วันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ระบบรักษาความปลอดภัย

|0 ความคิดเห็น
ระบบรักษาความปลอดภัย

แบบใช้ ระบบกันขโมย
ความมั่นคงปลอดภัย เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องการ นอกเหนือไปจากความต้องการทางด้านปัจจัยสี่ ความมั่นคงปลอดภัย ที่แต่ละคน ต้องการอาจมีความแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะห่วงในด้านของ สุขภาพและชีวิต ในขณะที่บางคน อาจจะเป็นห่วงไกลออกไปถึง ฐานะความเป็นอยู่และความมั่นคงใน อนาคตแต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่ คงจะเห็นพ้องต้องกัน และยอมรับว่า เป็นความมั่นคงปลอดภัย พื้นฐานที่คน เราต้องการ นั่นก็คือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และหนึ่งในบรรดาทรัพย์สินที่อาจถือ ได้ว่า มีค่าที่สุด และ ผูกพันกับชีวิต ความเป็นอยู่ของแต่ละคนในครอบครัวก็คือ บ้าน และทรัพย์สินต่างๆ ภายในบ้าน และเนื่องจาก สภาพความเป็นอยู่ ของคนในสังคมปัจจุบัน มีความกดดันทาง ด้านเศรษฐกิจ และ สภาวะความเป็นอยู่สูง ปัญหาทางด้านสังคม และ ภัยอันตราย จากโจร ผู้ร้าย จึงมีสูงตามไปด้วย ผู้คนจำนวนมาก จึงเริ่มให้ความสำคัญ และหาทางป้องกัน หรือหลีกเลี่ยงต่อภัยอันตรายดังกล่าว ด้วย เหตุนี้เอง สัญญาณกันขโมย จึงเริ่มเข้ามามีบทบาท ในการปกป้องชีวิต และทรัพย์สินของผู้อยู่อาศัยใน บ้านจากบรรดาโจรผู้ร้าย หรืออย่างน้อย ก็เพิ่มความอบอุ่นใจ ให้แก่ผู้ใช้ได้ เพราะถึงแม้ว่าการ ติดตั้งสัญญาณกันขโมย จะไม่สามารถรับประกัน ความปลอดภัยได้เต็มที่ แต่ก็น่าจะทำให้โจรผู้ร้าย ต้องใช้ความพยายามมากขึ้น และลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง สัญญาณกันขโมย หรือบางครั้งอาจเรียกว่า เครื่องกันขโมย หรือเครื่องเตือนภัยอัตโนมัติ สามารถ แบ่งชนิดตามระบบของการทำงานออกได้เป็น 2 ระบบ คือระบบใช้สายไฟและระบบไร้สาย
1. สัญญาณกันขโมยระบบใช้สายไฟ
สัญญาณกันขโมย แบบนี้ เป็นระบบที่ใช้ สายไฟเป็นตัวเชื่อมต่อ การทำงานระหว่างอุปกรณ์ ตรวจจับสัญญาณ เครื่องรับสัญญาณ หรือ เครื่องควบคุม และ อุปกรณ์ส่งสัญญาณเสียง ระบบนี้มี ข้อดีคือ ให้ความแน่นอนในการส่งสัญญาณ เนื่องจากเชื่อมต่อด้วยระบบสายไฟ การติดตั้งอุปกรณ์ ตรวจจับสัญญาณ สามารถวางได้ทุกตำแหน่ง โดยปราศจากอุปสรรค หรือสัญญาณรบกวนต่างๆ บำรุง รักษาง่าย ราคาไม่แพงมาก แต่มีข้อเสียคือ การติดตั้งยุ่งยาก เพราะต้องมีการเดินสายไฟ ยิ่งถ้า เป็นการเดินสายไฟแบบฝังภายในผนัง หรือ อยู่เหนือฝ้าเพดานแล้ว เวลาเกิดปัญหาขึ้น การตรวจสอบ และ แก้ไขจะทำได้ยาก แต่ถ้าเป็นการเดินสายไฟ แบบเดินสายลอย ภายนอก เวลาเกิดปัญหาขึ้นการตรวจ สอบแก้ไขก็สามารถทำได้ไม่ยาก การทำงานของสัญญาณกันขโมย ในระบบนี้ ค่อนข้างเชื่อถือ ได้จึงมีผู้นิยมใช้
2. สัญญาณกันขโมยระบบไร้สาย
สัญญาณกันขโมยระบบนี้มีระบบการทำงานพื้นฐาน และอุปกรณ์ประกอบต่างๆ คล้าย คลึงกับระบบใช้สายไฟ เพียงแต่ การเชื่อมต่อ การทำงานระหว่าง อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ และ เครื่องรับสัญญาณ หรือ เครื่องควบคุม นั้น จะใช้ระบบคลื่นวิทยุแทนเท่านั้น โดยอุปกรณ์ตรวจจับ สัญญาณจะทำหน้าที่เป็นเครื่องส่ง คลื่นวิทยุไปด้วยในตัว เพื่อกระตุ้นให้เครื่องรับสัญญาณ ทำงานเมื่อ มีเหตุผิดปกติเกิดขึ้น ระบบนี้มีข้อดีคือ ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินสายไฟให้ยุ่งยาก เหมาะสำหรับ บ้าน หรือห้องพักอาศัยที่ต้องการ ความสะดวกรวดเร็วและเรียบร้อย แต่ระบบนี้ก็มีข้อเสียคือมีข้อ จำกัดในการวางตำแหน่งของตัวอุปกรณ์ต่างๆ เพราะถ้าวางใน ตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมการส่งและ การรับสัญญาณคลื่นวิทยุ ของอุปกรณ์ต่างๆ อาจถูกรบกวน หรือบดบังทำให้การทำงาน ในบางจุดไม่ ได้ผล ระบบนี้จึงไม่เหมาะสำหรับบ้านขนาดใหญ่ หรืออาคารที่มีหลายชั้น ซึ่งต้องติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ อย่างกระจัดกระจาย การบำรุงรักษาก็ยากกว่า ระบบใช้สาย ต้องคอยเปลี่ยนแบตเตอรี่ซึ่งใช้เป็น พลังงานในการส่งคลื่นวิทยุ ของอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ ตามระยะ เวลาที่กำหนด เพราะถ้าเกิดลืม เปลี่ยนปล่อยให้แบตเตอรี่หมดหรืออ่อนกำลังลง เครื่องก็จะไม่ทำงาน อีกทั้งระบบนี้ มีราคา ค่อนข้างสูง จึงมีผู้นิยมใช้สัญญาณกันขโมยระบบนี้ในวงจำกัด
1. เครื่องรับสัญญาณหรือเครื่องควบคุม ( Receiver or Control unit )
เครื่องรับสัญญาณ หรือเครื่องควบคุมนี้ถือเป็นหัวใจ ในการทำงานของระบบ เพราะจะทำ หน้าที่รับสัญญาณ จาก อุปกรณ์ตรวจจับ สัญญาณ ทุกจุด ควบคุม และประสานการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน และ ส่งสัญญาณเตือนภัย ให้ดังขึ้น เมื่อมีสิ่งผิดปกติ เกิดขึ้น การกดรหัสเพื่อปิดหรือเปิด เครื่องตลอดจน การเลือกรูปแบบของการทำงานต่างๆ จะต้องทำที่ส่วนนี้
เครื่องรับสัญญาณ หรือ เครื่องควบคุม ที่มีประสิทธิภาพสูง จะสามารถใช้งานร่วมกับ อุปกรณ์ ตรวจจับสัญญาณ ได้มากจุด และหลากหลาย รูปแบบ นอกเหนือจาก อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณหลัก ที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น สามารถใช้กับ เครื่องตรวจจับความร้อน และ ควันไฟ เมื่อเกิด อัคคีภัย สามารถ ใช้กับ เครื่องควบคุมระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน สามารถใช้งานร่วมกับ เครื่องควบคุมระยะไกล สามารถตั้ง เวลาการทำงานของ เครื่องได้โดยอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งสามารถส่งสัญญาณแจ้งเหต ุไปยังสถานี ตำรวจเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น ดังนั้น มูลค่า หรือราคาของ ระบบสัญญาณกันขโมย จึงมักอยู่ที่เครื่องควบคุม นี้เป็นหลัก เวลาจะเลือกซื้อ จึงควรศึกษา และให้ความสนใจ เกี่ยวกับประสิทธิภาพและการทำงานของ ระบบควบคุมนี้เป็นพิเศษ


2. อุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ ( Sensor )
อุปกรณ์นี้จะทำหน้าที่ตรวจจับสิ่งผิดปกติ ที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ และส่งสัญญาณไปยัง เครื่องรับสัญญาณ หรือเครื่องควบคุม เพื่อทำการเตือนภัยโดยมีอุปกรณ์พื้นฐาน ที่นิยมใช้กันทั่วไป ได้แก่ สวิตช์มารดาเหล็ก ( magnetlc contact ) ซึ่งจะติดตั้งบริเวณประตู หรือหน้าต่าง เมื่อเวลาประตูหรือ หน้าต่างถูกงัดหรือเปิดออกสัญญาณ ก็จะดังขึ้น อุปกรณ์ป้องกันการทุบกระจก ( glass break detector ) ซึ่งจะติดตั้งกับกระจกประตู หรือหน้าต่าง การทำงานจะอาศัยการตรวจจับความสั่นสะเทือน เมื่อมี การทุบหรือกรีดกระจก สัญญาณก็จะดังขึ้น เครื่องตรวจจับด้วยแสงอินฟราเรด ( infrared detector ) ซึ่งจะติดตั้งในบริเวณห้อง การทำงาน จะอาศัย การตรวจจับ การเคลื่อนไหว ที่ตัดผ่านลำแสงที่เกิดขึ้น ในบริเวณห้องนั้น เป็นต้น
นอกจากอุปกรณ์ตรวจจับสัญญาณ พื้นฐานดังกล่าวแล้ว ยังมีการนำเอาอุปกรณ์ตรวจจับ สัญญาณชนิดอื่น เข้ามาใช้ร่วมด้วย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในด้านอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการเฉพาะ กรณีและความสามารถของระบบ ที่จะยอมรับได้ เช่น เครื่องตรวจจับความร้อนและควันไฟ เมื่อเกิด อัคคีภัยขึ้น เครื่องควบคุมการเปิดและปิดไฟอัตโนมัติ เมื่อมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น เป็นต้น


3. ลำโพงสัญญาณเตือนภัย ( Siren )
ลำโพงสัญญาณเตือนภัยหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ไซเรน เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ เสียง เพื่อเตือนภัย เมื่อเกิดเหตุการณ์ ผิดปกติขึ้น การทำงานของไซเรนนี้ จะรับสัญญาณมาจาก เครื่องควบคุม อีกทีหนึ่ง การทำงานของ ไซเรน ที่จะให้ได้ผลดีนั้น ควรอยู่ในตำแหน่งที่ ไซเรน ทำงานแล้ว สามารถ ส่งเสียงดังให้ได้ยินไปไกล และติดตั้งไว้ในจุดที่ผู้บุกรุกจะเข้าไปตัดสายได้ยาก ส่วนการจะเลือก ไซเรน ให้มีความดังระดับใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับทำเล สถานที่ และสิ่งแวดล้อมรอบข้างด้วย ซึ่งอาจมีการทด สอบก่อนเพื่อการเลือกใช้ที่เหมาะสม


4. แบตเตอรี่สำรอง ( Backup Battery )
โดยอาศัยอุปกรณ์หลัก 3 อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ระบบสัญญาณกันขโมยก็สามารถ ทำงานได้ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ ที่เป็นส่วน ควบคุม ไม่ว่าจะเป็นระบบใช้สายไฟหรือ ระบบไร้สาย จะต้อง ใช้ไฟฟ้าในบ้าน เพื่อเลี้ยงวงจร ในการทำงาน ถ้าไฟฟ้าดับเครื่อง ก็ไม่สามารถทำงานได้ ดังนั้น ระบบสัญญาณกันขโมย โดยทั่วไป จึงจำเป็นต้องมี แบตเตอรี่สำรอง ไว้ ซึ่งจะเป็น แบตเตอรี่ ที่สามารถชาร์จไฟได้ ในตัวเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ในกรณีไฟฟ้าดับ หรือผู้บุกรุกตัดกระแสไฟฟ้าในบ้านสัญญาณกัน ขโมยก็ยังคงทำงานได้ตามปกติ

ในบางครั้ง การดูแลรักษา ของเจ้าของบ้าน อาจไม่เพียงพอและทั่วถึง จำเป็นต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยอื่น ๆ มาช่วยทั้ง ในรูปแบบของ ยามรักษาการณ์ หรือ ระบบอัตโนมัติอื่น ๆ

วิธีการเดินสายไฟฟ้า
ประเภทแรกคือ การเดินสายไฟบนผนังหรือที่เรียกว่า เดินลอย วิธีนี้ค่าใช้จ่ายถูกกว่า แต่จะมองเห็นสายไฟบนผนัง ไม่ค่อยเรียบร้อย การตกแต่งห้องลำบากกว่า แต่สามารถตรวจ สอบความเสียหายได้ง่าย รวมทั้งการเปลี่ยนสายไฟก็ง่าย เพราะมองเห็น
ประเภทที่สองคือ การเดินผ่านท่อซึ่งฝังในผนังอาคารหรือที่เรียกว่า เดินร้อยสายผ่านท่อ วิธีนี้จะได้งานที่เรียบร้อย เพราะมองไม่เห็น จากภายนอก ท่อสายไฟจะฝังอยู่ในผนัง ต้อง ทำพร้อมการก่อสร้างอาคาร การตกแต่งห้องจะง่ายกว่าและมีท่อป้องกันสายไฟไว้ ค่าใช้จ่ายสูงกว่า แบบแรก การติดตั้งก็ยุ่งยากกว่ารวมถึงการตรวจสอบและการเปลี่ยนภายหลังก็ทำได้ ลำบากกว่าแบบแรก

- ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน
ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ควรแยกวงจรเป็นส่วนๆ ไว้ เช่น แยกตามชั้นต่างๆ หากเกิดไฟฟ้าขัดข้องขึ้นที่ชั้นไหน ก็ สามารถสับคัตเอาท์ ปิดไฟเฉพาะส่วนชั้นนั้น เพื่อซ่อมแซมได้ และที่สำคัญส่วน ห้องครัว ควรแยกวงจรไว้ต่างหาก ด้วย เวลาไม่อยู่บ้านนานๆ จะได้ปิดไฟทั้งหมด เหลือเฉพาะ ส่วนครัวไว้ตู้เย็นในครัวจะใช้งานได้ อาหารต่างๆ จะได้ไม่เสีย

- ปัญหาของสายไฟฟ้า
ตามปกติทั่วไปสายไฟฟ้าจะมีอายุการใช้งานประมาณ 7-8 ปี แต่เมื่อมีการตรวจเช็ค และพบว่าฉนวนที่หุ้มสายไฟ เริ่มเปลี่ยนสี เป็นสีเหลืองและเริ่มกรอบแตก ก็สมควรที่จะ เปลี่ยนสายไฟใหม่ โดยไม่ต้องรอให้หมดอายุก่อน เพราะ อาจลัดวงจร และทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้
สายไฟฟ้าควรเดินอยู่ในท่อร้อยสายไฟ เพื่อป้องกัน ฉนวนที่หุ้มสายไฟไม่ให้ขีดข่วนชำรุด โดยเฉพาะสายไฟที่เดิน อยู่ภายนอกบ้าน เช่น ไฟรั้ว สนาม หรือกระดิ่งที่ติดอยู่หน้า บ้าน ส่วนใหญ่จะไม่มีท่อหุ้ม เมื่อโดนแดดโดนฝนนานๆ ก็จะ รั่วได้ เป็นอันตรายมาก ควรหมั่นตรวจสอบอยู่เสมอ หรือถ้า เปลี่ยนเป็นแบบเดินท่อก็จะปลอดภัยกว่า ที่สำคัญเวลามีปัญหา อย่าซ่อมไฟฟ้าเอง ควรตามผู้รู้หรือช่างมาซ่อมจะดีกว่า

- ชนิดของหลอดไฟ
หลอดไฟที่ใช้กันอยู่ทั่วไปมี 2 ประเภท คือ
หลอดอินแคนเดสเซนต์ หรือหลอดแบบมีไส้ ทำงาน โดยการปล่อยกระแสไฟเข้าสู่ขดลวด เพื่อให้เกิดความร้อน แล้วเปล่งแสงออกมา หลอดชนิดนี้จะกินไฟมาก มีอายุการ ใช้งานประมาณ 750 ชม.
หลอดอีกประเภท คือ หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือ หลอดนีออน เป็นหลอดที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน เพราะมี ประสิทธิภาพสูง มีราคาสูง (การทำงานซับซ้อนกว่าจะได้แสง มา) มีอายุการใช้งานประมาณ 8,000ชม.

- ชนิดของโคมไฟ
ชนิดของโคมไฟแบ่งตามชนิดของการใช้งานได้ ดังนี้
โคมส่องห้องโดยทั่วไป จะเป็นโคมที่ติดบนฝ้าเพดาน หรือผนังก็ได้ ความสว่างจะปานกลาง เพื่อให้เห็นห้องโดยทั่ว ไปรวมถึงทางเดินและบันไดด้วย
โคมส่องเฉพาะจุด จะมีความสว่างมากกว่า จะใช้ส่อง เฉพาะจุดที่จะเน้นความสำคัญ เช่น รูปภาพ ต้นไม้ หรือจุดที่ ต้องทำงานเป็นพิเศษ เช่น มุมอ่านหนังสือ ส่วนทำงาน หรือ เตรียมอาหาร
โคมสำหรับตั้งพื้น จะมีความสว่างน้อยที่สุด จะใช้เพื่อ นั่งพักผ่อน ดูทีวี ฟังเพลง ห้องนอน เพื่อบรรยากาศที่ดี ไม่ ต้องการแสงสว่างมารบกวนมากจนเกินไป

- ระบบไฟฟ้าในห้องน้ำ
สำหรับห้องน้ำขนาดกลางโดยทั่วๆไป จะมีขนาด ประมาณ 4-6 ตารางเมตร ควรจะมีไฟส่องสว่างประมาณ 2 จุด จุดแรกที่หน้ากระจกติดกับอ่างล้างหน้า ส่วนที่สอง ควรอยู่กลางห้องบริเวณส่วนที่อาบน้ำ แต่ต้องระวังไม่ให้ต่ำ ลงมาจนถูกน้ำกระเด็นโดนได้ ส่วนปลั๊กควรอยู่ในระดับที่ สูงพอจะใช้งานได้สะดวก เช่น ใช้สำหรับที่เป่าผม หรือที่ โกนหนวด และควรจะใช้ชนิดมีฝาปิด เพื่อไม่ให้โดนน้ำ และที่สำคัญสวิทซ์ปิด-เปิดควรอยู่นอกห้อง และระบบวงจร ไฟฟ้าของห้องน้ำควรมีเบคเกอร์ตัด เมื่อเกิดไฟฟ้าช็อตด้วย

- หลอดไฟฟ้า "ฮาโลเจน"
หลอดไฟแบบ "ฮาโลเจน" จะให้แสงสีขาวนวล มี ความสว่างมากกว่าหลอดแบบอินแคนเดสเซนต์ในกำลังวัตต์ ที่เท่ากัน จึงทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้ามากกว่า แต่หลอดฮาโล- เจนจะมีราคาสูงกว่า ประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมกับหลอด ประภทนี้ได้แก่ ใช้ไฟส่องที่โต๊ะทำงาน ปฏิมากรรม และภาพ เขียนประดับผนังต่างๆ ทำให้งานดูโดดเด่นขึ้น

- ประโยชน์และชนิดของ "ฟิวส์"
"ฟิวส์"เป็นเครื่องป้องกันกำลังของกระแสไฟฟ้าที่เกินขนาดหรือเกิดการลัดวงจร แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
แบบที่ 1 ฟิวส์เส้น จะมีลักษณะเป็นเส้นเปลือยใช้ต่อ เชื่อมในวงจร เมื่อเกิดการลัดวงจร ฟิวส์เส้นนี้จะขาด
แบบที่ 2 ฟิวส์หลอด จะมีลักษณะเป็นหลอดกระเบื้อง เมื่อเกิดการช็อตจะทำให้เกิดประกายไฟ ภายในบรรจุสารเคมี เพื่อป้องกันการสปาร์ค จะดีกว่าแบบแรก
แบบที่ 3 ปลั๊กฟิวส์ จะมีลักษณะคล้ายหลอดเกลียว ใช้โดยวิธีหมุนเกลียวเข้าไป มีลักษณะการทำงานเหมือนแบบที่ 2 แต่จะไม่เกิดประกายไฟ

- วิธีการประหยัดไฟฟ้า ข้อควรปฏิบัติเพื่อการประหยัดไฟฟ้ามี ดังนี้
1. ปิดสวิทซ์เมื่อไม่ใช้งาน หรือเมื่อออกจากห้องถึงแม้ ว่าจะเป็นช่วงสั้นๆ ก็ตาม
2. ใช้หลอดไฟฟ้าวัตต์ต่ำ ควรตรวจดูความเหมาะสม ของห้อง เช่น ห้องกว้างควรใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ 36 วัตต์ หรือห้องเล็กก็ใช้ 18 วัตต์ ควรใช้แสงสว่างเท่าที่จำเป็น
3. หมั่นทำความสะอาดหลอดไฟและโคมไฟอยู่ เสมอ เพราะละอองฝุ่นที่เกาะอยู่จะทำให้แสงสว่างลดน้อยลง และอาจเป็นสาเหตุให้ท่านต้องเปิดไฟหลายดวงเพื่อให้แสง สว่างพอเพียง สำหรับหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีขายในท้อง ตลาด ปัจจุบันมีชนิดที่มีประสิทธิภาพสูง คือ ขนาด 18 วัตต์ และ 36 วัตต์ ซึ่งให้แสงสว่างเท่ากับหลอดอินแคนเดสเซนต์ ขนาด 20 วัตต์ และ 40 วัตต์ แต่กินไฟน้อยกว่า


การป้องกันอัคคีภัย
ความเสียหายที่เกิดจากอัคคีภัย เป็นการยากที่จะควบคุมและป้องกันมิให้เกิดอัคคีภัยขึ้น ได้อย่างเด็ดขาดและเสมอไปเพราะอัคคีภัยนั้นเปรียบเสมือน "ศัตรูที่ไม่รู้จักหลับ" และความประมาท เลินเล่อของผู้ทำงานหรือผู้ประกอบกิจการเป็นจำนวนมากยย่อม" จะเกิดและมีขึ้นได้ไม่วันใด ก็วันหนึ่ง จึงเห็นควรที่จะต้องช่วยกันป้องกันอัคคีภัย
ในการป้องกันอัคคีภัยจะมีสิ่งที่ควรปฏิบัติเฉพาะเรื่องเฉพาะอย่างอีกมากมาย แต่ก็ มีหลักการง่าย ๆ ในการป้องกันอัคคีภัยอยู่ 5 ประการ คือ

1. การจัดระเบียบเรียบร้อยภายในและภายนอกอาคารให้ดี เช่น การขจัดสิ่งรกรุงรังภายในอาคาร บ้านเรือนให้หมดไป โดยการเก็บรักษาสิ่งที่อาจจะเกิดอัคคีภัยได้ง่ายไว้ให้เป็นสัดส่วน ซึ่งเป็นบันได ขั้นต้นในการป้องกันอัคคีภัย
2. การตรวจตราซ่อมบำรุงบรรดาสิ่งที่นำมาใช้ในการประกอบกิจการ เช่น สายไฟฟ้า เครื่องจักรกล เครื่องทำความร้อน ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์และความปลอดภัยก็จะป้องกันมิให้เกิดอัคคีภัย ได้ดียิ่งขึ้น
3. อย่าฝ่าฝืนข้อห้ามที่จิตสำนึกควรพึงระวัง เช่น
(1) อย่าปล่อยให้เด็กเล่นไฟ
(2) อย่าจุดธูปเทียนบูชาพระทิ้งไว้
(3) อย่าวางก้นบุหรี่ที่ขอบจานที่เขี่ยบุหรี่ หรือขยี้ดับไม่หมด ทำให้พลัดตกจากจาน หรือ สูบบุหรี่บนที่นอน
(4) อย่าใช้เครื่องต้มน้ำไฟฟ้าแล้เสียบปลั๊กจนน้ำแห้ง
(5) อย่าเปิดพัดลมแล้วไม่ปิดปล่อยให้หมุนค้างคืนค้างวัน
(6) อาจมีเครื่องอำนวยความสุขอย่างอื่น เช่น เปิดโทรทัศน์ แล้วลืมปิด
(7) วางเครื่องไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ ตู้เย็น ติดฝาผนัง ความร้อนระบายออกไม่ได้ตามที่ควรเป็น เครื่องร้อนจนไหม้ตัวเองขึ้น
( อย่าหมกเศษผ้าขี้ริ้ว วางไม้กวาดดอกหญ้า หรือซุกเศษกระดาษไว้หลังตู้เย็น บางครั้ง สัตว์เลี้ยงในอาคารก็คาบเศษสิ่งไม้ใช้ไปสะสมไว้หลังตู้เย็นที่มีไออุ่นอาจเกิดการคุไหม้ขึ้น
(9) อย่าใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานหรือปลอมแปลงคุณภาพ เช่น บาลาสต์ที่ใช้กับ หลอดไฟฟ้าฟลูออเรสเซนท์เมื่อเปิดไฟทิ้งไว้อาจร้อน และลุกไหม้ส่วนของอาคารที่ติดอยู่
(10) อย่าจุดหรือเผาขยะมูลฝอย หญ้าแห้ง โดยไม่มีคนดูแล เพราะไฟที่ยังไม่ดับเกิดลมพัด คุขึ้นมาอีก มีลูกไฟปลิวไปจุดติดบริเวณใกล้เคียงได้
(11) อย่าลืมเสียบปลั๊กไฟฟ้าทิ้งไว้
(12) อย่าทิ้งอาคารบ้านเรือนหรือคนชราแลเด็กไว้โดยไม่มีผู้ดูแล
(13) อย่าสูบบุหรี่ขณะเติมน้ำมันรถ
(14) ดูแลการหุงต้มเมื่อเสร็จการหุงต้มแล้วให้ดับไฟถ้าใช้เตาแก๊สต้องปิดวาล์วเตาแก๊สและ ถังแก๊สให้เรียบร้อย
(15) เครื่องเขียนแบบพิมพ์บางชนิดไวไฟ เช่น กระดาษไข ยาลบกระดาษไข กระดาษแผ่นบาง ๆ อาจเป็นสื่อสะพานไฟทำให้เกิดอัคคีภัยติดต่อคุกคามได้
(16) ดีดีที สเปรย์ฉีดผม ฉีดใกล้ไฟ จะติดไฟและระเบิด
(17) เกิดไฟฟ้าลัดวงจรในคืนฝนตกหนัก เพราะสายไฟที่เก่าเปื่อย เมื่อวางทับอยู่กับฝ้าเพดาน ไม้ผุที่มีความชื้นย่อมเกิดอันตรายจากกระแสไฟฟ้าขึ้นได้
(18) เกิดฟ้าผ่าลงที่อาคารขณะมีพายุฝน ถ้าไม่มีสายล่อฟ้าที่ถูกต้องก็ต้อง เกิดเพลิงไหม้ขึ้น ได้อย่างแน่นอน
(19) เตาแก๊สหุงต้มในครัวเรือนหรือสำนักงานเกิดรั่ว
(20) รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เกิดอุบัติเหตุหรือถ่ายเทน้ำมันเบนซิน เกิดการรั่ว ไหลก็น่าเกิด อัคคีภัยขึ้นได้
(21) ในสถานที่บางแห่งมีการเก็บรักษาเคมีที่อาจก่อให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย อาจ คุไหม้ขึ้นได้เอง สารเคมีบางชนิด เช่น สีน้ำมันและน้ำมันลินสีด เป็นต้น เมื่อคลุกเคล้ากับเศษผ้าวางทิ้งไว้อาจคุไหม้ขึ้นเอง ในห้องทดลองเคมีของ โรงเรียน เคยมีเหตุเกิดจากขวดบรรจุฟอสฟอรัสเหลือง (ขวด) พลัด ตกลงมา เกิดแตกลุกไหม้ขึ้น
(22) ซ่อมแซมสถานที่ เช่น การลอกสีด้วยเครื่องพ่นไฟ การตัดเชื่อมโลหะด้วย แก๊สหรือไฟฟ้า การทาสีหรือพ่นสีต้องทำด้วยความระมัดระวัง อาจเกิดไฟ คุไหม้ขึ้นได้

4. ความร่วมมือที่ดี จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงนายตรวจป้องกันอัคคีภัยได้ให้ไว้ และปฏิบัติตามข้อห้ามที่วางไว้เพื่อความปลอดภัยจากสถาบันต่างๆ
5. ประการสุดท้าย จะต้องมีน้ำในตุ่มเตรียมไว้สำหรับสาดรดเพื่อให้อาคารเปียกชุ่มก่อนไฟจะมาถึง เตรียมทรายและเครื่องมือดับเพลิงเคมีไว้ให้ถูกที่ถูกทางสำหรับดับเพลิงชั้นต้นและต้องรู้จักการใช้ เครื่องดับเพลิงเคมีด้วย และระลึกอยู่เสมอว่าเมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วจะ ต้องปฏิบัติดังนี้
(1) แจ้งข่าวเพลิงไหม้ทันที โทร. 199 หรือสถานีดับเพลิงสถานีตำรวจใกล้เคียงโดยแบ่งหน้าที่กันทำ
(2) ดับเพลิงด้วยเครื่องดับเพลิงที่มีอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ
(3) หากดับเพลิงชั้นต้นไม่ได้ให้เปิดประตูหน้าต่างบ้านและอาคารทุกบานและอุดท่อ ทางต่างๆ ที่อาจเป็นทางผ่านความร้อน ก๊าซ และควันเพลิงเสียด้วย

ข้อควรปฏิบัติ
(1) ช่วยคนชรา เด็ก และคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ไปอยู่ที่ปลอดภัย
(2) อย่าใช้ลิฟต์ในขณะเกิดเหตุ
(3) ขนย้ายเอกสารและทรัพย์สินที่มีค่าเท่าที่จำเป็นตามสถานการณ์และนำไปเก็บกองรวมอย่าให้ฉีกขาดลุ่ย โดยป้องกันมิให้น้ำกระเซ็นเปียก



ข้อควรระวังและวิธีปฏิบัติเมื่อแก๊สรั่ว
(1) เมื่อได้กลิ่นแก๊สปิดวาล์วหัวถังทันที
(2) เปิดประตู หน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเทเพื่อให้แก๊สเจือจาง
(3) ห้ามจุดไม้ขีด ไฟแช็ก เปิด-ปิดสวิตซ์ไฟ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าในบริเวณที่มีแก๊สรั่ว
(4) ใช้ไม้กวาดกวาดแก๊สออกทางประตู
(5) ตรวจหาที่รั่วและแก้ไขทันที
(6) หากถังแก๊สมีรอยรั่วให้นำถังแก๊สนั้นไว้ในที่โล่งที่ปลอดภัย
(7) ท่อยางต้องไม่อยู่ใกล้เปลวไฟ
( ห้องน้ำที่ใช้เครื่องทำน้ำร้อนแก๊ส ควรมีช่องระบายอากาศเพื่อให้มีออกซิเจนเพียงพอ

ทำอย่างไรให้เกิดเพลิงไหม้มีน้อยที่สุด
จากเบื้องต้นที่กล่าวมาได้เน้นถึงลักษณะและหลักการใช้อุปกรณ์ดับเพลิงเบื้องต้น แต่ทั้งนี้จะเป็นการดีมากหากเราสามารถป้องกันมิให้
เกิดเพลิงไหม้ขึ้นเลย เพราะไม่ว่าเพลิงไหม้ จะเกิดขึ้นเล็กน้อยก็ จะนำมาซึ่งความเสียหายทาง ทรัพย์สินเงินทอง เวลา หรือ แม้กระทั่ง
สุขภาพจิต ในที่นี้ขอเน้นถึงหลักการปฏิบัติโดยทั่วไปเพื่อความปลอดภัยจากอัคคีภัยในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะแบ่งการปฏิบัติไว้เป็น
2 บริเวณ คือ บริเวณที่มีการผลิตและที่ใช้ในการเก็บสินค้า บริเวณที่มีการผลิต

(1) ด้านเครื่องจักร
- ควรมีการตรวจเช็คซ่อมบำรุงเป็นประจำให้อยู่ในสภาพที่ดี


(2) ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้า
- สายไฟฟ้าและอุปกรณ์ต้องอยู่ในสภาพที่ดีและได้รับการตรวจเช็คเป็นประจำ
- ควรหลีกเลี่ยงการต่อสายไฟฟ้าโดยใช้ผ้าเทปพันหรือการต่อแบบชั่วคราว
- หลังเลิกงานควรปิดสวิตซ์อุปกรณ์ไฟฟ้าที่เมนใหญ่

(3) การขจัดแหล่งที่เป็นบ่อเกิดของไฟอื่น ๆ
- ควรงดมิให้มีการสูบบุหรี่ในบริเวณที่มีการผลิต
- ความสะอาดเป็นหลักเบื้องต้นของการป้องกันอัคคีภัย บริเวณที่มีการผลิตควรมีถัง หรือ ถาดไว้รองรับเศษของการผลิต
หรือ เศษของอื่น ๆ และหลังเลิกงานต้องนำไปทิ้งทุกวัน
- กรรมวิธีใดที่มีความอันตรายในการก่อให้เกิดอัคคีภัยสูงควรจะแยกออกจากส่วนต่าง ๆ และจัดให้มีการป้องกันเฉพาะขึ้น

(4) การจัดเก็บสินค้า
- สินค้าไม่ว่าวัตถุดิบหรือสำเร็จรูปควรอยู่ในบริเวณการผลิตน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น
- วัตถุไวไฟที่ใช้ในการผลิตต้องถูกจำกัดเพียงเพื่อพอใช้ในหนึ่งวัน หลังเลิกงานต้องนำวัตถุไวไฟนั้นไปเก็บยังที่จัดไว้เฉพาะ

(5) การปฏิบัติหลังเลิกงาน
- หลังเลิกงานทุกวันควรมีการเดินตรวจดูความเรียบร้อย เช่น วัตถุไฟฟ้าได้นำไปเก็บในที่จัดเก็บไว้โดยเฉพาะ อุปกรณ์ไฟฟ้า
ทุกชิ้นได้ปิดสวิตซ์เรียบร้อยหรือยัง และรวมถึงการทำความสะอาดด้วย บริเวณที่ใช้เก็บสินค้า

(5.1) ด้านการจัดเก็บ
- การเก็บสินค้าควรเก็บอย่างมีระเบียบ ภายในบริเวณจัดเก็บต้องมีช่องทางเดินสินค้า ควรจัดเก็บเป็นล็อก ๆ ในแต่ละเลือกต้องมีช่อง
ทางเดินและปริมาณสินค้าไม่มากเกินไปความสูงไม่เกิน 6 เมตร หรือ 1 เมตร จากเพดานถึงหลังคาและสินค้าควรอยู่ลมงจากแสงไฟ
- สินค้าควรอยู่บนที่รองรับหรือชั้นวางของ
- ควรเว้นและมีการขีดเส้นกำหนดแนววางสินค้า

(5.2) การจับยกสินค้า
- ของเหลวไวไฟ แก๊สหรือวัตถุไวไฟอื่น ๆ ควรเก็บแยกต่างหากจากสินค้าอื่น ๆ และสามารถทำได้ควรแยกห้องเก็บวัตถุไวไฟ

(5.3) การขจัดแหล่งที่เป็นบ่อเกิดของไฟอื่น ๆ
- ควรงดมิให้มีการสูบบุหรี่ในบริเวณที่มีการเก็บสินค้า
- ไม่ควรมีการผลิตหรือดำเนินการใด ๆ ในบริเวณที่เก็บสินค้า เช่น การอัดแบตเตอรี่
- ควรรักษาความสะอาดบริเวณที่เก็บสินค้าเป็นประจำ เช่น จากเศษกระดาษที่ใช้ห่อสินค้า

(5.4) การตรวจเช็คดูแลและความปลอดภัย
- สายไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าในบริเวณที่เก็บสินค้าควรได้รับการตรวจ เช็คเป็นประจำ
- บริเวณที่เก็บสินค้าควรปิดล็อคไว้เสมอเมื่อไม่ได้ใช้และห้ามบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้รับอนุญาติเข้าไป
- อุปกรณ์ดับเพลิงควรติดตั้งบริเวณทางเข้าออก


พ.ร.บ. ป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2535

1. อำนาจหน้าที่นายตำรวจ
1.1. หน้าที่ ตรวจดูว่ามีสิ่งใดบ้างอยู่ในภาวะอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย ตรวจตราดูบุคคลต่างๆ ผู้มีหน้าที่
ต้องปฏิบัติการป้องกันอัคคีภัยตามกฎหมายนี้ได้ปฏิบัติถูกต้องหรือไม่

1.2. อำนาจ เข้าไปในอาคารระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก แนะนำเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร
1.3. การปฏิบัติ แสดงเครื่องหมายประจำตัว ชี้แจงเหตุผลในการเข้าไปในอาคาร หรือ การแนะนำ การปฏิบัติ
รายงานผลต่อเจ้าหน้าที่


2. ประชาชนปฏิบัติร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการป้องกันอัคคีภัย
2.1. ยินยอมให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจ
2.2. ปฏิบัติตามคำแนะนำ ปฏิบัติไม่ได้ให้อุทธรณ์ภายในกำหนด 7 วัน
2.3. เก็บรักษา มีไว้ หรือใช้ซึ่งสิ่งที่อาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่าย ปฏิบัติตามกฎกระทรวง
2.4. ผู้ประกอบกิจการอันอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้ง่ายต้องมีสิ่งจำเป็นในการป้องกันฯ หรือระงับอัคคีภัย กำหนดในกฎกระทรวง


3. บทกำหนดโทษ พ.ร.บ. ป้องกันฯ หมวด 4 ม. 27-32 เป็นบทกำหนดโทษผู้ขัดขืนฝ่าฝืน ละเลย ไม่ปฏิบัติตามที่กำหนดไว้
ในบทบัญญัติหรือกระทำโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ทั้งในด้านป้องกันและระงับอัคคีภัย

3.1 การป้องกันอัคคีภัย
ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมให้นายตรวจเข้าไปในอาคารเมื่อมีผลอันแสดงให้เห็นว่า มีสิ่งใดอยู่ข้างในภาวะอันอาจทำให้เกิดอัคคภัยได้ง่าย
คำว่าผู้ใด คือ จะเป็นก็ได้ตามเหตุผลดังกล่าวย่อมมีความผิดต้องวางโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ. นี้มีโทษจำคุก 1 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นคำสั่งโดยลายลักษณ์อักษร ต้องมีความผิดวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน
หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาลให้ขนย้าย เปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือทำลายสิ่งอาจทำให้เกิดอัคคีภัยได
้ง่าย ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลอีก จำเป็นต้องออกค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ร้องขออนุญาตต่อศาลเพื่อกระทำการนั้นเอง


3.2 การระงับอัคคีภัย
เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารซึ่งอาศัยอยู่ละเลยไม่ปฏิบัติทำการดับเพลิง และแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบ วางโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ
ไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษา มีความผิด เช่นเดียวกัน
ผู้ใดพบเพลิงไหม้ ละเลยไม่แจ้งเจ้าของหรือผู้ครอบครองไม่ดับ หรือไม่สามารถดับเพลิงได้ แล้วไม่แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ มีโทษปรับ 50 บาท
ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ปิดกั้นทางเข้าออกของเจ้าหน้าที่ในการดับเพลิงและซ่อมการดับเพลิง มีโทษปรับ 1,000 บาท

4. เกี่ยวกับเครื่องแบบเครื่องหมาย
4.1 ผู้ใดแต่งเครื่องแบบหรือประดับเครื่องหมายสำหรับเจ้าหน้าที่ โดยไม่มีอำนาจหน้าที่จะแต่งหรือประดับได้ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี
ปรับไม่เกิน 500 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4.2 ผู้ใดอวดอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ มีความผิดเช่นข้อที่ 1
4.3 ผู้ใดแจ้งเหตุหรือแกล้งให้อาณัติสัญญาณหรือเครื่องหมายที่ใช้ในการป้องกัน หรือระงับอัคคีภัย มีความผิดเช่นข้อที่ 1


การป้องกันอัคคีภัยในโรงงาน
ทุกครั้งที่เกิดอัคคีภัยขึ้นไม่ว่าจะสร้างความสูญเสียมากหรือน้อย ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะ โรงงาน
อุตสาหกรรม เป็นสถานที่หนึ่งที่มักเกิดอัคคีภัยบ่อยครั้ง ซึ่งบางครั้งความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะทรัพย์สินเท่านั้น ยังรวม
ถึงชีวิตของ พนักงาน อีกด้วย กรมป้องกัน และ บรรเทาสาธารณภัย จึงขอแนะนำถึง วิธีการป้องกันอัคคีภัยในโรงงาน ให้แก่ผู้
ประกอบการเจ้า ของ โรงงานอุตสาหกรรม และ พนักงานในโรงงาน ได้เรียนรู้ เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น จาก การเกิด
เหตุอัคคีภัย ดังนี้


- เจ้าของโรงงาน
ควรจัดระบบ และ แผนผังโรงงาน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยหากเกิดอัคคีภัยขึ้น และควรกำหนดพื้นที่ เครื่องมือ เครื่องจักร ที่
อาจเกิดอัคคีภัย และ แผนการปฏิบัติงานที่มีมาตรฐาน และ ปลอดภัยจากอัคคีภัย รวมทั้ง ควบคุมสิ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย
เช่น การใช้ไฟ , การก่อเกิดไฟ , เปลวไฟ , ไฟฟ้า , ความร้อน , ไฟฟ้าสถิตย์ และ การทำงานที่ อาจทำให้เกิด อัคคีภัย ได้
เช่น การเชื่อมโลหะ , การตัด , การขัดท่อร้อนต่างๆ , สารไวไฟ ควรจัดระเบียบความเรียบร้อย โดยขจัดสิ่งรกรุงรัง ภายใน -
อาคารให้หมดไป , ตรวจสอบสายไฟฟ้า , เครื่องจักรกล , เครื่องทำความร้อน , ให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ และ ปลอดภัย หาก
พบว่าชำรุดให้รีบ ซ่อมแซมแก้ไข ทันที ควรวางแผนระยะยาว เกี่ยวกับ การป้องกันอัคคีภัย เช่น ติดตั้ง ระบบสัญญาณเตือนภัย
ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ ในจุดที่มี สารไวไฟ หรือ สารติดไฟได้ง่าย ภายในโรงงาน และ อาคารสำนักงาน ควรใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่
ได้มาตรฐาน เพื่อความปลอดภัยควรติดตั้งสายล่อฟ้าที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากนายตรวจป้องกันอัคคีภัย
และปฏิบัติตามข้อห้ามที่กำหนดไว้เพื่อความปลอดภัยของสถาบันต่างๆ และฝึกซ้อมแผนหนีภัยร่วมกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง


- พนักงาน
ควรมีส่วนร่วมในการป้องกัน โดยปฏิบัติตามกฎแห่งความปลอดภัยในการทำงาน ได้แก่ การไม่ก่อกองไฟ , ไม่สูบบุหรี่ และ ไม่
ทำการซ่อมแซมเครื่องจักร หรือ เครื่องมือ ในบริเวณที่มี สารไวไฟ หรือ ในบริเวณที่ไม่ได้รับอนุญาต นอกจากนี้ พนักงาน ควร
กำจัดขยะ หรือ เศษวัสดุที่ติดไฟได้ง่าย อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งต่อกะ หากพนักงานใส่เสื้อที่เปียกเปื้อน ด้วยสารไวไฟให้เปลี่ยน
เสื้อผ้าทันที และ เมื่อต้องขนถ่ายสิ่งของในบริเวณที่มี สารไวไฟ และ ถังแก๊ส จะต้อง ระมัดระวัง การชน และ การกระแทก หรือ
การก่อให้เกิดอัคคีภัย ช่วยกันตรวจสอบ สายไฟฟ้า , หลอดไฟ , สวิทซ์มอเตอร์ไฟฟ้าพัดลม , เครื่องมือเครื่องจักร ที่ใช้ไฟฟ้า หากพบว่าชำรุดควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบ เพื่อทำการซ่อมแซมแก้ไขทันที และ เมื่อพบสิ่งที่อาจก่อให้เกิด เพลิงไหม้ ให้
รีบรายงานต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทราบทันที

เมื่อทั้งเจ้าของสถานประกอบการ และ พนักงาน ในโรงงานร่วมกันป้องกันอัคคีภัยเป็นอย่างดีแล้ว เชื่อได้แน่ว่า อัคคีภัยคงไม่เกิด
ขึ้นได้ง่ายอย่างแน่นอน


มาตรฐาน วสท.
วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย มีดำริที่จะจัดทำมาตรฐานระบบเครื่องกลในอาคารเมื่อต้นปี 2538 ที่ผ่านมา โดยมีมาตรฐานที่
เกี่ยวข้องกับชีวิตสุขภาพ และความปลอดภัย ในที่นี้มาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยรวมอยู่ด้วย มาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยฉบับใหม่ จะเป็นฉบับที่พัฒนาเพิ่มเติมต่อจากมาตรฐานเดิม ฉบับปี พ.ศ. 2536 โดยมีการจัดหมวดหมู่ใหม่ให้สอดคล้องกับมาตรฐานเครื่องกลใน
อาคารฉบับอื่นๆ พร้อมทั้งยังมีการปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานระบบป้องกันอัคคีภัยเดิมให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมาตรฐานเดิมได้จัดทำ
ไว้นานแล้ว

ชั้นของไฟ

|0 ความคิดเห็น
ชั้นของไฟ
(Classification of fires and appropriate extinguishing agents)


การแบ่งประเภทของไฟ (Classification) เมื่อได้ทราบถึงวิธีการดับเพลิง โดยใช้วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างนั้น ก็จำเป็นจะต้องทราบถึงประเภทของไฟให้ถ่องแท้เสียก่อน ทั้งนี้โดยพิจารณาการแยกประเภทจากสภาพความเป็นจริงหรือแบ่งตามลักษณะของวัตถุที่ติดไฟ วิธีการดับเพลิง ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติ และการลดความเสียหายโดยไม่จำเป็นลดลง ซึ่งจะได้แบ่งประเภทของไฟออกเป็น 4-ประเภท ดังนี้

ไฟประเภท ก. (Class A. Fire)
ลักษณะของไฟประเภท ก. (Class A.) เป็นของแข็ง ลุกไหม้ถึงแกนใน เมื่อไหม้หมดแล้วมีเถ้าถ่านเหลืออยู่ เถ้าถ่านที่ร้อนนี้ถ้ามีออกซิเจน(O2) เข้าไปเสริม มักจะติดไฟขึ้นไหม้ได้อีก เชื้อเพลิงของไฟประเภท ก. (Class A.) เป็นเชื้อเพลิงประเภทเดียวที่มีการเผาไหม้ 2 ระดับ
ระดับที่ 1 “ระดับเปลวไฟ” (Flaming Combustion) เป็นช่วงแรกที่มีการเผาไหม้ให้เกิดเป็น ไอระเหย ปล่อยออกมาจากวัตถุเชื้อเพลิงเมื่อถูกความร้อนไปกระตุ้นจนเกิดเป็นไอ (ช่วง Oxidation) ลอยออกมาสัมผัสความร้อนลุกเป็นเปลวไฟ
ระดับที่ 2 “ระดับลุกไหม้เต็มที่” (Glowing Combustion Deep-seat) ในระดับนี้เปลวเพลิงจะถูกควบคุมโดยไอระเหยของวัตถุเชื้อเพลิงที่ฟุ้งกระจายไปผสมกับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งตอนนี้ออกซิเจนจะแทรกซึมเข้าไปถึงเนื้อในของวัตถุเชื้อเพลิงทำให้เกิดการลุกไหม้เผาวัตถุเชื้อเพลิงให้คลายไอออกมา ถ้าความร้อนลดน้อยลง (เปลวจะลดความสูงลง) หมายความว่าวัตถุเชื้อเพลิงมีอากาศเข้าไปเสริมลดลงให้เพียงพอที่จะทำให้วัตถุเชื้อเพลิงนั้นคลายไอออกมาได้อีกต่อไป
ตัวอย่างของวัตถุเชื้อเพลิงของไฟประเภท ก. (Class A)
ไม้ หรือวัสดุที่ผลิตจากไม้
ฝ้าย และสารที่ผลิตจากฝ้าย
ดินระเบิด
กระดาษ
ยางและสารที่ผลิตจากยาง
วิธีการดับไฟที่เกิดจากวัตถุเชื้อเพลิงประเภท ก. ส่วนมากจะใช้วิธีการลดอุณหภูมิ โดยลดอุณหภูมิของสิ่งที่ไหม้ไฟให้ต่ำกว่าจุดติดไฟของมัน มีวิธีการดำเนินการได้ ดังนี้
ใช้ฝอยน้ำดับเปลวไฟ
ใช้น้ำฉีดเป็นลำเพื่อทะลุทะลวงให้วัตถุเชื้อเพลิงกระจายออก เพื่อให้รวดเร็วในการดับ
ใช้น้ำฉีดวัตถุที่กระจายให้เปียกโชก เพื่อป้องกันไฟคุการดับไฟโดยวิธีคลุมไฟใช้ไม่ได้ผลสำหรับไฟประเภท ก. เพราะเมื่อเกิดเพลิงไหม้ถึงแกนในยากที่จะคลุมได้ทั่วถึง

ไฟประเภท ข. (Class B.Fire)
ลักษณะของไฟประเภท ข. (Class B.) คือเป็นของเหลวที่มีไอระเหยสามารถติดไฟได้ (Flammable Liquids) ลุกไหม้เฉพาะผิวหน้า เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่น หรือจาระบี เมื่อลุกไหม้แล้วจะไม่มีเถ้าถ่านให้เห็น อันตรายจะมากขึ้นเมื่อบริเวณนั้นมีอุณหภูมิสูงซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดไอระเหยมากขึ้น และสามารถลุกติดไฟได้อีก ถ้าไอระเหยของเชื้อเพลิงได้รับความร้อน จนถึงอุณหภูมิติดไฟของเชื้อเพลิงนั้น (ไฟคุ)
ลักษณะการลุกไหม้ของ ของเหลวไวไฟ
จุดวาบไฟ (Flash Point) คือ อุณหภูมิต่ำสุดที่ทำให้ของเหลวปล่อยไอระเหยออกมาปริมาณมากพอที่จะทำให้เกิดเปลวไฟ ซึ่งไอระเหยเหล่านี้จะไปรวมกับอากาศ สามารถลุกติดไฟได้เมื่อมีเปลวไฟ หรือประกายไฟส่วนมากจะเกิดกับเชื้อเพลิงเหลว ส่วนเชื้อเพลิงประเภทอื่นไม่ค่อยพบเห็น
จุดไวไฟ (ติดไฟ) (Fire Point) คือ อุณหภูมิต่ำสุดที่ทำให้ไอระเหยของเชื้อเพลิงผสมกับอากาศนั้นเกิดลุกเป็นไฟไหม้ต่อเนื่องๆได้ โดยอาศัยเปลวไฟเป็นตัวจุด จุดติดไฟจะมีอุณหภูมิสูงกว่าจุดวาบไฟ
อุณหภูมิลุกไหม้ (อุณหภูมิติดไฟ) (Ignition Temperature) คือ อุณหภูมิต่ำสุดที่ทำให้ไอระเหยของวัตถุเชื้อเพลิงผสมกับอากาศพร้อมที่จะติดไฟได้เลยโดยไม่ต้องอาศัยเปลวไฟ หรือประกายไฟจากภายนอกเป็นตัวจุดอุณหภูมิที่ทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นอยู่กับชนิดของของเหลวที่เป็นเชื้อเพลิง
ช่วงการเกิดไฟหรือการระเบิด (Flammable or explosive range) หมายถึงอัตราน้อยที่สุดจนถึงอัตรามากที่สุดของไอระเหยของของเหลวนั้นเข้าผสมกับอากาศซึ่งจะสามารถลุกไหม้หรือระเบิดได้เมื่อได้รับความร้อนจนถึงจุดติดไฟ อัตรานี้โดยทั่วไปจะวัดค่าเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น คาร์บอนไดซัลไฟด์ (Carbon disulfide) มีช่วงการระเบิด 1% ถึง 50 % หมายความว่าถ้าในอากาศมีคาร์บอน ไดซัลไฟด์ผสมอยู่เกิน 1 % แต่น้อยกว่า 50 % ณ อัตราส่วนผสมนี้ (ระหว่างอากาศกับคาร์บอน ไดซัลไฟด์) สามารถจะระเบิดหรือลุกไหม้ถ้ามีความร้อนเข้ามาสัมผัส
เชื้อเพลิงของไฟประเภท ข. (Class B.) มีจุวาบไฟต่ำกว่า 100 องศา ฟาเรนไฮด์ (37.8 องศาเซลเซียส) โดยมีความดันไอระเหยที่จุดวาบไฟน้อยกว่า 40 ปอนด์/ตรน.เบนซินที่ลุกไหม้จะให้ความร้อนสูงถึง 1500 องศาฟาเรนไฮด์ (816 องศาเซลเซียส) การดับไฟที่เกิดจากน้ำมันต้องใช้สารดับเพลิงที่สามารถทำให้วัตถุรอบๆ ที่ไหม้นั้นเย็นลงไปเรื่อยๆด้วย ไม่เช่นนั้นอุณหภูมิที่สูงขึ้นอาจจะลุกไหม้ขึ้นอีกในลักษณะไฟคุ
ในการใช้คาร์บอนไดออกไซด์หรือไอน้ำดับไฟที่เกิดจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม จะทำให้ออกซิเจนในบรรยากาศลดลงจาก 20.8 % เหลือ 14 % ซึ่งเป็นระดับที่ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม (เบนซิน) ไม่สามารถลุกไหม้ได้
สารดับเพลิงที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพดีที่สุด ได้แก่ โฟม (Foam) ประเภท Aqueous Foam (AFFF) ซึ่งเป็นโฟมที่พัฒนาใหม่ล่าสุด แต่ถ้าไฟที่เกิดจาก ก๊าซมีเทน, เกอโซลีน, หรือ ก๊าซ LPG. ซึ่งเป็นสารที่มีสารอื่นเพิ่มเข้ามา ซึ่งจัดอยู่ในวัตถุเชื้อเพลิงประเภท ไฮโดรคาร์บอนที่มีO2 หรือ ไนโตรเจน N2 ตัวใดตัวหนึ่งผสมอยู่เนื้อสาร ซึ่งเป็นสารละลายในน้ำ (มีน้ำผสมอยู่) จะมีผลออกฤทธิ์ช้าสำหรับ AFFF Foam
หลักการทั่วไปหากหากเชื้อเพลิงมีสารละลายในน้ำผสมอยู่ 12 –15 % ต้องใช้โฟมประเภท ABC คลุมผิวหน้าเชื้อเพลิงเพื่อทำการดับไฟ
ข้อควรระวัง สำหรับการดับไฟประเภท ข. (Class B.)
ห้ามใช้เป็นลำฉีดไปที่ผิวหน้าของเชื้อเพลิง เพราะจะทำให้ไฟแพร่กระจายจากการกระเด็นกราบไหว้นของเชื้อเพลิง
ใช้ ซีโอทู (CO2) คลุมไฟไว้ชั่วคราว ไฟอาจจะลุกไหม้ขึ้นมาอีกได้หากความร้อนที่สะสมเพิ่มขึ้นจนถึงจุดติดไฟ (ไฟคุ)
ใช้ฟองโฟมไม่ได้ผลสำหรับไฟขนาดใหญ่ หรือวัตถุเชื้อเพลิงที่มีไอระเหยเร็ว
ฟองโฟมเหมาะสำหรับวัตถุเชื้อเพลิงที่อยู่ในภาชนะหรือไฟขนาดเล็กหรือน้ำมันเชื้อเพลิงที่หนืดหนัก

ไฟประเภท ค. (Class C.Fire)
ได้แก่ ไฟที่เกิดขึ้นกับเครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ยังมีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ สาเหตุของการเกิดไฟไหม้ เนื่องจาก
ไฟฟ้าลัดวงจร
ใช้ไฟฟ้าเกินกำลัง
การพันหรือต่อสายไฟไม่ถูกต้อง
ใช้ฉนวนกันไฟบางเกินไปหรือไม่ได้ขนาด
ตัวอย่างของไฟประเภท ค. (Class C.) ได้แก่ ไฟไหม้เครื่องวิทยุ แผงจ่ายไฟ , เครื่องไฟฟ้า, หม้อแปลงไฟ, ตู้แยกไฟฟ้าต่างๆเป็นต้น
วิธีการดับไฟที่เกิดกับไฟประเภท ค. สามารถทำการดับไฟได้โดยการกั้นออกซิเจน โดยการใช้สารดับเพลิงที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผงเคมีแห้ง , แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
ข้อควรระวังในการดับไฟประเภท ค. (Class C.)
ต้องตัดวงจรไฟฟ้าก่อนเสมอ
จัดเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบระบบไฟฟ้า
สวมรองเยี่ยมยาง ถุงมือเพื่อป้องกันไฟฟ้า
ห้ามใช้น้ำเป็นลำ ถ้าจำเป็นต้องใช้น้ำจะต้องใช้เป็นฝอย และควรฉีดระยะไกลกว่า 5 ฟุต

ไฟประเภท ง. หรือไฟพิเศษ (Class D.Fire)
เป็นไฟที่เกิดขึ้นจากโลหะติดไฟ (Combustible Metals) เชนแมกนีเซียม ไททาเนียม โซเดียม และอลูมิเนียม
ในการแบ่งไฟออกเป็นประเภทของ นั้น ผลแห่งการแบ่งตามลักษณะของวัตถุเชื้อเพลิงที่ติดไฟ เพื่อประโยชน์ในการหาเครื่องมือ-อุปกรณ์มาดับเพลิงที่เกิดจากไฟแต่ละประเภทได้ แต่วัตถุเชื้อเพลิงบางชนิดไม่สามารถจะหาหรือกำหนดเครื่องมือ-อุปกรณ์และวิธีการมาทำการดับเพลิงที่เกิดขึ้นได้โดยตรง วัตถุเชื้อเพลิงดังกล่าว ได้แก่
ประเภทของแข็ง ได้แก่ แมกนีเซียม (Ng), เทอร์ไมท์ โซเดียม (Na), ฟอสฟอรัส (P), นาปาล์ม เป็นต้น
ประเภทของเหลว ได้แก่ ออกซิเจนเหลว, น้ำมันเชื้อเพลิงไวไฟ, น้ำมันเชื้อเพลิงหนัก หรือน้ำมันหุงต้ม, น้ำมันไฮโดรลิคส์, สารละลาย ฯลฯ
ประเภทก๊าซ ได้แก่ ออกซิเจน, ไฮโดรเจน, ก๊าซหุงต้ม (LPG.), ก๊าซอะเซททีลีน (C2H2) เป็นต้น
การดับไฟที่เกิดกับไฟประเภท ง. (Class D.) ไม่สามารถที่จะกำหนดวิธีการเฉพาะเจาะจงลงไปได้เหมือนกับไฟประเภทอื่นๆ การดับไฟจำเป็นจะต้องใช้เทคนิคพิเศษที่สามารถเลือกใช้เครื่องมือ-อุปกรณ์และวิธีการให้สอดคล้องกับประเภทของวัตถุเชื้อเพลิง การใช้สารดับเพลิงธรรมดาที่มีไว้ใช้กับไฟ Class อื่นๆ จะเป็นอันตรายจากการเกิดปฏิกิริยา ซึ่งจะทำให้เกิดการแตกตัว ระเบิด ก๊าซพิษ ได้สารที่พอจะใช้ระงับไฟในเบื้องต้น ได้แก่ ผงเคมี (Dry chemical) ถ้าการใช้เครื่องมือ-อุปกรณ์ในการดับไฟอื่นๆ ไม่ได้ผลหรือเกิดอันตราย ทรายแห้งสามารถนำมาดับไฟ Class D ได้อย่างปลอดภัย เพราะจะไม่เกิดปฏิกิริยา สามารถสกัดกั้นการระเหยคลายไอและสกัดกั้นออกซิเจน (O2) ไม่ให้เข้าไปเสริมให้การลุกไหม้ต่อเนื่องได้

มาตรฐาน ถังดับเพลิง

|0 ความคิดเห็น
มาตรฐาน ถังดับเพลิง
 
มาตรฐาน ถังดับเพลิง ( Classification of Fire Extinguisher )
                                   มาตรฐาน ถังดับเพลิง เคมีแห้ง ที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องได้รับมาตรฐาน มอก.332-2537 โดยมาตรฐานนี้ทาง มอก. ได้อ้างอิงเกี่ยวกับระยะเวลาการฉีดใช้ และคุณลักษณะที่ต้องการอื่นๆ มาจาก AS 1846-1984 ส่วนวิธีทดสอบอ้างอิงจาก ANSI/UL 711-1979 และ BS 5423-1980 โดยมาตรฐานโดยระเอียดสามารถ อ่านได้จาก มอก.มอก.332-2537 ในที่นี้จะขอกล่าวเพียงสังเขป เพื่อสำหรับบุคคลทั่วไปที่จะทำการซื้อ ถังดับเพลิง ผงเคมีแห้ง ไว้เป็นความรู้
ส่วนประกอบต่างๆ ถังดับเพลิง

Images: articles

Images: articles

ถังดับเพลิง เคมีแห้ง แบ่งออกได้ 2 ประเภทคือ


- ถังดับเพลิง แบบ อัดความดัน คือ ถังดับเพลิงที่สารดับเพลิง ถูกขับออกมาด้วยก๊าซเฉือย ที่อัดอยู่ภายในถัง ข้อดี ราคาถูก ข้อเสีย อายุการใช้งานสั้นต้องคอยตรวจสอบความดันให้อยู่ในสภาวะพร้อมใช้งานเสมอ

- ถังดับเพลิง แบบ มีท่ออัดก๊าซ คือ ถังดับเพลิงที่สารดับเพลิง ถูกขับออกมาด้วยท่ออัดก๊าซ โดยท่ออัดก๊าซอาดอยู่ภายในถัง หรือภายนอกถังก็ได้ ข้อดี ดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาด้านแรงดัน ข้อเสีย ราคาแพง ในประเทศไทยไม่มีผลิต

มาตรฐาน ถังดับเพลิง ด้าน ตัวถังดับเพลิง

Images: articles

- ทำจากวัสดุที่เหมาะสม ไม่ทำปฎิกริยากับสารดับเพลิง และสามารถทนแรงดันได้
- สามารถทนแรงดันได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของแรงดันใช้งาน และไม่น้อยกว่า 2.4 MPa เป็นเวลา 5 นาที โดยไม่รั่วซึม หรือเสียรูป
- สามารถทนแรงดันได้ไม่น้อยกว่า 4 เท่าของแรงดันใช้งาน และไม่น้อยกว่า 3.5 MPa โดยไม่แตก ร้าว
- ความหนาของตัวถังดับเพลิง ไม่น้อยกว่า 0.6 หรือ คำนวนจากสูตร 2.45 D/T เมื่อ D คือเส้นผ่าศูนย์กลางภายในถังเป็นมิลิเมตร และ T เป็น ความต้านทานแรงดึงของวัสดุถัง เป็น MPa
- ถ้าถังดับเพลิง เส้นผ่าศูนย์กลางมากกว่า 100 มิลิเมตร ก้นถังต้องโค้งออกเพื่อเป็นฐานตั้ง
- ถังต้องทาด้วยสีแดง ถายในเคลื่อบด้วยสารที่ทนต่อการกัดกร่อนของสารดับเพลิง และก๊าซขับดัน เช่นแลกเกอร์

มาตรฐาน ถังดับเพลิง ด้านสารดับเพลิง และสายฉีด

Images: articles

- น้ำหนักผงเคมีแห้งที่บรรจุ ไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัม และไม่มากกว่า 14 กิโลกรัม
- ถังดับเพลิงต้องสามารถฉีดสารดับเพลิงออกมาได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของน้ำหนักสารดับเพลิง
- สายฉีดต้องทนแรงดันได้ไม่น้อยกว่า 2 เท่าของแรงดันใช้งาน
- สายฉีดต้องยาวไม่เกินกว่า 1 เมตร
- สายฉีดเมื่อปล่อยแล้วจะต้องลอยสูงจากก้นถังไม่น้อยกว่า 10 มิลิเมตร

ความปลอดภัยในการใช้วิทยุสื่อสาร

|0 ความคิดเห็น
ความปลอดภัยในการใช้วิทยุสื่อสาร

ข้อมูลสำคัญเพื่อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในการใช้เครื่องวิทยุสื่อสาร คือการอ่านข้อมูลจากคู่มือการใช้งานนี้ก่อนจะเริ่มใช้วิทยุสื่อสารของคุณ

ในการส่งสัญญาณ ( พูด ) คุณต้องการปุ่ม PTT ในการรับสัญญาณ ( ฟัง ) คุณต้องปล่อยปุ่ม PTT ออกมา

ในขณะที่ใช้วิทยุสื่อสาร ควรถือวิทยุสื่อสารในแนวตั้ง โดยให้ไมโครโฟนอยู่ห่างจากริมฝีปากประมาณ 1 – 2 นิ้ว

ในการส่งสัญญาณ ให้กดปุ่ม PTT ค้างไว้ประมาณ 0.5 วินาที แล้วค่อยทำการส่งสัญญาณ

การดูแลรักษาสายอากาศ

ควรใช้เฉพาะสายอากาศที่ให้มากับเครื่องวิทยุสื่อสาร หรือสายอากาศสำหรับเปลี่ยนที่ได้รับการรับรองเท่านั้น การใช้สายอากาศที่ไม่ได้การรับรองหรือดัดแปลง หรือการต่อเติมอาจทำให้วิทยุคมนาคมเสียหายได้

อย่าจับสายอากาศในขณะที่วิทยุสื่อสารอยู่ระหว่างการใช้งาน เพราะการจับสายอากาศมีผลกระทบต่อคุณภาพของสายอากาศ และอาจเป็นสาเหตุให้วิทยุคมนาคมทำงานที่ระดับพลังงานสูงกว่าที่จำเป็นได้

การรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

บริเวณใกล้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างนั้น มีความไวต่อการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้ามีการป้องกันไม่เพียงพอ หรือได้รับการออกแบบที่ไม่มีการป้องกันไว้ หรือมีการตั้งค่าสำหรับความเข้ากันได้ทางแม่เหล็กไฟฟ้าไว้

เมื่อมีการแจ้งให้ปิดเครื่องมือสื่อสารของคุณบนเครื่องบิน การใช้วิทยุสื่อสารทุกกรณีจะสอดคล้องกับกฎที่บังคับใช้และได้รับความเห็นชอบตามคำแนะนำของพนักงานในสายการบิน

ความปลอดภัยในการใช้งานทั่วไป

การใช้งานในขณะขับรถ

ตรวจสอบกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการใช้เครื่องวิทยุสื่อสารในพื้นที่ที่คุณขับรถ ให้ปฏิบัติตามกฎเหล่านั้นเสมอ

ทฤษฎีของไฟ

|0 ความคิดเห็น
ทฤษฎีของไฟ



หลักเบื้องต้นของการเกิดไฟ ไฟ คือปฏิกิริยาทางเคมีจากการรวมตัวของ เชื้อเพลิง ออกซิเจน ด้วยความเร็วสูง เป็นผลให้เกิดความร้อน และ แสงสว่าง และสภาพแห่งการเกิดเปลี่ยนแปลงขึ้นเรียกว่า การสันดาปหรือการเผาไหม้
คุณลักษณะของไฟ
ไฟ คือปฏิกิริยาทางเคมีต่อเนื่องของไอระเหยของเชื้อเพลิง กับ ออกซิเจน ( อากาศ ) โดยมีความร้อนเป็นตัวสนับสนุน และปล่อยพลังงานออกมาในรูปของ แสงสว่างและความร้อน สารติดไฟได้อาจจะอยู่ในรูปของ ของแข็ง ของเหลว และก๊าซ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะปกติของเชื้อเพลิงนั้นๆ

องค์ประกอบของการเผาไหม้ ได้แก่
1. วัตถุเชื้อเพลิง FUEL
2. ออกซิเจน ( อากาศ ) OXYGEN
3. ความร้อน HEAT


องค์ประกอบของทั้งสามอย่าง สามารถแทนได้ด้วยสามเหลี่ยมของไฟ (The Fire Triangle)

หลักการดับไฟเบื้องต้น คือ การที่เราหาวิธีการหรือเครื่องมือ - อุปกรณ์ เพื่อแยกองค์ประกอบของไฟอย่างใดอย่างหนึ่งออกไป เพื่อทำให้ไม่ครบองค์ประกอบของไฟ ไฟก็จะดับไป

การดับเพลิง สามารถแบ่งแยกวิธีการดับเพลิงได้ 3 - วิธี คือ
1. การแยกวัตถุเชื้อเพลิง (Starvation)
2. การแยกออกซิเจนหรือการจำกัดออกซิเจน (Smothering)
3. การแยกความร้อนหรือการลดอุณหภูมิ (Cooling)




1. การแยกวัตถุเชื้อเพลิง (Starvation)

การเคลื่อนย้ายเชื่อเพลิง ออกหรือการตัดทางหนุนเนื่องของเชื้อเพลิง เช่น
- ปิดก๊อกน้ำมันที่รั่วไหล
- ขนถ่ายสินค้าออกจากระวางบรรทุกสินค้าหรืออาคารที่เกิดเพลิงไหม้
- การพังตึกหรืออาคาร เพื่อป้องกันการติดต่อลุกลาม - การทำทางกั้นเพลิง สำหรับไฟป่า เป็นต้น

การเคลื่อนย้ายเชื้อเพลิง ที่ติดไฟออกจากเชื้อเพลิง เช่น ขนย้ายวัตถุที่ยังไม่ติดไฟออกไป

ทำให้ปริมาณของสิ่งที่ไหม้ไฟน้อยลง ได้แก่การแบ่งหรือแยกปริมาณที่ติดไฟไหม้เป็นกองเล็กกองน้อย เพื่อให้ดับเพลิงได้ง่ายขึ้น



2. การแยกออกซิเจนหรือจำกัดปริมาณออกซิเจน ( อากาศ ) (Smothering) เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ไฟดับได้ โดยการลดปริมาณของออกซิเจนให้น้อยลง โดยลดให้เหลือ 15 % ไฟก็จะดับไป ซึ่งมีวิธีการทำได้ 2 วิธี คือ

2.1) การกั้นออกซิเจน (Blanketing) ไม่ให้เข้าไปรวมตัวกับวัตถุเชื่อเพลิงที่ติดไฟ เช่น การปิดประตู , ช่องระบายอากาศ ,
ฝาสกายไลท์ , ฝาระวาง , ฯลฯ ในห้องที่เกิดไฟไหม้ เพื่อกั้นออกซิเจนไม่ให้เข้าไปสนับสนุนให้เกิดการเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง

2.2) การคลุมไฟ (Smothering) คือการหาวัสดุต่างๆ มาคลุมหรือปิดกั้นออกซิเจน โดยวัสดุนั้นจะกระทบถูกผิวหน้าของเชื้อเพลิงที่ติดไฟนั้นๆ ทำให้ออกซิเจนไม่สามารถเข้าทำปฏิกิริยากับเชื้อเพลิงได้

ปริมาณของออกซิเจน (O2) ในบรรยากาศทั่วไป

• ออกซิเจน (O2) 20.8 %
• ไนโตรเจน 78 %
• ก๊าซเฉื่อย ( ฝุ่นละออง ) 1.2 %

ออกซิเจนมีปริมาณตั้งแต่ 16 % ขึ้นไปจะเพียงพอต่อการเผาไหม้ ( เกิดการเผาไหม้ ) ต่อเนื่อง



3. การแยกความร้อนหรือการลดอุณหภูมิ (Cooling) เมื่อ ความร้อนจากสิ่งที่ไหม้ไฟได้ถูกถ่ายเทออกในอัตราเร่งเร็วกว่าความร้อนที่ เกิดวัตถุที่ไหม้ก็เย็นลงจนไม่เป็นเหตุแห่งการเผาไหม้ต่อไปอีก ซึ่งตามธรรมดาเราใช้น้ำหรือสารเคมีเหลวเป็นตัวลดอุณหภูมิของสิ่งที่ไหม้ไฟ เมื่อน้ำถูกฉีดหรือสาดรดเข้าไปในไฟ น้ำจะดูดซึมความร้อนออกจากสิ่งที่ไหม้ไฟจนร้อน และบางกรณีก็เดือดกลายเป็นไอ ไอน้ำที่เกิดขึ้นจะช่วยในการคลุมไฟให้ดับได้เพราะขาดอากาศเข้าไปสนับสนุนให้ เกิดการเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง ( ถ้าสามารถใช้น้ำได้อย่างต่อเนื่อง )


วิธีที่ดีที่สุดในการลดอุณหภูมิ คือการใช้น้ำเป็นฝอย ซึ่งมีผลในการลดอุณหภูมิได้รวดเร็วมากมากและสามารถใช้กับพื้นที่เกิดการเผา ไหม้กว้างๆได้
ปริมาณก๊าซออกซิเจนในอากาศทั่วไป

ออกซิเจนในอากาศ ( ปกติ ) จะมีปริมาณ 21 % ประกอบด้วย

• ออกซิเจน 20.8 %
• ไนโตรเจน 78 %
• ฝุ่นละออง 1.2 %


ผลกระทบเมื่อขาดออกซิเจน

• ถ้าออกซิเจนลดลงเหลือ 17 % หายใจถี่แรง เร็ว
• ถ้าออกซิเจนลดลงเหลือ 15 % หูอื้อ ตาลาย
• ถ้าออกซิเจนลดลงเหลือ 9 % เป็นลม หมดสติ
• ถ้าออกซิเจนลดลงเหลือ 7 % จะเสียชีวิต

จะเป็นนักวิทยุสมัครเล่นต้องทำอย่างไร

|0 ความคิดเห็น
จะเป็นนักวิทยุสมัครเล่นต้องทำอย่างไร
การสมัครและการเตรียมตัวสอบ

1. คุณสมบัติ
ผู้ที่จะสอบเป็นนักวิทยุสมัครเล่นได้ ต้องมีสัญชาติไทย ต้องไม่เคยสอบผ่านมาก่อนและไม่เป็นพระภิกษุสามเณร

2. การซื้อใบสมัครและคู่มือการสอบ การเข้าสอบ
2.1 ซื้อใบสมัครสอบได้ที่
2.1.1 กรมไปรษณีย์โทรเลข (สำนักงาน กทช.) ซอยพหลโยธิน8 (ซอยสายลม) โทร.271-0151-60 ติดต่อแผนกฝ่ายใบอนุญาต
2.1.2 ร้านจำหน่ายวิทยุสื่อสารทั่วไปที่อยู่ใกล้บ้าน
2.1.3 ซื้อใบสมัครและสมัครสอบที่ศูนย์/สถานีตรวจสอบเฝ้าฟังวิทยุของ กรมไปรษณีย์โทรเลขส่วนภูมิภาค
2.1.4 สั่งซื้อทางไปรษณีย์ โดยเขียนชื่อ นามสกุล และที่อยู่ ในลักษณะจ่าหน้าซองถึง ตัวท่านเองอย่างชัดเจน ลงในแผ่นกระดาษ 5 X 10 เซนติเมตร เพื่อใช้ปิดหน้าซองที่จะส่งคู่มือ แนะนำการสอบไปยังผู้ซื้อ ส่งพร้อมธนาณัติ (ไม่รับเงินสด ตั๋วแลกเงินหรือเช็คธนาคาร) สั่งจ่าย ปท.สามเสนใน ในนามผู้อำนวยการสวัสดิการกรมไปรษณีย์โทรเลข มายัง ตู้ ปณ.248 สามเสนใน กทม. 10400 และวงเล็บด้านล่างว่า "สั่งซื้อคู่มือ" สามารถสั่งซื้อหนังสือข้อสอบกลางของกรมไปรษณีย์ โทรเลขได้พร้อมกัน
ค่าใบสมัครสอบและคู่มือสอบ 70 บาท
ค่าหนังสือข้อสอบกลาง 120 บาท

3. หลักฐานการสมัคร
ได้แก่ สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้าน , รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว จำนวน 3 รูป , ( ค่าใบสมัครสอบ 70 บาท , ค่าสมัครสอบ 200 บาท , หนังสือข้อสอบ -กลาง 120 บาท รวม 390 บาท ) ซื้อได้ที่กองใบอนุญาต ชั้น 1

4. ท่านจะสามารถสมัครสอบที่ใดก็ได้ตามที่สะดวก

(ตามตารางกำหนดสอบที่แนบมากับใบสมัคร) แต่นามเรียกขานจะยึดถือตามทะเบียนบ้านเป็นหลัก หรือสมัครสอบทางไปรษณีย์ แต่เวลาสอบต้องไปสอบ ณ สถานที่ตามตารางที่กรมฯ จัดสอบให้เท่านั้นไม่มีการสอบผ่านทางไปรษณีย์

5. เมื่อถึงกำหนดวันสอบต้องไปตามสถานที่ที่กรมไปรษณีย์ กำหนดไว้


เนื้อหาที่สอบ
หลักสูตรการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น

วิชาที่ 1 ความรู้ทั่วไป กฎหมาย และระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวิทยุสมัครเล่น
1.1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่น องค์กรระหว่างประเทศ
และข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
1.2 ความรู้เกี่ยวกับพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 กฎกระทรวงคมนาคมและประกาศกรมไปรษณีย์โทรเลขที่เกี่ยวข้อง
1.3 ความรู้เกี่ยวกับระเบียบคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ
ว่าด้วยกิจการวิทยุสมัครเล่น พ.ศ. 2530
1.4 ความรู้เกี่ยวกับการกำหนดสัญญาณเรียกขานสำหรับประเทศไทย และระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง

วิชาที่ 2 การติดต่อสื่อสารของนักวิทยุสมัครเล่น
2.1 ประมวลรหัส Q
2.2 การรายงานสัญญาณระบบ RST
2.3 การอ่านออกเสียงตัวอักษร
2.4 คำเฉพาะและคำย่อต่าง ๆที่ควรรู้
2.5 การปฏิบัติและมารยาทในการเรียกขาน และการติดต่อสื่อสาร
2.6 การรับและแจ้งเหตุฉุกเฉิน
2.7 สมุดบันทึกการติดต่อสื่อสาร

วิชาที่ 3 ทฤษฎีต่าง ๆ สำหรับนักวิทยุสมัครเล่น
3.1 ทฤษฎีไฟฟ้า
- คำนำหน้าหน่วย
- ตัวนำไฟฟ้าและฉนวนไฟฟ้า
- แหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าแบบต่าง ๆ
- คุณสมบัติของแบตเตอรี่แบบต่าง ๆ
- แรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า ตัวต้านทาน กำลังไฟฟ้า และกฎของโอห์ม
- การต่อตัวต้านทานแบบอนุกรม และแบบขนาน
- ไฟฟ้ากระแสตรง และไฟฟ้ากระแสสลับ
- ตัวเก็บประจุไฟฟ้า ตัวเหนี่ยวนำไฟฟ้า และการต่อแบบอนุกรม และแบบขนาน
- คาปาซิตีฟรีแอกแตนซ์ อิมพีแดนซ์ และรีโซแนนซ์
- หม้อแปลงไฟฟ้า
- สัญลักษณ์ของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ควรรู้
- เดซิเบล
3.2 ทฤษฎีอิเล็กทรอนิกส์
- หน้าที่โดยสังเขปและสัญลักษณ์ของอุปกรณ์บางอย่าง ได้แก่ ไดโอด ทรานซิสเตอร์ ผลึกแร่ ไมโครโฟน ลำโพง หลอดวิทยุ และไอซี
3.3 หลักการทำงานของเครื่องรับ-ส่งวิทยุ
- หน้าที่ของภาคต่าง ๆ ในเครื่องรับ/ส่งวิทยุแบบ TRF และแบบซุปเปอร์เฮเทอโรดายน์
- AM และ FM
- คุณสมบัติของเครื่องรับ/ส่งวิทยุ
- ซิมเพล็กซ์ ฟูลดูเพล็กซ์ และเซมิดูเพล็กซ์
3.4 สายอากาศและสายนำสัญญาณ
- คุณสมบัติของคลื่นวิทยุ
- ความถี่และความยาวคลื่น
- โพลาไรเซชั่น
- คุณสมบัติของสายอากาศ
- สายอากาศพื้นฐานที่ควรรู้
- สายนำสัญญาณแบบต่าง ๆ และคุณสมบัติที่ควรรู้
- SWR และการแมทช์
- บาลัน
3.5 การแพร่กระจายคลื่น
- การแบ่งย่านความถี่
- ลักษณะการแพร่กระจายคลื่นของย่านความถี่ต่าง ๆ
- องค์ประกอบที่มีผลต่อระยะการรับ/ส่งในย่าน VHF

วิชาที่ 4 หลักปฏิบัติของนักวิทยุสมัครเล่น
4.1 ข้อพึงระวังเรื่องความปลอดภัย
4.2 การใช้เครื่องมือวัดและอุปกรณ์ประกอบต่าง ๆ
4.3 สาเหตุและการลดปัญหาการรบกวน

หมายเหตุ วิธีการสอบ
ทดสอบความรู้ความเข้าใจในวิชาต่าง ๆ ตามหลักสูตรการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นของกรมไปรษณีย์โทรเลข ด้วยวิธีการสอบข้อเขียนโดยข้อสอบจะเป็นปรนัยจำนวน 100 ข้อ ที่นำมาจากหนังสือข้อสอบกลางพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น ซึ่งจัดพิมพ์โดยสวัสดิการกรมไปรษณีย์โทรเลข

เกณฑ์การตัดสิน
เกณฑ์การตัดสินในการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นนั้นได้กำหนดไว้ว่า ผู้ที่จะถือว่าเป็นผู้สอบได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น ต้องเป็นผู้ที่สอบได้คะแนนตามหลักสูตรการสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นของกรมไปรษณีย์โทรเลข ไม่ต่ำกว่าร้อยละหกสิบ
ข้อกำหนดทางเทคนิคของสถานีวิทยุสมัครเล่น

ข้อกำหนดทางเทคนิคของสถานีวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น
ให้ใช้ความถี่ในย่าน 144-146 MHz ตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนด
สถานีวิทยุสมัครเล่น ควบคุมข่ายให้ใช้กำลังส่งไม่เกิน 60 วัตต์
สถานีวิทยุสมัครเล่นชนิดติดตั้งประจำที่ หรือติดตั้งในรถยนต์ ให้ใช้กำลังส่งไม่เกิน 10 วัตต์
และเครื่องมือถือให้มีกำลังส่งไม่เกิน 5 วัตต์

ข้อกำหนดทางเทคนิคของสถานีวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง
ให้ใช้ความถี่ต่อไปนี้ ย่าน 144 - 146 Mhz ตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนด
ย่าน 7,000 - 7,100 KHz ย่าน 14,000 - 14,350 KHz ย่าน 21,000 - -21,450 KHz ย่าน 28,000 - -29,700 KHz
ให้ใช้กำลังส่งตามที่ กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนด
รับ - ส่ง ข่าวสารประเภทเสียงและสัญญาณโทรเลขรหัสมอร์ส ตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนด

ข้อกำหนดทางเทคนิคของสถานีวิทยุสมัครเล่นขั้นสูง
ให้ใช้ความถี่ต่อไปนี้ ย่าน 144 - 146 Mhz ตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนด
ย่าน 7,000 - 7,100 KHz ย่าน 14,000 - 14,350 KHz ย่าน 21,000 - -21,450 KHz ย่าน 28,000 - -29,700 KHz ให้ใช้กำลงส่งตามที่ กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนดสูงกว่าขั้นกลาง
รับ - ส่ง ข่าวสารประเภทเสียงและสัญญาณโทรเลขรหัสมอร์ส ความเร็วสูงกว่าขั้นกลาง ตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนด

สัญญาณเรียกขาน (Call Sign)

ข้อกำหนดของสัญญานเรียกขาน
ตามกฎข้อบังคับ วิทยุระหว่างประเทศกำหนด ให้สถานีวิทยุคมนาคม ให้สัญญาณเรียกขาน (Call Sign) เพื่อประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งจะทำให้ทราบว่าเป็นสัญญาณมาจากสถานีใด เป็นสถานีในกิจการประเภทใด และเป็นของประเทศใด หรืออยู่ในพื้นที่ใดของประเทศ เช่น HSA - HAZ และ E2A - E2Z คืออักษรขึ้นต้นสัญญาณ เรียกขานระหว่างประเทศสำหรับ ประเทศไทย เป็นต้น กรมไปรษณีย์โทรเลข จะเป็นผู้กำหนดสัญญาณเรียกขาน

สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบที่ระบุ ในข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ และกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้

HS n X
HS n XX
HS n XXX

จากรหัสข้างต้นนั้น มีความหมายตาม อักษรดังนี้

HS หมายถึง ระบุว่าเป็นประเทศไทย ตามข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ เป็นรหัสเก่า ที่ยังเหลือใช้อยู่
n หมายถึง ตัวเลข 0 ถึง 9 ใช้ระบุว่าอยู่ในเขตพื้นที่ใดของประเทศไทย
พยัญชนะ 1 ตัว หรือ 2 ตัว หรือ 3 ตัว มีรายละเอียดดังนี้
X - ใช้สำหรับระดับ VIP สูงสุดของประเทศ
XX - ใช้เรียงตามลำดับจาก AA - ZZ ยกเว้น AA - AZ ซึ่งสำรองไว้สำหรับสถานีกรณีพิเศษ เช่น สถานีทวนสัญญาณ (beacon), สถานีของชมรม หรือสมาคม (Club Station) และ สถานีชั่วคราวเฉพาะกิจ และยกเว้น CQ, HS
XXX - ใช้เรียงตามลำดับจาก AAA - ZZZ ยกเว้น DDD ,QAA - QZZ , SOS และ TTT


E2 n X
E2 n XX
E2 n XXX

จากรหัสข้างต้นนั้น มีความหมายตาม อักษรดังนี้

E2 หมายถึง ระบุว่าเป็นประเทศไทย ตามข้อบังคับวิทยุระหว่างประเทศ เป็นรหัสใหม่ ทีมีใช้กันแล้ว ในบางพื้นที่
n หมายถึง ตัวเลข 0 ถึง 9 ใช้ระบุว่าอยู่ในเขตพื้นที่ใดของประเทศไทย
พยัญชนะ 1 ตัว หรือ 2 ตัว หรือ 3 ตัว มีรายละเอียดดังนี้
X - ใช้สำหรับระดับ VIP สูงสุดของประเทศ
XX - ใช้เรียงตามลำดับจาก AA - ZZ ยกเว้น AA - AZ ซึ่งสำรองไว้สำหรับสถานีกรณีพิเศษ เช่น สถานีทวนสัญญาณ (beacon), สถานีของชมรม หรือสมาคม (Club Station) และ สถานีชั่วคราวเฉพาะกิจ และยกเว้น CQ, HS
XXX - ใช้เรียงตามลำดับจาก AAA - ZZZ ยกเว้น DDD ,QAA - QZZ , SOS และ TTT



การแบ่งเขตสัญญาณเรียกขานในประเทศ

สัญญาณเรียกขานแบ่งกลุ่มตามพื้นที่

1. สัญญาณเรียกขาน "HS 1 XXX" และ HS 2 XXX" มี 10 จังหวัด
กรุงเทพมหานคร ชัยนาท นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สมุทรปราการ สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง

2. สัญญาณเรียกขาน "HS 2 XXX" มี 7 จังหวัด
จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี ระยอง

3. สัญญาณเรียกขาน "HS 3 XXX" มี 7 จังหวัด
ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี

4. สัญญาณเรียกขาน "HS 4 XXX" มี 10 จังหวัด
กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครพนม มุกดาหาร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เลย สกลนคร นองคาย อุดรธานี

5. สัญญาณเรียกขาน "HS 5 XXX" มี 9 จังหวัด
เชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์

6. สัญญาณเรียกขาน "HS 6 XXX" มี 8 จังหวัด
กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุทัยธานี

7. สัญญาณเรียกขาน "HS 7 XXX" มี 8 จังหวัด
กาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี

8. สัญญาณเรียกขาน "HS 8 XXX" มี 7 จังหวัด
กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต ระนอง สุราษฎร์ธานี

9. สัญญาณเรียกขาน "HS 9 XXX" มี 7 จังหวัด
ตรัง นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล


สัญญาณเรียกขานใหม่

การแบ่งเขตนามเรียกขานใหม่

เขต 1 HS0, HS1 ใช้สัญญาณเรียกขาน E20 E21 E22 E23 E24 E25 E26
เขต 2 HS2 ใช้สัญญาณเรียกขาน E27
เขต 3 HS3 ใช้สัญญาณเรียกขาน E27
เขต 4 HS4 ใช้สัญญาณเรียกขาน E27
เขต 5 HS5 ใช้สัญญาณเรียกขาน E28
เขต 6 HS6 ใช้สัญญาณเรียกขาน E28
เขต 7 HS7 ใช้สัญญาณเรียกขาน E29
เขต 8 HS8 ใช้สัญญาณเรียกขาน E29
เขต 9 HS9 ใช้สัญญาณเรียกขาน E29


ข้อห้ามต่างๆ ในกิจการวิทยุสมัครเล่น
-กิจการวิทยุสมัครเล่น มีข้อห้ามดังต่อไปนี้

-ติดต่อกับสถานีวิทยุสมัครเล่นในประเทศที่ไม่อนุญาตให้มีกิจการวิทยุสมัครเล่น

-ใช้รหัสลับในการติดต่อสื่อสารนอกเหนือไปจากประมวลคำย่อสากล ที่ใช้ใน กิจการวิทยุสมัครเล่น

-รับส่งข่าวสาร ที่นอกเหนือไปจากกิจการวิทยุสมัครเล่น เช่น การส่งข่าวทาง ธุรกิจ การค้า

-การส่งข่าวสารที่ต้องพึ่งบริการ โทรคมนาคม

-การจ้างวานรับส่งข่าวสารไปยังบุคคลที่สาม

-การใช้ถ้อยคำหยาบคายไม่สุภาพในการติดต่อ

-การรับส่งข่าว อันมีเนื้อหาละเมิดต่อกฎหมายบ้านเมือง

-ส่งเสียงดนตรี รายการบันเทิง และรายการโฆษณาทุกประเภท

-จงใจกระทำให้เกิดการรบกวน ต่อการสื่อสารของสถานีอื่น ๆ เช่น การส่งสัญญาณคลื่นรบกวนประเภทต่าง ๆ

-ติดต่อกับ สถานีที่ไม่ได้รับอนุญาต

-ใช้สัญญาณเรียกขานปลอม หรือแอบอ้างใช้สัญญาณเรียกขานของผู้อื่น

-แย่งใช้ช่องสัญญาณติดต่อสื่อสาร

-ยินยอมให้ผู้อื่นที่ไม่มีใบอนุญาต ใช้สถานีหรือเครื่องวิทยุ

-กระทำผิดกฎหมายวิทยุคมนาคม หรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ความรู้เกี่ยวกับ วิทยุสมัครเล่น

|0 ความคิดเห็น
ความรู้เกี่ยวกับ วิทยุสมัครเล่น
 
ความรู้เกี่ยวกับ วิทยุสมัครเล่น

ความเป็นมาของกิจการวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทย
กิจการวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทย
กิจการวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทย ได้เริ่มด้วยกลุ่มผู้สนใจในกิจการวิทยุสมัครเล่น รวมตัวก่อตั้งสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2507 และได้พยายามขออนุญาต มีและใช้เครื่องวิทยุโทรคมนาคม สำหรับกิจการวิทยุสมัครเล่น ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตเนื่องจากหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติยังไม่มั่นใจว่ากิจการวิทยุสมัครเล่นจะได้ประโยชน์ ตามวัตถุประสงค์ และการควบคุมจะทำได้เพียงใด

เพื่อเป็นการส่งสริมกิจการวิทยุสมัครเล่นอีกทางหนึ่ง กรมไปรษณีย์โทรเลขจึงได้มีโครงการทดลองให้มีกิจการวิทยุสมัครเล่น
ในรูปของ นักวิทยุอาสาสมัคร หรือ VR ขึ้น เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2524 กรมไปรษณีย์โทรเลข ได้เปิดข่ายวิทยุอาสามัครขึ้นโดยจัดตั้งเป็นชมรมนักวิทยุอาสาสมัคร มีผู้อำนวยการกองต่าง ๆ สังกัดกรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นคณะกรรมการชมรมฯ และอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นประธานชมรมฯ ผู้ที่จะเป็นสมาชิกจะต้องได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น และต้องผ่านการสอบประวัติจากสำนักข่าวกรองแห่งชาติและจากกรมตำรวจ ว่าไม่เป็นบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศชาติ เมื่อมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้วกรมไปรษณีย์โทรเลขจะออกใบอนุญาตมีและใช้ เครื่องวิทยุโทรคมนาคมและอนุญาตให้เป็นนักวิทยุอาสาสมัครหรือ VR โดยการกำหนดสัญญาณเรียกขาน (CALL SIGN) ให้
สัญญาณเรียกขานที่กำหนดขึ้น จะขึ้นต้นด้วย VR และตามด้วยตัวเลขจาก VR001 ไปตามลำดับก่อนหลัง

เพื่อให้การกำกับดูแลการใช้วิทยุคมนาคมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ กรมไปรษณีย์โทรเลขจึงได้จัดตั้งศูนย์ควบคุมข่ายมีสัญญาณเรียกขานว่า "ศูนย์สายลม" ขึ้นที่บริเวณภายในกรมไปรษณีย์โทรเลขและอนุญาตให้ใช้ความถี่ได้เพียง 3 ช่องคือ 144.500 - 144.600 และ 144.700 MHz

ในการเปิดสอบรุ่นแรกมีผู้สอบได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น จำนวน 312 คน การใช้ช่องความถี่ในการติดต่อสื่อสารเริ่มหนาแน่นขึ้นเมื่อจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2525 กรมไปรษณีย์โทรเลขได้เพิ่มความถี่ให้อีกหนึ่งช่องคือ 145.000 MHz เป็นช่องสำหรับแจ้งเหตุโดยศูนย์สายลมทำหน้าที่ประสานงานให้ระหว่างนักวิทยุสมัครเล่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ตำรวจ โดยนักวิทยุสมัครเล่นทำหน้าที่เป็นพลเมืองดี ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กับทางราชการ ในกรณีที่นักวิทยุสมัครเล่นพบเห็นผู้กระทำความผิด ก็จะแจ้งให้ศูนย์สายลมทราบ เมื่อศูนย์สายลมรับข่าวแล้วจะทำหน้าที่กลั่นกรองเรียบเรียงข่าวนั้น ให้เป็นไปตามหลักการของการส่งข่าวที่ถูกต้องก่อนส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินการตามหน้าที่ต่อไป ในทางกลับกันเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องการให้นักวิทยุสมัครเล่นช่วยสังเกตผู้กระทำผิดกฎหมาย เช่น คดีรถหายหรือคดีชนแล้วหนีตำรวจแจ้งให้ศูนย์สายลมทราบ
เพื่อกระจายข่าว ให้นักวิทยุสมัครเล่นได้ช่วยสังเกตและติดตามเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการสายตรวจร่วมระหว่างนักวิทยุสมัครเล่นกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยให้นักวิทยุสมัครเล่นเป็นผู้ใช้เครื่องวิทยุ
และความถี่วิทยุในย่านของกิจการวิทยุสมัครเล่น ในการติดต่อประสานงานและใช้ยานพาหนะของนักวิทยุสมัครเล่นออกตรวจตามถนนสายต่าง ๆ ในตอนกลางคืนโดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะให้หน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเห็นประโยชน์ ของกิจการวิทยุสมัครเล่น
ในปีพ.ศ. 2526 ได้มีการจัดตั้งสมาคมนักวิทยุอาสาสมัครขึ้น เพื่อให้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย จากผลงานที่นักวิทยุสมัครเล่นในรูปของนักวิทยุอาสาสมัครได้รับการยอมรับว่ากิจการวิทยุสมัครเล่น
เป็นกิจการที่มีประโยชน์

เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2530 กรมไปรษณีย์โทรเลขจึงได้อนุญาตให้มีกิจการวิทยุสมัครเล่น
ในประเทศไทยได้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ (กบถ.) ซึ่งออกเป็นระเบียบของคณะกรรมการประสานงานการจัดและบริหารความถี่วิทยุแห่งชาติ
ว่าด้วยกิจการวิทยุสมัครเล่น พ.ศ. 2530 ผลของระเบียบนี้ทำให้ต้องมีการกำหนดสัญญาณเรียกขานให้เป็นตามสากล
เช่น VR001 เป็น HS1BA และ VR คนสุดท้ายคือ VR2953 ดังนั้นนักวิทยุสมัครเล่นทุกคนจะต้องมีสัญญาณเรียกขานสากล
ที่ขึ้นต้นด้วย HS ซึ่งหมายถึงประเทศไทย ตามด้วยเลข 1 ถึง 0 โดยตัวเลขในสัญญาณเรียกขานนั้นจะแสดงให้ทราบว่านักวิทยุสมัครเล่นคนนั้นอยู่ในเขตใด เช่น HS1 และ HS0 หมายถึงนักวิทยุสมัครเล่นภาคกลาง HS9 หมายถึงนักวิทยุสมัครเล่นที่อยู่ภาคใต้ เป็นต้น
และตามด้วยอักษร 2 ตัว และ 3 ตัวตามลำดับ

ปัจจุบันมีผู้สอบได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นแล้วจำนวนมากกว่า 160,000 คน และผู้ได้รับอนุญาต
มี CALL SIGN แล้วจำนวนมากกว่า 92,000 คน จำนวนช่องความถี่ที่ได้รับอนุญาตให้เพิ่มขึ้นเต็มย่านVHF จำนวน 81 ช่อง และเพื่อความรอบคอบในกรณีที่สัญญาณเรียกขานที่ขึ้นต้นด้วย HS จัดให้หมดแล้ว กรมไปรษณีย์โทรเลขได้ขอให้สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) กำหนดอักษรสำหรับ CALL SIGN ของประเทศไทยเพิ่มขึ้นใหม่ ITU ได้กำหนดให้ใช้ E2 ซึ่งจะใช้แทน HS ต่อไป

กิจการวิทยุสมัครเล่นไทยได้สร้างเกียรติประวัติในการช่วยเหลือทางราชการในการแจ้งข่าว เมื่อเกิดพายุเกย์พัดเข้าบริเวณจังหวัดชุมพรและจังหวัดใกล้เคียงปลายปี พ.ศ. 2532 ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายอย่างมาก เสาไฟฟ้าแรงสูงและสายอากาศวิทยุถูกพายุพัดล้ม เสียหายเป็นจำนวนมาก รวมทั้งระบบสื่อสารของทางราชการถูกตัดขาด
ไม่สามารถติดต่อกันได้ รัฐบาลได้ขอความร่วมมือนักวิทยุสมัครเล่นให้ช่วยติดต่อรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้รัฐบาลได้ทราบเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้น นักวิทยุสมัครเล่นได้ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้รัฐบาลสามารถทราบถึงความเดือดร้อนและความเสียหายของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลได้เห็นประโยชน์ของนักวิทยุเป็นอย่างดียิ่ง และยอมรับว่ากิจการวิทยุสมัครเล่นเป็นกิจการที่มีความสำคัญ ควรได้รับการสนับสนุนให้เจริญก้าวหน้าต่อไป


วัตถุประสงค์ของกิจการวิทยุสมัครเล่น
กิจการวิทยุสมัครเล่น มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1.เสริมสร้างประโยชน์ต่อสังคมและความปลอดภัยของชาติ
2.ใช้เป็นข่ายสื่อสารสาธารณะสำรองในยามฉุกเฉินหรือเกิดภัยพิบัติ
3.พัฒนาความรู้ด้านวิชาการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุ
4.ฝึกฝนพนักงานวิทยุให้มีความรู้ความชำนาญยิ่ง ๆ ขึ้นไป
5.เพิ่มพูนจำนวนพนักงานวิทยุสำรองไว้ใช้ประโยชน์ยามฉุกเฉิน
6.สร้างชื่อเสียงของประเทศให้เป็นที่รู้จักในวงการวิทยุระหว่างประเทศ

คุณสมบัติของพนักงานวิทยุสมัครเล่น
พนักงานวิทยุสมัครเล่นต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. มีสัญชาติไทย หรือสัญชาติอื่นที่กรมไปรษณีย์โทรเลข (สำนักงาน กทช.ในปัจจุบัน) กำหนด
2. ได้รับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่น ซึ่งกรมไปรษณีโทรเลข (สำนักงาน กทช.ในปัจจุบัน) ออกให้ หรือประกาศนียบัตรซึ่งกรมไปรษณีย์โทรเลขเทียบเท่า

ประเภทของพนักงานวิทยุสมัครเล่น
พนักงานวิทยุสมัครเล่นแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้น
2. พนักงานวิทยสมัครเล่นขั้นกลาง
3. พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นสูง

ผู้ที่ประสงค์จะเป็นพนักงานวิทยุสมัครเล่นประเภท ต่าง ๆ จะต้องสอบได้ประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นประเภทนั้น ๆ หรือ มีประกาศนียบัตรที่กรมไปรษณีย์โทรเลขเทียบเท่า และยื่นขอรับใบอนุญาตพนักงานวิทยุสมัครเล่นจากกรมไปรษณีย์โทรเลข
สำหรับผู้ที่ประสงค์จะสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลาง จะต้องสอบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นได้ก่อน
และ ผู้ที่ประสงค์จะสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นสูง จะต้องสอบประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางและขั้นต้นได้แล้ว
ซึ่งทางกรมไปรษณีย์โทรเลขเป็นผู้ดำเนินการจัดสอบเพื่อรับประกาศนียบัตรพนักงานวิทยุสมัครเล่นประเภทต่าง ๆ โดยใช้หลักสูตรตามที่กรมไปรษณีย์โทรเลขกำหนด และกรมไปรษณีย์โทรเลขจะเป็นผู้ออกประกาศนียบัตร พนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นแก่บุคคลบางประเภทตามที่ตามที่คณะกรรมการจะกำหนด

คลื่นความถี่ วิทยุสื่อสาร หน่วยงานราชการและองค์กรเอกชน

|0 ความคิดเห็น
คลื่นความถี่ วิทยุสื่อสาร หน่วยงานราชการและองค์กรเอกชน
 
ข่ายหน่วยงานราชการในกรุงเทพฯ
อัมรินทร์ (ข่ายกรุงเทพมหานคร ช่อง 1 ) 155.800 MHz
อัมรินทร์ (ข่ายกรุงเทพมหานคร ช่อง 2 ) 155.850 MHz
อัมรินทร์ (ข่ายกรุงเทพมหานคร ช่อง 3 ) 155.900 MHz
อัมรินทร์ (ข่ายกรุงเทพมหานคร ช่อง 4 ) 155.950 MHz
ผ่านฟ้า (ข่ายตำรวจนครบาล) 162.300 MHz
รามา (ข่ายตำรวจ... ) 153.050 MHz
นารายณ์ (ข่ายตำรวจ....) 153.100 MHz
กรุงธน (ข่ายตำรวจ.... ) 153.150 MHz
บก.02 (ข่ายตำรวจจราจร) 154.550 MHz
(ข่ายตำรวจทางด่วน) 152.125 MHz
ปราการ (ข่ายตำรวจเมืองสมุทรปราการ) 152.375 MHz
(ข่ายตำรวจรถไฟ) 153.250 MHz
(ข่ายตำรวจท่าเรือ) 153.550 MHz
ตำรวจตระเวณชายแดด (พหลโยธิน) 152.450 MHz
ตำรวจกองปราบปราม 151.050 MHz
พระราม (ตำรวจดับเพลิง) 164.000 MHz
กรมอุตุนิยมวิทยา 136.800 MHz
กรมทางหลวง 151.225 MHz
กองแพทย์อาสา 153.225 MHz
กรมการศาสนา 153.325 MHz
สหประชาชาติ 153.675 MHz
กรมประมง 150.675 MHz
กรมสรรพสามิต 142.800 MHz
ธนาคารออมสิน 139.025 MHz
กรมชลประทาน 139.050 MHz

ข่ายกู้ภัย / มูลนิธิ / องค์กรเอกชน
กรุงเทพ (มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง / บรรเทาสาธารณภัย) 168.275 MHz
พระนคร (มูลนิธิร่วมกตัญญู / บรรเทาสาธารณภัย) 168.775 MHz
วชิระ (หน่วยแพทย์กู้ชีพ ร.พ.วชิระพยาบาล) 171.425 MHz
นเรนทร (หน่วยแพทย์กู้ชีวิต ร.พ.ราชวิถี) 154.925 MHz

ศูนย์ อปพร.ทั่วประเทศ 162.800
ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต ทุกเขต ทั่วประเทศ  ความถี่วิทยุ VHF 150.150 MHZ.


152.705 mhz สน.ทองหล่อ
153.200 mhz รามา(บก.น1)
155.560 mhz สน.คลองตัน
156.790 mhz สน.บางเขน
153.625 mhz สน.สวนลุม
154.550 mhz บก.02
152.925 mhz นารายณ์(บก.น.6)
156.815 mhz สน.บางรัก
155.025 mhz สน.ยานนาวา
155.335 mhz สน.ทุ่งมหาเมฆ
154.270 mhz สน.มักกะสัน
153.625 mhz สน.ลุมพินี
152.220 mhz สน.บางนา
152.820 mhz สน.หัวหมาก
154.300 mhz สน.คันนายาว
155.515 mhz สน.ประเวศ
155.490 mhz สน.สุทธิสาร
151.980 mhz สน.ห้วยขวาง
153.515 mhz สน.บางชื่อ
155.690 mhz สน.พระโขนง
154.580 mhz สน.ทุ่งสองห้อง
153.975 mhz สน.พหลโยธิน
150.110 mhz สน.โชคชัย ลาดพร้าว
155.760 mhz สน.วังทองหลาง
156.740 mhz สน.โคกคราม
153.790 mhz สน.บึงกุ่ม
153.200 mhz สน.พญาไท
156.230 mhz จร.นนทบุรี
154.640 mhz สน.ปากเกร็ด
151.880 mhz สน.บางบัวทอง
155.300 mhz สน.บางกรวย
153.745 mhz กรุงธน
152.375 mhz สมุทรปราการ
153.120 mhz สมุทรสาคร
151.000 mhz ทางหลวงเหนือ
154.000 mhz ทางหลวงใต้
158.000 mhz ทางหลวงตะวันออก
155.100 mhz สน.บางยี่เรือ
155.450 mhz สน.นนทบุรี
152.925 mhz สน.พลับพลาชัย
153.515 mhz สน.บางชื่อ
153.975 mhz บก.น.2
155.450 mhz บก.น.3
154.325 mhz บก.น.4
155.100 mhz บก.น.5
153.475 mhz บก.น.7(ลอยฟ้า)
155.150 mhz บก.น.8(สุขสวัสดิ์)
153.375 mhz บก.น.9(กรุงธน)


สว่างสระเเก้ว สระเเก้ว 151.770 mhz
ศูนย์โกเมน สระเเก้ว 157.410 mhz
กู้ภัยวัฒนานคร สระเเก้ว 154.410 mhz
สว่างเที่ยงธรรม อรัญประเทศ 148.990 mhz
สว่างรัตนตรัย สระบุรี 168.475 mhz
ร่วมกตัญญู สระบุรี 151.930 mhz
สว่างเมตตา นครราชสีมา 168.275 mhz
ฮุก 31 นครราชสีมา 156.120 mhz
กู้ภัยปักธงชัย นครราชสีมา 149.390 mhz
ร่วมกตัญญู นครราชสีมา 151.930 mhz
สว่างวิชา ปากช่อง 168.475 mhz
กู้ภัยพิมาย พิมาย 154.900 mhz
สว่างจรรยา บุรีรัมย์ 145.875 mhz
สว่างโรจนธรรม บุรีรัมย์ 151.440 mhz
กู้ภัยนางรอง บุรีรัมย์ 151.390 mhz
สุรินทร์สามัคคี สุรินทร์ 168.275 mhz

การป้องกันอัคคีภัย

|0 ความคิดเห็น
การป้องกันอัคคีภัยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1.การป้องกันอัคคีภัยในเชิงรุก
1.1. ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้
1.2. ระบบเครื่องสูบและควบคุม
1.3. ระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ
1.4. ระบบสายฉีดน้ำดับเพลิง
1.5. ระบบหัวดับเพลิง
1.6. ระบบก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระบบ FM-200 และระบบสารสะอาดดับเพลิง
1.7. เครื่องดับเพลิงชนิดมือถือและอื่นๆ 

2. การป้องกันอัคคีภัยในเชิงรับ
2.1. โครงสร้างอาคาร
2.2. การแบ่งส่วนอาคาร
2.3. เส้นทางหนีไฟ
2.4. ความน่าเชื่อถือของโครงสร้าง
2.5. ประตูหนีไฟ
2.6. การป้องกันรอยต่อในระบบ


ขอบข่ายการให้บริการด้านระบบป้องกันอัคคีภัยของบริษัท ได้แก่
- การออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัย
- การติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัย
- งาน Turnkey
- การให้คำปรึกษาเกี่ยวกับระบบป้องกันอัคคีภัย
- การตรวจสอบและทดสอบระบบป้องกันอัคคีภัยภายในอาคารทุกประเภท
- การบำรุงรักษาระบบป้องกันอัคคีภัย
- การจัดการอบรมฝึกสอนและให้ความรู้เกี่ยวกับระบบป้องกันอัคคีภัย และ
การอพยพหนีไฟตามมาตรฐาน National Fire Protection Association (NFPA)


งานวิศวกรรมระบบเตือนอัคคีภัย Fire Alarm ซึ่งมีรายละเอียดการทำงาน ดังนี้
• ตรวจสอบความเรียบร้อยภายในตู้ และความสะอาด
• ตรวจสอบ Battery 24 VDC
• ตรวจสอบ Battery Charger
• ตรวจสอบหลอดไฟแสดงการทำงานของอุปกรณ์ LED Lamp
• ตรวจสอบสภาพของตู้ FCP - Control Panel
• ตรวจสอบ Function การทำงานของระบบ
• ตรวจสอบการทำงานของ Smoke และทำความสะอาด Smoke
• ตรวจสอบการทำของ Heat และทำความสะอาด Heat
• ตรวจสอบการทำของ Manual Station และทำความสะอาด Manual Station
• ตรวจสอบการทำงานของกระดิ่ง Bell ,ไฟกระพริบ Strobe ,เสียงและไฟกระพริบ Horn & Strobe

งานวิศวกรรมระบบป้องกันอัคคีภัย
1.Fire Pump (Motor) ซึ่งมีรายละเอียดการทำงาน ดังนี้
• ตรวจสอบรอยรั่ว และซ่อมรอยรั่ว
• ตรวจสอบ Alarm gong และ Alarm Valve
• ตรวจสอบ Pressure Gauge และแรงดันในระบบ
• ตรวจสอบหลอดไฟแหดงการทำงาน
• หล่อลื่นด้วยจารบี
• ทำความสะอาด Y-Strainer
• ตรวจสอบการเกิดสนิม และทาสีป้องกัน
• ตรวจสอบและปรับตั้ง Pressure relive valve
• ตรวจสอบความแน่นของน็อตยึดฐานเครื่องจักร
• ตรวจเช็ค Mechanical Seal
• ตรวจสอบสภาพของฉนวน และการลงกราวด์ของมอเตอร์
• ตรวจเช็คขั้วต่อไฟฟ้า
• ตรวจสอบสภาพ และปรับตั้ง Alignment
2 . Fire Pump (Engine) ซึ่งมีรายละเอียดการทำงาน ดังนี้
• ทำความสะอาดทั่วไป
• ตรวจสอบรอยรั่วของท่อน้ำระบายความร้อนและอื่น ๆ
• ตรวจสอบน้ำมันหล่อลื่น
• ตรวจสอบเวลาและการทำงานของโปรแกรม
• ตรวจสอบ Valve ควบคุมน้ำระบายความร้อน ( Solenoid Valve)
• ตรวจสอบแบตเตอร์รี่และน้ำกลั่น
• ตรวจสอบระบบใน Function Test ประจำสัปดาห์
• ตรวจสอบระดับน้ำในหม้อน้ำ
• ตรวจสอบระดับน้ำมันเชื้อเพลิงในถังน้ำมัน
• ทำความสะอาดแผงระบายความร้อน(รังผึ้ง)
• ตรวจสอบชุด Battery charger
• ตรวจสอบรอยรั่วและซ่อมรอยรั่ว
• ตรวจสอบ Alarm gong และ Alarm Valve
• ตรวจสอบ Pressure gauge และแรงดันในระบบ
• ตรวจสอบการทำงานของ Jocky Pump
• ตรวจสอบหลอดไฟแสดงการทำงาน
• ตรวจสอบและทำงานความสะอาดไส้กรองอากาศ
• หล่อลื่นด้วยจารบี
• ทำความสะอาด Y-Strainer
• ตรวจสอบสนิมและทาสีป้องกันสนิม
• เปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่น
• เปลี่ยนไส้กรองอากาศ
• ตรวจเช็ค Mechanical Seal
• ตรวจสอบสภาพ และปรับตั้ง Alignment
3. Jocky Pump ซึ่งมีรายละเอียดการทำงาน ดังนี้
• ทำความสะอาดพื้นที่ และอุปกรณ์
• ตรวจสอบสภาพทั่วไป เช่น ความร้อน กลิ่น เสียง การสั่นสะเทือน
• ตรวจเช็คการรั่วของซีล
• ตรวจสอบ และบันทึกค่ากระแสไฟฟ้า
• ตรวจตำแหน่ง และการทำงานของ Valve
• ตรวจสอบระบบไฟฟ้าควบคุมการทำงานของ Valve
• ตรวจเช็คสภาพโดยทั่วไปของเกจวัด
• ตรวจสอบฟิวส์และอุปกรณ์ป้องกันต่าง ๆ
• ตรวจสอบหลอดไฟแสดงการทำงาน
• ตรวจเช็คสภาพ Pressure gauge
• ตรวจสอบการทำงานของ Jocky Pump
• ทำการหล่อลื่นด้วยจารบี
• ตรวจสอบสนิมและทำสีป้องกัน
• ตรวจสอบและทำความสะอาด Strainer
• ตรวจสอบชุด Overload
• ตรวจสอบความแน่นของน็อตยึดฐานเครื่องจักร
• ตรวจสอบสภาพของฉนวน และการลงกราวด์ของมอเตอร์
• ตรวจเช็คขั้วต่อไฟฟ้า
• ตรวจสอบและปรับตั้ง Alignment

ทำไมต้องติดตั้งระบบแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้

|0 ความคิดเห็น
ทำไมต้องติดตั้งระบบแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้

1. เหตุเพลิงไหม้ เป็นภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้กับ ทุกๆสถานที่ และทุกๆเวลา
2. เหตุเพลิงไหม้ เป็นภัยร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ภายในเวลาอันสั้นเพียงไม่กี่นาที
3. หากเกิดเหตุเพลิงไหม้มากกว่า 4 นาที ก็อยากที่จะระงับเหตุได้ทันการณ์
4. เพราะท่านไม่รู้ว่าสถานที่ของท่านจะเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นเพราะเหตุใด เกิดขึ้นเวลาใด
5. ค่าของความเสียหายที่เกิดจากเหตุเพลิงไหม้ นอกจากอาคารสถานที่จะเสียหายแล้ว ยังมีทรัพย์สินมีค่า
ต่างๆภายในอาคาร และอาจจะร้ายแรงถึงขั้นสูญเสียชีวิตของผู้ที่อยู่ภายในอาคารสถานที่อีกด้วย


มาทำความรู้จัก "ไฟ" กันก่อน
ไฟ เป็นพลังงานชนิดหนึ่ง ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมหาศาล เพราะไฟเป็นต้นกำเนิดของพลังงานต่างๆ
ที่มนุษย์นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ "ไฟ" ก็อาจก่อให้เกิดภัยอย่างมหันต์ได้ หากขาดความรู้ หรือ ขาดความระมัด
ระวังในการใช้ และการควบคุม ดูแลแหล่งกำเนิดไฟ ประชาชนทั่วไปควรรู้ภยันตรายจากไฟไหม้ เพื่อจะได้มีแผนการ
ควบคุมการใช้ไฟ การใช้ความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัย พร้อมทั้งเรียนรู้ถึงวิธีการป้องกัน และระงับเหตุ
การเกิดอัคคีภัย เพื่อลดภยันตรายที่จะเกิดขึ้น
สิ่งที่ควรรู้ได้แก่
- ภยันตรายจากไฟไหม้
- การป้องกัน ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การติดตั้งระบบแจ้งเตือนเหตุอัคคีภัย
- ระงับเหตุอัคคีภัย เช่น วิธีใช้เครื่องดับเพลิง , จดเบอร์โทรศัพท์สถานีดับเพลิงที่ใกล้ที่สุดเก็บไว้
- บัญญัติ 10 ประการในอาคารสูง
- ความรู้เบื้องต้นเพื่อพ้นอัคคีภัย และ ใช้แก๊สปลอดภัย 10 วิธี


ขั้นตอนทั้ง 4 เมื่อมีไฟไหม้ โดยมีรายละเอียดดังนี้
1 ไฟไหม้จะมีความมืดปกคลุม ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ ความมืดนั้นอาจเนื่องจาก อยู่ภายในอาคารแล้ว
กระแสไฟฟ้าถูกตัด หมอกควันหนาแน่น หรือเป็นเวลากลางคืน
วิธีแก้ไข
- ติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ เพื่อให้ทราบเหตุตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ และแจ้งเตือนได้ทัน
- ติดตั้งถังดับเพลิง และเรียนรู้วิธีการใช้งานที่ถูกวิธี
- ติดตั้งอุปกรณ์ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ( Emergency Light ) ซึ่งทำงานได้ด้วยแบตเตอรี่ทันที ที่กระแส
ไฟฟ้าถูกตัด
- ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกตัด
- เตรียมไฟฉายที่มีกำลังส่องสว่างสูง ไว้ให้มีจำนวนเพียงพอในจุดที่สามารถนำมาใช้ได้สะดวก
- ฝึกซ้อมหนีไฟ เมื่อไม่มีแสงสว่าง ด้วยตนเองทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ในโรงแรม หรือแม้แต่ในโรงพยาบาล
โดยอาจใช้วิธีฝึกหลับตาเดิน ( ครั้งแรกๆ ควรให้เพื่อนจูงไป ) และควรจินตนาการด้วยว่าขณะนี้กำลังเกิด
เหตุเพลิงไหม้


2 ไฟไหม้ จะมีแก๊สพิษและควันไฟ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุเพลิงไหม้ประมาณ ร้อยละ 90 % เป็นผลจากควันไฟ
ซึ่งมีทั้งก๊าซพิษ และทำให้ขาดออกซิเจน
วิธีแก้ไข
- ติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ เพื่อให้ทราบเหตุตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ และแจ้งเตือนได้ทัน
- ติดตั้งถังดับเพลิง และเรียนรู้วิธีการใช้งานที่ถูกวิธี
- จัดเตรียม หน้ากากหนีไฟฉุกเฉิน (Emergency smoke mask)
- ใช้ถุงพลาสติกใส ขนาดใหญ่ตักอากาศแล้วคลุมศีรษะหนีฝ่าควัน (ห้ามฝ่าไฟ)
- คืบ คลานต่ำ อากาศที่พอหายใจได้ยังมีอยู่ใกล้พื้น สูงไม่เกิน 1 ฟุต แต่ไม่สามารถ ทำได้เมื่ออยู่ในชั้นที่สูงกว่า
แหล่งกำเนิดควัน


3 ไฟไหม้ จะมีความร้อนสูงมากหากหายใจเอาอากาศที่มีความร้อน 150 องศาเซลเซียส เข้าไปท่านจะเสียชีวิตทันที
ในขณะที่เมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วประมาณ 4 นาทีอุณหภูมิจะสูงขึ้นกว่า 400 องศาเซลเซียส
วิธีแก้ไข
- ติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเตือนเหตุเพลิงไหม้ เพื่อให้ทราบเหตุตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุ และแจ้งเตือนได้ทัน
- ติดตั้งถังดับเพลิง และเรียนรู้วิธีการใช้งานที่ถูกวิธี
- ถ้าทราบตำแหน่งต้นเพลิงและสามารถระงับเพลิงได้ ควรระงับเหตุเพลิงไหม้ ด้วยความรวดเร็ว ไม่ควรเกิน 4 นาที
หลังจากเกิดเปลวไฟ ควรหนีจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด ไปยังจุดรวมพล (Assembly Area)


4 ไฟไหม้ลุกลามรวดเร็วมาก เมื่อเกิดเปลวไฟขึ้นมาแล้ว ท่านจะมีเวลาเหลือ ในการเอาชีวิตรอดน้อยมาก
ระยะการเกิดไฟไหม้ มี 3 ระยะ ดังนี้
4.1 ไฟไหม้ขั้นต้น คือ ตั้งแต่เห็นเปลวไฟ จนถึง 4 นาที สามารถที่จะดับได้ โดยใช้เครื่องดับเพลิงเบื้องต้น แต่
ผู้ใช้จะต้องเคยฝึกอบรมการใช้เครื่องดับเพลิงมาก่อน จึงจะมีโอกาส ระงับเหตุ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.2 ไฟไหม้ขั้นปานกลาง ถึงรุนแรง คือ ระยะเวลาไฟไหม้ไปแล้ว 4 นาที ถึง 8 นาที อุณหภูมิจะสูงมากเกินกว่า
400 องศาเซลเซียส หากจะใช้เครื่องดับเพลิง เบื้องต้น ต้องมีความชำนาญ และ ต้องมีอุปกรณ์จำนวนมาก
เพียงพอ จึงควรใช้ระบบดับเพลิงขั้นสูง จึงจะมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากกว่า
4.3 ไฟไหม้ขั้นรุนแรง คือ ระยะเวลาไฟไหม้ต่อเนื่องไปแล้ว เกิน 8 นาที และ ยังมีเชื้อเพลิงอีกมากมายอุณหภูมิ
จะสูงมากกว่า 600 องศาเซลเซียส ไฟจะลุกลามขยายตัวไป ทุกทิศทาง อย่างรุนแรง และ รวดเร็ว
การดับเพลิง จะต้องใช้ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี พร้อมมีอุปกรณ์ในการระงับเหตุที่ดี และเพียงพอ
กับการระงับเหตุ ขั้นรุนแรง




สรุปการป้องกันเหตุ เพลิงไหม้ ที่ดีที่สุดคือ
- ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ การป้องกันเหตุเพลิงไหม้
- หมั่นตรวจสอบ แหล่งจ่ายไฟต่างๆในสถานที่ และตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
- ติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเตือนเหตุอัคคีภัย ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของทาง NFPA และ ว.ส.ท. กำหนดไว้
- ติดตั้งถังดับเพลิง และศึกษาวิธีใช้งานอย่างถูกต้อง
- ติดตั้งอุปกรณ์ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ( Emergency Light ) ซึ่งทำงานได้ด้วยแบตเตอรี่ทันที ที่กระแสไฟฟ้าถูกตัด
- ฝึกซ้อมการอพยพ ออกจากสถานที่ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
- เก็บทรัพย์สินมีค่า และเอกสารสำคัญ ไว้รวมกัน เมื่อเกิดเหตุจะได้เอาออกมาได้โดยง่าย


การดับไฟในครัวที่เกิดจากตั้งน้ำมันทิ้งไว้จนร้อนเกินไปในกระทะ หรือ ในหม้อ พอน้ำมันร้อนก็จะเกิด ไอน้ำมัน ขึ้น
ซึ่งถ้ามันระเหยไปสัมผัสกับ ไฟก้นกระทะ หรือ ไฟก้นหม้อ มันก็จะทำให้เกิดไฟลุกไหม้ขึ้นมาใน กระทะ หรือ หม้อ
ดูตัวอย่างจาก คลิปวีดีโอ ด้านบน การเกิดเหตุอัคคีภัยในรูปแบบนี้ จะเกิดได้ทั้งไม่มีคนอยู่ และมีคนอยู่ ในที่เกิดเหตุ


วิธีดับไฟที่ดีที่สุดในกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม่แบบนี้ก็ คือ
1. อย่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ให้รีบตั้งสติให้เร็วที่สุด เวลาเจอเหตุการณ์ไฟไหม้แบบนี้
2. อย่าเอาน้ำไปสาดดับไฟที่เกิดขึ้น ในกระทะ หรือ ในหม้อ เด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะเป็นแบบใน คลิปวีดีโอ
ด้านบน คือ เปลวไฟจะพุ่งสูงขึ้น และ ไฟจะยิ่งลุกแรงขึ้นกว่าเดิม
3. ให้รีบไป ปิดวาล์ว ที่ เตาแก๊ส หรือ ถังแก๊ส ก่อนเป็นอันดับแรก
4. ให้หา ผ้าอะไรก็ได้ที่ผืนใหญ่หน่อย ไปชุบน้ำ แล้วรีบไปวางปิดคลุมที่ หม้อ หรือ กระทะ ที่เกิดไฟลุกไหม้
โดยจะต้องคลุมปิดให้มิดเลยนะครับ ดูภาพได้จาก คลิปวีดีโอ ด้านบน
5. ให้รอจนกว่า เปลวไฟ จะดับสนิทไปเอง
6. เปิดประตู และ หน้าต่าง ในห้องครัวให้หมด เพื่อไล่ควันที่อบอยู่ในห้องครัวออกไป
7. รีบไปแจ้งเพื่อนบ้านข้างเคียงให้ทราบเหตุ จะได้ไม่ตกใจไปกันใหญ่จนถึงขั้นเรียก รถดับเพลิง มาดับไฟ

ระบบป้องกันอัคคีภัย กับมาตรฐาน NFPA

|0 ความคิดเห็น
ระบบป้องกันอัคคีภัย กับมาตรฐาน NFPA

1) NFPA คืออะไร?
NFPA เป็นชื่อย่อของ National Fire Protection Association ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อ
ปี ค.ศ. 1896 หรือ 108 ปีมาแล้ว เป็นองค์กรชั้นนำของโลกที่สนับสนุนกิจกรรม ด้านการ
ป้องกันอัคคีภัย สำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นองค์กรที่ประกอบกิจกรรมโดย
ไม่แสวงหาผลกำไร ( Non-Profit Organization ) มีสมาชิกรายบุคคลทั่วโลกกว่า
75,000 ราย และ มีองค์กรทางวิชาชีพ และ ทางการค้าระดับนานาชาติเป็นสมาชิกกว่า
80 องค์กร

ภารกิจหลักของ NFPA คือ จัดทำและสนับสนุนการกำหนดมาตรฐาน ที่พัฒนามาจากสถิติ และ
ข้อมูลความเสียหายจริงของชีวิตและทรัพย์สิน อันเนื่องมาจากอัคคีภัยและอุบัติภัยต่างๆ ด้วยวิธี
ประชามติ การวิจัย การฝึกอบรม และ การให้ความรู้ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะลดปัญหา และความ
สูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากอัคคีภัยและอุบัติภัยต่างๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชากรโลก

นอกจากนี้ NFPA ยังเป็นแหล่งรวมข้อมูลที่สำคัญด้านความปลอดภัยของสาธารณชน มาตรฐาน
ความปลอดภัยของ NFPA กว่า 300 ประเภท ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ และนำมาใช้
ในกระบวนการก่อสร้างและบริหารจัดการอาคารให้มีความปลอดภัย โดยครอบคลุมตั้งแต่การออก
แบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ จนถึงการดับเพลิงเมื่อเกิดอัคคีภัย


2) การตรวจสอบระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยสำคัญอย่างไร?
การบริหารจัดการอาคารให้ปลอดภัยจากอัคคีภัยนั้น นอกจากการออกแบบและการก่อสร้างที่ถูก
ต้องแล้ว ยังมีกระบวนการที่สำคัญอีกกระบวนการหนึ่งคือ การตรวจสอบระบบความปลอดภัยจาก
อัคคีภัยประจำอาคารโดยหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพหรือบุคคลากรที่ได้รับการอบรมฝึกฝน การ
ตรวจสอบระบบดังกล่าวต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริหารอาคารได้ทราบถึงสถานภาพ
ความพร้อมของระบบ เพื่อที่จะสามารถรักษาระดับความปลอดภัยของอาคารมิให้เสื่อมถอยลง


3) ประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยที่เสื่อมถอยลงนั้น มีสาเหตุจากปัจจัยอะไรบ้าง? 
- นโยบายการบริหารที่ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยต่ำ เมื่อเปรียบเทียบ
กับระบบอำนวยความสะดวก ระบบเทคโนโลยีอันทันสมัย และภาพลักษณ์ของอาคาร

- ระบบและอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคาร เสื่อมประสิทธิภาพไปตามระยะเวลา
- ระบบขาดการบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีและตามกำหนดเวลา อันเนื่องมาจากนโยบายการบริหาร
จัดการ และคุณภาพของบุคคลากรระดับช่างบำรุงรักษา


4) จากการสังเกตโดยทั่วไปจะทราบหรือไม่ว่าระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยในอาคารมีความ
พร้อมและสามารถทำงานได้ขณะเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน?

ระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยในอาคารจะทำงานเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น
การสังเกตุ อย่างผิวเผินโดยทั่วไปไม่สามารถที่จะทราบถึงสถานภาพความพร้อมในการ
ทำงานของระบบได้ ซึ่งแตกต่างจากระบบอื่นๆ เช่น ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง หรือ ระบบ
ปรับอากาศ ที่สามารถทราบถึงความบกพร่องได้เมื่อไฟดับหรือเครื่องปรับอากาศไม่เย็น
จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ และทดสอบระบบความปลอดภัยด้านอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ


5) ทำไมจึงไม่สามารถควบคุมการลุกลามของไฟและควันในกรณี “อัคคีภัยโรงแรมรอยัลจอม
เทียน” เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ถึง 91 ศพ?

จากข้อมูลการสอบสวนของ NFPA พบว่า อาคารโรงแรมดังกล่าวเป็นอาคารที่มีการออกแบบ
และติดตั้งระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นกระบวนการปรกตื
ที่ไม่แตกต่างจากอาคารทั่วไป แต่ขาดการตรวจสอบ และ บำรุงรักษาระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
ทำให้ระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยดังกล่าวไม่ทำงานขณะเกิดเหตุ ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แจ้งว่า
ไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัย และไม่มีน้ำในระบบดับเพลิง ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ไม่สามารถ
ควบคุมการลุกลามที่รวดเร็วของไฟได้ ทำให้เกิดความเสียหายทั้ง 91 ชีวิตที่มิอาจทดแทน และ
ธุรกิจที่กำลังดำเนินอยู่ต้องเสียหายและหยุดชะงักลง NFPA ได้สรุปและนำเสนอแนวทางแก้ไข
ปัญหาที่สำคัญข้อหนึ่งคือการตรวจสอบระบบความปลอดภัยจากอัคคีภัยในอาคาร

ระบบป้องกันฟ้าผ่า

|0 ความคิดเห็น
ระบบป้องกันฟ้าผ่า

ระบบป้องกันฟ้าผ่ามีส่วนประกอบที่สำคัญๆ สามารถแบ่งได้เป็น 3 ส่วนดังนี้
1.       หัวล่อฟ้า (Lightning Air-terminal)2.       ตัวนำลงดิน (Down Conductor/Down Lead)3.       แท่งกราวนด์ฟ้าผ่า (Lightning Ground)
1.  หัวล่อฟ้า ในกรณีที่เกิดฟ้าผ่าขึ้นหัวล่อฟ้าจะเป็นตำแหน่งที่เราต้องการให้ฟ้ามาผ่าลง ดังนั้นหัวล่อฟ้าจึงควรติดอยู่ในตำแหน่งที่สูงสุดเท่าที่จะสามารถทำได้  เช่น อยู่เหนือจากจุดที่สูงที่สุดของอาคาร ( เสาอากาศทีวี, เสาอากาศวิทยุ, แท๊งค์น้ำ ฯลฯ ) ขึ้นไปอย่างน้อย 2 เมตร (ตามมาตรฐานของบริษัทสตาบิล)   ตัวหัวล่อฟ้าควรทำด้วยโลหะที่มีคุณสมบัติการเป็นตัวนำไฟฟ้าที่ดี ทนต่อการหลอมละลาย เช่น แท่งทองแดง แท่งสเตนเลส แท่งทองแดงชุบดีบุก แท่งเหล็ก หรือวัสดุตัวนำอื่นๆ ซึ่งการพิจารณาวัสดุที่นำมาใช้ สามารถพิจารณาได้จากพื้นที่ที่ติดตั้ง  เช่น กรณีอยู่ใกล้ทะเลควรใช้วัสดุที่สามารถทนการกัดกร่อนได้ดี หรือพิจารณาจากงบประมาณที่ตั้งไว้เป็นต้น การติดตั้งหัวล่อฟ้าจะต้องไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของหัวล่อฟ้าเชื่อมต่อกับตัวอาคาร ทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบจากฟ้าผ่าที่อาจเกิดขึ้นกับตัวอาคารและระบบไฟฟ้าในอาคารของท่าน  ตัวหัวล่อฟ้าควรมีลักษณะเป็นปลายแหลม เนื่องจากจะมีคุณสมบัติในการถ่ายเทประจุไฟฟ้าในอากาศได้ดี และควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 3/8 นิ้ว ยาวไม่น้อยกว่า 10 นิ้ว ( ตามมาตรฐาน UL96)  ทั้งนี้เพื่อให้สามารถรองรับกระแสฟ้าผ่าขนาดใหญ่ได้ดี
2.  ตัวนำลงดิน ควรใช้สายตัวนำที่มีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้าได้ดี ทนต่อการหลอมละลาย เช่นสายไฟ THW,  สายทองแดงเปลือย, สายเหล็ก หรือสายตัวนำอื่นๆ ขนาดพื้นที่หน้าตัดไม่น้อยกว่า 70 มม2.(ตามมาตรฐานของบริษัทสตาบิล)  ซึ่งการพิจารณาวัสดุที่นำมาใช้ สามารถพิจารณาได้จากพื้นที่    เช่นกรณีอยู่ใกล้ทะเลควรใช้วัสดุที่สามารถทนการกัดกร่อนได้ดี พิจารณาจากความยากง่ายในการติดตั้ง และจากงบประมาณที่ตั้งไว้เป็นต้น การต่อลงดินควรหาแนวเดินสาย ( จากหัวล่อฟ้าจนถึงแท่งกราวนด์ฟ้าผ่า ) ที่สั้นที่สุดและเป็นแนวเส้นตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งนี้เพื่อลดการเกิด Flash over เข้าบริเวณด้านข้างของอาคาร การต่อสายตัวนำลงดินควรใช้ Down-lead Support ชนิดลูกถ้วย Ceramic ในการยึดสาย ทั้งนี้เพื่อให้ระบบนำลงดิน แยกจากตัวอาคารได้อย่างแท้จริง
 3. แท่งกราวนด์ฟ้าผ่า ท่านสามารถดูได้จากกระทู้ก่อนหน้านี้ ในหัวข้อเรื่อง กราวนด์ลึกมีหลักการทำงานอย่างไรในปัจจุบันหัวล่อฟ้าที่ใช้กันอยู่ในท้องตลาดมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น หัวล่อฟ้าแบบ Faraday, หัวล่อฟ้าแบบ Early Streamer Emission, หัวล่อฟ้าแบบ Radio Active, หัวล่อฟ้าแบบร่ม และหัวล่อฟ้าแบบอื่นๆ เป็นต้น   ซึ่งตามที่บริษัท สตาบิล จำกัด ได้กล่าวมาข้างต้น และจะขอแนะนำนั้น เป็นหัวล่อฟ้าแบบ Faraday ซึ่งหัวล่อฟ้าแบบ Faraday นี้ เป็นหัวล่อฟ้าแบบที่สามารถใช้งานได้ดี  มีราคาถูก และเป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายโดยทั่วไป มีมุมในการป้องกันฟ้าผ่าโดยเฉลี่ยประมาณ 45 องศา ( วัดจากปลายสุดของหัวล่อฟ้า ) จากประสบการณ์ของบริษัทสตาบิลที่ผ่านมาพบว่า การนำหัวล่อฟ้าแบบ Faraday มาต่อใช้งานร่วมกับระบบกราวนด์ฟ้าผ่าแบบกราวนด์ลึก จะทำให้ประสิทธิภาพและมุมในการป้องกันฟ้าผ่ามีมากยิ่งขึ้น เนื่องจากหัวล่อฟ้าจะสามารถถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างดินและประจุไฟฟ้าในอากาศผ่านแท่งกราวนด์ฟ้าผ่าแบบกราวนด์ลึกได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง
การติดตั้งระบบป้องกันฟ้าผ่า จุดเชื่อมต่อทุกจุด เช่น ระหว่างหัวล่อฟ้ากับสายตัวนำลงดิน  และระหว่างสายตัวนำลงดินกับแท่งกราวนด์ฟ้าผ่า จะทำการเชื่อมต่อด้วยวิธีหลอมละลายเนื้อโลหะเข้าด้วยกัน ( Exothermic Welding ) ซึ่งการเชื่อมต่อด้วยวิธีหลอมละลายเนื้อโลหะเข้าด้วยกันนี้ จะทำให้การถ่ายเทกระแสฟ้าผ่า ซึ่งเป็นกระแสไฟฟ้าขนาดใหญ่ในระยะเวลาอันสั้นมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงทำให้การเกิดผลกระทบจากฟ้าผ่าต่อตัวอาคารและระบบไฟฟ้าในอาคารของท่านลดน้อยไปด้วยเช่นกัน
รายการที่ควรตรวจสอบระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า
1. ปลายแหลมของหัวล่อฟ้า (SPIKE) ควรขัดทำความสะอาด AIR TIP และเช็คสภาพหัวล่อฟ้า
2. หัวล่อฟ้า (AIR TERMINAL DYNASPHER) ควรวัดค่าความต้านทาน ความเป็ฯฉนวนเพื่อดูว่า HI IMPEDANT ยังมีค่าปกติหรือไม่
3. เสา-ฐานเสา-กล่องวัดค่ากราวด์ (MAST/POLE STEEL/TEST BOX) ควรตรวจสอบสภาพการถูกการกัดกร่อน และควรทาสีเพื่อความเรียบร้อยและสวยงาม
4. สลิง-ตัวยึดสลิง (SUPPORT/GUY WIRE) ควรตรวจสอบความแข็งแรงของสลิงที่ยึดเสาว่ามีความแข็งแรงเพียงพอต่อการต้านลมหรือไม่
5. สายนำลงดิน (INSULATION OF DOWN CONDUCTOR) ควรตรวจสอบสภาพ DOWN CONDUCTOR
6. ตัวยึดสายนำลงดิน (DOWN CONDUCTOR FIXING) ควรตรวจสอบความแข็งแรงและความเรียบร้อยของท่อร้อยสายไฟ
7. จุดตรวจสอบของค่าความต้านทาน (TEST CLAMP) ควรทำความสะอาดและตรวจสอบความแข็งแรงของจุดต่อ
8. เครื่องนับจำนวนครั้งฟ้าผ่า (STROKE COUNTER) ควรตรวจสอบการทำงานของ COUNTER
9. วัดความต้านทาน (EARTH RESISTANCE) ควรวัดค่าความต้านทานลงดิน
10. เปลี่ยนซิลิโคน (SEALING) ควรเปลี่ยนซิลิโคนใหม่ หากมีการชำรุดเสียหาย หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
ขั้นตอนการตรวจเช็คระบบป้องกันอันตรายจากฟ้าผ่า (Early Stremer Emission) 
1. ตรวจวัดค่าความเป็นฉนวนของตัว Air Terminal ว่าอยู่ในสภาพปกติหรือไม่
2. ตรวจเช็คสาย Down Conductor จากตำแหน่งหัวล่อฟ้าจนถึง Ground Test Box ว่าสายขาดหรือไม่
3. วัดค่ากราวด์ของระบบว่าได้ค่ามาตรฐานหรือไม่ คือต้องได้ค่าไม่เกิน 5 โอห์ม
4. ทดสอบการทำงานตัวนับจำนวนฟ้าผ่า (Event Counter)
5. Seal Siliocone ระหว่างเสากับหลังคาเพื่อป้องกันน้ำรั่ว
6. ทดสอบในส่วนของอุปกรณ์ป้องกันน้ำรั่วโดยการใช้น้ำราด


Fire Alarm System

|0 ความคิดเห็น
Fire Alarm System

ขั้นตอนทั้ง 4 เมื่อมีไฟไหม้ มีรายละเอียดดังนี้
1 ไฟไหม้จะมีความมืดปกคลุม ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ ความมืดนั้นอาจเนื่องจาก อยู่ภายในอาคารแล้ว กระแสไฟฟ้าถูกตัด หมอกควันหนาแน่น หรือเป็นเวลากลางคืน
2 ไฟไหม้ จะมีแก๊สพิษและควันไฟ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุเพลิงไหม้ประมาณ ร้อยละ 90 % เป็นผลจากควันไฟ ซึ่งมีทั้งก๊าซพิษ และทำให้ขาดออกซิเจน
3 ไฟไหม้ จะมีความร้อนสูงมากหากหายใจเอาอากาศที่มีความร้อน 150 องศาเซลเซียส เข้าไปท่านจะเสียชีวิตทันที ในขณะที่เมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วประมาณ 4 นาทีอุณหภูมิจะสูงขึ้นกว่า 400 องศาเซลเซียส
4 ไฟไหม้ลุกลามรวดเร็วมาก เมื่อเกิดเปลวไฟขึ้นมาแล้ว ท่านจะมีเวลาเหลือ ในการเอา ชีวิตรอดน้อยมาก
ระยะการเกิดไฟไหม้ มี 3 ระยะ ดังนี้
4.1 ไฟไหม้ขั้นต้น คือ ตั้งแต่เห็นเปลวไฟ จนถึง 4 นาที สามารถที่จะดับได้ โดย ใช้เครื่องดับเพลิงเบื้องต้น แต่ ผู้ใช้จะต้องเคยฝึกอบรมการใช้เครื่องดับเพลิงมาก่อน จึงจะมีโอกาส ระงับ เหตุ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.2 ไฟไหม้ขั้นปานกลาง ถึงรุนแรง คือ ระยะเวลาไฟไหม้ไปแล้ว 4 นาที ถึง 8 นาที อุณหภูมิจะสูงมากเกินกว่า 400 องศาเซลเซียส หากจะใช้เครื่องดับเพลิง เบื้องต้น ต้องมีความ ชำนาญ และ ต้องมีอุปกรณ์จำนวนมาก เพียงพอ จึงควรใช้ระบบดับเพลิงขั้นสูง จึงจะมีความปลอดภัย และมี ประสิทธิภาพมากกว่า
4.3 ไฟไหม้ขั้นรุนแรง คือ ระยะเวลาไฟไหม้ต่อเนื่องไปแล้ว เกิน 8 นาที และ ยังมีเชื้อเพลิงอีกมากมายอุณหภูมิ จะสูงมากกว่า 600 องศาเซลเซียส ไฟจะลุกลามขยายตัวไป ทุกทิศทาง อย่างรุนแรง และ รวดเร็ว การดับเพลิง จะต้องใช้ผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี พร้อมมีอุปกรณ์ ในการระงับเหตุที่ดี และเพียงพอ กับการระงับเหตุ ขั้นรุนแรง
สรุปการป้องกันเหตุ เพลิงไหม้ ที่ดีที่สุดคือ
- ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับ การป้องกันเหตุเพลิงไหม้
- หมั่นตรวจสอบ แหล่งจ่ายไฟต่างๆในสถานที่ และตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ
- ติดตั้งระบบสัญญาณแจ้งเตือนเหตุอัคคีภัย ที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของทาง NFPA และ ว.ส.ท. กำหนดไว้
- ติดตั้งถังดับเพลิง และศึกษาวิธีใช้งานอย่างถูกต้อง
- ติดตั้งอุปกรณ์ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ( Emergency Light ) ซึ่งทำงานได้ด้วยแบตเตอรี่ทันที ที่ กระแสไฟฟ้าถูกตัด
- ฝึกซ้อมการอพยพ ออกจากสถานที่ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
- เก็บทรัพย์สินมีค่า และเอกสารสำคัญ ไว้รวมกัน เมื่อเกิดเหตุจะได้เอาออกมาได้โดยง่าย

การเกิดอัคคีภัยก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน สาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากในขณะที่เริ่มเกิดเหตุเพลิงไหม้จะไม่มีคนอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่เกิดเหตุ หรือเกิดในบริเวณที่ไม่มีคนมองเห็นได้ การติดตั้งระบบอุปกรณ์สัญญาณแจ้งเตือนเหตุอัคคีภัยนี้จะช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินต่าง ๆ ภายในอาคารสถานที่ได้เป็นอย่างดี
 

ปัญหาที่มาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของการวางแท็งค์น้ำ

|0 ความคิดเห็น
ปัญหาที่มาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของการวางแท็งค์น้ำ
ยังมีสาเหตุอีกหลากหลายประการที่เป็นสาเหตุก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ต่ออาคารบ้านเรือนซึ่งถือว่าเป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของวิศวกรหรือสถาปนิกที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นเพราะจะเกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมาอีกมาก เช่น การนำแท็งค์น้ำไปวางบนพื้นที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้รับน้ำหนักเอาไว้ นำตู้หนังสือหลาย ๆ ชั้นไปวางในห้อง การเสริมชั้นลอย ตัดเสา เหล่านี้เป็นต้นครับ

โดยทั่วไปแล้วอาคารต่าง ๆ จะถูกออกแบบเพื่อการใช้งานเฉพาะอย่าง เช่น เป็นที่อยู่อาศัย เป็นสำนักงาน อาคารจอดรถ หรือ ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งอาคารแต่ละประเภทก็จะมีลักษณะเพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันไป อีกทั้งความแข็งแรงของวัสดุที่เลือกใช้ก็มีความแตกต่างกันด้วย อย่างเช่น ในการออกแบบพื้นบ้านเพื่อเป็นที่พักอาศัยนั้นจะเน้นที่ความแข็งแรง ทนทานเช่นกันแต่ก็น้อยกว่าพื้นของโรงงาน เพราะพื้นของโรงงานจะมีรูปแบบสำหรับใช้งานเพื่อรองรับน้ำหนักบรรทุกมากกว่า อีกทั้งขนาดเสา คาน หรือโครงสร้างก็จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าบ้านพักอาศัย
นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ หากในการออกแบบหรือการก่อสร้างไม่ได้คำนึงถึงวัสดุในการก่อสร้างเพื่อประโยชน์ใช้สอยที่จำเป็นจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคารบ้านเรือน หรือ อาคารเพื่อการประกอบธุรกิจใด ๆ ก็ตามแล้วผลกระทบที่ตามมาก็ย่อมก่อให้เกิดการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเพื่อความสมบูรณ์แบบต่อไป เช่น การดัดแปลงอาคารพาณิชย์สำหรับเป็นที่อยู่อาศัยให้เป็นที่เก็บของโดยไม่มีการปรึกษาวิศวกรหรือผู้ที่มีความชำนาญเสียก่อน เช่น การเสริมชั้นลอย ตัดเสา (อันตรายมากอย่ากระทำโดยพลการอย่างเด็ดขาด) การใช้พื้นสำเร็จรูปทำเป็นพื้นห้องน้ำ พื้นดาดฟ้าซึ่งเป็นพื้นถ่ายน้ำหนักทางเดียวแทนที่พื้นหล่อในที่ซึ่งเป็นการออกแบบให้กระจายน้ำหนักทุกทิศทางการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะเป็นผลให้โครงสร้างอาคารที่ออกแบบไว้นั้นถูกเปลี่ยนแปลง โดยอาจจะต้องรับน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าที่ออกแบบไว้เป็นผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อส่วนประกอบของอาคารได้
ตัวอย่างของการนำแท็งก์น้ำไปไว้บนบ้าน หรือ ดาดฟ้าโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มีให้เห็นบ่อยครั้ง เพราะปกติน้ำ 1 ลบ.ม. หรือ คิวนั้น จะหนักมากถึง 1 ตัน (1,000 กิโลกรัม) ถ้าเรานำแท็งก์น้ำขนาด 1x1x1 ม. ซึ่งหนักถึง 1,000 กิโลกรัมไปวางไว้ ในขณะที่พื้นบ้านหรือดาดฟ้าโดยทั่วไปนั้น ถูกออกแบบให้รับน้ำหนักได้เพียง 200 กิโลกรัม / ตารางเมตร เท่านั้นก็เท่ากับว่าน้ำหนักของน้ำนั้นเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เมื่อน้ำหนักของน้ำนั้นมีมากเกินมาตรฐานที่ออกแบบไว้ ทำให้พื้นคานและเสา ต้องรับน้ำหนักมากผิดปกติ เกิดการแตกร้าวเกิดเป็นช่องว่างให้ความชื้นสามารถเข้าได้ หรือน้ำซึมผ่านถึงพื้น คานโก่ง เกิดปัญหาเรื่องสนิมของเหล็ก และปัญหาท่อรั่วตามมาอีกมาก ถ้าเป็นพื้นดาดฟ้าอาจจะทำให้พื้นเป็นแอ่งได้ และเนื่องจากดาดฟ้าจะต้องโดนทั้งแดดและฝน ซึ่งกลางวันแดดจะเผาทำให้คอนกรีตขยายตัวที่ผิวบน ตกกลางคืน อากาศเย็นตัวลงคอนกรีตจะหดตัวกลับ ผ่านการใช้งานที่อยู่ในอาการเช่นนี้เป็นระยะเวลาที่ยาวนานคอนกรีตที่ผิวบนก็จะเริ่มเสื่อมสภาพลง แตกเป็นลายงา น้ำจะซึมตามรอยแตกไปถึงเนื้อเหล็กเสริมได้ ก่อให้เกิดสนิมจนพังทลายลงมาได้ในที่สุด
ก็ลองกลับไปสำรวจที่บ้านของท่านดูนะครับว่า กำลังมีการต่อเติมหรือปรับปรุงบ้านที่ผิดประเภทอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่แน่ใจก็รีบให้สถาปนิกหรือวิศวกรที่มีความรู้ความชำนาญมาตรวจสอบดูแลความถูกต้องให้ อย่าให้ความโลภหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาทำลายบ้านอันเป็นทั้งที่รักและที่พักของท่านเลยนะครับ