือไม่ว่าอากาศในห้องที่ติดแอร์อาจมีเชื้อโรคม ากกว่าอากาศภายนอกถึง 2-10 เท่า ซึ่งองค์การอนามัยโลกประเมินว่า ตึกต่าง ๆ ถึงร้อยละ 40 มีมลภาวะทางอากาศภายในตัวอาคาร แต่คุณไม่จำเป็นต้องย้ายที่ทำงานหนี เพียงแค่ออกมาสูดอากาศภายนอกซึ่งจะทำให้คุณได้รับวิต ามินดีด้วย มาเดินรับแสงแดดประมาณ 10 นาที 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมคือตั้งแต่ 08.00-10.00 น. และ 15.00-17.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่แสงแดดไม่แรงและไม่เป็นอันตรายต่อผิว หนังมากเกินไป

3.ล้างพิษในใจ

กำหนดให้วันหนึ่งเป็นวัน "ล้างพิษ" และเริ่มสร้างนิสัยเพื่อชำระล้างจิตใจขึ้นมา อย่างเช่น ลองเขียนจดหมายหาตัวคุณเอง คุณไม่จำเป็นต้องส่งจดหมาย แต่คุณควรเขียนด้วยความจริงใจเพื่อเอาความรู้สึกและป ระสบการณ์ที่ไม่พึง ปรารถนาออกมาให้หมด หรือซื้อสมุดบันทึกสวย ๆ สักเล่ม จำไว้ว่าอย่าปฏิเสธความรู้สึกของตนเองนะ ทำความรู้จักกับตนเองดี ๆ และกลายเป็นสาวสมัยใหม่ที่ฉลาดและก้าวหน้าดีกว่า



TIP

อาบน้ำอุ่นจากฝักบัวประมาณ 5 นาที โดยให้น้ำร้อนไหลไปตามแผ่นหลัง ตามด้วยน้ำเย็นประมาณ 30 วินาที สลับกันครบสามรอบ และให้เข้านอนภายใน 30 นาที เพื่อที่ร่างกายจะได้ขับของเสียและฟื้นฟูอย่างเต็มที ่ค่ะ




หยุด! เสียงลึกลับดังวี้ด...ในหู

|0 ความคิดเห็น
หยุด! เสียงลึกลับดังวี้ด...ในหู



เสียงลึกลับ (Modernmom)
โดย: วิวรรณ

วี้ด...ด เสียงแหลมสูงยืดยาวดังอยู่ในหูแบบนี้ คงเคยได้กินกันบ้างใช่มั้ยคะ ถึงไม่ได้สนใจอะไรนักเพราะแป๊บเดียวก็หายไป แต่ก็คงสงสัยบ้างว่า เจ้าเสียงลึกลับแกมน่ารำคาญนี่มาจากไหน และเกิดจากอะไร

โดยเสียงกวนใจนี้มาจากความเพี้ยนของประสาทหูที่เกิดจ ากการแก่ตัวลง หรือได้ยินเสียงดังมากเกินเหตุอย่างเสียงเครื่องยนต์ เรือด่วน หรือเสียงสว่านเจาะผิวถนนนี่เอง คุณหมอบอกว่า ปกติก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร แต่อาจรำคาญบ้าง
งานนี้ คุณหมอยังแนะนำอีกว่า หากต้องการหยุดเสียงแหลม ๆ แบบนี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีก ควรจะปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ

ลด ละ เลิก จากคาเฟอีน และนิโคติน (เช่น กาแฟและบุหรี่)

กินเกลือน้อย ๆ หน่อย

ออกกำลังกายเป็นประจำ

ทำจิตใจให้ผ่อนคลาย อาจฝึกสมาธิบ้างก็จะดี

แต่ถ้าเจ้าเสียงนี้ยังตามรบกวนจนเสียเส้น ก็ต้องคุยกับคุณหมอหน่อยล่ะค่ะ

อยากหลับสบาย กินอะไรดี

|0 ความคิดเห็น
อยากหลับสบาย กินอะไรดี


การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ และการกินก็ส่งผลกับการนอน แร่ธาตุและสารอาหารอะไรที่สำคัญกับการนอน

1. แมกนีเซียมและแคลเซียม ทั้งสองธาตุนี้จะทำงานด้วยกันในการเกร็งและผ่อนคลายก ล้ามเนื้อ หากขาดธาตุใดธาตุหนึ่งอาจจะทำให้มีตะคริวตอนกลางดึก พบว่าผ่อนคลายกล้ามเนื้อลำบากและประสาทสัมผัสตึงเครี ยด เราสามารถพบธาตุทั้งสองได้ในปลา ถั่ว เมล็ดพืชและผักใบเขียว แต่หากคุณต้องการแคลเซียมมากเป็นพิเศษก็น่าจะลองผลิต ภัณฑ์จากนมอย่างเช่น โยเกิร์ตหรือชีสที่มีไขมันต่ำ (ความจริงแล้วนมไขมันต่ำหรือขาดมันเนยมักจะมีปริมาณแ คลเซียมเท่ากับหรือ มากกว่านมธรรมดาเสียด้วยซ้ำ)

2. ทริปโตฟาน สำคัญกับการนอนอย่างมากเพราะร่างกายจะใช้กรดอะมิโนชน ิดนี้ในการสร้าง เมลาโทนิน อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ พบได้ใน กล้วย ไข่ ลูกพรุน สาหร่าย ไก่งวง และนม

3. วิตามิน จากวิตามินทั้งหมดที่ร่างกายต้องการ วิตามินบี ที่พบได้ในธัญพืชมีความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งในแง่ของ การนอน มันช่วยปรับอารมณ์ให้เป็นปกติ ร่างกายจะผ่อนคลายจนสามารถหลับลึก ในส่วนของวิตามินบี 6 มันจะรวมตัวกับทริปโตฟานเพื่อกระตุ้นกระบวนการนอนหลั บอีกด้วย เราพบวิตามินเหล่านี้ได้จากซีเรียล เต้าหู้ ถั่ว เนื้อวัว ปลา ไก้ ไข่ หน่อไม้ฝรั่ง เห็ด คะน้า และบรอคโคลี นอกจากนี้ ยังมีวิตามินอื่นๆ อย่างเช่น วิตามินเอและซี ซึ่งพบได้มากในผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ (ที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม และแมกนีเซียม) กีวี่ ผักใบเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม มันฝรั่งหวาน ฟักทอง และบีตรูต

4. ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับน้ำตาล (กลูโคส) ในเลือดเกี่ยวข้องกับการนอนหลับออย่างมากเพราะมันจะเ ป็นตัวชี้ว่าระบบต่างๆ จะทำงานอย่างไร หากน้ำตาลต่ำเกินไป ฮอร์โมนจะได้รับผลกระทบ เราก็อาจจะหลับๆ ตื่นๆ หรือมีปัญหานอนไม่หลับ แต่วิธีการป้องกันก็คือ ไม่กินอาหารที่มีน้ำตาลสูง เพราะเมื่อระดับน้ำตาลที่สูงมากตอนก่อนนอน พอกลางดึก น้ำตาลก็จะตกต่ำและเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น

Tip : การทำกิจวัตรซ้ำๆ ก่อนนอนทุกคืนจะช่วยเตือนให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลานอน แล้ว กิจกรรมที่ควรทำเป็นประจำอาจจะรวมถึงอาบน้ำอุ่น อ่านหนังสือ และฟังเพลงทุกคืน จากนั้นก็ปิดไฟให้ห้องมืดสนิท เท่านี้คุณก็หลับได้สบายแล้วค่ะ



สาธารณสุขเตือน ครีมผิวขาว อันตราย!

|0 ความคิดเห็น
สาธารณสุขเตือน ครีมผิวขาว อันตราย!


สาธารณสุขเตือน ครีมผิวขาว อันตราย! (Lisa)

ท่ามกลางกระแสความฮิตผิวขาวแบบเกาหลี ก็มีอันตรายแอบแฝงอยู่เหมือนกัน หลังจากเมื่อเร็ว ๆ นี้ นพ. สุพรรณ ศรีธรรมา โฆษกกระทรวงสาธารณสุขออกมาเปิดเผยว่า ในปัจจุบันมีครีมเปลี่ยนสีผิวซึ่งมีส่วนผสมหลักคือไฮ โดรเจนเปอร์ออกไซด์ ออกวางจำหน่ายตามอินเตอร์เน็ต หรือตลาดนัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ทั้งที่สารนี้มีฤทธิ์กัดกร่อนและอาจทำให้ผิวหนังระคา ยเคือง

โดย นพ. จิโรจ สินธวานนท์ ผอ.สถาบันผิวหนัง กรมการแพทย์ ก็ออกมาเตือนเช่นกันว่า การนำสารนี้มาใช้ขัดผิวนั้นผิดวัตถุประสงค์ หากใช้บ่อย ๆ แล้ว ผิวอาจขาวจริง แต่ใช้บ่อย ๆ จะทำให้ผิวหนังเสื่อมหรือบางลง เกิดอาการผิวแพ้ง่าย เกิดรอยย่นก่อนวัยอันควรง่ายขึ้น และมีแนวโน้มเป็นมะเร็งผิวหนังมากกว่าคนปกติ

พร้อมกันนี้ ยังทำความเข้าใจว่าผิวเข้มก็สามารถสวยได้โดยการทำควา มสะอาดร่างกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนหรือสารต้านอนุมูลอิสระและ หลีกเลี่ยงแสง แดด...เพียงเท่านี้คุณก็สวยได้โดยไม่ต้องเอาผิวไปเสี่ยงแล้วล่ะนะ



เลือกซื้อปูทะเลอย่างไรดี

|0 ความคิดเห็น
เลือกซื้อปูทะเลอย่างไรดี



เลือกซื้อปูทะเลอย่างไรดี (woman story)


วันนี้เราจะมาเอาใจคนชอบกินปูทะเลกันค่ะ รับรองว่าสาว ๆ ต้องชอบแน่ นั่นก็คือ วิธีการเลือกซื้อปูทะเลที่ถูกต้องนั่นเองค่ะ ทั้งนี้ก็เพื่อที่คุณจะได้ปูที่สด สะอาด มารับประทานอย่างเอร็ดอร่อยยังไงล่ะคะ...

ปูทะเลสด

การเลือกซื้อปูทะเลสด ให้สังเกตว่ามีสีเขียวเข้ม อ้วน หนัก ก้ามใหญ่ ตาใส ท้องจะแข็งกดไม่ลง ถ้าเป็นปูตัวเมีย ฝาปิดหน้าอกจะใหญ่ ส่วนตัวผู้ฝาปิดหน้าอกจะเล็ก และปูตัวผู้เนื้อจะมากกว่าตัวเมีย

ปูทะเล

การจะนำปูทะเลมาทำอาหารให้ได้ความอร่อย ควรซื้อตอนยังเป็น ๆ อยู่ โดยทดสอบว่า ปูยังเป็นอยู่หรือไม่ด้วยการลองแหย่ลูกตาปู ถ้ายังกระดุกกระดิก แสดงว่ายังไม่ตาย

ปูไข่

เราจะรู้ได้ว่าปูมีไข่หรือไม่มีไข่ โดยต้องใช้นิ้วดีดกระดอง หากมีเสียงแน่นทึบแสดงว่ามีไข่ แต่ถ้าเป็นเสียงโปร่งจะไม่มีไข่

ใครที่กำลังคิดว่าจะไปหาซื้อปูมาทานละก็ อย่าลืมนำวิธีที่เราแนะนำไปใช้ดูนะคะ รับรองจะได้ปูที่สด และรสชาติดีอย่างแน่นอนค่ะ...

บริหาร คาง แบบชิวชิว

|0 ความคิดเห็น
บริหาร คาง แบบชิวชิว



บริหาร คาง แบบชิวชิว (Momypedia)โดย: เพรียวลม

ไม่ เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาคาง 2 ชั้นได้เหมือนกัน จนกระทั่งมาเปิดอ่านหนังสือของคุณกรกนก ไกเซอริน เข้า จริง ๆ เธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับ สมุนไพรเพื่อความงามและสุขภาพน่ะค่ะ แต่เผอิญในหน้าเกือบสุดท้ายจะมีวิธีบริหารร่างกายอยู ่
แทบกรี๊ด...ด เลยล่ะ ก็..แหม สู้อุตส่าห์ปลอบใจตัวเองเสียนาน ว่าคางแบบนี้ช่วยเสริมโหงวเฮ้งให้เฮง...เฮ้ง...เฮง
...รู้อย่างนี้ บริหารคางไปนานแล้ว
ท่าที่ 1
นอนคว่ำ วางศอกกับพื้นให้ปลายนิ้วมือเสมอไหล่
ค่อย ๆ ดันตัวท่อนบนขึ้น พอสุดแขน
เงยหน้าขึ้น เหยียดคางให้เต็มที่ นับ 1-6
กลับสู่ท่าเดิม แล้วทำซ้ำ 10 ครั้ง

ท่าที่ 2
คุกเข่ากับพื้น หลังตรง แขนทั้งสองแนบลำตัว
หงายมือทั้งไปด้านหลัง แล้วค่อย ๆ ดันขึ้น โดยยืดก้านคอและคางให้เต็มที่
ค่อย ๆ หมุนคอไปมา นับ 1-6 หยุดพัก แล้วค่อยทำซ้ำอย่างน้อย 8-10 ครั้ง


ลองทำตามดูนะคะ รับรองว่า คางสองชั้นจะหายไปได้อย่างแน่นอน

ทำงานเกิน 11 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

|0 ความคิดเห็น
ทำงานเกิน 11 ชั่วโมง เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

นอกจากความอ้วน การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการมีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ วันนี้ "การทำงานหนัก" ก็อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ชีวิตเรา ๆ ท่าน ๆ เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจวาย ต้องจากครอบครัวไปก่อนวัยอันควรได้เช่นกัน
ทั้งนี้ มีงานวิจัยระบุว่า ท่านใดที่ทำงานหาม รุ่งหามค่ำ มากกว่า 11 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการหัวใจวายได้ มากกว่าคนปกติถึง 2 ใน 3 และทำให้ทางทีมวิจัยเสนอว่า แพทย์อาจต้องเพิ่มคำถามเกี่ยวกับ "เวลาการทำงาน" ลงไปด้วย ในกรณีต้องสอบถามประวัติคนไข้กลุ่มเสี่ยง นอกจากจะถามประวัติการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้าเหมือนเช่นเคย
โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นผลงานของทีมวิจัยจาก University College London โดยทำการเก็บข้อมูลกลุ่มคนงานใน Whitehall จำนวนกว่า 7,000 คนเกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยของพวกเขาในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา
ในจำนวนนี้พบว่า มี 192 คนที่เคยมีอาการหัวใจวาย และจากการศึกษาพบว่า ผู้ที่ทำงานมากกว่า 11 ชั่วโมงต่อวันมีความเสี่ยงสูงถึง 67 เปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดอาการหัวใจวาย เมื่อเทียบกับคนที่ทำงานตามเวลางานปกติ (9.00 - 17.00 น.)
ศาสตราจารย์ Mika Kivimäki นักวิจัยหัวหน้าโครงการเชื่อว่า การศึกษาครั้งนี้ช่วยป้องกันการเกิดหัวใจวายได้นับพั นรายต่อปี
"มันก็เหมือนกับสัญญาณเตือนให้คนที่ทำงานหนักจนเกินไป ได้รู้สึกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่นการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือเป็นโรคอ้วน"
สำหรับสาเหตุที่มีการวิจัยชิ้นนี้เพราะในประเทศอังกฤ ษนั้น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่พอสมควร มีประชากรมากถึง 2.6 ล้านคนที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว และคาดว่ามีีผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวสูงถึงปีละแส นกว่ารายเลยทีเดียว
งานวิจัยนี้อาจถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่ช่วยให้คนทำง านและเจ้าของ องค์กรได้รู้สึกตัว ว่าการทำงานมากจนเกินไปนั้นอาจไม่ได้ส่งผลดีต่อสุขภา พของพนักงาน และภาพรวมขององค์กรเสมอไป การลุกขึ้นไปพัก หรือหากิจกรรมทำคั่นจังหวะบ้างก็น่าจะช่วยให้งานต่าง ๆ ไหลลื่นกว่าการเคร่งเครียด หมกมุ่นอยู่กับงานตลอดวัน
ที่สำคัญ สุดท้ายแล้ว คุณก็ต้องปิดงาน และกลับบ้านไปหาครอบครัวที่รออยู่เหมือน ๆ กัน ทั้งเจ้าขององค์กร และพนักงานนั่นเองค่ะ

เดินเพื่อสุขภาพ

|0 ความคิดเห็น
เดินเพื่อสุขภาพ



การเดินก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกทางหนึ่ง ทำให้สุขภาพแข็งแรง วันนี้มีเคล็ดลับในการเดินมาบอกกันค่ะ

1.เริ่มจากหารองเท้าที่ใส่สบาย เดินนานๆแล้วไม่เจ็บ เวลาซื้อก็อาจซื้อรองเท้าสำหรับวิ่ง แล้วหาสถานที่กว้างๆอย่าง สวนสาธารณะ หรือพื้นที่ในหมู่บ้าน

2.เดินได้เลย ทุก ๆ 30 วินาที ให้เพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับความเร็วที่คิดว่าพอสำหรับการเดินเร็ว

3.เมื่อเดินเร็วจนถึงจุดสูงสุด คอยรักษาระดับนี้ไปเรื่อยประมาณ 30 นาทีแต่ต้องมั่นใจว่าเดินไม่ใช่การวิ่งจนเหนื่อยหอบ แต่ในครั้งแรกๆอาจใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มเวลาให้นานขึ้นทุกๆสัปดาห์ และจะสังเกตุได้ว่าร่างกายจะแข็งแรงมากขึ้น

4.นึกไว้อยู่เสมอว่าเดินอย่างไร ต้องรู้ว่าตัวเองเดินอย่างถูกต้องหรือยัง เพราะถ้าไม่งั้นอาจจะเจ็บข้อเท้าและปวดเมื่อยได้ วิธีเดินให้ถูกต้องคือ ให้ส้นเท้าแตะพื้นก่อนแล้วค่อยๆ วางฝ่าเท้าและนิ้วเท้าหลังสุด เดินต่อไปด้วยฝ่าเท้าทั้งหมด

รู้อย่างนี้แล้ว หันมาเดินเพื่อสุขภาพกันดีกว่านะคะ...

"เคี้ยวอาหาร"ช้าๆ สุขภาพดี-สมองแข็งแรง

|0 ความคิดเห็น
"เคี้ยวอาหาร"ช้าๆ สุขภาพดี-สมองแข็งแรง


เรื่องเล็กๆ ที่ผู้คนอาจมองข้ามอย่าง "การเคี้ยวอาหาร" กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลดีหลายประการต่อสุขภาพ ถ้าเคี้ยวให้ถูก-เคี้ยวให้เป็น...ไม่ใช่แค่เคี้ยวๆ กลืน!

ข้อมูลจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเว็บไซต์ส่งเสริมความรู้วิทยาศาสตร์ "วิชาการดอทคอม" รวบรวมผลการศึกษาทางแพทย์ ซึ่งยืนยันผลดีของการฝึกนิสัยเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก ่อนกลืนลงสู่กระเพาะ

เพราะข้อดีที่เห็นชัดเจนจะช่วยให้ระบบย่อยทำ งานน้อยลง "การเคี้ยวให้ช้าลง" ยังมีผลต่อการทำงานของสมองในหลายๆ ด้าน เนื่องจากไปช่วยกระตุ้นให้ "ต่อมน้ำลาย" และ "ต่อมใต้หู" หลั่งฮอร์โมนออกมา นอกจากนั้น ยังช่วยกระตุ้นพลังแห่งการขบคิดและสมาธิ ตรงข้ามกับผู้ที่เคี้ยวอาหารไม่ค่อยได้หรือเคี้ยวเร็ วไป สมองก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ สุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาว

โดยประโยชน์จากการเคี้ยวอาหารให้ช้าลง จะมีผลต่อดีสมองและร่างกาย ดังนี้


1. เคี้ยวอาหารประมาณ 30 ครั้ง
ในแต่ละมื้อเป็นอย่างน้อย จะช่วยให้เหงือกแข็งแรงและช่วยรักษาอาการอารมณ์หงุดห งิด เครียด และโมโหง่าย
2. เคี้ยว 50 ครั้ง
จะช่วยลดความวิตกกังวลของอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากินอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่มากเกินความจำเป็นดูด ซึมเข้าสู่ร่างกาย
3. เคี้ยว 60 ครั้ง
เหมาะสำหรับการเคี้ยวอาหารที่มีกากใยมากเกินไป ช่วยลดอาการท้องผูก การทำงานของสมอง ช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4. เคี้ยว 80 ครั้ง
ช่วยให้ประสาทสัมผัสไวขึ้น มีความจำดีขึ้น สามารถจดจำและจำแนกรสชาติของอาหารทั้งจากธรรมชาติและ สารปรุงอาหารที่มีพิษ ต่อร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
5. เคี้ยว 100 ครั้ง
ทำให้คุณจัดการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว สงบ เยือกเย็น กินน้อยลง แต่ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้มาก อีกทั้งช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ
6. เคี้ยว 150 ครั้ง
ระบบการทำงานกระเพาะและลำไส้ดีขึ้น และช่วยควบคุมอารมณ์ให้เป็นปกติ
7. เคี้ยว 200 ครั้ง
ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อ จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้สมองขบคิดกระบวนการคาดการณ์และวินิจฉัยปัญ หาต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น
ฉะนั้น จึงไม่ควรมองข้ามสิ่งเล็กๆ อย่างการเคี้ยวอาหาร เพราะส่งผลดีต่อทั้งสมองและสุขภาพของคนเรา โดยไม่ต้องเสียเงินเสียทองอะไรเลย เพียงแค่เสียเวลาเคี้ยวเท่านั้นเอง!

ห่างไกลท้องผูก

|0 ความคิดเห็น
ห่างไกลท้องผูก

ท้องผูก คืออาการที่ถ่ายอุจจาระไม่คล่อง ถ่ายออกได้ยาก




ฉะนั้นควรสังเกตระบบขับถ่ายปกติของตัวเองให้ดี หากคุณถ่ายยากและอุจจาระที่ออกมามีสีคล้ำ แข็ง และมีกลิ่นเหม็น เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าคุณเกิดอาการท้องผูกแล้ว

อาการท้องผูกบ่อยครั้งถือเป็นอันตรายต่อลําไส้อย่างร ้ายแรง เพราะกากอาหารที่ผ่านการย่อยจะไปคั่งค้างที่ลําไส้เป ็นเวลานาน เป็นของเสียที่ทําให้เกิดพิษ และลําไส้ก็จะดูดซึมพิษนั้นเข้าสู่ร่างกาย รวมทั้งจะทําให้เกิดความดันที่ส่วนปลายของลําไส้ใหญ่ ทําให้ท้องอืด และกล้ามเนื้อทวารหนักต้องเกิดการเกร็งตัวเป็นเวลานา น จนเกิดเลือดคั่งกลายเป็นโรคริดสีดวงทวารขึ้น

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันอาการท้องผูก อย่าง ชา กาแฟ ช็อกโกแลต รวมทั้งอาหารที่มีไขมันมาก เช่น เนย น้ำมัน รวมไปถึงเครื่องเทศบางอย่าง เช่น หอมดิบ เปปเปอร์มินต์ หรือ สะระแหน่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ควรรับประทานกล้วยสุก จะช่วยทําให้ท้องไม่ผูก รวมไปถึงข้าวกล้อง ธัญพืช ที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเราดีขึ้น ♦
__________________

เครื่องดื่มช่วยย่อย หลังอิ่มมื้อใหญ่

|0 ความคิดเห็น
เครื่องดื่มช่วยย่อย หลังอิ่มมื้อใหญ่




ใกล้ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดต่อเนื่อง หลายๆ คนคงหมายใจจะร่วมประเพณีสงกรานต์ จากนั้นก็คงต้องสังสรรค์ทานเลี้ยงมื้อใหญ่กับญาติสนิ ทมิตรสหาย ทว่าอาหารปริมาณมาก หากทานอิ่มเกินไป พาลจะเจออาการอาหารไม่ย่อย จุก เสียด แน่น เฟ้อ เล่นงานหลังมื้ออาหารเอาได้

ในวิถีของ ‘มุมสุขภาพ-กินดี’ ก็คงต้องแนะนำทางแก้ด้วยเครื่องดื่มจากผักและผลไม้ ที่มีสารอาหารสำคัญช่วยย่อย และเสริมประสิทธิภาพระบบย่อยอาหาร ด้วยคุณค่าจากสับปะรด องุ่นเขียว ผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า ขึ้นฉ่าย

คุณประโยชน์ของ ‘สับปะรด’ อันอุดมด้วยวิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม ช่วยย่อยโปรตีน มีเอนไซม์ชื่อ โบรเมลิน ช่วยรักษาสมดุลร่างกาย ส่วน ‘องุ่น’ มีวิตามินบี1 บี2 และซี รวมถึงฟอสฟอรัส กำมะถัน แคลเซียม เหล็ก กรดไฟโตเคมิคอลเอลลาจิก กรดทาร์ทาริก ทำให้องุ่นสามารถเพิ่มความเร็วในกระบวนการเผาผลาญอาห าร และช่วยควบคุมน้ำหนัก ดีต่อเลือดลม

ขณะที่ผักทั้งสามชนิด อย่าง ผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า ขึ้นฉ่าย เป็นส่วนผสมที่มีวิตามิน แต่สรรพคุณเฉพาะตัวนั้น ‘ผักชีฝรั่ง’ สามารถแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขับถ่าย ‘หัวไช้เท้า’ จะคอยล้างพิษของกระเพาะอาหารและลำไส้ สุดท้าย ‘ขึ้นฉ่าย’ กินแล้วจะทำให้รู้สึกสบายขึ้น

ส่วนผสมควรเตรีนมตามสัดส่วนต่อไปนี้...
  • สับปะรด 1 ถ้วย
  • องุ่นเขียว 1 ถ้วย
  • ผักชีฝรั่ง ½ ถ้วย
  • หัวไช้เท้า ½ ถ้วย
  • ขึ้นฉ่าย ½ ถ้วย
ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากเตรียมสับปะรด โดยปอกเปลือกออกให้หมด ส่วนองุ่นเขียวนั้นไม่ต้องเลาะเอาเมล็ดออก สำหรับผักชีฝรั่ง หัวไช้เท้า และขึ้นฉ่าย ให้หั่นหยาบๆ จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดไปสกัดพร้อมกันด้วยเครื่องสก ัดน้ำผักและผลไม้ เสร็จแล้วดื่มได้ทันที ถ้าจะให้ดีเติมน้ำแข็งเพิ่มความเย็นสดชื่นได้อีก.

ได้เวลาล้างพิษแล้วหรือยัง ?

|0 ความคิดเห็น
ได้เวลาล้างพิษแล้วหรือยัง ?



ทุก วันนี้เรารับสารพิษเข้าไปยังร่างกายทุกวันจนแทบ ไม่รู้ตัว ทั้งอาหารการกิน โดยเฉพาะสาวออฟฟิศ ที่ไม่มีเวลาทำอาหารเอง และต้องฝากท้องไว้กับร้าน อาหารข้างทาง ซึ่งจะแน่ใจได้อย่างไรว่า อาหารเหล่านั้น ผ่านกระบวนการอะไรมาบ้างก่อนจะมาถึงมือคุณ นี่ยัง ไม่นับรวมถึงอากาศที่สูดเข้าไป ยิ่งคนในเมืองหลวง เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยเชียว ดังนั้น การหาเวลา เพื่อล้างพิษภายในจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากคุณ ยังคงกักเก็บของเสียในร่างกายอยู่ ถึงคุณจะทาน ของดีเข้าไป มันก็ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ก็เหมือนกับจานที่ทานแล้วและคุณก็ยังไม่ได้ล้าง หรือ ล้างไม่สะอาด พอใส่อาหารใหม่เข้าไป ก็ยังมีเชื้อโรค นอนรอเข้าไปยังร่างกายคุณอยู่ดีถ้าเห็นภาพตามนี้แล้ว คิดว่า คุณพร้อมที่จะมาเข้ากระบวนการล้างพิษกับเราแล้วหรือย ัง ? ถ้าพร้อม แล้วเริ่มเลยค่ะ ผลไม้ก็ล้างพิษได้
ขอเริ่มจากวิธีง่าย ๆ ใกล้ตัว สำหรับคนที่ไม่มีเวลาทำ ดีท็อกซ์หรือยังไม่กล้าพอ ผลไม้บ้างชนิดก็มีประสิทธิภาพ ในการล้างพิษ เริ่มจาก

แอปเปิ้ล สารเปกตินในแอปเปิ้ลจะช่วยนำสารพิษไป กำจัดทิ้ง ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้โปรตีนในลำไส้เน่าบูด และ ด้วยความที่เส้นใยในแอปเปิ้ลมีมาก จึงเข้าไปช่วยทำความ สะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยอาหารทำงานดียิ่งขึ้น
องุ่น อยู่ในข่ายผลไม้ที่ช่วยฟอกล้างสำหรับผิวหนัง ตับ ลำไส้ และไต เนื่องจากองุ่นให้พลังงานสูงและนำไป ใช้ได้ง่าย จึงช่วยบำรุงเลือดและซ่อมสร้างเซลล์ในร่างกาย
สับปะรด เอ็นไซม์โปรเมลินช่วยในการทำงานของ กรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะ และช่วยทำให้ของเสียแตกตัว ได้เร็วขึ้น และยังช่วยรักษาอาการอักเสบในทางเดินอาหาร
มะละกอ ผลไม้ชนิดนี้มีเอ็นไซม์ชื่อปาเปน ซึ่งมี ลักษณะคล้ายกับน้ำย่อยเปปซินในกระเพาะอาหาร ดังนั้น มันจึงช่วยทำให้ของเสียที่เป็นโปรตีนแตกตัวได้เร็วขึ ้น ดีสำหรับทำความสะอาดลำไส้และช่วยย่อยอาหาร
แตงโม มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ จึงช่วยฟอกล้างร่างกาย ได้เป็นอย่างดี ใช้รักษาแผลในกระเพาะ ลดความดัน เลือดสูง ทำให้สบายท้อง
ล้างพิษด้วยผัก
ทางเลือกนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานผัก ไปดูว่า ผักแต่ละชนิดที่คุณทานนั้นจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง

สาหร่าย จากการศึกษาของ Mcgill University ที่ Montreal แสดงผลว่า สาหร่ายสามารถจับของเสียจาก รังสีที่สะสมในร่างกายสาหร่ายจะช่วยดูดซึมคลื่นรังสี ต่าง ๆ จากคลื่นวิทยุ คลื่นโทรศัพท์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และคลื่นไมโครเวฟทั้งหลายได้ และสามารถจับกับพวกโลหะ หนักได้ด้วย นอกจากนี้ยังเต็มไปด้วยโปรตีนและเกลือแร่ ในปริมาณมาก
มะนาว สุดยอดอาหารที่ช่วยทำความสะอาดตับ มีวิตามินซีสูง น้ำมะนาวสดเมื่อนำมาผสมกับน้ำอุ่นแล้วดื่ม ตอนเช้าจะช่วยล้างพิษ และทำให้เลือดสะอาดขึ้น แต่ถ้านำ น้ำมะนาวสดผสมกับโยเกิร์ตและน้ำผึ้ง ก็จะเป็นอาหารที่ ช่วยล้างพิษในลำไส้และป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย
พืชตระกูลถั่ว (เช่น ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และถั่วขาว) พืชตระกูลถั่วนี้ประกอบด้วยไฟเบอร์สูง จาก การศึกษาพบว่า ผู้ที่กินถั่วเป็นประจำมีระดับคอเลสเตอรอล น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้กิน และลดอัตราความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหัวใจ ลดการสะสมของสารพิษในลำไส้ และช่วยควบคุม ระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่
ขึ้นฉ่าย ช่วยในการทำความสะอาดเลือดและช่วย ลดความดันโลหิต ถ้าจะให้ดีควรดื่มน้ำคั้นจากขึ้นฉ่ายสดตอน เช้า เพื่อช่วยควบคุมระดับแรงดันเลือดให้คงที่ ในขึ้นฉ่าย ยังประกอบไปด้วยสารต้านการเกิดมะเร็งและสารที่ช่วยขั บ ของเสียจากบุหรี่ในคนที่สูบบุหรี่หรือผู้ที่ได้รับคว ันบุหรี่
แครอท เต็มไปด้วยสารอัลฟาและเบตาแคโรทีนซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของวิตามินเอ และถือว่าเป็นสารต้านอนุมูล อิสระที่ดีเยี่ยม ช่วยปกป้องร่างกายจากสารพิษจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะระบบทางเดินประสาท สายตา ผิวหนัง ที่ต้อง สัมผัสแสงแดดเป็นประจำ
มะเขือพวง เป็นผักที่เต็มไปด้วยไฟเบอร์ ซึ่ง สามารถช่วยดูดซึมไขมันในอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วย จับไขมันอิ่มตัว (ไขมันอันตราย) และขับออกจากร่างกายโดย ระบบขับถ่าย ทั้งยังมีวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยกำจัดของเสียออกจากระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ ้น
อดอาหารล้างพิษ
วิธีนี้หากใครคิดจะทำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความ ปลอดภัยก่อนค่ะ วิธีการนี้ทางการแพทย์เชื่อว่า มนุษย์เราจะ สามารถสะสมพลังงานในรูปไขมันไว้เพียงพอต่อการอด อาหารประมาณ 1-2 วัน ข้อดีคือ จะช่วยลดการทำงานของ อวัยวะภายใน อย่างกระเพาะไม่ต้องย่อยอาหาร ลำไส้ไม่ต้อง ดูดซึม ซึ่งเขายังเชื่ออีกว่า การที่อวัยวะส่วนใดทำงานมากไปจะทำให้เกิดการสร้างสาร พิษนั้นก็คือ มะเร็ง ซึ่งวิธีนี้ทำได้โดยการกินผลไม้ (ตามที่กล่าวมาข้างต้น) หรือน้ำผลไม้ ตลอดทั้งวันก่อน แล้วจึงค่อยอดในวันต่อมา ขอเตือนก่อนว่า ควรให้แพทย์ตรวจร่ายกายก่อนและในวันที่อดอาหาร ไม่ควร เป็นวันที่จะต้องใช้แรงกายหรือพลังในการทำงานใด ๆ
สวนลำไส้ล้างพิษ
หรือเรียกว่า ดีท็อกซ์ ซึ่งเป็นวิธีที่หลายคนลังเลที่ จะทำ เพราะวิธีการนั้นหากใครไม่ชำนาญจริง ๆ อาจก่อให้ เกิดอันตรายได้ ดังนั้น หากใครที่เพิ่งเริ่ม ควรอยู่ในความ ดูแลของผู้ที่มีความชำนาญหรือแพทย์โดยเฉพาะ ซึ่งใน ปัจจุบันการสวนล้างพิษยังทำได้หลากหลายวิธีอีกด้วย
การสวนลำไส้ใหญ่ระดับบน เป็นการสวนด้วยน้ำอุ่น จะสวนด้วยเครื่องสวนลำไส้ที่ชื่อว่า colontheraphy ที่ ปัจจุบันมีบริการตามโรงพยาบาลหลายแห่ง ใช้เวลาทำ ประมาณ 30-40 นาที ควรทำประมาณปีละ 4-5 ครั้ง วิธีนี้ จะช่วยทำความสะอาดตลอดทั้งลำไส้เพื่อล้างอุจจาระ ที่ตกค้าง หรือเมือกที่เป็นอาหารบูดเน่าเกาะอยู่ตามผนังลำไส้ การสวนด้วยกาแฟ วิธีนี้ทำได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ เหมือนที่ทางโรงพยาบาลมี สามารถหาซื้ออุปกรณ์ทำเองที่ บ้านได้ เชื่อว่าจะช่วยชำระอุจจาระที่ค้างในลำไส้ และฤทธิ์ กาแฟจะซึมเข้าทางผนังลำไส้ เส้นเลือดและตับ ช่วยให้ตับ สะอาดกลับมาทำงานได้ดีขึ้น
ล้างพิษให้ร่างกายแล้วอย่าลืมล้างพิษที่ใจด้วย
คนที่ฝึกสมาธิได้ระดับหนึ่งร่างกายจะหลั่งสาร เอนดอร์ฟินหรือสารแห่งความสุขออกมา และเมื่อร่างกาย สงบ เกิดสมาธิ หัวใจจะเต้นช้าลง ความเครียดจะค่อย ๆ หายไป เพราะลมหายใจเริ่มยาวขึ้น เมื่อฝึกควบคุม ลมหายใจได้ทำให้ปอดขยาย ร่างกายก็สามารถปรับ ออกซิเจนได้มากขึ้น เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมัน ลดการอักเสบในระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายจะสร้างเม็ดเลือด ขาวที่เป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้มากขึ้น และทำให้คลื่น สมองเป็นระเบียบ ช่วยให้มีความจำดีขึ้น ผลสุดท้าย เมื่อ สุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็จะดีตามไปด้วยไงคะ
ที่มา ... กุลสตรี

กินแบบไหนถึงหาย “ร้อน”

|0 ความคิดเห็น
กินแบบไหนถึงหาย “ร้อน”

 

เข้าเดือนเมษา หน้าสงกรานต์ทีไร ใครๆ ก็ต้องบ่นว่าร้อนเสียเหลือเกิน ถึงแม้ว่าเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมายังได้ใส่เสื้อกันห นาวกันอยู่ แต่พอความหนาวเย็นหายไป ความร้อนก็เข้ามาแทนที่ทันที
และเมื่อถึงหน้าร้อนแบบนี้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการกินให้เข้ากับฤดูกาลด้วย เช่นกัน “108 เคล็ดกิน” มีวิธีกินที่จะทำให้คลายความร้อนในร่างกายลงไปได้บ้า ง ซึ่งจะมีวิธีไหนบ้างนั้น ก็ลองไปดูกันดีกว่า
ลดการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ไขมัน และแป้ง เนื่องจากอาหารประเภทนี้ต้องใช้พลังงานในการย่อยค่อน ข้างสูง ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนัก ซึ่งจะเกิดความร้อนขึ้นภายในร่างกาย นอกจากนั้นก็ยังเป็นอาหารกลุ่มที่ให้พลังงานมาก ซึ่งถ้ากินมากเกินไปก็จะทำให้ได้รับพลังงานเกินความจ ำเป็น ดังนั้น ควรเปลี่ยนไปกินอาหารพวกผักและผลไม้มากขึ้น
ดื่มน้ำสะอาดเพิ่มขึ้น ในฤดูร้อนจะทำให้เราเสียเหงื่อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจะต้องดื่มน้ำเข้าไปชดเชยเพื่อไม่ให้ร่างกายข าดน้ำ โดยเฉพาะคนที่จะต้องอยู่กลางอากาศร้อนจัด แดดแรง หรือต้องออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรดื่มน้ำให้ได้ 4-6 แก้วต่อชั่วโมง ส่วนน้ำที่ใช้ดื่มนั้นควรเป็นน้ำสะอาดที่อุณหภูมิห้อ ง ควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน เพราะจะทำให้รู้สึกกระหายน้ำเพิ่มมากขึ้น และไม่ควรดื่มน้ำเย็นจัด เพราะจะทำให้ป่วยได้ง่าย เนื่องจากร่างกายปรับอุณภูมิไม่ทัน และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวมากขึ้น ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย อีกทั้งในอากาศร้อน แอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วกว่าปกติ ทำให้เมาได้ง่าย และอาจช็อกหมดสติได้
กินอาหารที่สด สะอาด และปรุงสุก เนื่องจากในหน้าร้อนเชื้อโรคจะเจริญเติบโตได้ดี ทำให้อาหารเน่าเสียได้ง่าย ซึ่งเมื่อกินเข้าไปอาจเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินอ าหารได้ จะเห็นได้จากที่กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศเตือนให้ระ วังอันตรายจากโรคในหน้า ร้อน เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด เป็นต้น ซึ่งสามารถป้องกันได้จากการดูแลความสะอาดของอาหาร และน้ำดื่ม รวมถึงรักษาสุขลักษณะส่วนบุคคล
กินอาหารรสขมเย็น อาหารที่มีสรรพคุณทางยาในรสขมเย็น จะช่วยขับร้อน แห้กระหาย ถอนพิษไข้ แก้ร้อนใน ซึ่งอาหารในประเภทนี้ก็มีหลายชนิด เช่น มะระ ฟักเขียว ปวยเล้ง ผักกาดขาว แตงกวา ผักบุ้ง แตงโม สาลี่ เป็นต้น

ท่วงท่าในการนอน บอกนิสัย

|0 ความคิดเห็น
ท่วงท่าในการนอน บอกนิสัย


นอนคว่ำ
มักจะเป็นคนที่ค่อนข้างเห็นแก่ตัว อาภัพจิตใจคับแคบ ไม่ค่อยจะมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น อารมณ์มักฉุนเฉียวหงุดหงิดง่าย มักชอบพาลหาเรื่อง สติปัญญาไม่ค่อยดีนัก ไม่ค่อยชอบการเข้าสังคมสักเท่าไร ชอบการเก็บตัว ชอบทำอะไรด้วยตนเองมากกว่าการหวังพึ่งพาคนอื่น

นอนตะแคงซ้าย
มักจะเป็นคนเจ้าอารมณ์ ขี้อาย ขาดความมั่นใจในตัวเอง เกิดมามักจะอาภัพ มีปมด้อย ทำอะไรมักจะมีอุปสรรค เป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ อ่อนไหวต่อสิ่งรอบข้าง ขาดความเป็นผู้นำ มักจะชอบการเป็นผู้ตามมากกว่า มักต้องการผู้นำที่เข้มแข็งกว่าตนคอยดูแลเอาใจใส่ และคอยปกป้อง
นอนตะแคงขวา
เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ จิตใจดี กล้าหาญ รักความเป็นธรรม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนทั่วไป เข้ากับคนทุกคนได้ไม่เลือกชั้นวรรณะ รักความก้าวหน้า มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความเป็นผู้นำสูง มีพลังอำนาจดุลดังพญาราชสีห์

นอนคุดคู้ เป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง ไม่ค่อยกล้าคิดกล้าทำ ชอบหวาดระแวง คิดมาก มักจะเก็บเอาคำพูดของคนอื่นมาคิดอยู่เสมอ ชอบการพึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ ไม่มีความเป็นผู้นำ ชีวิตการงานมักจะไม่ค่อยก้าวหน้า ผู้คนไม่ให้ความเคารพนับถือสักเท่าไร จำเป็นจะต้องรู้จักปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้เป็นคนที่ม ีบุคลิกภาพที่ดี

นอนเอามือก่ายหน้าผาก เป็นคนที่ชอบคิดมาก ช่างคิดช่างจำ จิตใจอ่อนไหว ไม่ค่อยหนักแน่น ชอบการสร้างวิมานในอากาศ จะมีความสุขกับการได้เพ้อฝัน ชอบความฉาบฉวย รักสนุก ชอบการสนุกสนานไปวัน ๆ ไม่ค่อยมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ขาดความรับผิดชอบ เป็นคนที่อาภัพ

นอนหงาย เป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองเป็นอย่างมาก ชอบอะไรที่ตรงไปตรงมา เปิดเผย จริงใจ รักความก้าวหน้ามีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นคนที่รู้จักตัวเอง ไม่ลืมตัว แต่ถ้าเป็นหญิงนอนหงายตัวตรงมากมักจะไม่ค่อยดี จะเป็นคนที่อาภัพในความรัก