skip to main |
skip to sidebar
ดื่มอย่างไร ไม่ให้หมดสนุก
ข้อมูลจากเดลี่เมล์ออนไลน์ได้แนะนำการดื่มในช่วงเทศก าลคริสต์มาส เพื่อไม่ให้ช่วงคริสมาสต์มาสกร่อยเพราะดื่มมากเกินไป
ฮาร์เรย์ สตีท นักสะกดจิตและเควิน เรค ได้เขียนหนังสือเล่มใหม่เกี่ยวกับวิธีการดื่มให้สนุก เพื่อให้แน่ใจว่าจะสนุกและไม่เสียการควบคุม
จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่า คนทั่วไปจะดื่มมากขึ้นหากมีการถาม แต่เราจะจัดการในการดื่มดีขึ้นเล็กน้อยในช่วงเทศกาล ในงานปาร์ตี้มันเป็นเรื่องยากที่เราจะต่อต้านสิ่งล่อ ใจ เพราะธรรมชาติมนุษย์ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและ อยากที่จะทนแรงกดดันนั้น
ตั้งขีดจำกัดของตัวเอง
ก่อนที่คุณจะออกไปงานเลี้ยง ใช้เวลาสักครู่ในการวางแผนการดื่ม คุณลองคิดว่าคุณจะไปที่ไหน ไปทำอะไร คุณจะไปดื่มมากเท่าไร พิจารณาว่าปริมาณที่การดื่มที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ นั้นคือ 60 ออนซ์ 80 ออนซ์ หรือแค่ 2-3 แก้วไวน์ และจงให้ความสำคัญกับขีดจำกัดในการดื่มของคุณ
วิธีให้ลดการดื่มมากโดยไม่รู้ตัว เริ่มจากแตะข้างมือด้านที่มีเนื้อมาก 20 ครั้ง ต่อจากนั้นใช้นิ้วตบใต้กระดูกไห้ปลาร้าเบาๆและกดคางล งไป ทำประมาณ 10 ครั้ง นี้เป็นจุดฝังเข็มช่วยให้ช่องคอปิดและรู้สึกยากที่จะ ดื่มมากขึ้น
เมื่อคุณรู้สึกอ่อนล้ามันจะทำให้คุณอยากดื่มเพื่อผ่อ นคลายเมื่อเลิกงาน ลองหันมาผ่อนคลายวิธีง่ายกว่าแทน โดยการใช้นิ้วกดที่กระดูกแถวเบ้าตาและนวดเป็นรูปตัว ′U′ หรือตัว ′V′ และนำนิ้วอีกนิ้วกดลงไปบนกระดูกและวาดเป็นวงกลมเบาๆป ระมาณ 10 ครั้ง และทำย้อนกลับทิศทางกลับมา คุณจะรู้เบาจนตัวลอยเลยที่เดียว และไม่มีผลกระทบเหมือนการดื่ม
ดื่มน้ำเปล่าช่วย
ควรดื่มแอลกอฮอล์สลับกับน้ำเปล่า โทนิค โซดา หรือ น้ำผลไม้ เพื่อลดการสูญเสียน้ำจากร่างกายจากร่างกาย และนี้เป็นสาเหตุสำคัญของอาการเมาค้าง ทั้งยังจะช่วยประหยัดเงินอีกด้วย
รู้จักปฎิเสธ
บ้างที่การกดดันให้ดื่มนั้นเพื่อจะแกล้งให้คุณเมา คุณต้องเข้มแข็งถ้าคุณไม่ต้องการดื่มมากเพียงแค่สั่น หัวและบอกว่าไม่ ลองคิดดูถ้ามีกาแฟอร่อย แล้วมีใครสักคนกินมันไปสัก 5 ลิตร คนนั้นคงจะเสียสติ เช่นเดียวกับการกินแอลล์กอฮอลที่มาก ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่ดีและไม่อยากดื่มมาก แค่พูดว่า ′ไม่′
ดื่มแล้วดูไม่ดี
หากคุณยังรู้สึกต่อต้านสิ่งล่อใจ จำไว้ว่าแอลกอฮอล์จะทำให้คุณ....
มันทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ ทำให้ผิวแห้ง ปวดหัว
มันทำให้ใบหน้าคุณอ้วนและบวม
มันจะสะสมเซล์ลูไลท์
ไวน์แก้วใหญ่มีแคลอรี่เทียบเท่ากับช็อคโกแลต 1 แท่ง
มันทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังขยายตัวทำให้หน้าคุณแดง
ร่างกายคุณรู้ดีที่สุด
ร่างกายบอกเราว่าจะนำเอาอะไรเข้าไปในร่างกายขนาดไหน ถ้าคุณไม่รู้จะหยุดดื่มเมื่อไรลองถามร่างกายดู คุณลองยืนและกางขาออกให้เท้าห่างกัน 9 นิ้วและขนานกัน ยืนให้ตรงให้น้ำหนักทั้งสองข้างเท่ากัน ในเวลาปกติร่างกายจะเอนไปข้างหน้า แต่ถ้าเมื่อใดร่างกายเอนไปข้างหลังคุณควรหยุดดื่ม
อีกวิธีคือใช้นิ้วหัวแม่มือถูกบนบัตรเคดิตด้านเรียบถ ้ามันถูได้ง่ายก็แปลว่า คุณยังดื่มได้ แต่หากคุณรู้สึกหนืดๆ มีแรงเสียดท้านมากหมายถึงคุณควรหยุดดื่ม
"ม.อ็อกซ์ฟอร์ด"เผย ทานยา "แอสไพริน" วันละนิด ช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง
นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษได้เปิดเผยข้อมูลการวิจัยว่า การกินยาแอสไพรินติดต่อกันเป็นเวลานาน และในปริมาณน้อย อาจจะลดโอกาสเสี่ยงในการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งได้ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจากหลายฝ่ายเตือนว่าการศึกษาดังกล ่าวยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอในการแนะนำให้คน ปกติเริ่มบริโภคยาดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการเลือดออก และปัญหาอื่นๆก็ตาม
โดยผลการศึกษาซึ่งเผยแพร่ทางเว็บไซด์ของนิตยสารทางกา รแพทย์ "แลนเซ็ท" เมื่อวันอังคารนี้ นายแพทย์ปีเตอร์ ร็อธเวลล์ แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดและคณะ ทำการตรวจสอบรายงาน 8 ฉบับ ที่ได้ทำการศึกษาผู้ป่วยมากกว่า 25,000 ราย ซึ่งผลการศึกษาสรุปว่าสามารถลดความเสี่ยงในการเสียชี วิตจากโรคมะเร็งโดยรวมได้ถึง 20%
ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญบางราย กล่าวว่า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวมองแต่เพียงด้านคุณประโยชน์ขอ งแอสไพรินในการลดความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งแต่เพียง อย่างเดียว ในขณะที่กลุ่มอื่นกล่าวว่า มันยังขาดข้อแนะนำที่ดีพอต่อการใช้ในคนที่มีสุขภาพดี และยังขาดถึงผลดีต่อการนำไปใช้กับสตรี
โดยกลุ่มผู้ทำการทดลองซึ่งเป็นเพศชาย จะรับประทานยาแอสไพรินปริมาณอย่างน้อย 75 มิลลิกรัม ติดต่อกันทุกวัน เพื่อรักษาอาการที่เกี่ยวกับหัวใจ โดยเปรียบเทียบกับผู้ใช้ยาประเภทอื่น หรือมีการอาการอย่างอื่น ซึ่งเฉลี่ยแล้วการศึกษาครั้งนี้ใช้เวลาอย่างน้อย 4 ปี
นักวิจัยได้ใช้ข้อมูลจากศูนย์มะเร็งแห่งชาติ เพื่อติดตามผลการรักษาหลังการศึกษาสิ้นสุดลง แม้ว่าพวกเขาจะไม่มั่นใจนักว่าจำนวนผู้ป่วยที่ยังคงใ ช้ยาแอสไพรินต่อ หรือผู้ป่วยในกลุ่มเปรียบเทียบจำนวนเท่าใดที่เพิ่งเร ิ่มใช้
นักวิจัยกล่าวว่า อัตราความเสี่ยงของการเสียชีวิตลดลง 20% ในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาเป็นรายบุคคล ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้เสียชีวิตลดลง 40% มะเร็งปอดลดลง 30% มะเร็งต่อมลูกหมาก 10% และมะเร็งหลอดอาหาร 60%
ส่วนอัตราการลดในกรณีผู้ป่วยมะเร็งตับอ่อน กระเพาะ และสมอง ค่อนข้างยากที่จะแสดงจำนวนที่แท้จริง เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตจากอาการเหล่านี้ค่อนข้างน้อ ย
มีเพียง 1 ใน 3 ของผู้เข้ารับการศึกษาเป็นสตรี ซึ่งไม่เพียงพอต่อการคำนวณถึงผลการศึกษาการใช้ยาแอสไ พรินต่อโรคมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งรังไข่ โดยผลการศึกษาพบว่า การรับประทานยาจำนวนมากกว่า 75 มิลลิกรัม ติดต่อกันทุกวัน ไม่มีผลต่อโรคนี้แต่อย่างใด
นายอีริค จาคอบส์ นักระบาดวิทยาจากสถาบันมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า นี่เป็นผลการศึกษาที่สำคัญอย่างยิ่ง และกล่าวว่าผลการศึกษาครั้งนี้ ระบุถึงผลของยาแอสไพรินที่มีต่อความเสี่ยงจากการเสีย ชีวิตจากโรคมะเร็งว่า "มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้"
ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆกลับเห็นว่าผลการศึกษาดังกล่าวยั งไม่มีข้อมูลที่ดีพอต่อแพทย์ที่จะแนะนำให้ผู้ป่วยของ ตนรับปนะทานยาแอสไพริน
"ผมเชื่อว่าเราไม่ควรนำผลการศึกษาครั้งนี้เพื่อนำไปใช ้ในการรักษาผู้ป่วย" ดร.เรย์มอนด์ ดูบัวส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันมะเร็ง จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส กล่าว
โดยเขาแสดงความกังวลว่า การศึกษาครั้งนี้ออกแบบให้ศึกษาแต่เพียงความเสี่ยงที ่เกิดขึ้นกับหลอดเลือดหัวใจ ดังนั้นกลุ่มผู้ป่วยที่ถูกเปรียบเทียบ อาจจะมีความแตกต่างในสิ่งที่กระทบต่อความเสี่ยงในการ เกิดมะเร็ง อย่างเช่น ประวัติของคนในครอบครัวที่เคยป่วยด้วยโรคมะเร็ง นอกจากนั้น เขายังตั้งข้อสงสัยถึงข้อสรุปของความเสี่ยงในการเกิด โรคมะเร็งนอกเหนือจากช่วงระยะเวลาที่พวกเขาทำการศึกษ าอีกด้วย
นายเอ็ด ยัง หัวหน้าหน่วยข้อมูลสุขภาพแห่งอังกฤษกล่าวว่า "เราแนะนำให้บุคคลที่ต้องการรับประทานยาชนิดนี้เป็นปร ะจำควรเข้าขอคำปรึกษาจากแพทย์ก่อน"
ผมร่วง...ปัญหาที่แก้ได้ของคุณพ่อบ้าน
"นพ. ดำเกิง ปฐมวาณิชย์"
แน่นอนแล้วว่าเมื่ออายุมากขึ้น สิ่งต่างๆ ในร่างกายของคนเราย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา โดยเฉพาะ "เส้นผม" ที่กำลังเป็นปัญหาของคุณผู้ชายหลายๆ บ้าน และเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกหนี เพราะนับวันผมยิ่งร่วงบาง จนทำให้ขาดความมั่นใจในการดำเนินชีวิต
กับประเด็นปัญหานี้ "นพ. ดำเกิง ปฐมวาณิชย์" ที่ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวให้ความรู้ว่า ส่วนใหญ่ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับผมร่วงผมบางจะเกิดขึ้ นกับผู้ชายมากกว่า ผู้หญิง ซึ่งสาเหตุหลักๆ กว่าร้อยละ 96 เกิดจากพันธุกรรม ส่วนที่เหลือจะเกิดขึ้นจากสาเหตุอื่นๆ เช่น ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อหรือต่อมไทรอยด์ ผมร่วงจากการได้รับยาบางชนิด ลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว เป็นโรคผิวหนัง ได้รับอุบัติเหตุที่บริเวณศีรษะ ซึ่งอาการดังกล่าวจะไม่ได้ส่งผลกระทบในระยะยาวเช่นเด ียวกับผมร่วงจากพันธุ กรรม เพราะหากอาการทุกอย่างดีขึ้น ผมก็จะสามารถงอกขึ้นมาใหม่เป็นปกติได้
นพ. ดำเกิง ยังบอกอีกว่า มีอีกสาเหตุที่น่ากลัวไม่แพ้กับการเกิดผมร่วงจากพันธ ุกรรม คือ ผมร่วงชนิดเป็นหย่อมๆ (Alopecia areata) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "โรคกินผม" ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอาการผมร่วงผมบางที่พบมากเป ็นอันดับสองรองจากพันธุ กรรม โดยจะมีอาการผมหรือขนร่วงเป็นวงกลมหรือวงรี พบได้ทั้งบริเวณหนังศีรษะ และส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น คิ้ว หนวด เครา ขนหน้าอก ฯลฯ บางรายผมอาจร่วงมากจนล้านทั้งศีรษะ ซึ่งเป็นโรคที่ทางการแพทย์ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากสาเหตุใด
"ผู้ชายบางคนก็มีความกังวลว่า การใส่หมวกหรือหมวกกันน็อกนานๆ หรือต้องใส่หมวกทำงานทั้งวัน อาจทำให้ผมร่วงผมบางได้ ซึ่งถือว่าป็นความเชื่อที่ผิด เพราะการใส่หมวกไม่สามารถก่อให้เกิดอาการผมร่วงผมบาง ได้ แต่อาจจะมีอาการคันจากเชื้อราบนหนังศีรษะแทน" ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกผมกล่าว
การสังเกตอาการผมร่วงสามารถทำได้ง่ายๆ นพ. ดำเกิง แนะนำว่า หากพบว่ามีผมร่วงประมาณ 2-3 เส้น ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้ามีผมร่วง 50 เส้นขึ้นไปต่อวันหรือในการสระผมแต่ละครั้ง ต้องรีบไปพบแพทย์ที่เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเส้นผม เพื่อตรวจดูความผิดปกติและหาสาเหตุของอาการดังกล่าว และอย่าชะล่าใจกับเรื่องเล็กๆ เหล่านี้ เพราะหากมีความรุนแรงมากก็อาจจะรักษาให้หายได้ยาก ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการมีบุคลิกภาพที่ดี
ขอบคุณภาพประกอบจาก http:// 1bp.
ขณะเดียวกัน "พญ. กุลกานต์ อมรพัฒนา" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง กล่าวว่า ถึงแม้ปัญหาผมร่วงผมบางจะเกิดขึ้นกับผู้ชายด้วยสาเหต ุพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ แต่ผู้หญิงก็สามารถพบเจอกับปัญหาดังกล่าวนี้ได้เช่นก ัน รวมถึงอาการผมร่วงที่เกิดขึ้นหลังการคลอดบุตร โดยมีสาเหตุมาจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นตัวสร้ างการเจริญเติบโตของ เส้นผมลดลง แต่ผมจะกลับมางอกใหม่หลังจากคลอดได้ประมาณ 6-7 เดือน ซึ่งอาจจะมีปริมาณผมน้อยกว่าเดิม
ดังนั้น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่ง จึงแนะวิธีการรักษาอาการผมร่วงผมบางว่า ในทางการแพทย์สามารถรักษาได้ 2 วิธี คือ 1. การใช้ยา ซึ่งมีทั้งการรับประทานยา และการบำรุงรักษาภายนอก โดยการทาโลชั่นบำรุงเส้นผมตามที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแน ะนำ และ 2.การผ่าตัดปลูกรากผมซึ่ง เป็นวิธีที่สามารถรักษาโรคผมร่วงผมบางได้ผลดีที่สุด แต่มีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก
"การรับประทานยาและการทา โลชั่นอาจะมีทั้งผลดีและผลเสีย เพราะการรับประทานยาแก้อาการผมร่วงบางชนิด อาจจะมีผลข้างเคียงที่ทำให้สมรรถภาพทางเพศของผู้ชายล ดลง หากหยุดใช้ยาสมรรถภาพทางเพศของผู้ชายก็จะกลับมาเป็นเ หมือนเดิม ส่วนการทาโลชั่นก็สามารถก่อให้เกิดลูกผมขึ้นมากบริเว ณหน้าผากหรืออาจมีหนวด เคราที่หนาขึ้น อีกทั้งยังมีข้อควรระวังสำหรับผู้หญิงที่อยู่ในวัยเจ ริญพันธุ์หรือตั้งครรภ์ ในการใช้โลชั่นบำรุงเส้นผม อาจทำให้ทารกในครรภ์เสี่ยงมีอวัยวะผิดปกติได้"
อย่างไรนั้น พญ. กุลกานต์ ยังกล่าวแนะนำทิ้งท้ายว่า มี วิธีที่เป็นตัวช่วยสำหรับคนที่มีผมบางนอกเหนือจากวิธ ีของแพทย์ เช่น การใส่หมวก การใช้ผ้าคลุมหรือผ้าโพกหัว การโกนศีรษะ หรือแม้แต่การสัก หากมีความจำเป็นจริงๆ ซึ่งอาจจะได้ผลดีในช่วงแรกๆ เพราะหากสีที่ใช้สักไม่ดีมันจะเปลี่ยนเป็นสีอื่นได้ใ นภายหลัง ทางที่ดีควรดูแลสุขภาพกายให้ดีก่อน ด้วยการรับประทานผักผลไม้และทำจิตใจให้สดใส แม้ความเครียดจะไม่ใช่สาเหตุหลักๆ ของผมร่วง แต่ก็อาจทำให้เกิดอาการนั้นได้ หากมีจิตใจที่อยู่ในภาวะตึงเครียด ฉะนั้น ถ้าสุขภาพกายดี สุขภาพจิตดี สุขภาพผมก็จะดีตามมาเอง
วิจัยชี้ “ตะขบ” แคลเซียม-โพแทสเซียมสูง! ลดเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ป่วยเบาหวานเลี่ยง “ลิ้นจี
วิจัยพบ “ตะขบ” สุดยอดผลไม้ไทย! ประโยชน์เพียบ ใยอาหาร-แคลเซียม-โพแทสเซียม สูง ชี้ดูดซับคอเรสเตอรอลดี ลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ เส้นเลือดสมองแตก เตือนคนคุมน้ำหนัก ผู้ป่วยเบาหวานเลี่ยง “ลิ้นจี่-องุ่น” น้ำตาลมาก แนะกิน “มะพร้าวอ่อน-ลูกตาลอ่อน” แทน
นพ.สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า จากการที่กลุ่มวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ กองโภชนาการดำเนินการศึกษาวิจัย เรื่อง “ปริมาณใยอาหาร น้ำตาล และแร่ธาตุในผลไม้” โดยการเก็บตัวอย่างผลไม้จำนวน 30 ตัวอย่าง จากท้องตลาด 5 แห่งในเขต กทม.และปริมณฑล โดยเก็บตัวอย่างละ 2 กิโลกรัม มาวิเคราะห์ใน 2 ส่วน คือ 1.วิเคราะห์น้ำตาลและน้ำ 2.วิเคราะห์ใยอาหาร โปรตีน ไขมัน และแร่ธาตุ ซึ่งจากผลการศึกษา พบว่า ผลไม้ในส่วนที่รับประทานได้ 100 กรัม มีน้ำเป็นส่วนประกอบ 76-94 กรัม มีใยอาหาร 0.5-6.3 กรัม มีน้ำตาลรวม 3-18 กรัม และมีพลังงาน 33-97 กิโลแคลอรี ผล ไม้ที่มีใยอาหารสูง ได้แก่ ตะขบ 6.3 กรัม ฝรั่งแป้นสีทอง 3.3 กรัม ลูกหว้า 3.3 กรัม และฝรั่งกิมจู 3.1 กรัม ผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ได้แก่ ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม 18 กรัม องุ่นดำไร้เมล็ด (ลูกใหญ่) 15 กรัม ลิ้นจี่จักรพรรดิ 13 กรัม สละ 13 กรัม และองุ่นแดง (ลูกใหญ่) 13 กรัม และผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อย ได้แก่ เนื้อมะพร้าวอ่อน 3 กรัม ลูกหว้า 5 กรัม ลูกตาลอ่อน 5 กรัม ราสเบอร์รี 6 กรัม และแคนตาลูป (เขียว) 6 กรัม ผลไม้ส่วนใหญ่มีพลังงานน้อย เพราะมีน้ำเป็นองค์ประกอบค่อนข้างมาก จากการศึกษาครั้งนี้พบ ตะขบและมะม่วงเขียวเสวย (ดิบ) มีพลังงานมากกว่าผลไม้อื่นคือมี 97 และ 87 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม
นพ.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับปริมาณแร่ธาตุ โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ในผลไม้ 100 กรัม พบว่า มีโพแทสเซียม 106-773 มิลลิกรัม โซเดียม 0.7-19.8 มิลลิกรัม แคลเซียม 0.3-108 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 0-60.7 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มี โพแทสเซียมสูง ได้แก่ ตะขบ 773 มิลลิกรัม เชอรี่นอก 486 มิลลิกรัม เนื้อมะพร้าวอ่อน 381 มิลลิกรัม และน้ำมะพร้าวอ่อน 330 มิลลิกรัม ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมสูง คือ ลูกท้อสด มีโซเดียม 19.8 มิลลิกรัม ราสเบอร์รี 16.7 มิลลิกรัม ตะขบ 12.8 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มีแคลเซียมสูง คือ ตะขบ มีแคลเซียม 108 มิลลิกรัม ผลไม้ที่มีฟอสฟอรัสสูง คือ ลูกหว้า มีฟอสฟอรัส 60.7 มิลลิกรัม ตะขบ 51.7 มิลลิกรัม
“จากการศึกษาครั้งนี้ พบ ตะขบ ฝรั่ง และ ลูกหว้า เป็นผลไม้ที่มีใยอาหารสูง ส่วนผลไม้ที่มีน้ำตาลมาก เช่น ลิ้นจี่ และ องุ่น อาจเป็นผลไม้ที่ควรระวัง หรือต้องห้ามสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน แต่แนะนำให้กิน เนื้อมะพร้าวอ่อน หรือ ลูกตาลอ่อน ทดแทนได้ เพราะมีน้ำตาลน้อย ส่วนผลไม้ที่มีโซเดียมน้อย จะเป็นผลดีต่อผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ ขณะที่ปริมาณโพแทสเซียมในผลไม้จัดเป็นแร่ธาตุหลักที่ พบ ซึ่งหากมีมาก อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังบางชนิดได ้ รวมการเกิดเส้นเลือดในสมองแตกได้เช่นกัน” อธิบดีกรมอนามัย กล่าว
ดูให้รู้ ศัตรูคู่บ้าน
เป็นอีกหนึ่งวันที่ 'มุมสุขภาพ' มีเรื่องราวจาก นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ที่กล่าวถึงบ้านสารพัดพิษ ทำให้เกิดอาการแพ้บ้าน-แพ้ที่ทำงาน จนหลาย ๆ คนเจ็บป่วยบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยในตอนต่อไปนี้ นพ.กฤษดา พร้อมเผยให้รู้ถึงแหล่งกบดานเชื้อโรคร้าย...
ยามย่างเท้าเข้าในแต่ละบ้าน ถ้าทำใจว่างดีๆท่านอาจสัมผัสได้ว่าบ้านใดอบอุ่นน่าอย ู่รู้สึกร่มเย็นสบาย ไม่ได้ต้องเปิดแอร์แต่ก็เย็นกายเย็นใจได้ หรือบางบ้านเข้าไปแล้วสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแข็งๆดูมี คลื่นแห่งความอึดอัดอยู่โดยรอบช่วยตอบโจทย์ได้ว่าคนท ี่อยู่นั้นเป็นอย่างไร
แต่สำหรับเชื้อร้ายที่อาศัยบ้านที่รักของเราเป็นแหล่ งกบดานนั้น มันจะทำตัวเนียนมากจนยากจะรู้ยิ่งถ้าอยู่ด้วยกันมานา นในบ้านก็ยิ่งแยกยาก แต่หากได้ไปบ้านที่สะอาดกว่าสบายกว่าก็จะเริ่มรู้สึก ได้ วิธีแก้บ้านเป็นพิษนี้ก็ง่ายๆครับไม่ต้องถึงกับย้ายบ ้าน แค่ช่วยกันหาตัวการที่สร้างพิษให้บ้านตามสถานที่ต่อไ ปนี้แล้วมีการจัดระเบียบเสียใหม่ก็จะได้บ้านที่รักกล ับคืนมาแล้วครับ
อย่าง "พรมและผ้าม่าน" เป็นของเก็บเชื้อประจำบ้านก่ออาการ “ภูมิแพ้” โดยไม่ทราบสาเหตุ ถ้าป่วยด้วยจามไม่หาย ผื่นลายตามตัว คันคะเยอ ขอให้นึกถึงผู้ร้ายจากพรมที่บ้าน,ม่านที่ร้อยและคอยด ูแผ่นผ้าปูในรถไว้ด้วยครับ ถ้าจำเป็นต้องมีขอให้ติดที่กรองอากาศเอาไว้ช่วยด้วยก ็จะดี เพราะการมีพรมไม่เหมาะกับอากาศบ้านเราเลยครับ จะกลายเป็นตัวจับฝุ่นจนวุ่นไป ยิ่งถ้าได้ปูพรมหมดในบ้านก็ยิ่งเป็นการสร้าง “สวนสัตว์” ทั้งเชื้อโรคและเชื้อราชั้นดีเลยครับ ต้องคอยจับเอามาตากแดดบ้างหรือจ้างทำความสะอาดพรมกัน เป็นเรื่องเป็นราวเลยก็ดีครับ จะได้ไม่ต้องรับสภาพสวนสัตว์เปิดกลายๆ ในบ้านตัวเอง
ส่วน "ผ้าปูที่นอนกับปลอกหมอน" ตามซอกซอนเก็บ “ไรฝุ่น” และ “เศษกายมนุษย์” เอาไว้ ใช้ไปนานไม่กี่ปีหมอนประจำหัวจะหนักอมไปด้วยอณูของสอ งอย่างนี้จนเต็มมีน้ำหนักเกือบเท่าตัวหมอนเอง และเมื่อตัวเองนอนทับลงไปแต่ละครั้งก็จะได้รับเศษซาก อารยธรรมสองอย่างนี้เข้าไปเต็มรัก มักทำให้เจ็บป่วยด้วยไอและภูมิแพ้ไม่หายกลายเป็นโรคด ื้อแพ่งน่ารำคาญไปได้
ขณะที่ "แปรงสีฟันและบริขารร่างกายทั้งหลาย" ไม่ว่าจะที่โกนหนวด,หวี เก็บไว้ให้ดีก็จะมีสัตว์เลี้ยงเสี่ยงโรคมาอยู่เป็นเพ ื่อนเยอะ เผลอๆที่แปรงเข้าไปแต่ละครั้งนั่นแหละเอาเชื้อโรคกลั บเข้าไปในตัวชั้นดี เพราะเชื้อฟันผุจากแปรงสีฟันสามารถฝ่าฟันเข้าไปถึงลิ ้นหัวใจทำให้วายไปได้ รวมถึงเชื้อจากตัวและหนังหัวก็ทำให้เกิดตาแดงอักเสบ เป็นแผลมีฝีหนองไม่หาย และอาจกระจายแฉะไปทั่วร่างกาย ได้เป็นท้าวแสนลายคล้ายๆท้าวแสนปม
แล้วยังต้องดู "โถส้วมและม่านห้องน้ำ" ตัว “กระจาย” เชื้อเผื่อแผ่ไปทั่วห้องเป็นอย่างดี แค่กดที่คันชัก(โครก)หลังใช้เสร็จก็ช่วยแพร่ละอองของ เสียสกปรกไปได้ไกล เหมือนกับระเบิดปรมาณูแห่งสิ่งปฏิกูลไปทั่วห้องน้ำ ซึ่งอาวุธชีวภาพเหล่านี้มีความสามารถสูงอาจพุ่งจากโถ ส้วมไปติดแปรงสีฟัน,แก้วน้ำ,กระดาษชำระไปจนถึงม่านพล าสติกที่มีจีบซอกมุมเยอะ เปรอะไปด้วยรอยคราบดำ เป็นอารยธรรมส่วนบุคคลที่มีผลต่อสุขภาพ เวลาเข้าอาบน้ำแต่ละครั้งก็ต้องนั่งผวาราวกับฝ่าดงเช ื้อ
"ชั้นวางรองเท้า" คู่เก่าและคู่เก่งช่วยกันเร่งเก็บเชื้อเข้าไว้ ใช่แต่เชื้อโรคแต่พ่วงด้วยเชื้อราสิงสาราสัตว์นานาพั นธุ์น่าพรั่นพรึง ซึ่งตามคอนโดอีกทั้งอพาทเมนต์มักเน้นการเก็บแบบ “ชั้นรวม” ซึ่งสวมแต่ละครั้งท่านอาจได้เชื้อเอื้ออาทรจรมาจากบา ทาอื่นด้วย ช่วยผสมโรงกับเชื้อที่เท้าตัวเองเร่งให้ป่วยเร็วขึ้น แต่ถ้าไม่อยากมึนกับเชื้อสหบาทา ขอให้หาเวลาพาเกือกคู่ใจไปอาบแดด เอ๊ย...ตากแดดไว้สักวันละครั้ง ก็จะช่วยยั้งไม่ให้กลายเป็น “ดงเชื้อ” ทุกเมื่อที่สวมได้ครับ
แม้แต่ "ผ้าขี้ริ้ว" และสรรพผ้าสารพัดประโยชน์ที่ใช้เช็ดถู ดูเป็นของใกล้ตัวแต่น่ากลัวกว่าที่คิด เหมือนผู้ร้ายโรคจิตที่คอยคิดจะทำร้ายอยู่ได้เรื่อย เพราะผ้าเปื่อยๆเหล่านี้ทำตัวเหมือน “รังเชื้อ” ที่ปนเปื้อนไปกับมือขึ้นไปที่หน้าถ้าทำกับข้าวก็ลงไป ในอาหารกินกลับเข้าไปในตัวได้ ในร้านอาหารขายดีมักใช้ผ้าสีตุ่นนี้สารพัด ทั้งจัดเช็ดโต๊ะ,เช็ดจาน,เช็ดเขียง,เรียงอีโต้ และมีดหั่นอาหารรวมถึงช้อนส้อมเผลอๆก็ใช้ผ้าผืนเดียว กันนี้เป็นสูตรเด็ดเช็ดเครื่องกินให้อร่อย ยิ่งถ้าปล่อยในช่วงไวรัสตับระบาดอาจติดเชื้อตับอักเส บกันได้ง่ายๆเลยครับ เรียกว่าผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่งนี่ versatile ได้ไกล utilize ได้สะดวกตั้งแต่ก้นครัวจนถึงตัวเราทีเดียว ฟังแล้วน่าเสียวไส้อยู่ไม่น้อย
อย่ามองข้าม "แป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์" เผลอๆสกปรกกว่าสุขาเพราะว่านานทีปีหนถึงจะล้างเช็ดกั นเสียที หรืออาจไม่มีโอกาสสัมผัสน้ำเลยก็ได้เพราะคิดว่าถ้าเส ียก็เปลี่ยนทีเดียวเลย แต่ขออย่าลืมว่าตื่นมาเราก็ใช้มันทำงานหัวไม่วาง ร่างเอกสารตอบเมลกันจนถึงดึกดื่นแถมตื่นมาเป็นระยะเช ็คเมลอีกหางก็ไม่เว้น เลยเป็นที่เก็บเชื้อสกปรกจากมือ อีกทั้งคือที่เก็บเชื้อหวัดไวรัสสารพัดที่ออกมาจากลม หายใจ ไอรด จามใส่ ยิ่งถ้ารกด้วยก็สกปรกได้ขั้นกว่าจนน่ากลัวว่าวันหนึ่ งอาจต้องฉีดบาดทะยักกันไว้ก่อนใช้คอมพิวเตอร์ของคนที ่ไม่รู้จัก
การรักษาบ้านคือการรักษาตัวเองด้วย ถ้าช่วยบ้านให้ปลอดโรคได้บ้านก็จะให้สุขภาพดีเป็นการ ตอบแทนแล้วเมื่อนั้นความสุขในบ้านก็จะสมบูรณ์ขึ้น ไม่ต้องทนอยู่กับอาการประหลาดที่รักษาไม่หายเสียที เพราะมีอะไรก็ลืมนึกถึงบ้านไปว่าเราได้จัดให้มันเป็น “ที่ชอบ” ของเชื้อด้วยหรือเปล่า ทำให้สมาชิกบ้านเราเจ็บป่วยไม่สบาย บ้านหมอแทบจะกลายเป็นบ้านหลังที่สอง
ที่จริงต้องแก้ให้ถูกจุดหยุดผู้ร้ายใกล้ตัวให้ได้ในบ ้านเรานั่นเองครับ สำหรับวิธี “บำบัดบ้าน” นอกจากการเช็ดถูสะอาดแล้วอยากให้ “ลดของแต่งบ้าน” ลงคงเหลือแต่ที่จะเป็นเพราะพอนานไปก็จะเห็นว่าของที่ สะสมไว้คือ “ที่เก็บฝุ่น” ชั้นดีนั่นเอง แล้วอีกข้อหนึ่งก็คือถือว่าบ้านก็เหมือนอีกชีวิตหนึ่ ง ซึ่งสักครั้งในสัปดาห์ให้เปิดม่านรับแสงผ่านเข้ามาช่ วยให้บ้านมีชีวิตชีวาและฆ่าเชื้อไปในตัวด้วย แค่ช่วยคิดถึงบ้านได้ดังนี้การมีบ้านเปี่ยมสุขก็อยู่ ไม่ไกลเลยครับ สำหรับบ้านที่ดีแค่คิดถึงก็สุขใจแล้ว
--@@--
ทราบกันแล้วว่าแหล่งกบดานเชื้อโรคอยู่ที่ไหน หมั่นดูแลรักษาความสะอาดบ่อย ๆ ถ้าไม่อยากอยู่ร่วมกับเชื้อโรค.
ชาช่วยยั้บยังการสะสมไขมัน
ผลวิจัยพบว่าการบริโภคชาจะช่วยยั้บยั้งความเสียหายขอ งเลือดที่เชื่อมโยงกับไขมันในอาหารที่นำไปสู่โรคเบาห วานชนิดที่ 2 ได้
ในการศึกษา โดยให้หนูกินอาหารที่มีไขมันสูงและอาหารปกติ และแบ่งสองกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยๆอีก
ต่อจากนั้นให้เครื่องดื่มที่ไม่เหมือนกันในแต่ละกลุ่ ม มีน้ำเปล่า ชาดำ ชาเขียว ในเวลา 14 สัปดาห์
กลุ่มที่ดื่มชาทั้งสองชนิดยั้บยั้งการเพิ่มของน้ำหนั กตัวและการสะสมของไขมันหน้าท้องเนื่องจากการกินอาหาร ไขมันสูง
แต่ชาดำนั้นช่วยลดอัตรายของไขมันในเลือดได้ดีกว่า
การศึกษาของมหาวิทยาลัยโกเบ ประเทศญี่ปุ่น ที่ถูกเผยแพร่ในในวารสารเกษตรและเคมีอาหาร
พบว่าการเพิ่มขึ้นของคอเลสเตอรอล น้ำตาลในเลือดสูง และ การต่อต้านอินซูลิน โรคเบาหวานชนิดที่ 2
จะมีผลต่อการผลิตสารอินซูลิน โรคอ้วนในประเทศตะวันตกเพิ่มขึ้นส่งผลให้คนจำนวนไม่น ้อยมีการต่อต้านอินซูลลิน
8 ใน 10 ของชาวอังกฤษที่ดื่มชา ดร.แครี่ ลุกตัน ผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอุตสาหกรรมชาดำ กล่าวว่า การศึกษาพบข่าวดีสำหรับผู้ดื่มชาดำ ′แม้ว่าผลการวิจัยจำเป็นต้องได้รับการยืนยันในการศึก ษาของมนุษย์การศึกษาครั้งนี้พบว่าชาช่วยป้องกันไม่ให ้น้ำหนักเพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่พึงประสงค์ ในระดับน้ำตาลในเลือด, การแพ้น้ำตาลกลูโคสดื้อต่ออินซูลินและการควบคุมระดับ ไขมันในหลอดเลือดอาหารไขมันสูง
ชาดำสามารถต่อต้านอินซูลินและลดคอเลสเตอรอลในเลือด การดื่มชายังเชื่อมโยงกับการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
โรคมะเร็งและโรคพาร์กินสัน จากงานวิจัยอื่นๆ บ่งบอกว่าการดื่มชาเป็นประจำเป็นเวลา 10 ปีจะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้
แต่แตกต่างกับโกจิเบอรี่ที่เป็นที่นิยม และถูกยกย่องให้เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงสามารถต่อต้า นริ้วรอย ป้องการการเป็นมะเร็งทั้งที่ไม่มีการพิสูจน์ยืนยันผล
ศาสตราจารย์ เอ็มเมริโอ มาติเนส แห่งมหาวิทยาลัยแกรนนาดา เตือนว่าเบอรี่เป็นเพียงแฟชั่นเท่านั้น
ผิวสวยด้วยน้ำมันมะพร้าว

นอกจากจะใช้หมักผมให้นุ่มสลวยเงางามแล้ว น้ำมันมะพร้าวยังนำมาทาผิวได้ และให้ผลดีไม่แพ้โลชั่นราคาแพง
โดยหลังอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ให้ใช้น้ำมันมะพร้าว 2-3 หยดลูบไล้ให้ทั่วผิวที่ยังเปียกน้ำอยู่ เพราะน้ำมันมะพร้าวจะผสมกับน้ำบนผิวแล้วทาง่าย ไม่เหนียว ทำให้ผิวไม่มันเยิ้ม น้ำมันมะพร้าวมีสารแอนติอ็อกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันริ ้วรอยก่อนวัย ซึมซาบสู่ผิวง่ายและไม่ทิ้งคราบ ทาเป็นประจำทุกวันจะทำให้ผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน นอกจากนี้ยังนำน้ำมันมะพร้าวมาผสมน้ำตาลแล้วใช้ขัดหน ้า ขัดผิวได้ด้วย.
4 เหตุผลที่ควรกินผลไม้สดมากกว่าดอง 
2 วันที่ผ่านมา 'มุมสุขภาพ' นำเรื่องราวของผลไม้ดองที่ดูยังไงก็เห็นว่า มีผลเสียมากกว่าคุณประโยชน์ แม้จะจริงอยู่ ที่ผลไม้ดองมีรสชาติเฉพาะตัว หวานตัดเปรี้ยว และกลิ่นชวนกินที่ทำให้น้ำลายสอ แต่กินมากก็ไม่ดีต่อสุขภาพ
เมื่อเป็นเช่นนั้น ควรเลือกกินผลไม้สด ๆ เป็นหลัก ขณะที่ผลไม้ดองอาจเลือกกินบ้างในบางโอกาส และควรเลือกที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และเชื่อถือได้
สำหรับเหตุผลที่ควรกินผลไม้สดมากกว่าผลไม้ดอง มีให้เห็นชัด ๆ อยู่ 4 ข้อ คือ ข้อแรกได้น้ำและความหอมอร่อย เนื่องจากผลไม้สดมีน้ำเป็นองค์ประกอบโดยทั่วไปร้อยละ 85-95
เหตุผลต่อมา ในผลไม้สดอุดมด้วยเกลือแร่ เช่น แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส และคุณประโยชน์อีกข้อ ในผลไม้มีวิตามิน ไม่ว่าจะเป็น วิตามินเอ วิตามินบี รวม วิตามินซี ที่สำคัญวิตามินนั้นจะมีมากเมื่อผลไม้สุกคาต้น
โดยวิตามินเอ ช่วยให้สายตาไม่ฝ้าฟางในที่มืด พบมากในผลไม้สีแดง ส้ม เหลือง ส่วนวิตามินซี เสริมให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง ลดโอกาสเป็นโรคเลือดออกตามไรฟัน โดยเฉพาะหญิงมีครรภ์มีความต้องการ วิตามินซีสูง เพื่อพัฒนาร่างกาย ผลไม้ที่พบวิตามินซีสูง เช่น มะขามป้อม ฝรั่ง มะม่วง มะเขือเทศ
อย่างไรก็ตาม วิตามินก็สูญสลายได้ง่าย หากทิ้งในอากาศนาน ๆ และจะละลายไปกับน้ำด้วย
ส่วนเหตุผลที่ควรกินผลไม้สดมากกว่าดอง ประการสุดท้าย คือ ผลไม้สดเป็นแหล่งรวมกากอาหารที่ดี ส่งผลระบบลำไส้ทำหน้าที่บีบตัวได้ดี และขับถ่ายสะดวก ช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ไม่ทำให้ท้องผูก.
หมดปัญหาน้ำตาลแข็งเป็นก้อน 
หากน้ำตาลที่เก็บไว้แข็งรวมกันเป็นก้อน แก้ไขโดยใส่เปลือกส้ม เปลือกมะนาว แอปเปิ้ลฝาน หรือขนมปังแผ่นลงไปในโถน้ำตาลทราย จะทำให้น้ำตาลนุ่มเพราะจะดูดซับความชื้นจากเปลือกผลไ ม้และขนมปังเอาไว้ แต่ต้องเอาออกภายใน 3 วัน ไม่อย่างนั้นน้ำตาลจะละลาย
แถมให้อีกสำหรับวิธีทำให้น้ำตาลทรายใช้ได้นาน ต้องเก็บไว้ในพาชนะที่ปิดปากสนิท เช่น ขวดแก้วหรือโถกระเบื้อง เพื่อกันมด แมลง และวางโถน้ำตาลไว้ในที่มืด ห่างจากความร้อน จะช่วยยืดอายุการใช้งาน.
ร่วงแล้วไม่ล่วงลับ แก้‘ผมร่วง’เห็นผล

ปัญหาผมร่วง ทำเอาเจ้าของศีรษะเป็นกังวล ใครเป็นแล้วได้รับคำแนะนำทางไหนเป็นต้องรีบทดลอง แต่จะให้ผลน่าพอใจ แก้ไขได้จริงหรือไม่ ไม่พ้นต้องลองด้วย(หัว)ตัวเองก่อนอยู่ดี ดังนั้นวิธีแก้ผมร่วงแบบไหนดี ไม่มีใครการันตีได้ แต่ ‘มุมสุขภาพ’ เล็งเห็นทางแก้ที่ลงลึกถึงปัญหา ดีกว่าจะมาลองใช้แชมพูอวดสรรพคุณแก้ผมร่วง ซึ่งอันที่จริงแก้ที่ปลายเหตุ ช่วยประคองอาการให้ทุเลาเท่านั้น
สำหรับการแก้ผมร่วง ด้วยการใช้ยา เป็นยากินชื่อ ฟิแนสเทอไรด์ (Finasteride) ออกฤทธิ์โดยลดระดับฮอร์โมน DHT ตัวการทำให้ผมบาง ศีรษะล้านแบบกรรมพันธุ์ ยานี้ใช้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น ห้ามผู้หญิงเด็ดขาด
โดยผลข้างเคียงที่สามารถพบได้ คือ ความต้องการทางเพศกับการแข็งตัวของอวัยวะเพศลดลง แต่พบได้น้อยกว่าร้อยละ2 ขณะที่ผลข้างเคียงรองลงไปก็คือ ปริมาณน้ำอสุจิลดลง
ยาอีกชนิดใช้ได้ผลในเพศหญิง ชื่อ ไมนอกซิดิล โลชั่น (Minoxidil Lotion) ใช้ทาหนังศีรษะบริเวณที่มีผมเส้นบางๆ ค่อนข้างปลอดภัย แต่ก็มีผลข้างเคียง อย่างเกิดระคายเคืองหนังศีรษะบริเวณที่ทายา อาจมีขนขึ้นที่ใบหน้า เมื่อหยุดยาแล้ว อาการข้างเคียงหายไปได้ ควรใช้ยานี้ต่อเนื่องนาน 1 ปี ภายใต้การดูแลของแพทย์
อีกวิธีแก้ผมร่วงให้ใช้การผ่าตัดปลูกผมโดยย้ายเส้นผมสุขภาพดีที่มีรากผมติดอยู่จากที่หนึ่งไ ปปลูกอยู่ในอีกที่หนึ่งบนศีรษะของตนเอง แบ่งการผ่าตัดปลูกผมเป็น 2 แบบ คือ แบบ Follicular Unit Extraction (FUE) ฝังเส้นผมประมาณ 1 ถึง 2 เส้นลงในรูผมของคนไข้บริเวณที่ต้องการจะปลูก ส่วนอีกแบบ เรียกว่า มินิกราฟ (minigraft) ฝังเส้นผมประมาณ 3 ถึง 4 เส้นลงไปแทน
อย่างไรก็ตาม วิธีที่กล่าวไปนั้น ผู้ที่ประสบปัญหาผมร่วงควรนำไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยว
ช าญเพื่อความปลอดภัยและผลการรักษาที่ชัดเจน.
เลือกชนิดสีดูชนิดห้อง 
การทาสีในห้องใดห้องหนึ่งต้องเลือกสีให้เหมาะกับชนิด ของห้อง เพราะสีต่างชนิดกันย่อมมีคุณสมบัติที่ต่างกัน
ห้องครัวและห้องน้ำเลือกสีที่มีคุณสมบัติทนต่อความชื้นและการลอกล่อน หรือสีชนิดกึ่งเงาที่กันเชื้อรา เพดานไม่ต้องเลือกสีที่ติดแน่นและทนน้ำมากเท่าสีทาผนัง เพราะเป็นส่วนที่ไม่ค่อยถูกทำลาย แต่ควรเลือกสีที่ค่อนข้างทึบจะได้ตัดแสง
ส่วนทางเข้า บันได และห้องที่ใช้บ่อยๆ เช่น ห้องรับแขก ควรเลือกสีอะคริลิก 100 เปอร์เซ็นต์ ที่มีคุณสมบัติทำความสะอาดง่าย เพราะจะติดแน่นทนทานและเช็ดล้างคราบสกปรกง่าย
การเลือกสีที่เหมาะกับห้องนอกจากจะทำให้สีติดทนนานแล ะทำความสะอาดง่ายแล้ว ยังประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาวเพราะไม่ต้องทาสีซ่อมบ ่อย.
อัศจรรย์งีบกลางวัน กัน“สมองแก่” 
'มุมสุขภาพ' วันนี้เตรียมเรื่องราวของการนอนกลางวันหลังกินข้าวแล ้วหนังท้องตึง หนังตาหย่อน เห็นควรให้งีบหลับก่อนเริ่มงานภาคบ่าย...เอ๊ะ! อย่างนี้จะเหมาะหรือ เจ้านายเล่นงานเอาได้นะ แต่เรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช,พบ.(จุฬาฯ) ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ American Board of Anti-aging medicine เตรียมเหตุผลสำคัญมาให้ชี้แจงกับเจ้านาย....
@@@@
ชีวิตที่ว่าแสนสั้นอยู่แล้วนี้เราใช้ไปกับการนอนถึงห นึ่งในสามหรือราว 25 ปี เรียกว่านอนกันจนเป็นมืออาชีพ ยิ่งถ้าเป็นนักงีบระดับแกรนด์แสลมก็ยิ่งแจ่ม มีความสามารถเก็บเล็กผสมน้อยค่อยเก็บสแปร์ไปจนได้มาก ชั่วโมง(งีบ)กว่าเพื่อนร่วมงาน นับว่าเป็นการทำ CSR(Corporate self responsibility) ให้กับชีวิตอย่างหนึ่ง ซึ่งนายคงไม่ปลื้มนัก!
แต่กระนั้นการนอนกลางวันก็ยังเป็นของรักสำหรับหลายท่ านเพราะงีบบ่ายๆนั้นแสนสบาย บรรยากาศเป็นใจ คลายเครียดคลายทุกข์ได้ รู้สึกสุขเหมือนเมื่อเด็กๆ ปราศจากพันธะผูกพัน
แต่ว่าไปก็มีเรื่องน่าคิดที่ช่วยยืนยันคำแก้ตัว เอ๊ย...ความคิดของผมอยู่มากนะครับ สำหรับบุคคลที่ได้ผลดีจากการนอนก็มีอาทิ พระอานนท์พุทธอนุชาผู้บรรลุอรหัตผลในพระอิริยาบถกึ่ง นั่งกึ่งนอน, สมเด็จพระพุทธเลิศหล้าฯที่ทรงได้เพลงบุหลันลอยเลื่อน มาขณะทรงพระสุบิน, ครูแจ๋ว สง่า อารัมภีร ที่ได้ “น้ำตาแสงใต้” ออกมาขณะหลับ หรือจะนายนักเคมีชาวเยอรมันที่ไปฝันเห็นงูกินหางตัวเ องเข้าแล้วเอามาตีโจทย์เป็นสูตรโครงสร้างเคมีที่ไม่ค าดคิดได้ เสียดายเยอรมันไม่มีหวยแบบไทย
มีเหตุให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเบิร์กลีย์แห่งสหรัฐ อเมริกาได้หาทาง “ถอดรหัส” อัจฉริยะนี้ออกมาว่าก้อนสมองนี้แอบซ่อนพลังที่คาดไม่ ถึงอะไรไว้อีกบ้าง โดยจำกัดวงให้แคบลงมาที่เรื่องที่ผมถนัดนั่นเอง คือเรื่อง “งีบ” ครับ
หลับกลางวันที่มากกว่า “ฝันหวาน”
นักวิจัยชั้นนำของโลกเอามาเป็นประเด็นไขสมองนะครับ เพราะสำหรับผมการงีบกลางวันก็เหมือนกับการทำตามใจตัว หลังกินข้าวอิ่ม ธรรมชาติก็ร้องให้ไขม่านปิด หนังตาหนักแล้วก็หาที่พักให้สบาย ยิ่งได้มุมเสายิ่งดี ใช้สิงสู่ได้ นายไม่เห็น
บำเพ็ญตนเป็นผีเฝ้าเสาอยู่นานพอดูสมัยอยู่ในออฟฟิศ ทำตัวกินอิ่มนอนหลับอย่างนี้ในขณะที่พอจะมีเวลาน่ะคร ับ ไม่อย่างนั้นจะรู้ตัวดีว่าจะเริ่มอาการ “งอแง” เริ่มตั้งแต่ มึนหัวตึ้บ รู้สึกลอยๆ หัวตื้อไปจนรู้สึกหงุดหงิดจิตเหวี่ยง เสี่ยงกับการถูกนอยด์กลับอยู่เหมือนกันซึ่งมันจะไม่ค ่อยรู้ตัวเลยเวลาง่วงจัด แต่ถ้าลงได้หลับล่ะก็เป็นคนละคนทีเดียว กลายเป็นเด็กตาใส
ใครใช้อะไรก็จ๊ะจ๋าไม่อิดออดเพราะได้นอนพอ แต่ถ้านอนไม่อิ่มนี่จะคนละเรื่องทีเดียวครับ สำหรับพิษจากการอดนอนนอกจากอิดโรยแล้วก็จะทำให้การทำ งานไร้ประสิทธิภาพ แถมเจ้าตัวมีสภาพไม่ต่างจากผีดิบ ตาเบิกโพลง แต่สมองโล่งโบ๋
ทีมนักวิจัยจากเบิร์กลีย์จึงได้ร่วมมือกับนักวิจัยฝั ่งอังกฤษในการไขปัญหานิทราระหว่างวันว่ามันมีดีอย่าง ไรที่ช่วยคนได้ ก็ได้ความดังต่อไปนี้....
1)ช่วยจัดระเบียบความจำ ย้ำให้แน่นขึ้น
2)ทำให้จำต่อเนื่อง เป็นเรื่องตกผลึกได้
เตือนภัยคนกินหวาน ระวังสมองเฉื่อย ความต้านทานต่ำ
 |
|
คงเป็นข่าวร้ายพอสมควร สำหรับบรรดา "ชมรมคนรักความหวาน" ที่ชื่นชอบ "น้ำตาล" เป็นชีวิตจิตใจ
เพราะผลวิจัยทางการแพทย์สรุปออกมาแล้วว่า มีภยันตรายที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้ความหวานนั้นมากมายที เดียว
แต่ ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือ เมื่อได้ตรวจสอบข้อมูลไปยังกระทรวงสาธารณสุขที่เฝ้าต ิดตามสถานการณ์เกี่ยว กับการบริโภคน้ำตาลของคนไทยทำให้พบว่า ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา อัตราการบริโภคน้ำตาลของคนไทยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มเฉลี่ยจากคนละ 12 กิโลกรัมต่อปีในปี พ.ศ.2526 กลายเป็นคนละ 29 กิโลกรัมต่อปีในปี พ.ศ.2545
เรียกว่า เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 2 เท่าตัว
ซ้ำ ร้ายดัชนีที่เกิดขึ้นยังเป็นแนวโน้มเดียวกันกับการบร ิโภคน้ำตาลในรูปแบบขนม ลูกอมและเครื่องดื่มประเภทต่างๆ ซึ่งปรากฏชัดเจนกับเด็กรุ่นใหม่ที่กระแสบริโภคถูกกระ ตุ้นโดยการโฆษณา
"จาก ข้อมูลทางโภชนาการและสุขภาพ เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินควร นอกจากนำมาซึ่งปัญหาโรคอ้วนและโรคฟันผุแล้วการรับประ ทานน้ำตาลมากๆ มีอันตรายต่อสุขภาพหลายประการโดยน้ำตาลซูโครสหรือฟรุกโตส จะทำให้ระดับไขมัน กลูโคส อินซูลินและกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดและโ รคเบาหวาน
"ผู้ ที่ชอบกินหวานจัดบ่อยๆ จะทำให้ระบบความสมดุลของแร่ธาตุในร่างกายเสียไป ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายลดต่ำลง ผลที่ตามมาก็คือทำให้ติดเชื้อง่าย นอกจากนี้ การเผาผลาญน้ำตาลในร่างกายบ่อยๆ ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดอนุมูลอิสระ เมื่อบริโภคเป็นเวลานานจะก่อให้ระดับไขมันไตรกลีเซอไ รด์ในเลือดสูง อีกทั้งการรับประทานน้ำตาลซูโครสมาก ทำให้กรดอะมิโนที่มีชื่อว่า ทริปโตฟาน ถูกเร่งเข้าสู่สมองมากเกินไป ทำให้เสียสมดุลของฮอร์โมนในสมอง ผลที่ตามมาก็คือทำให้เกิดอาการเซื่องซึม เหนื่อย ไม่กระฉับกระเฉง ซึ่งหากเป็นในเด็กจะทำให้เรียนไม่รู้เรื่องและหากเป็ นวัยทำงานก็จะทำงานไม่ มีประสิทธิภาพ" นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ ปลัดกระทรวงสาธารณสุขให้ข้อมูลถึงอันตรายจากการบริโภ คน้ำตาล เมื่อติดตามพิษร้ายที่เกิดจากความหวานต่อไป ก็ทำให้ได้ข้อมูลอีกด้วยว่า การรับประทานอาหารรสหวานมากไป จะทำให้เด็กอิ่มและตัดโอกาสที่เด็กจะได้รับสารอาหารอ ื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย
ผล การศึกษาในปี พ.ศ.2546 พบว่าเด็กกลุ่มอายุ 6-15 ปี ได้รับอาหารที่ให้พลังงานมากถึง 23 % สูงกว่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 10 % กว่าเท่าตัว ตรงนี้บ่งชี้ว่า สถานการณ์การกินหวานในเด็กไทย อยู่ในขั้นที่ควรร่วมกันแก้ไขโดยด่วน
"ในความเป็นจริงนั้น การติดหวานสามารถถูกสร้างขึ้นตั้งแต่วัยเริ่มต้นของช ีวิต โดยพ่อแม่และผู้ใหญ่เป็นกลุ่มแรกที่สร้างภาวะให้เด็ก ติดหวาน เนื่องจากบริโภคนิสัยของเด็กจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ช่ วงขวบปีแรก เริ่มจากนมและอาหารเสริมที่ป้อนให้ เมื่อเด็กโตขึ้นเด็กจะติดอาหารหวานและจะเพิ่มปริมาณค วามหวานมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากคนที่เคยชินรสหวาน เมื่อได้รสหวานสมองจะหลั่งสารชนิดหนึ่งเรียกว่าโอปิออยด์( Opioid) ออกมาทำให้เกิดความพอใจ และอยากกินหวาน ทำให้อ้วนได้เร็ว
"ดัง นั้น นี้ กระทรวงสาธารณสุขจะเร่งรณรงค์ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประ ชาชนในเรื่องนี้อย่าง จริงจังโดยเริ่มจากส่งเสริมให้เด็กกินนมแม่แทนนมขวด พร้อมทั้งจะมีการประกวดโรงพยาบาลปลอดนมขวดทั่วประเทศ ส่งเสริมให้เด็กกินนมรสจืด แทนนมรสหวานหรือนมปรุงรสส่ง เสริมให้เด็กกินผลไม้ที่รสไม่หวานแทนการกินขนมหวาน และรณรงค์ให้งดการเติมน้ำตาลในก๋วยเตี๋ยว อีกทั้งให้งดการดื่มน้ำอัดลมและอมท๊อฟฟี่ด้วย" ปลัดกระทรวงสาธารณสุขสรุปแผนการรณรงค์เพื่อให้เด็กไท ยรอดพ้นจากการบริโภค ความหวานมากเกินไปทิ้งท้าย
ที่มา สสส.
6 สมุนไพรที่ลำไส้ต้องการ
 |
|
ทำ งานเหนื่อยๆ ลำไส้ของเราก็อยากได้อาหารบำรุงเหมือนกันนะ และสมุนไพรทั้ง 6 ชนิดคือคำตอบที่กระเพาะและลำไส้ต้องการให้เราไปเสริม สุขภาพของมัน
ใบแมงลัก น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักเป็นยาช่วยย่อยชั้นเซียน ลำไส้ใครไม่ค่อยทำงานจนท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ ลองชิมใบแมงลักสักสี่ห้าใบแล้วจะติดใจ
พริกสด ความเผ็ดซู่ซ่าของพริกคืออยากกระตุ้นให้ร่างกายหลั่ง น้ำลายออกมา จากนั้นเอนไซม์ของน้ำลายจะช่วยย่อยแป้งให้อ่อนตัวลง กระเพราะกับลำไส้จะได้ไม่ต้องทำงานโหลดจนเกินไป
หอมแดง แค่กินหอมแดงอย่างเดียว ลำไส้คุณก็ยิ้มแล้ว เพราะเท่ากับซื้อหนึ่งได้ถึง สี่ ได้แก่สารฟลาโวนอยส์ ไกลโคไซต์ เพคติน และกลูโคคินิน 4 สารบำรุงลำไส้และช่วยย่อยและทำให้เจริญอาหาร คุ้มกว่านี้มีอีกไหม
ใบกระเพรา ถึงชื่อเสียงของกระเพราจะมืดมนไปมาก ตั้งแต่ผักกระเพราถูกตั้งชื่อว่าผักสิ้นคิด แต่สรรพคุณของมันยังแจ่มเหมือนเดิม โดยเฉพาะสรรพคุณในการขับน้ำดีในกระเพราะอาหารมาช่วยย ่อยอาหารที่เรากินเข้า ไป
ตะไคร้ ให้เคี้ยวกิน แต่กินยากเกินไปหน่อย แต่ถ้าทำเป็นชาตะไคร้ หรือซอยบางๆกินกับยำ คงไม่ลำบากมากเกินไปสำหรับคนรักสุขภาพ สรรพคุณของตะไคร้เริ่ดไม่แพ้ใบกระเพรา คือช่วยขับน้ำดีออกมาย่อยอาหารเหมือนกัน สาวๆที่มีปัญหาอาหารไม่ย่อยไม่ควรพลาด
กระเทียม มี สูตรเด็ดเคล็ดลับสำหรับคนที่มีอาการอาหารไม่ย่อยมาฝา ก ให้เอากระเทียมมา 5 กลีบแล้วสับละเอียด กินทันทีหลังอาหาร กระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารจอมขี้เกียจของ คุณยอมย่อยอาหารมื้อ นั้นแต่โดยดี ถ้ากินทุกวันไม่นานอาการอาหารไม่ย่อยก็จะหายไปเอง