วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กระจกใสพิเศษ

|0 ความคิดเห็น
กระจกใสพิเศษ LOW IRON GLASS

กระจกใสพิเศษ ( Low Iron Glass) เกิดจากขบวนการผลิต โดยการลดสาร Iron Oxide ในวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตกระจก ทำให้ความเขียวในเนื้อกระจก ( greenish tint) ลดลง โดยปกติแล้ว ความเขียวในเนื้อกระจก จะชัดเจนมากขึ้น เมื่อกระจกมีความหนามากขึ้น จะสังเกตุเห็นได้ชัดเจน โดยการมองดูจากด้านสันของกระจก 


ด้วยความใสพิเศษของกระจกชนิดนี้ ทำให้เหมาะกับการใช้งานหลากหลายทั้งงานตกแต่งภายนอก และภายใน รวมทั้งงานเฟอร์นิเจอร์กระจก ที่ต้องการเน้นความใสของกระจกมากเป็นพิเศษ
การใช้งานโดยทั่วไป กระจกใสพิเศษ มีคุณสมบัติทุกอย่างเช่นเดียวกับกระจกโฟล๊ตใสธรรมดา สามารถนำมาแปรรูปเพื่อใช้งานตามจุดประสงค์ต่างๆได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะนำมาทำเป็นกระจกเทมเปอร์ หรือกระจกลามิเนต



Low Iron Glass - Fish Tank
ตู้ปลา ใช้กระจกใสพิเศษ เพื่อให้ได้มุมมองที่ชัดเจนสวยงาม 


กระจกเคลือบสี เป็นงานกระจก ที่สามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง กระจกใสธรรมดา และ กระจกใสพิเศษ ได้ชัดเจน โดยเฉพาะเฉดสีอ่อนๆ เช่นการเคลือบสีขาวบนกระจกใสธรรมดา เมื่อมองผ่านผิวกระจกไปยังสีที่เคลือบไว้ จะได้เฉดสีขาวอมเขียวเล็กน้อย และความเขียวจะเพิ่มมากขึ้น ถ้ากระจกมีความหนามากขึ้น
ดังนั้น ถ้าต้องการกระจกเคลือบสี ที่ได้สีตามที่ต้องการเมื่อเทียบกับชาร์ทสี ที่เลือกไว้ ควรเลือกใช้กระจกใสพิเศษ แต่ทั้งนี้ กระจกใสพิเศษจะมีราคาสูงกว่า กระจกใสธรรมดา


ด้วยความใสพิเศษของกระจกชนิดนี้ ทำให้เหมาะกับการใช้งานหลากหลายทั้งงานตกแต่งภายนอก และภายใน

รวมทั้งงานเฟอร์นิเจอร์กระจก ที่ต้องการเน้นความใสของกระจกมากเป็นพิเศษ เช่น
ตู้โชว์เครื่องประดับ เพชร พลอย จิวเวลรี่ ต่างๆ
ตู้โชว์สินค้า ตู้โชว์เครื่องสำอาง
กระจกตู้ปลา
กระจกกรอบรูป
กระจกแสดงภาพเขียน
และอื่นๆ

กระจกเทมเปอร์

|0 ความคิดเห็น
กระจกเทมเปอร์ TEMPERED GLASS

ถ้าดูด้วยสายตาปกติ ปราศจากเครื่องมือพิเศษ ส่องดูเนื้อกระจกแล้ว กระจกเทมเปอร์ ก็จะดูเหมือน กระจกธรรมดา ทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ ความแข็งแกร่ง ที่มีมากกว่า กระจกธรรมดา (Float Glass) ประมาณ 5 เท่าตัว เราจึงเรียกกระจกชนิดนี้ว่า กระจกนิรภัยเทมเปอร์




กระจกเทมเปอร์ เกิดจากขบวนการแปรรูป กระจกธรรมดา หรือ กระจกโฟล๊ท (Float Glass) เพื่อให้มีความแข็งแกร่ง และทนทาน ไม่แตกหักง่าย ทนต่ออุณหภูมิสูง-ต่ำ และแรงกระแทก ได้ดีกว่า
กระจกเทมเปอร์ เหมาะสำหรับใช้งานในสภาพ ที่เสี่ยงต่อการกระทบกระแทก หรือร้อนจัด เย็นจัด


การตัด เจาะ เจียร บาก หรือ เปลี่ยนแปลงขนาด และรูปแบบ ตามที่ต้องการ ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน นำกระจกเข้ากระบวนการเทมเปอร์ เพราะหลังจากผลิตเป็น กระจกเทมเปอร์ แล้วจะไม่สามารถดำเนินการตามข้างต้นได้อีก
เพราะโครงสร้างของเนื้อกระจกได้ถูกเปลี่ยนแปลงให้มีความแข็งแกร่งขึ้น ถ้าจะนำไปตัด ไปเจาะ ไปบาก หรือเปลี่ยนแปลงแบบ จะทำให้กระจกแตก การเจียรขอบเพียงเล็กน้อย อาจจะทำได้ แต่ก็เสี่ยงต่อการแตกได้เช่นกัน




กระจกเทมเปอร์ จะไม่แตกได้ง่ายๆ ถ้ากระจกเทมเปอร์แตก จะแตกออกเป็นเม็ด คล้ายเม็ดข้าวโพด
จะมีความแหลมคม ไม่มาก โอกาสจะเกิดอันตรายจะน้อยกว่า กระจกธรรมดาที่จะแตกเป็นเสี่ยงๆ

การใช้ กระจกเทมเปอร์ จะนิยมนำมาใช้ติดตั้ง ในจุดที่เสี่ยงต่อการกระทบกระแทก เช่นการใช้เป็น ท็อปโต๊ะ (Table tops) กระจกกั้นห้อง ฉากกั้นอาบน้ำ (Shower Screens) หรือ ตู้อาบน้ำ (Shower Enclosures) 

นอกจากนี้ นิยมนำมาใช้ติดตั้งในห้องครัว หรือที่เรียกกันว่า Kitchen Spashback บริเวณเหนือเคาท์เตอร์ หน้าเตาไฟ เพราะทนความร้อนได้ดี และใช้เป็น ท็อปเคาท์เตอร์ครัว เนื่องจากง่ายต่อการทำความสะอาด ไร้รอยต่อ

กระจกเทมเปอร์เคลือบสี นอกจากจะใช้ติดบริเวณหน้าเคาท์เตอร์ บริเวณหน้าเตาไฟแล้ว สามารถใช้เป็นท็อปโต๊ะ ท็อปเคาท์เตอร์ได้เช่นกัน ส่วนบริเวณอื่น เช่นผนังในห้องครัว ถ้าไม่ใช่บริเวณหน้าเตาไฟ หรือส่วนที่เสี่ยงต่อการแตกได้ง่าย ก็สามารถเลือกใช้กระจกธรรมดา หรือ กระจกโฟลท แทนได้ เพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนได้อีก

ตกแต่งบ้าน...เรื่องง่ายๆ Vol.1 - แก้ปัญหาเสาคานโผล่

|0 ความคิดเห็น

ตกแต่งบ้าน...เรื่องง่ายๆ Vol.1 - แก้ปัญหาเสาคานโผล่

เจ้าของบ้านหลายท่านอาจไม่เข้าใจว่า ทำมั้ย..ทำไม? ตามผนังบ้านบางตำแหน่งจะต้องมีแนวเสาหรือแนวคานโผล่มาให้เกะกะสายตาด้วย จะวางเตียงให้ชิดผนังก็ติดเสาที่โผล่ออกมา 5-10 ซม. ทำให้มีซอกแคบด้านหลังทำความสะอาดแสนจะลำบาก หรือตรงชานพักบันไดก็มักจะมีคานโผล่มาตรงกลางผนังให้เป็นที่กักฝุ่นด้วย??
คำตอบของปัญหานี้ก็เป็นเรื่องพื้นฐานค่ะ ขนาดเสาและคานของบ้านมักจะกว้างกว่าความหนาของผนังก่ออิฐอยู่แล้ว หากไม่ได้ก่ออิฐหนาเท่ากับความกว้างของเสาหรือคาน หรือเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็จะเกิดปัญหาดังกล่าวแน่นอน แต่ก็มีวิธีแก้ได้ไม่ยากค่ะ ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้ไว้เป็นแนวทางแล้วกันนะคะ

01.jpgห้องนอนปัจจุบัน ที่มีเสาโผล่อกมาจากผนัง ตำแหน่งน่าเกะกะเหลือเกิน..
02.jpg
เสริมผนังเบาเข้าไปอีกชั้นให้หนาออกมาจาผนังสัก 20-30 ซม. ทำเป็นช่องใส่หนังสือไว้อ่านก่อนนอนได้
หรือจะซ่อนไฟหลืบซะหน่อย เพิ่มบรรยากาศโรแมนติกค่ะ

03.jpg
เสริมผนังออกมาซ่อนไฟหลืบยังไม่พอ ทำเป็นฝ้าเพดานซ่อนไฟให้แสงสว่างนวลๆ ก็เท่ไปอีกแบบนะคะ

04.jpgผนังตรงชานพักบันไดมีคานโผล่ ไม่สวยงามแล้วยังเก็บฝุ่นอีก...
05.jpg
เสริมผนังเบาปิดทับคานซะเลย ซ่อนไฟให้แสงสว่างบริเวณโถงบันไดได้อีก ไม่ต้องแขวนไฟระย้าให้ยุ่งยาก

06.jpg
หรือจะทำเป็นชั้นวางของโชว์ยึดกับผนัง บังแนวคานไป ก็ใช้พื้นที่ได้คุ้มดีนะคะ

นี่เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ยาก และหวังว่าน่าจะถูกใจใครหลายๆ คนที่เจอปัญหาแบบนี้นะคะ ใครมีวิธีอื่นๆ ที่เคยทำมาแล้ว หรือแค่คิดเอาไว้ ก็นำมาแลกเปลี่ยนกันได้ค่ะ

รางน้ำฝน...ติดดีมั้ยน้า?

|0 ความคิดเห็น

รางน้ำฝน...ติดดีมั้ยน้า?

อีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าของบ้านต้องตัดสินใจในระหว่างการก่อสร้างบ้าน หลังจากมุงหลังคาเสร็จเรียบร้อยนั่นก็คือ “จะติดตั้งรางน้ำฝนหรือเปล่า”
ที่ลังเลใจเพราะว่า...ถ้าไม่ติด...น้ำฝนก็จะไหลลงมาที่พื้นดินด้านล่างเลอะเทอะไปหมด หรือไม่ก็จะกระเด็นไปรบกวนเพื่อนบ้าน
แต่ถ้าติด...ก็ต้องคอยหมั่นขึ้นไปเก็บกวาดใบไม้ที่ปลิวไปกอง ไม่อย่างนั้นท่อระบายน้ำก็อาจจะอุดตัน หรือไม่ก็ทำให้รางน้ำล้นจนน้ำไหลทะลักเข้ามาในบ้าน ทำฝ้าเพดานถล่มกันไป อีกอย่าง ที่ระดับความสูงบ้านขนาดนั้น ก็มีความเสี่ยงในการปีนป่ายกันอีก...ลำบากใจจังเลยนะคะ
powerwashing-gutter.jpg
สำหรับเจ้าของบ้านที่ไม่ต้องการติดตั้งรางน้ำฝน อาจจะเล็งแนวตำแหน่งที่ฝนตกลงมา แล้วทำเป็นพุ่มไม้ หรือทำรางระบายน้ำที่พื้นดิน เพื่อช่วยบรรเทาการกระเด็นของน้ำฝน ไม่ให้เลอะเทอะไปโดนผนังบ้านค่ะ หรือทำบ่อน้ำรอบบ้าน ประมาณว่าเป็นบ้านกลางน้ำเลยก็ดีนะคะ สวยและเย็นไปอีกแบบ
on-ground-french-drain.jpg
ทำรางน้ำบนดินตามแนวชายคาหลังคา
the-cool-pond.jpg
ส่วนเจ้าของบ้านที่ตัดสินใจว่าจะติดตั้งรางน้ำฝน ก็ควรจะติดตั้งแผ่นตะแกรงป้องกันใบไม้ครอบบนรางไว้นะคะ ซึ่งปัจจุบันก็มีจำหน่ายสำเร็จรูปแล้วด้วยค่ะ
gumleaf-gutter-guard-on-tile.jpg145815370_3941158d5a.jpg
และท่อระบายน้ำจากรางน้ำฝน ก็เป็นของสวยงามได้นะคะ ถ้าเรารู้จักออกแบบ เหมือนอย่างบ้านนี้ไงคะ...

dresdengutter.jpg

ฝนตกทีไร..ผนังชื้นทุกที

|0 ความคิดเห็น

ฝนตกทีไร..ผนังชื้นทุกที

ฤดูร้อนที่มีฝนตกหนักเป็นพักๆ แบบนี้ หลายๆ คนต้องรับมือกับปัญหาที่มากับฝนหลากหลายรูปแบบเลยนะคะ นอกจากปัญหาส้วมราดไม่ลง หลังคารั่ว น้ำรั่วซึมตรงนั้นทีตรงนี้ที ..แล้วก็ยังมีอีกปัญหาที่พบกันบ่อยๆ คือปัญหาความชื้นที่ผนังค่ะ เล่นเอาสีโป่งพองบ้าง ลอกบ้าง หนักหน่อยก็เชื้อราขึ้น หรือตะไคร่ขึ้นกันเลยก็มี ซึ่งการแก้ปัญหาความชื้นที่ผนังนั้นก็มีหลายหลายรูปแบบค่ะ
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะคะว่าความชื้นมาได้อย่างไร?
...เมื่อฝนตกหนัก ปริมาณน้ำในดินก็มีมากตามไปด้วย น้ำส่วนหนึ่งก็แทรกซึมผ่านโครงสร้างคอนกรีตที่แช่อยู่ในดิน  ไล่ขึ้นมาตามเสา คาน พื้น และผนัง ส่วนใหญ่มักจะพบบริเวณช่วงล่างของบ้านที่สูงจากพื้นขึ้นมาประมาณ 1 เมตร และมักจะพบในบ้านที่มีระดับดิน หรือระดับพื้นภายในบ้านต่ำกว่าระดับถนนหรือบริเวณข้างเคียงโดยรอบค่ะ เพราะธรรมชาติของน้ำที่มักจะไหลจากที่สูงไปสู่ที่ต่ำ ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในชั้นดินเช่นกัน ดังนั้นดินที่อยู่ใต้บ้านเหล่านี้จึงมีปริมาณน้ำมากกว่าบริเวณโดยรอบที่มีระดับดินสูงกว่าค่ะ

การแก้ไขปัญหานั้น อาศัยหลักการ 2 ข้อค่ะ...

ข้อแรกคือการลดปริมาณน้ำในดินบริเวณใต้พื้นบ้าน โดยการทำรางระบายน้ำใต้ดิน (Sub Drain) โดยรอบตัวบ้าน รางระบายน้ำใต้ดินนี้ควรอยู่ในระดับที่ลึกลงไปจากระดับดินใต้พื้นบ้านพอสมควร เพื่อให้น้ำไหลมาอยู่ในรางนี้แทน แล้วจึงหาทางระบายน้ำออกสู่ทางระบายน้ำสาธารณะค่ะ
รูปแบบรางระบายน้ำใต้ดินนั้นมักจะเป็นการขุดดินให้เป็นร่อง โดยไล่ระดับความลาดเอียงจากต้นรางถึงปลายรางด้วย รองด้วยแผ่น Geotextile โดยรอบราง จากนั้นให้ใส่หินก่อสร้างลงไป แล้วจึงวางท่อระบายน้ำซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุนที่ด้านบนและด้านข้าง จากนั้นก็ถมทับรอบท่อด้วยหินก่อสร้างอีกที ห่อแผ่น Geotextile คลุมหินก่อสร้างก่อนที่จะถมด้วยทราย ชั้นบนสุดจะเป็นกรวดหินแม่น้ำสวยๆ หรือจะปลูกหญ้า ก็แล้วแต่ชอบเลยค่ะ

02.jpg                      http://www.houstonlandscapedesigns.com/page/drainage-systems
ข้อที่สองคือการทำให้ผนังหายใจได้ คือการหาทางให้ความชื้นระเหยออกไปสู่ภายนอกบ้านได้นั่นเอง ซึ่งก็มีหลายวิธี โดยเน้นที่บริเวณผนังตั้งแต่ระดับดินจนสูงขึ้นมาประมาณ 1 เมตรนะคะ วิธีการเช่นตัวอย่างต่อไปนี้ค่ะ
ทาสีหายใจได้ เป็นสีที่มีคุณสมบัติในเนื้อสีที่ยอมให้ความชื้นระบายออกได้ แต่กั้นน้ำไม่ให้ซึมผ่านเข้ามา 
ทำผนังกรวดล้าง/ทรายล้าง/บุหินธรรมชาติ ..อย่าลืมทาน้ำยากันตะไคร่ด้วยนะคะ
ก่ออิฐโชวแนวไว้ไม่ต้องฉาบปูน ปิดทับด้วยการติดตั้งโครงคร่าวผนังแล้วตีไม้ฝาแบบซ้อนเกล็ด โดยติดตั้งมุ้งลวดกันสัตว์รบกวนไว้ด้านหลังด้วยนะคะ

01.jpg
นี่ก็เป็นเพียงตัวอย่างการแก้ปัญหาความชื้นที่ผนังส่วนหนึ่งค่ะ ใครมีวิธีการอื่นๆ อยากจะแนะนำเพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติมให้ท่านเจ้าของบ้านที่ประสบปัญหาแบบนี้ เรียนเชิญเลย

ขอบคอนกรีตสำเร็จรูป ก็ช่วยทำให้บ้านดูดีขึ้นได้

|0 ความคิดเห็น

ขอบคอนกรีตสำเร็จรูป ก็ช่วยทำให้บ้านดูดีขึ้นได้

“ขอบคอนกรีตสำเร็จรูป” ที่ใครๆ รู้จักหรือพบเห็นได้ตามทางเท้าข้างถนนส่วนใหญ่ ทั้งที่ใช้เป็นขอบฟุตบาท และขอบกระบะต้นไม้ ถูกมองว่าเป็นของที่ใช้ได้สำหรับงานสาธารณะเท่านั้น เพราะหน้าตาที่แสนจะเรียบง่าย และไม่มีสีสันสวยงามให้เลือกมากนัก แต่อันที่จริงแล้วเราสามารถใช้ขอบคอนกรีตทำประโยชน์ให้กับบ้านของเราได้หลายอย่าง ทั้งยังเป็นงานที่สามารถทำเองได้แบบที่เรียกกันว่า DIY อีกด้วยค่ะ
IMAG0265.jpg
วันนี้มีประโยชน์อย่างหนึ่งที่น่าจะถูกอกถูกใจใครหลายๆ คนที่เจอปัญหาดินรอบบ้านทรุดตัว เพราะขอบคอนกรีตสำเร็จรูปสามารถช่วยปกปิดช่องว่างใต้คานบ้านได้อย่างดี แค่นำมาวางเรียงปิดไว้ตลอดแนว ซึ่งจะได้ผลดีมากสำหรับบ้านที่มีพื้นที่โดยรอบเป็นดิน หรือสนามหญ้านะคะ น้ำหนักของมันมากพอที่จะทำให้ทรงตัวอยู่ได้สบาย แต่ดินจะช่วยพยุงขอบไม่ให้ล้มได้ง่ายค่ะ
01.jpg
นอกจากนี้ถ้ามีพื้นที่โดยรอบบ้านพอสมควร สามารถใช้ขอบคอนกรีตทำเป็นกระบะต้นไม้ได้อีกด้วย โดยวางเรียงให้เป็นกรอบสี่เหลี่ยม แล้วใส่ดินลงไปในกรอบ สุดท้ายก็ปลูกไม้ประดับหรือไม้เลื้อยคลุมขอบคอนกรีต ก็สวยงามไปอีกแบบค่ะ
03.jpg
02.jpg

สร้างใหม่ ต่อเติม หรือ ซ่อมแซม (2)

|0 ความคิดเห็น

สร้างใหม่ ต่อเติม หรือ ซ่อมแซม (2)

      ในครั้งนี้เกี่ยวเนื่องกับท่านที่อยู่ติดบ้านติดที่ไม่อยากจากที่อยู่อาศัยเดิมย้ายไปที่อื่น เมื่ออาคารพานิชย์ที่อาศัยอยู่มาหลายชั่วคนถึงคราวที่จะต้องปรับปรุงครั้งใหญ่ ท่านเจ้าของรุ่นหลานจึงชั่งใจว่าจะซ่อมแซมส่วนที่หมดอายุ แล้วปรับปรุงส่วนที่ยังพอใช้ได้ เพิ่มส่วนที่ยังขาด โดยยังคงโครงสร้างอาคารเดิมเอาไว้ หรือจะทุบทิ้งรื้อถอนแล้วสร้างใหม่
รูปประกอบ4.jpg
      แนวทางแรก ท่านเจ้าของบ้านสามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคาร เว้นแต่ไม่สามารถเพิ่มส่วนที่ขาดได้ ดังนั้นถ้าต้องการเพิ่มส่วนที่ยังขาด จะต้องยื่นขออนุญาตดัดแปลงอาคารกับทางเขตท้องที่ก่อน สำหรับอาคารพานิชย์การขยายพื้นที่ใช้สอยในแนวราบนั้นแทบจะไม่เกิดขึ้น จึงมีเพียงการขยายพื้นที่ใช้สอยในแนวตั้ง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มโครงสร้างอาจสร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างเดิมได้ แม้จะผ่านการซ่อมแซมปรับปรุง ต่อเติมแล้วก็ยังมั่นใจได้ไม่เต็มร้อยในความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างเดิม เพราะทุกสิ่งในโลกย่อมเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา หรือจะทุบทิ้งรื้อถอนแล้วสร้างใหม่
      แนวทางในการสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่เดิมนั้นแม้จะมีเนื้อที่จำกัดเพียงห้องแถวสองห้องก็สามารถสร้างได้ หรือจะสร้างเป็นบ้านเดี่ยวก็สามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย ทั้งสัดส่วนพื้นที่เปิดโล่งรอบบ้านร้อยละสามสิบ ระยะร่นจากแนวเขตที่ดินโดยจะต้องถอยห่างจากอาคารข้างเคียงอย่างน้อยเป็นระยะสองเมตร และระยะร่นจากทางสาธารณะซึ่งขึ้นอยู่กับความกว้างของทางสาธารณะและความสูงของอาคารซึ่งในกรณีนี้อาคารเดี่ยวที่สร้างขึ้นมาใหม่มักจะมีความสูงเกินแปดเมตรหรือตั้งแต่สามชั้นขึ้นไป

สร้างใหม่ ต่อเติม หรือ ซ่อมแซม

|0 ความคิดเห็น

สร้างใหม่ ต่อเติม หรือ ซ่อมแซม

ท่านเป็นหนึ่งในบรรดาเจ้าของบ้านซึ่งมีที่ดินว่างรอบบริเวณบ้านเหลือขนาดพอที่จะสร้างบ้านอีกหลังหรือไม่ สิ่งนี้มักจะไม่เกิดกับท่านเจ้าของบ้านที่อยู่อาศัยในย่านดาวน์ทาวน์สักเท่าไหร่ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านราคาที่ดินที่สูงลิ่วทำให้บ้านเดี่ยวสองชั้นขนาดพื้นที่ใช้สอยพอเหมาะบนที่ดินขนาด 50 ตารางวาไม่ห่างจากย่านดาวน์ทาวน์นั้น ราคาซื้อขายอย่างต่ำๆพุ่งขึ้นไปเกือบ 10 ล้านบาท ขณะที่บ้านรูปแบบเดียวกันในย่านชานเมืองราคาซื้อขายลดลงไปกว่าครึ่ง ส่วนต่างอีกครึ่งหนึ่งนั้นถูกใช้จ่ายไปเพื่อซื้อความสะดวกสบายซึ่งมีมูลค่ามิใช่น้อย ไม่ว่าบ้านหลังนั้นจะตั้งอยู่ในย่านใด ท่านเจ้าของบ้านจะพยายามใช้สอยพื้นที่ดินที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด ความคิดที่จะเพิ่มพื้นที่ใช้สอยมักจะเกิดเป็นลำดับถัดมาหลังจากที่ท่านเจ้าของบ้านเข้าอยู่อาศัยได้ไม่นานนัก จนแทบจะเป็นมาตรฐาน ในทางกฎหมาย การเพิ่มหรือลดพื้นที่บ้านหรือหลังคาเกินห้าตารางเมตร หรือมีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสา คาน โครงสร้างที่ทำให้โครงสร้างเดิมรับน้ำหนักเพิ่มขึ้นเกินร้อยละสิบ จะต้องทำการขออนุญาตก่อสร้างกับทางเจ้าพนักงานของเขตท้องที่นั้น สิ่งที่จะต้องยื่นพร้อมกับใบคำร้องขอทำการก่อสร้างอาคาร เช่น ใบประกอบวิชาชีพและหนังสือรับรองสภาพบุคคลของสถาปนิก วิศวกร ผู้ควบคุมงาน แบบก่อสร้างพร้อมรายการงานก่อสร้าง วันเริ่มต้น และวันสิ้นสุดการก่อสร้าง ตลอดจนค่าธรรมเนียม เป็นต้น **
ในกรณีที่ อาคารหลังใหม่นั้นตั้งแยกออกมาจากบ้านหลังเดิมอย่างชัดเจน ตามกฎหมายระบุระยะถอยห่างระหว่างอาคารไว้อย่างน้อยสี่ถึงหกเมตร ให้ยื่นคำร้องเป็นการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร
18.jpgในกรณีที่ อาคารหลังใหม่นั้นก่อสร้างประชิดบ้านหลังเดิม แล้วมีการเชื่อมต่อการใช้สอยเข้าไว้ด้วยกัน ให้ยื่นคำร้องเป็นการขออนุญาตดัดแปลงอาคาร
แต่ถ้าต้องการเพียงแค่ปรับปรุง หรือ ซ่อมแซมอาคารโดยไม่มีการเพิ่มหรือลดพื้นที่บ้านหรือหลังคา หรือว่ามีการเพิ่มหรือลดพื้นที่บ้านหรือหลังคาแต่ไม่เกินห้าตารางเมตร โดยไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสา คาน โครงสร้าง และไม่ทำให้โครงสร้างเดิมต้องรับน้ำหนักเพิ่มเกินกว่าร้อยละสิบจากเดิม ในกรณีนี้ไม่ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารกับเขตท้องที่ เพียงควรแจ้งให้ทางเจ้าพนักงานรับทราบ และมีการป้องกันเศษวัสดุ ฝุ่นละออง ที่ดีระหว่างงานก่อสร้าง สำหรับหน้าตาอาคารจะต้องเหมือนเดิม ทั้งส่วนที่เป็นผนังทึบ และส่วนผนังที่มีช่องเปิด
**
เอกสารประกอบการขออนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลงอาคาร รื้อถอนอาคาร หรือเคลื่อนย้ายอาคาร
1. แบบคำขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร รื้อถอนอาคาร (
แบบ ข.1) หรือแบบคำขออนุญาตเคลื่อนย้ายอาคาร (แบบ ข.2)

2. สำเนาหนังสือการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งแสดงวัตถุประสงค์ และผู้มีอำนาจลงชื่อแทนนิติบุคคลที่ออกให้ไม่เกิน 6 เดือน (กรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้ขออนุญาต) และมีอำนาจลงนามรับรองสำเนาทุกหน้า จำนวน 1 ชุด
3. สำเนาหรือภาพถ่ายโฉนดที่ดิน ขนาดเท่าต้นฉบับ และเจ้าของที่ดินลงนามรับรองสำเนาทุกหน้า จำนวน 1 ชุด
4. หนังสือยินยอมของเจ้าของที่ดินให้ก่อสร้างอาคารในที่ดิน หรือสำเนาสัญญาเช่าที่ดิน (กรณีที่ผู้ขออนุญาตไม่ใช่เจ้าของที่ดิน) จำนวน 1 ชุด
5. สำเนาบัตรประจำตัว สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้ขออนุญาตก่อสร้าง ผู้รับมอบอำนาจผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลและเจ้าของที่ดิน พร้อมลงนามรับรองสำเนาทุกหน้า จำนวน 1 ชุด
6. หนังสือแสดงความยินยอมและรับรองของสถาปนิก วิศวกรผู้ออกแบบ และคำนวณพร้อมสำเนาใบอนุญาตผู้ประกอบวิชาชีพฯ (กรณีอาคารที่ขออนุญาตอยู่ในประเภทเป็นวิศวกรรมควบคุมหรือวิชาชีพสถาปัตยกรรม) จำนวน 1 ชุด
7. แบบผังบริเวณ แบบแปลน และรายการประกอบแบบแปลน จำนวน 5 ชุด

8. กรณีเป็นอาคารสาธารณะ อาคารพิเศษ หรืออาคารที่ก่อสร้างด้วยวัตถุถาวร และวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่
ต้องแสดงแบบแปลน แผนผัง แบบก่อสร้าง จำนวน 5 ชุด และรายการคำนวณ โครงสร้างจำนวน 1 ชุด
9. กรณีอาคารที่อยู่ในข่ายต้องมีระบบจำกัดน้ำเสีย เช่น อาคารขนาดใหญ่ ตลาดสดภัตราคาร อาคารชุด หอพัก และอาคารที่เกี่ยวกับกิจการค้าอันเป็นที่น่ารังเกียจต้องแสดงแบบบำบัดน้ำเสีย จำนวน 5 ชุด และรายการคำนวณระบบบำบัดน้ำเสียจำนวน 1 ชุด

Green Building Design guide แนวทางการออกแบบให้ได้การรับรองอาคารเขียว (2)

|0 ความคิดเห็น

Green Building Design guide แนวทางการออกแบบให้ได้การรับรองอาคารเขียว (2)

การออกแบบอาคารเขียวให้ได้ตามเป้าหมายการรับรองระดับอาคารเขียวที่ไม่มีผลทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่ม หรือเป็นการออกแบบให้ได้ตามเป้าหมายการรับรองระดับอาคารเขียว โดยที่ทำให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อคำนวณตามมูลค่าปัจจุบันสุทธิ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ออกแบบสามารถมองภาพองค์รวมและสามารถบูรณาการองค์ประกอบต่างๆ ของอาคารเข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างที่พื้นฐานที่สุด คือ การออกแบบเปลือกอาคารเพื่อลดค่าการถ่ายเทความร้อนที่มีผลทำให้ระบบปรับอากาศมีขนาดเล็กลงยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีกมาก ตามหัวข้อการประเมินอาคารเขียวดังต่อไปนี้
4. วัสดุและการก่อสร้าง (Material and Resources) (14) หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่ยากที่สุด เพราะส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการและจัดหาวัสดุก่อสร้างที่เป็นวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ในแง่ของการลงทุนที่ทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มสำหรับอาคารที่ก่อสร้างใหม่ การใช้วัสดุก่อสร้างที่ได้ฉลากเขียวและวัสดุรีไซเคิลเป็นส่วนที่ทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้น การบริหารจัดการในการก่อสร้างให้การขุดดินและการถมดินสมดุล การจัดการเศษวัสดุจากการก่อสร้าง เป็นเรื่องที่อาจไม่ทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มได้ หากสามารถนำเศษวัสดุไปใช้ประโยชน์ การจัดให้มีศูนย์บริหารจัดการขยะ เป็นเรื่องที่ไม่ทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่ม และอาจได้ประโยชน์จากขยะรีไซเคิล
fiber cement.jpgผสมวัสดุ.jpg 
5. คุณภาพสภาวะแวดล้อมในอาคาร (Indoor Environmental Quality) (15) ความสำเร็จของหัวข้อนี้อยู่ที่ทักษะในการออกแบบ โดยมีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่การใช้แสงสว่างตามธรรมชาติ คุณภาพอากาศภายในอาคาร และการควบคุมสารระเหยที่เป็นพิษในอากาศ ซึ่งเป็นเรื่องที่จัดการได้ไม่ยาก ยกตัวอย่างในเรื่องของการใช้แสงสว่างตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของคุณภาพสภาวะแวดล้อมในอาคาร เพราะแสงสว่างตามธรรมชาติช่วยใน การควบคุมเชื้อโรค ช่วยให้มนุษย์มีสุขภาพที่ดี มีสภาพจิตใจที่ดี และช่วยในการประหยัดไฟฟ้าแสงสว่าง อย่างไรก็ตามการออกแบบให้ได้แสงสว่างตามธรรมชาติที่ดีจะต้องให้แสงสว่างกระจายอย่างทั่วถึง สม่ำเสมอ และจะต้องสามารถป้องกันความร้อนได้ในเรื่องของคุณภาพอากาศภายในอาคารในกรณีที่ปรับอากาศ เป็นเรื่องของการให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับตำแหน่งของการนำอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่อาคาร และการจ่ายอากาศบริสุทธิ์ให้ทั่วถึงและเพียงพอ มีการระบายอากาศเสียออก และไม่ให้มีการสูบบุหรี่ภายในพื้นที่ปรับอากาศในเรื่องของการควบคุมสภาวะอากาศภายในอาคารให้อยู่ในสภาวะน่าสบาย ก็เป็นเรื่องของการออกแบบระบบปรับอากาศที่ดีอยู่แล้วในเรื่องการควบคุมสารระเหยที่เป็นพิษในอากาศ อยู่ที่การเลือกวัสดุตกแต่งอาคาร และเฟอร์นิเจอร์ การลดพื้นที่ปูพรม เป็นต้นจะเห็นได้ว่า การดำเนินการต่างๆ ดังกล่าวนี้ ไม่น่าจะมีผลกระทบกับค่าก่อสร้างอาคาร หากแต่เป็นเรื่องของการออกแบบอาคารอย่างถูกต้องเท่านั้น
blog23 08.jpg
รูปที่ 7 ตัวอย่างของการนำแสงสว่างตามธรรมชาติเข้าสู่กลางอาคารด้วยปล่องนำแสง เพื่อให้ได้แสงสว่างตามธรรมชาติแบบทางอ้อมที่ปราศจากความร้อนและให้สามารถนำแสงให้ลงมาถึงชั้นล่างของอาคาร
blog23 10.jpg
รูปที่ 8 ตัวอย่างของการจัดวางระบบสำนักงานที่ได้รับแสงสว่างตาม
ธรรมชาติ และมีสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ดี
6. นวัตกรรมเขียว (Innovation in Design) (6) หัวข้อนี้เปิดไว้เป็นคะแนนเสริมสำหรับความคิดสร้างสรรค์ใหม่ และมาตรการที่สูงกว่าข้อกำหนดปกติ ดังนั้นในหัวข้อนี้จึงไม่สามารถสรุปได้ว่า จะมีผลกระทบที่ทำให้ค่าก่อสร้างสูงขึ้นหรือไม่ และเนื่องจากเป็นหัวข้อที่เป็นคะแนนเสริม หากจะมีค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะโดยหลักแล้ว หัวข้อนี้เป็นเรื่องของการแสดงความคิดเชิงนวัตกรรมในด้านการออกแบบ

สวนถาดปลูก.jpg
 7. การเอื้อต่อสภาวะท้องถิ่น (Regional Priority) (4) ทำนองเดียวกันกับหัวข้อที่ 6 หัวข้อนี้ก็เป็นหัวข้อเสริมเพื่อให้คะแนนกับสภาวะท้องถิ่น และเป็นหัวข้อที่เปิดกว้างสำหรับการนำเสนอการใช้ประโยชน์จากสภาวะท้องถิ่น

ที่มา : เกชา ธีระโกเมน บทความจาก www.eec-academy.com

Green Building Design guide แนวทางการออกแบบให้ได้การรับรองอาคารเขียว (1)

|0 ความคิดเห็น

Green Building Design guide แนวทางการออกแบบให้ได้การรับรองอาคารเขียว (1)

การออกแบบอาคารเขียวให้ได้ตามเป้าหมายการรับรองระดับอาคารเขียวที่ไม่มีผลทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่ม หรือเป็นการออกแบบให้ได้ตามเป้าหมายการรับรองระดับอาคารเขียว โดยที่ทำให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อคำนวณตามมูลค่าปัจจุบันสุทธิ เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผู้ออกแบบสามารถมองภาพองค์รวมและสามารถบูรณาการองค์ประกอบต่างๆ ของอาคารเข้าด้วยกัน ยกตัวอย่างที่พื้นฐานที่สุด คือ การออกแบบเปลือกอาคารเพื่อลดค่าการถ่ายเทความร้อนที่มีผลทำให้ระบบปรับอากาศมีขนาดเล็กลงยังมีตัวอย่างอื่นๆ อีกมาก ตามหัวข้อการประเมินอาคารเขียวดังต่อไปนี้

1. ผังบริเวณและภูมิทัศน์ (Sustainable Sites)(26) การประเมินในหัวข้อนี้มีอยู่ 15 รายการ โดยที่การเลือกสถานที่ก่อสร้างที่เป็นพื้นที่เสื่อมโทรมมาพัฒนา อยู่ใกล้กับระบบขนส่งมวลชน และการระบายน้ำฝน เป็นหัวใจของหัวข้อนี้ส่วนการจัดให้มีพื้นที่เปิดโล่ง พื้นที่เขียวการลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน การป้องกันแสงสะท้อน การจัดที่จอดรถการจัดที่จอดจักรยาน เป็นรายละเอียดที่ออกแบบได้ไม่ยากหากพิจารณาว่ารายการไหนเป็นรายการที่จะทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นจากปกติ ก็น่าจะเป็นเรื่องของการระบายน้ำฝน ซึ่งอาจจะต้องจัดทำถังรองรับน้ำฝนขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากสามารถจัดทำบ่อน้ำหรือคูน้ำได้ นอกจากจะไม่ทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มขึ้นแล้ว บ่อน้ำยังช่วย
1.1 ลดค่าก่อสร้างระบบท่อน้ำฝนและท่อระบายน้ำ
1.2 เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ เป็นพื้นที่สีเขียว และลดปรากฏการณ์เกาะความร้อน
1.3 ใช้สำรองน้ำฝนสำหรับรดน้ำสวน
1.4 ลดค่าก่อสร้างระบบรดน้ำสวน
1.5 ใช้เป็นรั้วรักษาความปลอดภัย
1.6 อาจใช้เป็นบ่อน้ำในการระบายความร้อนของเครื่องปรับอากาศ
1.7 อาจใช้ในการสร้างผลผลิต เช่น ปลา พืช
1.8 อาจใช้ในการดับเพลิง
1.9 อาจใช้ดินที่ขุดสำหรับการถมที่
1.10 ขอบบ่อและก้นบ่ออาจใช้กลบฝังเศษวัสดุจากการก่อสร้าง
blog23 01.jpg
รูปที่ 1 ตัวอย่างการวางผังบริเวณให้มีพื้นที่สีเขียว และการให้มีคูน้ำรอบโครงการเพื่อใช้ในการรองรับน้ำฝน และน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่

ดังนั้น หากผู้ออกแบบสามารถบูรณาการในเรื่องนี้ได้ นอกจากจะไม่เป็นการเพิ่มค่าก่อสร้างแล้ว ในหลายๆ กรณีที่ผ่านมา ยังสามารถลดค่าก่อสร้างลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าก่อสร้างระบบท่อน้ำฝนและท่อระบายน้ำ ซึ่งในแต่ละโครงการมีมูลค่าสูงมาก
2. ประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water Efficiency)(10) รายการส่วนใหญ่ในหัวข้อนี้เป็นเรื่องของการประหยัดน้ำและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้โดยไม่ต้องเพิ่มค่าก่อสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำจะทำให้ระบบการจ่ายน้ำประปามีขนาดเล็กลง เพียงแค่เปลี่ยนโถส้วมและโถปัสสาวะจากระบบฟลัชวาล์วเป็นสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ ก็ทำให้ขนาดเครื่องสูบน้ำและระบบท่อเล็กลงเป็นอย่างมาก ส่วนสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำในปัจจุบันก็มีราคาปกติ ค่าอุปกรณ์ในกรณีที่ใช้ก๊อกน้ำแบบอัตโนมัติอาจเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็ไม่มากนัก ส่วนการติดตั้งมิเตอร์น้ำเพิ่มก็ไม่มีผลกับค่าก่อสร้างมากนัก โดยรวมขนาดของระบบประปาที่เล็กลงน่าจะทำให้ค่าก่อสร้างโดยรวมเท่าเดิมหรือลดลง สำหรับระบบบำบัดน้ำเสียที่อาจทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่มในกรณีที่ต้องการบำบัดน้ำเพื่อนำกลับมาใช้ แนะนำให้การนำน้ำกลับมาใช้ ให้นำไปใช้สำหรับรดน้ำสวน ก็จะไม่ทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่ม และอาจใช้พืชน้ำช่วยในการบำบัดน้ำขั้นสุดท้าย
3. การใช้พลังงานและบรรยากาศ (Energy and Atmosphere)(35) หัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่มีคะแนนสูงที่สุด และผู้ออกแบบอาคารต้องมีความรู้ความชำนาญด้านการอนุรักษ์พลังงานในระดับมืออาชีพหากต้องการให้ได้รับการประเมินในระดับสูง แต่ก็เหมือน 2 หัวข้อแรกที่ผู้ออกแบบอาคารสามารถออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงานที่ไม่มีผลทำให้ค่าก่อสร้างเพิ่ม หรือเป็นการออกแบบให้ได้ตามเป้าหมายการรับรองระดับอาคารเขียวโดยที่ทำให้การลงทุนได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าเดิมเมื่อคำนวณตามมูลค่าปัจจุบันสุทธิ ดังกรณีศึกษาดังต่อไปนี้
3.1 การออกแบบเปลือกอาคารเพื่อให้เป็นฉนวน
3.2 การออกแบบเปลือกอาคารให้มีพื้นที่ลดลง
3.3 การออกแบบระบบการทำความเย็นร่วม
3.4 การออกแบบอาคารพลังงาน
3.5 การออกแบบระบบปรับอากาศ
3.6 ระบบการสำรองความเย็น
3.7 พลังงานทดแทน
3.8 การประหยัดพลังงานในระบบแสงสว่าง
3.9 ระบบการบริหารจัดการพลังงาน
ผู้อ่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหนังสือเทคโนโลยีอาคาร
blog23 07.jpg
รูปที่ 2 ตัวอย่างการวางผังอาคารเพื่อให้อาคารมีพื้นที่กรอบอาคารน้อยลง เป็นการประหยัดค่าก่อสร้างเปลือกอาคาร และลดภาระการปรับอากาศลง
รูปที่ 3 ตัวอย่างของอาคารพลังงานที่มีระบบการผลิตไฟฟ้าและใช้ความร้อนทิ้งจากการผลิตไฟฟ้าในการผลิตความเย็น
รูปที่ 4 ตัวอย่างของการจัดวางหม้อแปลงไฟฟ้าโดยรอบอาคารเพื่อลดการเดินสายไฟฟ้าและการสูญเสียพลังงานในระบบไฟฟ้า
รูปที่ 5 ตัวอย่างของอาคารอนุรักษ์พลังงานที่ใช้เครื่องปรับอากาศที่มีขนาดเล็กกว่าปกติ 2-3 เท่า และใช้วิธีการจ่ายความเย็นด้วยท่อน้ำเย็นแทนการใช้ท่อลมขนาดใหญ่


แนวทางการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน เป็นแนวทางการออกแบบที่พิสูจน์ได้ว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน และส่วนใหญ่จะมีระยะเวลาในการคืนทุน 1-7 ปีเท่านั้นหัวใจของการออกแบบอาคารอนุรักษ์พลังงาน อยู่ที่การวางแผนในส่วนของระบบการจ่ายพลังงาน ระบบการส่งพลังงานและระบบการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพส่วนของระบบการจ่ายพลังงาน เช่น การจัดให้มีอาคารพลังงานที่ประกอบด้วยเครื่องทำน้ำเย็น และหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงส่วนของระบบการส่งพลังงาน เช่น การจัดให้ระยะของท่อและสายไฟฟ้าสั้นและมีการสูญเสียน้อยส่วนของระบบการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้โคมไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง การใช้เครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพสูง การใช้ระบบการควบคุมอาคารอัตโนมัติในขบวนการวิศวกรรมคุณค่า หัวข้อเหล่านี้เป็นหัวข้อหลักในการพิจารณาที่จะช่วยให้งบประมาณค่าก่อสร้างลดลงได้เป็นอย่างมาก

บ้านกับกระจก

|0 ความคิดเห็น

บ้านกับกระจก


ในการสร้างบ้านหนึ่งหลังนั้นเรามักจะใช้กระจกเป็นองค์ประกอบเสมอ ทั้งในรูปแบบประตู หน้าต่าง ผนัง หรือในปัจจุบันก็สามารถใช้กระจกทำเป็นพื้นไปจนถึงเป็นโครงสร้างได้ ด้วยคุณสมบัติของกระจกที่มีความโปร่งใส ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งแวดล้อมภายนอกบ้าน แล้วยังให้แสงแสว่าง ลดความอึดอัดทึบตันของบ้านได้ แต่ถ้าเราใช้กระจกเป็นมากเกินไป หรืออยู่ในตำแหน่งของบ้านที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมอย่างบ้านเราที่ไม่ค่อยจะเอื้ออำนวยต่อการมีบ้านที่ใช้กระจกมากมายนัก ก็อาจจะนำมาซึ่งความร้อนและความไม่สงบภายในบ้านได้ ทั้งในเรื่องของมลภาวะทางเสียงและความไม่ปลอดภัย
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันมีการพัฒนากระบวนการในการผลิตกระจกอย่างมาก เพื่อให้สามารถใช้กระจกได้ตามต้องการและเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมบ้านเรามากขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนคือกระจกกันความร้อนหรือลดความร้อน กระจกนิรภัย  และกระจกกันเสียง
ถ้ากล่าวถึง “กระจกลดความร้อน” หลายๆ คนอาจจะนึกถึงกระจกใสสีต่างๆ โดยเฉพาะสีเขียวใส ซึ่งได้รับความนิยมพอสมควรมาระยะหนึ่ง ด้วยราคาที่อาจจะสูงกว่ากระจกธรรมดาที่มีความหนาเท่ากันประมาณ 20% แต่มีคุณสมบัติที่ช่วยดูดความร้อนหรือรังสี UV ที่มาจากแสงอาทิตย์ได้ถึง 35-50% โดยขึ้นอยู่กับสีแต่ละสี
tinted-glass.jpgกระจกสีใส
อย่างไรก็ตาม กระจกที่มีประสิทธิภาพในการลดรังสีความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากที่สุดคือ กระจกลามิเนต” ซึ่งโดยทั่วไปก็จะหมายถึงการนำเอากระจกชนิดใดก็ได้มาประกบกันตั้งแต่สองชั้นขึ้นไปโดยมีฟิล์มอยู่ตรงกลาง ฟิล์มตัวนี้เองที่เป็นตัวลดรังสีความร้อนได้มากกว่า 95% บางคนอาจจะใช้วิธีติดฟิล์มกันความร้อนภายหลังจากที่ติดตั้งกระจกไปแล้วก็ได้
la.jpgกระจกลามิเนต
ข้อดีของกระจกลามิเนตอีกเรื่องคือเรื่องความปลอดภัย เพราะถ้าหากกระจกแตกด้วยสาเหตุใดก็ตาม ฟิล์มที่อยู่ตรงกลางจะเป็นตัวยึดกระจกที่ประกบอยู่ทั้งสองด้านไว้ไม่ให้ร่วงหล่นลงมา จึงเรียกได้ว่าเป็น กระจกนิรภัย” ด้วย ยิ่งไปกว่านั้นชนิดของฟิล์มก็มีความแตกต่างกันไป ถ้าใครรู้จักกระจกกันกระสุนนั่นก็คือกระจกลามิเนตประเภทหนึ่งค่ะ แต่เพิ่มความหนาและจำนวนชั้นของกระจกเข้าไป ส่วนชนิดของฟิล์มที่อยู่ตรงกลางก็เป็นฟิล์มที่เหนียวเป็นพิเศษขนาดที่รับกระสุนปืน M16 ได้ บ้านที่เราอยู่อาศัยคงไม่ต้องถึงกับใช้กระจกกันกระสุนนะคะ เพราะราคาสูงมาก แต่เราควรเลือกใช้กระจกลามิเนตในส่วนที่เน้นเรื่องความปลอดภัย เช่น หลังคากระจก (Skylight) กระจกที่อยู่สูงในห้องโถงสูง ราวระเบียง ราวบันได เป็นต้น
สำหรับบ้านของใครที่อยู่ใกล้ถนนหรืออยู่สภาพแวดล้อมที่เสียงดัง  กระจกฉนวนสองชั้น” จะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ค่ะ กระจกฉนวนสองชั้นคือกระจกชนิดใดๆ สองแผ่นที่ประกบเข้ากับกรอบโดยมีช่องอากาศตรงกลาง ช่องอากาศนี้มีคุณสมบัติเรื่องการลดเสียงที่จะผ่านเข้ามาภายในบ้านได้ และคุณสมบัติอีกเรื่องที่ได้มาด้วยคือช่วยลดความร้อนที่มาจากแสงอาทิตย์
2panesidecutpic-270x423.jpgกระจกฉนวนสองชั้น
นอกจากนี้ยังมี เป็นกระจกนิรภัยอีกประเภทหนึ่งค่ะ  นั่นคือ “กระจกเสริมลวด” ที่สามารถทนความร้อนได้สูง  มักจะถูกใช้ในอาคารที่มีข้อกำหนดเรื่องการทนไฟในกรณีที่เกิดเพลิงไหม้ เพราะลวดที่เสริมอยู่ในกระจกจะสามารถทนไฟได้ประมาณ 1-2 ชม. ก่อนขาด แล้วกระจกจึงจะแตก ซึ่งการแตกก็จะร่วงหล่นลงมาไม่ได้เกาะอยู่กับลวดเหมือนกระจกลามิเนตนะคะ
ยังมีกระจกอีกหลายประเภทที่น่าสนใจ แต่ที่เล่ามานี้เป็นกระจกที่มักจะใช้กันในระดับที่พักอาศัย ซึ่งน่าจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องความร้อน เสียงรบกวน และความปลอดภัยได้ เลือกใช้กระจกให้ถูกต้องตามความเหมาะสมนะคะ 

เรื่องของหลังคาบ้านแบบแบนๆ

|0 ความคิดเห็น

เรื่องของหลังคาบ้านแบบแบนๆ

บ้านสไตล์ที่หลังคาแบนๆ หรือที่ถูกเรียกกันตามความเข้าใจว่าบ้านที่ไม่มีหลังคา กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะดูทันสมัยเป็นแนว Modern ซึ่งการทำให้บ้านดูเหมือนไม่มีหลังคานั้น สามารถทำได้สองวิธี... วิธีแรกคือซ่อนหลังคาที่มีการมุงด้วยกระเบื้องไว้ โดยให้มีความลาดชันของหลังคาน้อยๆ แล้วบังด้วยผนังเป็นกรอบล้อมรอบ อีกวิธีหนึ่งคือหล่อคอนกรีตเป็นแผ่นหลังคาแบนๆ เลย ซึ่งบางคนก็ทำเป็นดาดฟ้าเพื่อให้ขึ้นไปใช้ประโยชน์ของพื้นที่ได้
5.jpg
ใครเลือกใช้วิธีแรกนั้นไม่ค่อยมีเรื่องให้น่ากังวลเท่าไหร่ค่ะ แต่ถ้าเป็นวิธีหลังนี่มีข้อควรคำนึงถึงหลายประการ ซึ่งจะขอแนะนำเป็นหัวข้อต่อไปนี้นะคะ

  • ระบบพื้นหลังคา ที่เหมาะสมควรเป็นพื้นคอนกรีตหล่อกับที่ที่มีความหนาอย่างน้อย 10 เซ็นติเมตร และผสมน้ำยากันซึมมาในเนื้อคอนกรีตด้วย ไม่ควรใช้แผ่นพื้นสำเร็จรูปวางบนคานนะคะ เพราะระบบแผ่นพื้นสำเร็จรูปจะมีการสั่นสะเทือนของแต่ละแผ่น ซึ่งส่งผลให้คอนกรีตที่เททับหน้าแตกร้าวได้ง่าย และแผ่นพื้นแต่ละแผ่นจะมีรอยต่อระหว่างแผ่น ซึ่งถ้าคอนกรีตที่เททับหน้า (ไม่ว่าจะหนาเท่าใดก็ตาม) เกิดการแตกร้าว จะมีโอกาสที่น้ำจะรั่วซึมลงมาได้ง่ายค่ะ
  • ระบบกันซึมและการระบายน้ำ เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับหลังคาคอนกรีต เพราะถึงแม้ในเนื้อคอนกรีตจะผสมน้ำยากันซึมมาในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดผิวคอนกรีตด้านบนเกิดการแตกร้าวเนื่องจากแสงแดดอันร้อนแรงอย่างบ้านเรา และยังมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปีอีก รับรองได้เลยว่าจะเกิดปัญหาการรั่วซึมแน่นอน ดังนั้น ถ้าจะทำหลังคาคอนกรีตหรือดาดฟ้าต้องทำระบบกันซึมนะคะ (ตามที่คุณพงศ์เทพเคยแนะนำไว้ใน BLOG http://www.scgexperience.co.th/th/blog/detail.aspx?id=3&post=55 เลยค่ะ) และที่สำคัญควรมีการปรับระดับพื้นให้มีความลาดเอียงที่เหมาะสมพอที่จะให้น้ำไหลไปลงสู่ทางหรือท่อระบายน้ำได้ โดยไม่ให้มีบริเวณที่เป็นแอ่งน้ำขังด้วยค่ะ
  • การกันความร้อน เนื่องจากคอนกรีตมีคุณสมบัติในเรื่องการอมความร้อน และจะแผ่เข้ามาภายในบ้านได้ ดังนั้นจึงควรมีการลดความร้อนให้ผ่านเข้ามภายในบ้านน้อยที่สุด ซึ่งมีทั้งแบบที่ติดตั้งใต้หลังคาหรือปูเหนือฝ้าเพดาน เช่น ฉนวนกันความร้อนประเภทต่างๆ, แผ่นฝ้ายิปซั่มสะท้อนความร้อน ฯลฯ และแบบที่ปูหรือพ่นบนพื้นหลังคาเพื่อป้องกันความร้อนหรือสะท้อนความร้อน เช่น การทำพื้นไม้ยกระดับให้เกิดช่องอากาศที่เป็นฉนวนระหว่างพื้นไม้และพื้นคอนกรีต, การปูด้วยแผ่น Solar Slab, การพ่น Ceramic Coating ฯลฯ สำหรับคนที่ต้องการใช้พื้นที่ดาดฟ้าเป็นพื้นที่สังสรรค์ หรือพักผ่อน อาจจะทำสวนดาดฟ้า หรือทำระแนงไม้สำหรับปลูกไม้เลื้อยเพื่อช่วยกรองแสงและให้ร่มเงา เพื่อเป็นการลดความร้อนได้อีกทางหนึ่งค่ะ
roofdeck2.jpgisl_image02.jpg
ต้องการหลังคาแบนเรียบทันสมัย แล้วยังใช้พื้นที่เป็นส่วนพักผ่อนได้อีก ก็ต้องเข้าใจและคำนึงถึงสิ่งต่างๆ ตามที่กล่าวมานะคะ เท่านี้เราก็มีหลังคาดาดฟ้าได้อย่างสบายใจแล้วค่ะ

ประตูหลักเข้าบ้านเปิดเข้าตามตำราฮวงจุ้ยดี หรือเปิดออกนอกดี

|0 ความคิดเห็น

ประตูหลักเข้าบ้านเปิดเข้าตามตำราฮวงจุ้ยดี หรือเปิดออกนอกดี

     เรื่องเปิดประตูบานที่เป็นประตูหลักของบ้านเข้าด้านใน
หรือจะเปิดออกด้านนอกดี ถ้าไปถามผู้ที่มีความศรัทธาใน
เรื่องฮวงจุ้ยก็จะได้รับคำตอบว่า ต้องทำบานประตูหน้าให้
เปิดเข้าด้านในจึงจะถูกหลัก ส่วนอีกพวกหนึ่งก็บอกว่าเปิด
เข้าทำไม เปิดแล้วพายุงแมลงที่ออตรงประตูเข้าบ้านพร้อม
กับเราด้วย ต้องเปิดออกนอกถึงจะถูก แล้วควรเชื่อใครดี
     เรื่องนี้ว่ากันตามตรงเป็นเรื่องของความศรัทธาส่วนหนึ่ง
คงไม่เหมาะที่จะไปว่าของใครดีไม่ดี แต่คิดว่ามาดูว่าถ้าจะทำ
แบบเปิดเข้าในหรือเปิดออกนอก แต่ละแบบควรระมัดระวังเรื่อง
อะไรจะดีกว่าครับ
     เริ่มกันที่ เปิดเข้าในตามแบบฮวงจุ้ย(จะว่าไปบ้านไทยโบราณ
ของเราก็เปิดเข้าด้านในทั้งนั้น) ถ้าจะทำประตูเปิดเข้าในแบบ

ประตูเปิดใน.jpg

นี้ แนะนำว่าควรดูเรื่องชายคาให้ยื่นยาว มีพื้นที่กันแดดฝนไม่ให้
ซัดน้ำฝนถูกประตูได้ตรงๆ จะได้ไม่ต้องเจอปัญหาเรื่องน้ำฝนไหล
ย้อยเข้าบ้าน ส่วนเรื่องช่องว่างตีนประตูที่แมลง และฝุ่นผงอาจ
หลุดเข้าบ้านผ่านช่องนี้ก็แก้ไขด้วยการทำธรณีดักกันไว้สูงสัก 5
เซ็นติเมตรก็ได้  ถ้าทำแบบนี้ก็จะแก้ปัญหาที่ท้วงติงได้แล้ว


เปิดเข้าใน2.jpg
     สำหรับแบบเปิดออกนอก จุดที่ไม่ควรลืมมีแค่นิดเดียวครับคือ
ให้ทำประตูขอบล่างอมส่วนยกพื้นของพื้นภายในบ้านด้วย เท่านี้ก็
จะไม่ประสบปัญหาเรื่องฝุ่นผงปลิวเข้าบ้าน แบบเปิดออกนอกจะดี
กว่าแบบเปิดเข้าในตรงที่ การกันฝนครับ ถ้าบานประตูมีน้ำฝนซัด
โดนบานแม้จะถึงระดับครึ่งบานประตู น้ำฝนทั้งหมดจะหยดลงนอก
บ้านอย่างเดียวครับ จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องชายคาที่ปกคลุม


ประตูเปิดนอก.jpg
     ส่วนเรื่องยุงเข้าบ้าน ผมว่าไม่ว่าแบบเปิดเข้าในหรือเปิดออก
ด้านนอก ยุงก็เข้าบ้านพร้อมๆกับเราทั้งสองแบบแหละครับ หาน้ำ
ยาตะไคร้หอมมาวางตอนหัวค่ำ ยุงก็หายหมดแล้วครับ

เปิดออกนอก2.jpg
    แล้วเจอกันใหม่ครับ

คอนกรีตมวลเบากับอิฐมอญอย่างไหนแพงกว่ากัน

|0 ความคิดเห็น

คอนกรีตมวลเบากับอิฐมอญอย่างไหนแพงกว่ากัน


builder01_1.jpgข้อ แนะนำการสร้างบ้าน
คอนกรีตมวลเบากับอิฐมอญอย่างไหนแพงกว่ากัน
จะใช้ คอนกรีตมวลเบาในการก่อสร้างบ้าน ไม่ทราบราคาจะแพงกว่าอิฐมอญมากหรือไม่

โดย พื้นฐานแล้ว ราคา อิฐมวลเบาจะแพงกว่า 2 เท่านิด ๆ แต่หากซื้อเป็นล็อตใหญ่พอประมาณราคาจะลงมา เกือบเท่าอิฐมอญ แต่สิ่งที่ขอแนะนำ คือ

โดยสาระของ คอนกรีตมวลเบา มันดีมาก ขนาดก้อนจะเนี้ยบเท่ากัน กันความร้อนได้ น้ำหนักเบา จำต้องทำความเข้าใจในเทคโนโลยีให้ถูกต้อง ในไทยเท่าที่ทราบและมีชื่อ มี 2 ชนิดคือ คิวคอน กับ ซุปเปอร์บล็อค ซึ่งจะบอกวิธีติดตั้งละเอียดว่าต้องใช้น้ำยาของเขา บอกวิธีการฉาบ ซึ่งคุ้มแน่นอน แต่จะต้องระวัง ต้องควบคุมช่างให้จัดการทำตามขั้นตอน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดอาการร้าวทั้งหลังได้

คอนกรีตมวลเบา เบาได้เพราะ ข้างในมีโฟม มีฟองอากาศและมีส่วนผสมบางอย่างที่เบา แต่ละอย่างส่วนผสมให้คุณสมบัติแตกต่างกันไป แต่สาระ คือ ให้น้ำหนักเบา เนี๊ยบเรียบร้อย กันความร้อน วิธีทดสอบคุณสมบัติอย่างง่ายคือ ต้องไม่ดูดซึมน้ำ โดยทดลองแช่น้ำแค่ครึ่งก้อน หากลามก็อย่าใช้ยี่ห้อนั้นเด็ดขาด
builder01_2.jpg
   builder01_3.jpg

แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ VS แผ่นยิปซั่ม

|0 ความคิดเห็น

แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ VS แผ่นยิปซั่ม

เป็นคำถามยอดฮิตพอสมควรว่าวัสดุทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างกันอย่างไร เพราะการนำไปใช้งานนั้นแทบไม่ต่างกันมากนัก ที่เห็นแน่ๆ คือเอาไปทำผนังเบาและฝ้าเพดาน แล้วจะเลือกใช้อะไรกันดีจึงจะเหมาะสม???... ลองพิจารณาสิ่งที่จะสรุปต่อไปนี้เพื่อเป็นข้อมูลนะคะ
คุณสมบัติโดยทั่วไปของวัสดุทั้งสองชนิดที่ไม่ต่างกันคือเรื่องการเป็นฉนวนที่ดี ไม่ติดไฟ ไม่ลามไฟ และไม่ก่อให้เกิดสารพิษ แต่ข้อแตกต่างที่ค่อนข้างชัดเจนคือแผ่นยิปซั่มนั้นจะเหมาะกับงานภายในอาคารมากกว่า ด้วยเหตุผลที่แผ่นยิปซั่มนั้นผลิตจากผงแร่ยิปซั่มอัดแน่นซึ่งมีความเปราะ จึงใช้กระดาษแข็งเป็นตัวประกบแผ่นทั้งสองด้านเพื่อเพิ่มความแข็งแรง หากนำไปใช้งานที่ตากแดดตากฝน เนื้อกระดาษทั้งสองด้านคงไม่สามารถทนได้นานนัก และจะส่งผลให้ผงยิปซั่มที่เป็นไส้กลางร่วนแตกได้ ในขณะที่แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นวัสดุที่พัฒนามาจากแผ่นซีเมนต์ใยหินในสมัยก่อน แต่เปลี่ยนส่วนผสมจากเส้นใยหินมาเป็นเส้นใยเซลลูโลส ซึ่งมีข้อดีในเรื่องที่ไม่ก่อให้เกิดสารพิษ มีความยืดหยุ่นตัวและมีความเหนียวมากกว่า สามารถทนแดดทนฝนได้เช่นกัน ดังนั้นจึงใช้สำหรับงานภายนอกอาคารได้ นอกจากนี้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ที่มีความหนามากกว่า 16 มิลลิเมตร ยังสามารถนำมาใช้งานเป็นแผ่นพื้นได้อีกด้วย ในขณะที่แผ่นยิปซั่มไม่สามารถนำมาใช้เป็นแผ่นพื้นได้แม้จะมีความหนาเท่ากันหรือมากกว่าก็ตาม
f2.jpgแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์
คุณสมบัติเรื่องการใช้งานอีกข้อของแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์คือ สามารถปูกระเบื้องทับบนแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ได้โดยใช้ปูนกาว และยังสามารถฉาบปูนฉาบบาง (Skim Coat) ทับได้ด้วย โดยลักษณะผิวของแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์จะมีสองด้านคือด้านเรียบและด้านหยาบ ซึ่งมีการใช้งานต่างกัน เช่น โดยทั่วไปจะใช้ด้านเรียบของแผ่นเป็นผิวโชว์ แต่หากต้องการปูกระเบื้องทับแนะนำให้ใช้ด้านหยาบจะช่วยเรื่องการยึดเกาะได้ดีกว่า
g 1.jpgแผ่นยิปซั่ม
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆ ท่านคงคิดว่าแผ่นยิปซั่มบอร์ดมีคุณสมบัติดีสู้แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ไม่ได้เลย ...อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจนะคะ เพราะจริงๆ แล้วแผ่นยิปซั่มมีจุดเด่นที่แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์สู้ไม่ได้นอกเหนือจากราคาและน้ำหนักที่เบากว่า นั่นก็คือความเรียบเนียนของผิวแผ่น แม้กระทั่งบริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นก็สามารถฉาบเก็บรอยต่อได้เนียนจนไม่สามารถสังเกตเห็นได้ จึงเหมาะกับงานผนังและฝ้าเพดานตกแต่งภายในบ้านที่ต้องการความเนี้ยบเรียบร้อย อีกทั้งในเรื่องของการตัดแผ่น การซ่อมแซม และการติดตั้งก็ทำได้ง่ายและรวดเร็วกว่ามากด้วย นอกจากนี้ปัจจุบันผู้ผลิตแผ่นยิปซั่มก็มีการพัฒนาขึ้นมาก โดยเพิ่มคุณสมบัติพิเศษต่างๆ  เช่น การสะท้อนความร้อนสำหรับงานฝ้าเพดานใต้หลังคา การทนความชื้นสำหรับงานฝ้าเพดานในห้องน้ำ การทนไฟสำหรับผนังของอาคารบางประเภท การดูดซับเสียงสำหรับงานผนังและฝ้าเพดานของห้องที่ต้องการเก็บเสียง เป็นต้น
คงพอเห็นภาพกันแล้วนะคะว่าวัสดุทั้งสองประเภทมีความแตกต่างกันอย่างไร และมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องใดบ้าง เลือกใช้ให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ และให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคนนะคะ